วันเวลาปัจจุบัน 21 ส.ค. 2019, 14:51  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 59 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ต.ค. 2010, 15:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2010, 17:16
โพสต์: 177

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ได้ลองปฏิบัติดูแล้วเกิดสงสัยคะ ว่าเราจะดูจิตและเวทนาจิตเกิดดับอย่างไร :b10:
สมมตินะคะ ว่านั่งสมาธิแล้วเกิดปวดที่ขา ซักห้านาที เมื่อเริ่มเกิด จิตเข้าไปตามรู้ตามดูว่าอ๋อ รูปเกิดทุกข์เวทนา มีความปวด จิตเกิดตรงนี้ใช่มั้ยคะแต่ไปจบตรงไหนคะ ดูจิตว่าเวทนาจิตเป็นเฉย และจิตก็ไปคิดหรือไปดูอย่างอื่นต่อ นี่แสดงว่าจิตดวงนี้ดับแล้ว เกิดดวงใหม่ที่ไปพิจารณาอย่างอื่นต่อใช่มั้ยคะ แล้วผ่านไปซักสองสามนาที จิตก็เข้าไปดูตรงที่ปวดเมื่อกี้ว่า ความปวดลดลงอันนี้เป็นจิตดวงใหม่ใช่มั้ยคะ พอไปพิจารณาอย่างอื่นต่อจิตดวงนี้ก็ดับหรือคะ แต่ถ้าเวทนาจิตเป็นเฉยตลอดหละคะ แม้ไปพิจารณาอิริยาบทอื่นก็เป็นเฉยอยู่ จนบางทีอาการปวดที่ขาหายไปแล้ว จิตยังไปเพลินอยู่กับอย่างอื่นอยู่ พอนึกได้เอะเมื่อกี้ปวดขา ลองเข้าไปดู เห็นว่าความปวดดับไปแล้ว ตกลงเราดูจิตและเวทนาจิตอย่างไรคะ สอนผู้ปฏิบัติใหม่ที่ยังไม่เคยมีอาจารย์ นอกจากอ่านและถามและฝึกด้วยตัวเองทีคะ :b10:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ต.ค. 2010, 21:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2010, 17:16
โพสต์: 177

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ถามเอง แต่ไม่ได้ตอบเองนะคะ เข้าเวปวิมุติ แล้วท่านอาจารย์ตอบให้คะ


Re: ถามเรื่องการดูจิตและเวทนาจิต เกิดดับอย่างไร
« Reply #1 เมื่อ: วันนี้ เวลา 04:13:05 pm »อ้างถึงถ้าจิตออกไปทางเฉยๆ ก็มาหัดดูกาย (เอากายเป็นเครื่องอยู่)
แล้วค่อยๆ หัดสังเกตว่า เวลาที่หลงไปคิดจิตจะลืมกายไป
แต่พอรู้ว่าหลงไปคิด จิตจะกลับมารู้กายได้
ซึ่งตรงที่เห็นความเปลี่ยนแปลงจากจิตที่หลงไปคิด(ลืมกาย) แล้วกลับมารู้กาย
ตรงนี้ก็คือการเห็นจิตที่หลงดับไป แล้วเกิดจิตที่รู้กาย
หรือเห็นจิตเกิดดับนั่นเอง ลองหัดสังเกตตรงนี้ดูนะครับ

ผู้ให้ธรรม ย่อมเจริญในธรรมคะ ขอบคุณคะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2010, 00:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ก.ย. 2010, 23:17
โพสต์: 257

แนวปฏิบัติ: ดูจิต
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
สิ่งที่ชื่นชอบ: ประเภทธรรมะ
ชื่อเล่น: หยุย
อายุ: 0
ที่อยู่: ห้วยขวาง

 ข้อมูลส่วนตัว


ผมขอตอบตามความรู้และความเข้าใจที่มีอยู่ก็แล้วกันนะครับ (อาจจะไม่ถูกก็ได้)การนั่งวิปัสสนานั้นจะต่างจากการนั่งสมาธิ เพราะการนั่งสมาธิเป็นเพียงแค่จิตสงบเท่านั้นเองครับ ส่วนวิปัสสนานั้นจิตจะกำหนดไปตามรู้สภาวะที่เกิดขึ้น เพราะหลักวิปัสสนาที่ใช้ฝึกกันก็มี 4 อย่างครับ(แต่จำได้ไม่หมดครับ)
แต่ของคุณ ploypet นั้นน่าจะเป็นการดูที่เวทนาวิปัสสนานะครับ ถ้าหลักนี้ก็ให้ตามดูเวทนาเข้าไปว่ามันไม่เที่ยง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป คือเอาเวทนามาเป็นตัวกำหนดพิจารณาไปเรื่อยๆที่เกิดเวทนาขึ้นมาถ้าทำบ่อยๆจนอินทรีย์บารมีแก่กล้ามากพอจิตก็จะเห็นเป็น ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ( เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่เป็นของเรา )ได้ครับ และถ้าดูกายก็จะใช้จิตกำหนดรูปกายพิจารณาว่ากายนี้ว่ามีสภาพเป็นทุกข์ เป็นรังของโรค มีน้ำเลือด น้ำลาย น้ำหนอง มันข้น ฯลฯ ไม่สามารถทนอยู่ได้ จนจิตเกิดเห็นตามความเป็นจริงไม่ใช่แค่รู้จากสมองสั่งครับ ส่วนอีก 2 ข้อนั้นจำไม่ค่อยได้แล้วครับ ถ้าจริตเราถูกกับวิปัสสนาแบบไหนก็ลองดูครับเพราะถ้าถูกกับจริตของเราแล้วก็จะรู้สึกว่าไม่ยากจนเกินไปครับ :b1: :b1: :b1:

ป.ล แต่ผมก็ยังทำไม่ได้เลยความเพียรยังไม่มากพออย่างดีก็ได้แค่แนะนำบอกตามที่ได้รู้ได้ศึกษามาครับ
:b9: :b9: :b9:

.....................................................
สัตว์โลกล้วนเป็นไปตามกรรม
ทุกอย่างไม่ควรยึดถือ
อกุศลน้อยนิด อย่าคิดทำ
กุศลน้อยนิด ให้คิดทำ
ทำกุศลวันละนิด ดีกว่าคิดที่จะทำ

พระพุทธองค์ยังถูกนินทา
ประชาชนธรรมดามีหรือจะหนีพ้น

ไม่อยากทุกข์แต่ก็เป็นทุกข์ ถ้าไม่เรียนรู้ทุกข์ จะพ้นทุกข์ได้อย่างไร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2010, 12:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2010, 17:16
โพสต์: 177

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มีคำถามตอบเกี่ยวกับจิต ที่อยากแบ่งปันความรู้ให้เพื่อนๆคะ

ข้อแรก จิตอยู่ที่ไหนคะ ใช่ตรงลิ้นปี่หรือเปล่า หรือหลังใจ หรือที่สมองคะ
หรือเคลื่อนไปเรื่อยๆ คือสังเกตจากตัวเอง มีฐานส่วนใหญ่อยู่ที่ลิ้นปี่คะ
แต่ก็เคลื่อนไปไหนมาไหนได้ตลอด ถ้าจิตจะไปคะ

จิตไม่มีที่อยู่ที่แน่นอนหรอกครับ แล้วแต่ว่าจิตจะไปสนใจรับรู้อารมณ์
แล้วก็เคยชินที่จะรู้อยู่กับอะไรมากกว่าครับ
เช่น ถ้าปกติจิตเคยชินที่จะรู้ตรงกลางอก พอเกิดความคิด
จิตที่รู้อยู่กลางอกก็จะดับ แล้วจิตก็จะไปเกิดตรงบริเวณหัว เป็นต้น
เพราะฉะนั้นที่เห็นจิตเหมือนเคลื่อนไปตามที่ต่างๆก็ถูกแล้ว
แต่ให้สังเกตเพิ่มด้วยว่า จริงๆ แล้วจิตดวงเดิมไม่ได้เคลื่อนไป
แต่เป็นเพราะจิตดวงเดิมดับไปแล้วเกิดดวงใหม่ที่ตรงอื่นครับ

ข้อสอง เราดูกาย และดูจิต บางทีก็เห็นว่ากายไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เรา
แล้วเราคือสภาวะอะไรคะ หรือเราคือตัวรู้คะ แล้วถ้ารู้ทำไมต้องดูโน่นดูนี่คะ
ในเมื่อรู้ หรือเราลืมไปแล้วคะ ต้องให้คอยเตือนบ่อยๆ ที่รู้จะได้กลับมาคะ
ทำไมเราต้องทำเองคะ อ่านแล้วทำไมเราไม่เข้าใจคะ เราต้องรู้ด้วยตัวเองเพื่ออะไร
ความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา คือสภาวะอย่างหนึ่งที่จิตสร้างขึ้นมาตามปกติทั่วไป
แต่พอเกิดขึ้นมาแล้ว จิตเองก็กลับไปหลงเข้าใจผิดว่า มีตัวเราที่ถาวรอยู่จริงๆ
ทั้งๆที่ ความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเท่านั้น
การที่เราต้องมาหัดรู้โน่นรู้นี่นั้น
ก็เพราะนี่คือทางที่ละความเข้าใจผิดๆ ว่ามีตัวเราที่ถาวรอยู่ออกไปได้ครับ

ข้อสาม เราต้องดูกายดูจิตไปถึงเมื่อไหร่
เราจะรู้สภาวะอย่างไรคะว่าเราจะหลุดพ้น ในเมื่อบางวันดูได้ บางวันก็ดูไม่ได้
เดี๋ยวเจริญเดี๋ยวถอย เข้าใจคะว่าแค่ดูเห็นความเสื่อมเป็นธรรมดา
มีได้ก็ไม่มีได้ อนิจจังคะ แต่ก็อยากรู้คะ

การดูกายดูจิต ก็เพื่ออบรมจิตเองให้มีปัญญา
แจ่มแจ้งความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม จนสามารถละความเห็นผิด
สามารถละความยึดมั่นถือมั่นในรูปนาม (พ้นจากทุกข์)
ดังนั้นหากประสงค์จะพ้นไปจากทุกข์
ก็ต้องหัดดูไปจนพ้นจากทุกข์ได้จริง ซึ่งถึงตรงนั้นก็จะรู้ได้ว่าจิตหลุดพ้นแล้วครับ
(แต่ต้องระวังว่าจะเข้าใจผิดว่าหลุดพ้นแล้ว ทั้งที่จริงยังไม่หลุดพ้น)

ข้อสี่ ทำไงจะแก้ความอยากรู้ได้คะ
กิเลสตัวเนียะ มันมีอัตตากับโมหะผสมกัน ใช่ไหมคะ
สงสัยให้รู้ว่าสงสัย ไม่ต้องหาคำตอบ
เพราะบางทีคำตอบมันจะมาจากการทดลองปฏิบัติคะ ใช้แนวคิดนี้มาตลอดคะ
แต่ไม่รู้ถูกเปล่าคะ

ม่ต้องดิ้นรนจะแก้ความอยากรู้หรอกครับ
แต่ให้หัดรู้ว่า จิตมีความอยากรู้ หัดรู้ว่าจิตหลงไปคิดหาคำตอบ ก็พอแล้วครับ
ความอยากรู้นี้มันก็แค่มาชวนให้จิตหลงไปจนขาดสติและไม่มีความตั้งมั่น
แต่ถ้ารู้ได้ว่าจิตทีความอยากรู้ จิตก็จะกลับมามีสติมีความตั้งมั่นได้
เมื่อตั้งมั่นได้ ก็จะเห็นว่าจิตที่อยากรู้ก็ไม่เที่ยง เกิดแล้วย่อมดับไปเป็นธรรมดาครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2010, 13:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ploypet เขียน:
ถามเอง แต่ไม่ได้ตอบเองนะคะ เข้าเวปวิมุติ แล้วท่านอาจารย์ตอบให้คะ


Re: ถามเรื่องการดูจิตและเวทนาจิต เกิดดับอย่างไร
« Reply #1 เมื่อ: วันนี้ เวลา 04:13:05 pm »อ้างถึงถ้าจิตออกไปทางเฉยๆ ก็มาหัดดูกาย (เอากายเป็นเครื่องอยู่)
แล้วค่อยๆ หัดสังเกตว่า เวลาที่หลงไปคิดจิตจะลืมกายไป
แต่พอรู้ว่าหลงไปคิด จิตจะกลับมารู้กายได้
ซึ่งตรงที่เห็นความเปลี่ยนแปลงจากจิตที่หลงไปคิด(ลืมกาย) แล้วกลับมารู้กาย
ตรงนี้ก็คือการเห็นจิตที่หลงดับไป แล้วเกิดจิตที่รู้กาย
หรือเห็นจิตเกิดดับนั่นเอง
ลองหัดสังเกตตรงนี้ดูนะครับ

ผู้ให้ธรรม ย่อมเจริญในธรรมคะ ขอบคุณคะ



:b1: จิตปกติที่ยังไม่ได้ฝึกนั้น...รู้อะไร...
คือ...ไปรู้สารพัด...
ในกรณีที่ปฏิบัติยังแล้วยังเป็นช่วงที่ทำความรู้อยู่กับขันธ์ จิตเข้ามักแผล็บไปรู้โนน่รู้นี่...
มิใช่...การสังเกตตรง step นี้...
การสังเกต...ที่อยู่ใน step นี้ มิได้เป็นไปเพื่อรู้ในพฤติกรรมจิต เกิด-ดับ...
เป็นการสังเกตเพื่อยังประโยชน์ คือ...
หนึ่ง... เพื่อฝึกให้จิตทำงานตามคำสั่ง...สติ..สมาธิ..เพื่อฝึกให้จิตทำงานหน้าที่เดียว...
สอง... เพื่อเกิดความรู้ต่อผู้ปฏิบัติว่า...จิตนั้นมี ธรรมชาติคือ...เข้าไปรู้...

การจะเป็นการนำไปสู่ทัศนะให้เห็นจิตเกิด-ดับ นั้น...อย่างที่เป็นปัจจัตตัง...
จะอยู่ลึกกว่านั้น...อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเกิดทัศนะที่เห็นว่า
เมื่อรู้แล้วว่าจิตนั้นมีธรรมชาติคือ..เข้าไปรู้...นี่ล่ะ...
และ...การที่จะรู้ลึกต่อไป...
พฤติกรรมจิตจะต้องสนับสนุนการทำงานสังเกต/พิจารณาในระดับนั้น ๆ

ซึ่งก็จะมีการสังเกตลึกเข้าไปอีกว่า...จิตนี้..เข้าไปรู้สิ่งใด...รู้อะไร...
ซึ่ง...การเข้าไปสังเกต/พิจารณาในแต่ละ step มันจะเข้าคลุกเคล้า/คลึงแป้ง
เมื่อมันรู้แล้วมันก็จะคลาย/คาย เพื่อยกระดับการพิจารณาขึ้นไปอีก...

เพราะ...การเห็นจิตเกิดดับในลักษณะ หลงไป แล้วกลับมารู้กายนั้น...
เอกอน...ไม่แน่ใจ... เพราะจากความเข้าใจของตัวเองที่ปฏิบัติมา...
และ..ผ่านทางนี้มา... มันเป็นการลงเล่นน้ำตรงแค่มิดฝ่าเท้า...
หรือ...การเปิดหนังสืออ่านไปเพียงแค่หน้าสารบัญ...

รู้เท่าทันเพียงเท่านี้...นั่นคือยังบทเรียนต้น ๆ ...

อันนี้เป็นความเห็น...ของเอกอน...ซึ่งอาจจะยังมีข้อผิดพลาด...
ถ้าใครมีแง่มุมที่ตรงประเด็นกว่า...ก็ขอให้ชี้แนะได้...ค่ะ...ยินดีอย่างยิ่ง...
เพราะเอกอนเอง...ก็ยังเป็นผู้ปฏิบัติ...ไม่ใช่ผู้รู้แจ้ง...
ยังมีหลายอย่างที่ยังคลุมเคลือ...
ยังชี้ชัด/ฟันธง...กับธรรมหลาย ๆ บท...ไม่ได้...
ยังต้องการกัลยาณมิตร...ชี้แนะ...

:b8: :b8:


แก้ไขล่าสุดโดย เอรากอน เมื่อ 22 ต.ค. 2010, 13:22, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2010, 13:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2010, 17:16
โพสต์: 177

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดีคะ คุณเอรากอน (อยากรู้ว่าเอรากอน แปลว่าอะไรคะ)

พอเข้าใจที่คุณเอรากอนเขียนมาคะ แต่ที่ไปอ่านกระทู้คนอื่น (ไม่กล้ายกมามันเป็นของคนอื่นจะอธิบายอย่างที่เข้าใจนะคะ )สำหรับตัวเอง เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์ สุรวัฒน์ เขียนนะคะ จิตหลงไปรู้ ไปหลงเรื่องอะไร พอรู้ว่าหลง แล้วกลับมาที่กายที่เราเอามาเป็นเครื่องอยู่( คือเอามายึดเป็นหลักว่าเราดูกาย ไม่งั้นเราจะไม่รู้ว่าหลงคะ ) ถือว่าเป็นจิตที่ดับไปแล้วของจิตหลงตัวนั้น รู้เฉยๆคะ อย่างแรกให้เห็นไตรลักษณ์
อย่างที่สองเห็นว่าหลงเป็นไงคะ รู้ทันที่หลงไปเรื่อยๆ จะทันความหลงคะ

อีกอย่างก่อนจะเกิดโลภะ โทสะ โมหะ มักจะมีหลงก่อนคะ ถ้าเรารู้ทันมากๆ จิตจะระเอียดทันก่อนอารมณ์จะเกิดคะ เมื่อรู้ทันเห็นทัน มันจะหายไปคะ (ตอนนี้จิตตัวเองก็ยังไม่ระเอียดขนาดนั้นคะ) คิดว่าเข้าใจอย่างนั้นคะ :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2010, 13:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 เม.ย. 2010, 09:39
โพสต์: 219

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปนะครับ สภาวะธรรมทั้งหลาย มันแสดงความจริงอยู่ทุกขณะ
cool


ซึ่งก็จะมีการสังเกตลึกเข้าไปอีกว่า...จิตนี้..เข้าไปรู้สิ่งใด...รู้อะไร...
ซึ่ง...การเข้าไปสังเกต/พิจารณาในแต่ละ step มันจะเข้าคลุกเคล้า/คลึงแป้ง
เมื่อมันรู้แล้วมันก็จะคลาย/คาย เพื่อยกระดับการพิจารณาขึ้นไปอีก...

แล้วตอนนี้เอกอน คลาย/คาย ออกมารึยังน๊อ :b9:

.....................................................
.................................................ธ ทรงครองแผ่นดินโดยทศพิธราชธรรม
........................................................พระปฐมบรมราชโองการว่า
.......................“ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม “

........................ขอพ่อเจ้าอยู่หัว ทรงพระเจริญ มีพระชนย์มายุ ยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2010, 14:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2010, 17:16
โพสต์: 177

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ผงธุลีดิน เขียน:
ก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปนะครับ สภาวะธรรมทั้งหลาย มันแสดงความจริงอยู่ทุกขณะ
cool


ซึ่งก็จะมีการสังเกตลึกเข้าไปอีกว่า...จิตนี้..เข้าไปรู้สิ่งใด...รู้อะไร...
ซึ่ง...การเข้าไปสังเกต/พิจารณาในแต่ละ step มันจะเข้าคลุกเคล้า/คลึงแป้ง
เมื่อมันรู้แล้วมันก็จะคลาย/คาย เพื่อยกระดับการพิจารณาขึ้นไปอีก...

แล้วตอนนี้เอกอน คลาย/คาย ออกมารึยังน๊อ :b9:



นั่นสิคะ ไอ้คลุกเคล้าคลึงแป้งเนียะ สงสัยจังคะ ว่าสภาวะมันเป็นไง มันรู้แล้วมันจะคลายเข้าใจคะ

แต่คำว่า "คาย "เนียะคะ มันยังไงๆอยู่คะ :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2010, 14:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ploypet เขียน:
สวัสดีคะ คุณเอรากอน (อยากรู้ว่าเอรากอน แปลว่าอะไรคะ)

พอเข้าใจที่คุณเอรากอนเขียนมาคะ แต่ที่ไปอ่านกระทู้คนอื่น (ไม่กล้ายกมามันเป็นของคนอื่นจะอธิบายอย่างที่เข้าใจนะคะ )สำหรับตัวเอง เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์ สุรวัฒน์ เขียนนะคะ จิตหลงไปรู้ ไปหลงเรื่องอะไร พอรู้ว่าหลง แล้วกลับมาที่กายที่เราเอามาเป็นเครื่องอยู่( คือเอามายึดเป็นหลักว่าเราดูกาย ไม่งั้นเราจะไม่รู้ว่าหลงคะ ) ถือว่าเป็นจิตที่ดับไปแล้วของจิตหลงตัวนั้น รู้เฉยๆคะ อย่างแรกให้เห็นไตรลักษณ์
อย่างที่สองเห็นว่าหลงเป็นไงคะ รู้ทันที่หลงไปเรื่อยๆ จะทันความหลงคะ


อีกอย่างก่อนจะเกิดโลภะ โทสะ โมหะ มักจะมีหลงก่อนคะ ถ้าเรารู้ทันมากๆ จิตจะระเอียดทันก่อนอารมณ์จะเกิดคะ เมื่อรู้ทันเห็นทัน มันจะหายไปคะ (ตอนนี้จิตตัวเองก็ยังไม่ระเอียดขนาดนั้นคะ) คิดว่าเข้าใจอย่างนั้นคะ :b8:


เอรากอน...เป็นชื่อหนัง...เรื่องที่...นึกออกตอนตั้งชื่อ...

:b8:

เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ กับเพื่อให้เท่าทันการหลง...เพราะเมื่อเท่าทันจะหายไป...
ก็ได้นะ...ถือว่า...คุณมีแง่มุมในการพิจารณา/เห็นที่สอดคล้อง...
เพราะ...อย่างที่คุณกล่าว...คือเมื่อจิตละเอียด...มันจะคืบคลานไปเท่าทันสิ่งที่เป็นเหตุให้เกิด...เอง
ส่วนเรื่องที่ผู้อื่นตอบ...แต่ไม่ได้หยิบยกมานั้น...
เข้าใจแล้วค่ะ... พอดี...บางครั้งการหยิบยกคำพูดที่เกี่ยวกับแนวดูจิตพูดกันนั้น...
บางครั้งสั้น และรวบรัด... ทำให้ความเข้าใจบางอย่างปีนเกลียวกันได้ง่าย...
เกิดช่องว่าง...ให้มีผู้เข้าโต้แย้งได้...

เอกอนเข้าใจ...เพราะเอกอนเหมือนจะอัตโนมัติอยู่มาก...
เข้าใจความก้าวกระโดด...และผู้สอนที่นำเทคนิคก้าวกระโดดมาสอน...ก็พอจะเข้าใจอยู่
ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ผลกับทุกคน...นั้น...ก็พอเข้าใจ...
เทคนิคที่เอกอนปฏิบัติมา...เอกอนจึงเหยียบไว้มิดเลย...
ต้องนำกลับมาทบทวน...กับคำสอนของพระพุทธองค์...
เพื่อไม่ให้ตนหลงทิฐิ...มานะ...จนเอาความเข้าใจของตนเป็นใหญ่... :b1:

เพราะอย่างไร...เอกอนก็ไม่เห็นว่าทางที่ตนก้าวมานั้น...เป็นทางที่สมบูรณ์แบบ
เพราะทางที่สมบูรณ์นั้น...พระพุทธองค์ได้ทิ้งไว้ให้แล้ว...
ซึ่งเป็นทางที่...ผู้เพียร ผู้ศรัทธา ในการที่จะก้าวเดินตาม...
ย่อมได้รับผลจากความเพียรของตนดังที่พระพุทธองค์ทรงบอกไว้...
เป็นหนทางที่ใช้ได้ผลกับทุกคน...แน่นอน...

ก็...เพียรในทางที่คุณถนัด...แต่ก็อย่าลืมศึกษาธรรมของพระพุทธองค์นะคะ...

ดีใจที่ได้สนทนาด้วยค่ะ...
และเท่าที่สนทนา...เชื่อว่าหนทางของคุณสดใสแน่นอนค่ะ...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2010, 14:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ploypet เขียน:
ผงธุลีดิน เขียน:
ก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปนะครับ สภาวะธรรมทั้งหลาย มันแสดงความจริงอยู่ทุกขณะ
cool


ซึ่งก็จะมีการสังเกตลึกเข้าไปอีกว่า...จิตนี้..เข้าไปรู้สิ่งใด...รู้อะไร...
ซึ่ง...การเข้าไปสังเกต/พิจารณาในแต่ละ step มันจะเข้าคลุกเคล้า/คลึงแป้ง
เมื่อมันรู้แล้วมันก็จะคลาย/คาย เพื่อยกระดับการพิจารณาขึ้นไปอีก...

แล้วตอนนี้เอกอน คลาย/คาย ออกมารึยังน๊อ :b9:



นั่นสิคะ ไอ้คลุกเคล้าคลึงแป้งเนียะ สงสัยจังคะ ว่าสภาวะมันเป็นไง มันรู้แล้วมันจะคลายเข้าใจคะ

แต่คำว่า "คาย "เนียะคะ มันยังไงๆอยู่คะ :b12:


หะ หะ เป็นคำเปรียบเทียบ...
ปล่อยมือจากแป้ง...รอเข้าเตาอบบบ...มั๊ง...อิ อิ...

เคยมั๊ย...เวลาที่เราอ่านหนังสือน่ะ...
เคยสังเกตมั๊ย...อ่านไปได้หนึ่งบรรทัด..จิตวอกแวก...
ต้องย้อนกลับมาอ่านใหม่...
กว่าเราจะอ่านได้หนึ่งย่อหน้าแล้วเข้าใจ...บางครั้งแค่นี้ต้องฝึกอยู่นาน...

นี่ก็คล้าย ๆ กับพฤติกรรม...จิตไหลไป...ไหลไปก็เริ่มกลับมาตั้งต้นใหม่...

การคลุกเคล้าเหมือนคลุกแป้ง...ก็เหมือนกับว่า...
บางทีเมื่อเราฝึกอ่าน...เราก็จะอ่านได้ที่ละย่อหน้า...แล้วเบรคออกมา
แล้วเดินหน้าต่ออีกย่อหน้า...

เมื่อชำนาญขึ้นก็...ทีละหน้า...แล้วเบรคออกมา แล้วไปต่อทีละหน้า...

พอชำนาญขึ้น...ก็จะเพิ่มความต่อเนื่องได้...

จนถึงที่สุด...ก็เหมือนการอ่านหนังสือทั้งเล่ม...เราจะสังเกตเห็นรูปแบบพฤติกรรมการดำเนินไปตลอดสาย... จนกระทั่งปิดหน้าสุดท้าย...
และเริ่มหยิบหนังสือเล่มใหม่ขึ้นมา...
นี่คือ...พยายามอธิบายให้เห็นภาพ...แล้วนะ...

การคลึงแป้งก็เช่นเดียวกัน...เมื่อส่วนผสมยังแยกส่วนกัน...
และเมื่อคลึง...มันก็ค่อย ๆ เนียนขึ้น ๆ ...น่ะ...
พฤติกรรมส่วนผสมที่สัมผัสกับมือ...การรับรู้...มันจะเดินทางไปจาก
ส่วนผสมที่หยาบมารวมกันแต่ไม่ประสานกัน...จนเริ่มเนียนขึ้นละเอียดขึ้น...
เราจะสังเกตเห็น และรู้ได้แต่ละช่วงของการนวดแป้งนั้น...
เรามีการตอบสนองต่อสิ่งที่สัมผัส(ผัสสะ)ต่างกัน...

:b1: :b12:

นึกภาพออกมั๊ยคะ... :b12:

ดังนั้น...เอกอนยังนวดอยู่คร๊า.....


:b27: :b27:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2010, 15:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 เม.ย. 2010, 09:39
โพสต์: 219

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หึหึ อธิบายแต่ละครั้งต้องตั้งใจอ่านมากๆ เหนื่อยจิงๆ :b32:

ถ้านวดจนเมื่อยแล้ว เพลาๆบ้างนะ ถ้าก้อนมันใหญ่นัก ดึงส่วนใดส่วนหนึ่ง
ออกมาก็พอ ไม่ว่าจะก้อนเล็กก้อนใหญ่ แต่เนื้อของแป้งย่อมไม่ต่างกัน

เผื่อจะทุ่นแรงบ้างเน้อ :b9:

ส่วนเจ้าของกระทู้ คุณploypet
ขอให้มีความเพียร ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ทั้งทางโลกและทางธรรมนะครับ :b4:

.....................................................
.................................................ธ ทรงครองแผ่นดินโดยทศพิธราชธรรม
........................................................พระปฐมบรมราชโองการว่า
.......................“ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม “

........................ขอพ่อเจ้าอยู่หัว ทรงพระเจริญ มีพระชนย์มายุ ยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2010, 15:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2010, 17:16
โพสต์: 177

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คุณเอรากอนบอกว่า:

การคลึงแป้งก็เช่นเดียวกัน...เมื่อส่วนผสมยังแยกส่วนกัน...
และเมื่อคลึง...มันก็ค่อย ๆ เนียนขึ้น ๆ ...น่ะ...
พฤติกรรมส่วนผสมที่สัมผัสกับมือ...การรับรู้...มันจะเดินทางไปจาก
ส่วนผสมที่หยาบมารวมกันแต่ไม่ประสานกัน...จนเริ่มเนียนขึ้นละเอียดขึ้น...
เราจะสังเกตเห็น และรู้ได้แต่ละช่วงของการนวดแป้งนั้น...
เรามีการตอบสนองต่อสิ่งที่สัมผัส(ผัสสะ)ต่างกัน...

:b1: :b12:

นึกภาพออกมั๊ยคะ... :b12:

ดังนั้น...เอกอนยังนวดอยู่คร๊า.....[/color]

:b27: :b27:[/quote]

ไม่เข้าใจคะ เห็นแต่ทุกข์ของกาย ท้องร้องจอกๆ อยากเข้าร้านขนมปังคะ :b9: :b19: แฮะๆๆล้อเล่น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2010, 15:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


"เพราะจิตใจเขาเกิดดับเกิดดับ ๆ อยู่ตลอดเวลา มีให้ดูให้รู้ตลอด
เพราะฉะนั้นต้องหัดสังเกตจิตใจ

ถ้าว่าโดยหลักแล้วจิตเขาก็จะมีทั้งเวทนา
มีทั้งสัญญา มีทั้งสังขารผสมอยู่ด้วย รวมเป็นนามขันธ์สี่

วิญญาณขันธ์คือจิตคือธาตุรู้
แล้วก็มีเวทนาขันธ์ผสมอยู่ด้วย
มีสัญญาขันธ์ผสมอยู่ด้วย "

.(..ส่วนหนึ่งของธรรมบรรยาย"ดูผู้รู้" ปรารภธรรมโดยท่านพระครู เกษมธรรมทัต)
แสดงว่า ในนาทีหนึ่ง จิตมีเกิด-ดับ เป็นหลายๆ รอบ นับไม่ถ้วน
เช่น เวทนา ความเจ็บปวดนี่..เช่นปวดหัวเข่า..หรือ แผล ฯลฯ
มันไม่ใช่เจ็บตลอดเวลา..มันมีการหยุด..เกิดๆ ดับ...ถ้าจิตไม่ไปรับตรงหัวเข่ามันก็จะไม่รู้สึกปวด
เพราะจิตไปคิดเรื่องโน้น ไปดูเรื่องนั้น ไปรับที่อื่น มันก็เลยไม่รู้สึกปวด...แต่มันก็คอยกลับมารู้ตรงที่หัวเข่าอยู่เรื่อยๆ ไปเรื่องอื่นมันก็กลับมา ไปเรื่องอื่นแล้วมันก็กลับมา ถ้าเราไม่สังเกตก็นึกว่ามันปวดตลอดเวลา ถ้ามันจะปวดตลอดเวลา จิตจะต้องไม่ไปรับรู้เรื่องอื่นเลย ไม่ไปรับ สี-เสียง-กลิ่น-รส-โผฏฐัพพะ ไม่ไปรับรู้เรื่องราว ไม่มีคิดเรื่องอื่น นั่นแหละจึงจะเรียกว่าปวดตลอดเวลา เพราะจิตมันจะรับได้ทีละอารมณ์
หวังว่าคงจะได้รับความเข้าใจเรื่องจิต เกิด ดับ บ้าง เล็กๆ น้อยๆ

ขอเจริญในธรรม :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2010, 16:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ค. 2010, 16:44
โพสต์: 84

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Ploypet เขียน:
อยากรู้เรื่องจิตเกิดดับดูอย่างไรคะ

ให้สังเกตุว่า ในหนึ่งนาทีจิตปรุงแต่งกี่เรื่อง หากสติตามรู้ทันและนับได้
แต่ละเรื่องที่เกิดแล้วดับไป นั่นละเรียกว่า จิตเกิด-จิตดับ :b8:


แก้ไขล่าสุดโดย ธรรมดาครับ เมื่อ 22 ต.ค. 2010, 16:05, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2010, 16:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2010, 17:16
โพสต์: 177

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ธรรมดาครับ เขียน:
Ploypet เขียน:
อยากรู้เรื่องจิตเกิดดับดูอย่างไรคะ

ให้สังเกตุว่า ในหนึ่งนาทีจิตปรุงแต่งกี่เรื่อง หากสติตามรู้ทันและนับได้
แต่ละเรื่องที่เกิดแล้วดับไป นั่นละเรียกว่า จิตเกิด-จิตดับ :b8:


บังเอิญตั้งใจดูมากไปหน่อยคะ เห็นจิตเกิดดับตามเข็มนาฬิกาเป็นวินาทีคะ ก็ 60 ครั้งคะ
ตอบจริงๆนะคะ ไม่ได้ล้อเล่น แต่ดูจิตมันตึงๆคะ ส่วนกายก็หยุดนิ่ง ไม่มีเวทนาตรงไหน เพราะจิตไม่ไปรับรู้อารมณ์ของกายคะ มัวแต่ส่งออกไปดูเข็มนาฬิกา ว้าแย่จริง สงสัยจะสอบตกคะ :b20:

แต่ถ้าไม่ดูที่เข็มนาฬิกา ใช้จับเวลาติดๆเอา จิตก็ไปดักรอเสียงคะ สอบตกอีกเช่นกัน

เอาเป็นว่าจิตเกิดดับบ่อยละกันนะคะ ถ้าให้จับเวลาสงสัยจะฟุ้งซ่านมากกว่ารู้กายใจคะ :b17:


แก้ไขล่าสุดโดย ploypet เมื่อ 22 ต.ค. 2010, 16:17, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 59 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร