วันเวลาปัจจุบัน 20 ก.ค. 2025, 20:32  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 37 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2013, 21:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3925

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


student เขียน:
เช่นนั้น เขียน:
ลุงหมาน เขียน:
ธรรมชาติของหิน เมื่อโยนลงน้ำก็ต้องจมน้ำ
จะไปนั่งอ้อนวอน ให้หินลอยน้ำขึ้นมาเถิด
ซัก ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี หินนั้นก็ไม่สามารถจะลอยขึ้นมาได้
จะให้สมความปรารถนาก็หามิได้ จะไปเสียเวลากับสิ่งที่ผิดวิสัยของมันเอง

เมื่อปลาเคยชินแต่ในน้ำ เมื่อจะเอาความบนบกไปสาธยายให้ปลาฟังปลาก็ไม่สามารถเข้าใจได้

ควายเคยชินแต่กินหญ้ากินฟาง
ถึงหุงข้าวปลาอาหารให้ควายกิน ควายก็ไม่อาจเข้าใจที่จะกินข้าวปลาอาหาร
เพราะควายพอใจแต่จะกินฟางเคี้ยวเอื้องอยู่อย่างนั้น


จริงๆ ไม่อยากจะพูดครับ แต่คนที่จะพูดสำนวนเหล่านี้ เปรียบกับผู้ที่ศึกษาธรรม ต้องเป็นผู้ที่บรรลุธรรมแล้วเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์กล่าวสำนานนี้กับคนอื่นได้

หากยกขึ้นมาเปรียบเปรยว่าภาษาไทยเรามีสำนวนเด็ดๆไว้จัดการกับคนที่หัวแข็งหรือดื้อ ก็ต้องแน่ใจว่า ใช้กับคนที่กำลังก้าวไปผิดทาง หลงผิด ไปในทางเสื่อม ไม่ใช่มาใช้กับคนที่ต้องการศึกษาธรรมด้วยกันอย่างนี้

แต่หากเป็นผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว คนนั้นก็ต้องเลือกเฟ้นคำพูดด้วยจิตเมตตา ผมคิดว่าผู้บรรลุธรรมย่อมเลือกที่จะไม่ใช้สำนวนเหล่านี้พูดกับคนอื่นแน่นอน

อนุโมทนา ครับ student
ที่เห็นจริงแบบนั้น

^ ^

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2013, 21:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3925

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


student เขียน:
เช่นนั้น เขียน:
student เขียน:
เช่นนั้น เขียน:
student เขียน:
สติที่เกิดขึ้นในขณะที่มีจิตอกุศล แต่ยังพ่ายแพ้ต่อกิเลส เพราะขาดธรรมที่ระงับอกุศล เกิดเพราะมีเหตุ แต่เพราะไม่รู้เหตุตามความเป็นจริง จึงเกิดความหลง คือสติที่เกิดตอนมีอกุศลนั้นอ่อนกำลังอยู่แล้ว หรือใกล้เลื่อนลอย

สติที่เกิดในขณะที่จิตอกุศล
เป็นมิจฉาสติที่มีกำลังแรง
ระลึกอยู่ใน อวิชชา อวิชชาครอบงำ ระลึกอยู่ในมิจฉาปฏิบัติ

ไม่มีสติ คือ พวกไร้สมปฤดี
พวกนอนหลับสนิท จิตอยู่ในภวังค์หลับไหล
พวกที่วิกลจริต
คนพวกนี้ กำหนดอะไรไม่ได้ ระลึกอะไรไม่ได้


ความเห็นผมนั้น สตินั้นทำงานได้สมบูรณ์เมื่อเรากำลังเสพธรรมที่เป็นความจริงตรงหน้าครับ คือ คนเราจะฝึกหรือไม่ฝึกก็รู้ความหมายของสติดีว่าคืออะไร แต่ธรรมที่เป็นความจริงนั้น ต้องอาศัยความเห็นถูกเท่านั้น เช่น ธาตุไฟ ความร้อนของร่างกายนั้นเป็นความจริง แต่เราจะต้องใช้สติเข้าไปรู้จึงจะรู้สภาวะชัดเจน หรือธาตุลม ต่องอาศัยสติเข้าไปรู้ด้วยการหายใจเข้าออก แต่อารมณ์นั้น คือการเสพธรรมที่ไม่ใช่ความจริงครับ เพราะอารมณ์จะโกรธ หรือ อารมณ์ดี ตัวเรานั้นก็ยังคงประกอบด้วยธาตุทั้ง4 อยู่เหมือนเดิม คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธรรมที่เป็นความจริงยังคงแสดงออกมา แต่เราไม่เห็นเพราะกำลังเสพธรรมเกี่ยวกับอารมณ์อยู่ แล้วจะบอกว่ามีสติอยู่ได้อย่างไร ที่ผมเขียนก็เขียนว่า สติอ่อนกำลังครับ คือไม่ใช่ไม่มีสติเลย


แยกขณะให้ออก ว่า
ความเห็น ต่อขณะจิตใด เกี่ยวกับสัมมาสติ
ความเห็นต่อขณะจิตใด เกี่ยวกับมิจฉาสติ

สติ เป็นเจตสิกกลางๆ ว่าระลึกได้ ไม่ลืมหลง

จะเป็นมิจฉา หรือสัมมา ต้องพิจารณาองค์ธรรมอื่นที่ประกอบจิตนั้นอยู่
เพราะสติ มีอุปการะมาก ไม่เลือกหรอกครับว่า จะเป็นมิจฉา หรือสัมมา .........

จิตเสพย์อารมณ์ดีก็ตาม ก็มีสติระลึกอยู่
จิตเสพย์อารมณ์ไม่ดีก็ตาม ก็ยังมีสติระลึกอยู่รู้อยู่

อารมณ์ที่ปรากฏเฉพาะหน้าที่จิตเสพย์ เป็นสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นจริง
แต่หากสติไประลึกหลงในความรู้ การรู้ของจิตจึงบิดเบือนไปจากสภาพธรรมที่เป็นจริงนั้น
ซึ่งการที่จิตไปรู้สภาพธรรมนั้นโดยความบิดเบือน ก็เป็นสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นจริงเช่นกัน

เป็นจริง เกิดขึ้นจริง
ไม่เป็นจริง เกิดขึ้นจริง.......

สติพละ กำลังของสติ ย่อมตรงข้ามกับความหลงลืม ระลึกไม่ได้
ถ้าระลึกได้ลางๆ เรืองๆ ขณะนั้น กำลังของสติอ่อน


อ๋อ ผมโยง ความหมายของ สภาวะธรรมจริง กับ อริยสัจ4 ครับ ไม่ใช่ผมรู้ท่องแท้นะครับ แต่ที่อธิบายคืิอ เราต้องรู้จักจำแนกด้วยครับว่าความจริงนั้น ต้องเป็นสภาวะใด สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันก็จริงหมด แต่จริงในสิ่งที่เจริญปัญญา กับจริงในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ จะบอกว่าอารมณ์โกรธนั้นถ้าไม่มีสติจะรู้ได้ไงว่าโกรธอยู่ เห็นด้วยอยู่ แต่ สภาวะจริงๆที่เราควรรู้กลับถูกบดบังไงครับ แล้วเราไปรับรู้ธรรมอันไม่มีประโยชน์ พอรับรู้ธรรมอันไม่มีประโยชน์จึงเรียกว่ากำลังสติไม่พอครับ เพราะสลัดออกยาก

เป็นเช่นนั้น ครับ

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ส.ค. 2013, 07:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


:b42: อ่านสติจากวัดท่ามะโอกันค่ะ

สติควบคุมจิตเพื่อรักษาโรคกิเลส

จิตของเรามีธรรมชาติไหลลงต่ำ เหมือนน้ำที่ไหลไปสู่ที่ต่ำ จึงมักคิดแต่
เื่รื่องโลภ โกรธ หลงอยู่ตลอดเวลา หรือเปรียบได้กับม้าพยศที่วิ่งไปไม่มีจุดหมายปลายทาง จิตที่ยังไม่ได้อบรมเป็นธรรมชาิติหยาบ ไม่ควรแก่การงานคือการปฏิบัติสมถะหรือวิปัสสนา

สิ่งที่ควบคุมจิตได้ คือ สติ มีประโยชน์ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม สติเป็นสิ่งที่เราควรเจริญอยู่เสมอ
มีแต่ขาด เพราะเราทำให้บริบูรณ์ไม่ได้ ไม่มีเกินเลยไป ดังพระพุทธพจน์ว่า

สติญฺจ ขฺวาหํ ภิกฺขเว สพฺพตฺถิกํ วทามิ.

"ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสติว่ามีประโยชน์ในที่ัทั้งปวง"

ร่างกายของเราต้องการความอบอุ่น จึงจะแข็งแรงไร้โรคภัย สติเหมือนความอบอุ่น เพราะทำให้โรคกิเลสเบาบางลงจนหายไปหมด จิตที่ไม่ประกอบด้วยสติ ก็เหมือนกับร่างกายที่ปราศจากความอบอุ่น จึงมีโรคกิเลสเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพราะเราไม่ได้เจริญสตินั่นเอง

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ส.ค. 2013, 07:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


นำมาจากหนังสือ นำมาให้อ่านกันค่ะ
:b47: :b47: :b47: :b47:

ถ้าจะแสดงเปรียบเทียบความรู้ในรูปนามตามเหตุผลดังกล่าวแล้วนั้น สุตมยปัญญา ก็ได้แก่ ปัญญา
ของผู้ที่มีความรู้ในปฏิจจสมุปบาท และปัฏฐานโดยอาศัยการศึกษาเล่าเรียน หรือ การฟัง

จินตามยปัญญา เมื่อว่าโดยทางโลกแล้ว ได้แก่ ปัญญของผู้คิดค้นคว้าสร้างวัตถุสิ่งของต่างๆ ขึ้น เช่น
สร้างเครื่องบิน วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น เมื่อว่าโดยทางธรรมแล้วได้แก่ ปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระปัจเจกพุทธเจ้า

ภาวนามยปัญญาที่เกิดขึ้นโดยอาศัยสุตมยปัญญานั้น ได้แก่ ปัญญาของพระอริยสาวกทั้งหลาย

ภาวนามยปัญญาที่เกิดขึ้นโดยอาศัยจินตามยปัญญานั้น ได้แก่ ปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และพระปัจเจกพุทธเจ้า

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ส.ค. 2013, 08:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 8585


 ข้อมูลส่วนตัว




12_1_~1.JPG
12_1_~1.JPG [ 187.83 KiB | เปิดดู 1736 ครั้ง ]
:b8: :b8: :b8:

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ส.ค. 2013, 08:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 8585


 ข้อมูลส่วนตัว




--_1_~1.JPG
--_1_~1.JPG [ 213.64 KiB | เปิดดู 1730 ครั้ง ]
:b8: :b8: :b8:

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ส.ค. 2013, 09:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 8585


 ข้อมูลส่วนตัว




20090127163235_p4_02_1.gif
20090127163235_p4_02_1.gif [ 39.54 KiB | เปิดดู 1697 ครั้ง ]
:b23: :b8: :b8:

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 37 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร