วันเวลาปัจจุบัน 09 ธ.ค. 2019, 01:46  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 พ.ค. 2018, 08:56 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 21


 ข้อมูลส่วนตัว


อสุรกายผู้มีกรรม

ครั้งหนึ่งยังมีอสุรกายตนหนึ่ง เขาทนทุกข์เพราะความกระหายน้ำมาเป็นเวลาเนิ่นนานนักหนา ตลอดเวลาได้แต่เที่ยวหาน้ำไปตามที่ต่างๆแต่จักมีสักครั้งที่ประสบพบพานก็หาไม่ จนคืนหนึ่งเขาสะเปะสะปะมาเจอแม่น้ำสายใหญ่เข้าโดยบังเอิญ มีความกว้างไกลจนสุดลูกหูลูกตา อารามดีใจจึงวิ่งเข้าไป หวังจักดำผุดดำว่ายดื่มกินให้มันสมใจสักครา

พอถึงชายฝั่งก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม รีบกระโจนลงไปทันที แต่แทนที่เขาจะสัมผัสถึงความสดชื่นเย็นสบาย ที่ไหนได้กลับกลายเป็นว่าต้องตาลีตาลานกระโดดโหยงแทบไม่ทัน เนื่องจากมันมิได้มีความชุ่มเย็นของน้ำให้รู้สึกเลย มีแต่ความเร่าร้อนราวกับว่ากำลังยืนอยู่บนกองขี้เถ้ายังไงยังงั้น แถมยังมีหมอกควันจากไหนไม่ทราบไหลมาคลุมพื้นที่แถบนั้นเอาไว้อีก จนเขามองแทบไม่เห็นอะไร

ไฉนจึงเป็นเช่นนี้ได้? ก็เมื่อตะกี้เขายังเห็นว่ามีแม่น้ำไหลอยู่ชัดๆ แต่พอสัมผัสทำไมถึงกลายเป็นขี้เถ้า?

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกรรมได้บันดาลให้เขาเห็นและรู้สึกไปเอง ทั้งที่ตนก็ยืนอยู่กลางแม่น้ำแท้ๆ แต่กลับมิได้รับรู้ถึงความชุ่มฉ่ำชื่นเย็นของมันแม้แต่น้อย! เขายังพยายามค้นหาน้ำต่ออย่างไม่ยอมย่อท้อ แต่ไม่ว่าจักหาเท่าใดก็หาไม่เจอ จนพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าเข้าสู่รุ่งอรุณของเช้าวันใหม่ ปรากฏที่ไกลตาออกไปมีภิกษุกลุ่มหนึ่งประมาณ ๒๐ ถึง ๓๐ รูปกำลังโคจรบิณฑบาตผ่านมาตามริมฝั่งแม่น้ำพอดี

ภิกษุเหล่านี้พอเห็นคนเดินบนน้ำได้ก็ให้อัศจรรย์ใจกันไปตามๆกัน กระทั่งเข้าใกล้ระยะที่พอจะตะโกนพูดคุยกันได้ภิกษุรูปหนึ่งอดใจไม่ไหวจึงร้องถามไป “ ดูก่อนท่านผู้นี้เป็นใครรึ? ไฉนจึงเดินบนน้ำได้เล่า? ” อสุรกายซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาค้นหาน้ำพอได้ยินเสียงเรียก จึงหันไปมอง เห็นบนตลิ่งมีพระกลุ่มหนึ่งกำลังจ้องมาที่ตนเลยตอบไปว่า

“ ข้าแต่ท่านผู้ทรงศีล ข้าพเจ้านี้เป็นอสุรกายแหละกำลังค้นหาน้ำอยู่เจ้าข้า เมื่อคืนข้าพเจ้าผ่านมาแถวนี้เห็นมีแม่น้ำสายหนึ่งไหลอยู่ ด้วยความดีใจจึงรีบวิ่งมา หวังจักดื่มกินให้สาสมใจสักที ที่ไหนได้พอโดดลงไปกลับไม่เจอน้ำแม้เพียงน้อยนิด ทุกที่ทุกทิศล้วนมีแต่หมอกควันแลขี้เถ้า แถมยังร้อนเร่าราวกับถ่านเพลิงก็มิปาน ไฉนจึงเป็นเช่นนี้ได้ก็มิทราบ อย่างไรก็ตามข้าพเจ้ายังเชื่อว่ามันจะต้องมีน้ำอยู่แถวบริเวณนี้แน่ จึงพยายามค้นหาอยู่ แต่จนบัดนี้ก็สางแล้วข้าพเจ้าก็ยังหาไม่พบเลยเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าช่วยบอกทีเถิดว่ามีน้ำอยู่ในที่ใดบ้าง? ข้าพเจ้าจักได้เข้าไปดื่มกินดับความทุกข์ทรมานนี้เสีย! ”

บรรดาภิกษุพอได้ฟังคำของอสุรกายต่างก็หันมามองหน้ากัน เนื่องจากขณะนี้ตัวเขาก็ยืนอยู่ บนน้ำแท้ๆ แต่ไฉนกลับบอกว่าตนหาน้ำไม่เจอ ภิกษุรูปหนึ่งด้วยความสงสัยจึงร้องถามไป
“ ดูก่อนอสุรกาย! ตัวท่านเวลานี้ก็ยืนอยู่กลางแม่น้ำ แล้วไฉนยังจักถามหาน้ำอีกเล่า? ” อสุรกายพอได้ยินก็แสนประหลาดใจ จึงร้องตอบไป

“ ข้าแต่พระคุณเจ้าอย่าว่าแต่แม่น้ำเลย น้ำแม้เท่ารอยเท้าโคข้าพเจ้าก็ยังมิเห็น หากแม้นคำพูดของข้าพเจ้าเป็นเท็จแล้วไซร้ก็ขออย่าให้ข้าพเจ้าได้พ้นไปจากสภาพอันทุกข์ทรมานของอสุรกายเลย” ภิกษุทั้งหลายพอได้ยินดังนั้นก็ให้รู้สึกสงสารอสุรกายตนนี้ขึ้นมาจับใจ จึงบอกให้เขาจงขึ้นมานอนที่บนหาดทรายนี้เถิด เดี๋ยวพวกตนจักช่วยกันตักน้ำมาให้เขาดื่มเอง

ว่าแล้วเหล่าพระคุณเจ้าต่างก็กุลีกุจอนำบาตรของตนไปตักน้ำในแม่น้ำขึ้นมากันคนละบาตรสองบาตร จากนั้นก็นำไปกรอกปากให้เขาดื่ม พวกท่านต่างเฝ้าเวียนขึ้นเวียนลงตักน้ำในแม่น้ำมาให้อสุรกายตนนี้ดื่ม จนพระอาทิตย์โคจรมาอยู่ในแนวเกือบตรงศรีษะ ด้วยความเหนื่อยล้าภิกษุรูปหนึ่งจึงถามอสุรกายไปว่า “ ดูก่อนอสุรกาย น้ำที่พวกอาตมากรอกให้ท่านดื่ม ท่านพอจักได้ลองลิ้มชิมรสชาติจนเป็นที่พอใจแล้วหรือไม่? ”

หลังถามเสร็จตัวผู้ถามแลเพื่อนภิกษุทั้งหลายต่างก็วางบาตรลงบนพื้นนั่งหอบกันจนซี่โครงบานกันไปตามๆกัน เนื่องจากแต่ละรูปต่างก็เดินขึ้นเดินลงจากตลิ่งสู่แม่น้ำ จากแม่น้ำขึ้นตลิ่ง จนแทบไม่มีแรงหลงเหลือแล้ว!

ฝ่ายอสุรกายผู้มีกรรมพอเห็นสภาพของเหล่าพระคุณเจ้าเขาก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง จึงตอบไปว่า “ ข้าแต่ท่านผู้ทรงศีล น้ำที่พวกท่านกรอกปากให้ข้าพเจ้าดื่ม จักได้มีแม้เพียงสักหยดไหลเข้าปากให้ข้าพเจ้าได้ชุ่มฉ่ำลิ้นนั้น หามีไม่! ถึงพวกท่านจะพยายามเท่าใดก็คงมิเป็นผล รังแต่จะเสียเวลาเปล่าๆ บัดนี้ก็สายมากแล้ว ก่อนจะพ้นข้อกำหนดที่พระศาสดาทรงบัญญัติไว้ ขอพวกท่านจงพากันไปบิณฑบาตภิกขาจารตามกิจของตนเถิด จงอย่าได้สนใจข้าพเจ้าเลย ด้วยว่ากรรมนั้นไซร้เป็นของเฉพาะตน ผู้ใดทำมาอย่างไรก็จำต้องรับกันไปอย่างนั้น

ก่อนจากกันข้าพเจ้าขอวอนพวกท่านโปรดนำเรื่องข้าพเจ้าไปเล่าเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับผู้คนด้วยเถิด จงบอกเขาว่าขณะยังมีชีวิตขอจงทำความดีให้มากเข้าไว้ ตายไปจักได้ไปเกิดในภพภูมิที่สูงๆ จักได้ไม่ต้องมาทนโศกาอาดูรเหมือนดั่งข้าพเจ้าที่เป็นอสุรกายนี้! ”

บรรดาภิกษุเมื่อฟังคำรำพันของอสุรกายแล้วก็ให้รู้สึกสลดสังเวชเหลือประมาณ แต่ก็อับจนหนทางไม่รู้จะช่วยเหลืออย่างไร สุดท้ายได้แต่ค่อยๆทยอยจากไป ด้วยใจที่หดหู่.

จากเรื่องที่นำมาเล่าคงเห็นกันแล้ว สัตว์ในภูมิอสุรกายถึงแม้ไม่มีใครมาคอยลงโทษลงทัณฑ์เหมือนดังกับสัตว์ในภูมินรกก็จริง แต่พวกเขาก็ยังต้องทุกข์ทรมานจากผลบาปที่ตนสร้างไว้อยู่ดี ฉะนั้นหากผู้ใดไม่ปรารถนาจักไปเกิดเป็นสัตว์ภูมินี้ จากนี้ไปก็ขอให้จงเร่งขวนขวายสร้างสมแต่คุณงาม กระทำแต่ความดีให้มากเข้าไว้ ตายไปจะได้ไปเกิดเป็นเทวดา จะได้ไม่ต้องมานั่งโศกาเหมือนดั่งอสุรกายผู้มีกรรมตนนี้

ด้วยความปรารถนาดี

สืบ ธรรมไทย


แก้ไขล่าสุดโดย pinit เมื่อ 07 มิ.ย. 2019, 15:11, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2018, 19:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 1110


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร