วันเวลาปัจจุบัน 24 ต.ค. 2019, 02:16  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


- สถานที่ปฏิบัติธรรม
แนะนำรายชื่อสถานที่ปฏิบัติธรรมกรรมฐานทั่วประเทศ
http://www.dhammajak.net/forums/viewforum.php?f=9

- รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=30



กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ย. 2012, 08:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4885

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

พระธรรมเทศนา
ของ
พระครูสุทธิธรรมรังษี
(หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท)

วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม
ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี


เรื่อง บวชกาย บวชใจ
แสดงไว้เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๔
(ถอดความจากบันทึกเสียงเทศน์ขององค์ท่าน)


:b44: :b44:

นโม ตสฺส ภคฺวโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
นโม ตสฺส ภคฺวโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
นโม ตสฺส ภคฺวโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส


(คาถาประจำเทศนาไม่สามารถฟังได้ชัดเจนจึงไม่ลงเนื้อหาไว้)

ต่อนี้ไปจะบรรยายธรรมะพอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาพุทธบริษัททั้งหลาย
บรรดาพวกเราเข้ามาอบรมบำเพ็ญภาวนาเพื่อชำระสะสางใจของเราให้หมดจดงดงาม
ทุกคนที่เข้ามาในวัดอโศฯไม่ว่าจะบวชเป็นชีเป็นขาว บวชพราหมณ์พวกนี้ เป็นต้น
การบวชเราอย่าบวชเฉพาะกายอย่างเดียว ต้องบวชใจด้วย
การบวชใจนั้นจะทำยังไงจึงจะเรียกว่า “บวชใจ”

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ย. 2012, 08:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4885

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


ใจของคนเรานี่มันคลุกคลีอยู่แต่ด้วยเรื่องโลกๆ ต่างๆ นานา
และก็ทำใจไม่ให้สบาย ทำใจให้วุ่นวายเดือดร้อนกระวนกระวาย
เพราะเราเข้าใจว่า เรื่องโลกนั้นเป็นสาระแก่นสาร
จึงทุ่มเทจิตใจเข้าไปอย่างไม่มีการตรึกตรองพิจารณา
ถ้าเปรียบอย่างหนึ่งเปรียบเหมือนแมลงเม่า
เมื่อได้เห็นเปลวไฟอย่างนั้นแล้วพากันบินโถมเข้าไป
ผลที่สุดก็ไหม้ลงร่วงอยู่ในกองไฟทั้งหมด...ชีวิตของเราก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
ไม่เป็นสาระแก่นสารตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า
คนเราเกิดขึ้นแล้วย่อมมีความตาย มีความแก่ มีความเจ็บ
มีความพลัดพรากจากสิ่งทั้งปวงในโลก

ทีนี้เมื่อใจของเราเป็นเช่นนั้น เต็มไปด้วยความวุ่นวายนานาประการเช่นนั้น
เราก็เคยสดับตรับฟังครูบาอาจารย์เป็นเวลามากๆ กันอยู่แล้ว บางทีก็จะลืมไป
ไม่ต้องอะไร เอาเพียงแต่แค่ใจของเราให้มันเกิดกำลังกระสับกระส่ายอย่างนั้น
ให้มาระลึก “พุทโธ” อยู่กับใจอย่างนั้นเท่านั้นเอง
เพียง ๕ นาที ๑๐ นาทีเท่านั้น ใจของเราก็เริ่มชุมชื่น ร่มเย็นขึ้นโดยตามลำดับ
นี่ขั้นต้นของการที่จะทำใจของเราให้สบายอย่างนี้ นี่ก็พูดถึงอย่างต่ำและก็ว่าถึงอย่างสูง

เทียบแล้วก็เหมือนกับ “มรรค” เมื่อบุคคลผู้นั้นรู้จักดำเนินชีวิตให้เป็นไปเช่นนั้น
รู้จักปฏิบัติใจของตัว เวลามีความเดือดร้อนเกิดขึ้นก็ไม่ได้อะไรก็เอาใจนั้น
มาระลึก “พุทโธ” อยู่อย่างนั้นแล้ว
นั่นเองเป็นสิ่งที่จะดับ...ดับหัวใจของเราที่วุ่นวาย เดือดร้อน
แต่ทีนี้เราโดยมากมันละเลยระลึกในกาย ไม่มีสติเข้ามาระลึกอย่างนั้น
ใจก็ไม่ค่อยได้คิดถึงสิ่งเหล่านี้เพื่อจะเป็นเครื่องปราบปรามประหัตประหารซึ่งกันและกัน
ก็เปรียบเหมือนอย่างมาร ใจที่คิดวุ่นวาย วิตกเดือดร้อน กังวลต่างๆนานานั่นเอง
ก็เปรียบเหมือนอย่างมารเข้ามาผจญ ผจญใจของเรา ทีนี้จะเอาไปปราบ
ก็ต้องเอาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
นึกอยู่อย่างนั้นแล้ว ใจนั้นก็ร่มเย็นเป็นสุข นี่...นี่เรียกว่า “ถึงพระพุทธเจ้า”
ถ้าบุคคลใดนึกถึงอยู่อย่างนั้นแล้ว ใจนั้นก็เข้าถึง “พุทธะ”
เรียกว่า เป็นผู้รู้ ผู้ฉลาด เป็นผู้เจริญของบุคคลผู้นั้น

โลกทั้งหลาย พวกเราเกิดขึ้นมาแล้วจนเกิดโทษต้องมาพบโรค
ตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งเป็นเด็กรุ่นขึ้นมาตามลำดับก็เริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมาอย่างนี้
ในวัยเช่นนี้มันเป็นไปตามความวุ่นวายของหัวใจ คือ กิเลส เครื่องเศร้าหมองของใจนั่นเอง
มันมาผลักมาดึงหัวใจให้วุ่นวายไปในสิ่งต่างๆ เพราะเราไม่มีเครื่องกด
ไม่มีเครื่องบังคับ ไม่มีเครื่องหักห้ามใจอันนั้น มันก็ต้องปล่อยตามไปอย่างนั้น

เราไปเข้าใจว่าเป็นสุข เข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่เพลิดเพลิน
เข้าใจว่าเป็นเรื่องสนุกสนาน ร่าเริงทางโลก เป็นกำไรชีวิต สมัยนี้เข้าใจเช่นนั้น
แต่พระพุทธเจ้าไม่แสดงอย่างนั้น นั่นเองเป็นเหตุแห่งความหายนะ
อิตฺถีธุตฺโต นักเลงผู้หญิง อกฺขธุตฺโต นักเลงการพนัน สุราธุตฺโต
อีกอันสุรายาเมา สมัยนี้โลกเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เจริญ เป็นสิ่งที่สนุกสนาน
ใครได้กินทำให้ใจฮึกเหิม จิตที่เมื่อได้น้ำเมาพวกนั้นเข้าไปได้
ก็เกิดความลืมเนื้อลืมตัว ลืมความใคร่ครวญนึกหน้านึกหลัง
บางทีบิดามารดา พ่อแม่ก็ยังจะสามารถฆ่าได้ ด้วยความลืมตัวนั้นเอง
ยอมให้น้ำเมาเข้าไปชุ่มในร่างกายซะแล้ว
ขาดสติสตังการพินิจพิจารณาสิ่งใดก็ไม่มี
นี่ชีวิตวัยหนุ่มเพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ


ถ้าเราเรียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เข้าไปประกันอยู่ในหัวใจพร้อมมีสติกำกับอยู่อย่างนั้นแล้ว
ความหายนะอันนั้นจะเข้ามาไม่ได้

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า (ขาดประโยคภาษาบาลี ๑ ประโยค)
หายนะทั้ง ๔ ประการนี้หากบุคคลใดส้องเสพเข้าไปแล้ว
ก็จะต้องนำความหายนะ คือ ความฉิบหายมาสู่ตัว

พระพุทธเจ้าเมื่อทรงตรัสอย่างนั้น ก็มีเศรษฐีคนหนึ่งในสมัยครั้งพุทธกาล
สองคนตายายไม่มีบุตร มีเงินคนละ ๘๐ โกฎิ
เมื่อลูกไม่มีอย่างนั้นก็ไม่รู้จะเอาเงินทองไปทำอะไรก็ไปคบมิตร
ไปเล่นการพนัน กินเหล้า เที่ยวซ่องสุมอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเงินนั้นหมด...เครียด
ต้องเอากะลาหรือต้องเอากระเบื้องสมัยนั้นไปตั้ง เรียกว่าต้องเอากระเบื้องไปขอทาน
วันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปกับพระอานนท์ไปภิกขาจรในที่นั้นบังเอิญได้เห็นเข้า
ก็หันไปยิ้มกับพระอานนท์ พระอานนท์ก็รู้ว่าคงมีเหตุอันใดเกิดขึ้น
จึงได้ถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตถาคตมีเหตุอันใด?
ท่านก็ทรงโปรดแสดงให้ฟังว่า

เศรษฐีสองคนตายายที่มานั่งเอากระเบื้องขอทานอยู่นี้แต่ก่อนเป็นผู้ที่มีมาก มีอันจะกิน
ถ้าสมัยก่อนได้ฟังธรรมะคำสั่งสอนพระพุทธเจ้าแล้ว
สองคนตายายนี้จะได้คุณธรรมพิเศษ คือ อย่างต่ำจะได้ “อนาคามิตา” ท่านว่าอย่างนั้น
ตั้งแต่โสดาขึ้นไปอย่างนี้เป็นต้น
นี่ตกมาสมัยนี้ คือ หายนะเข้าครอบงำตัวของเธอแล้ว
ก็ไม่สามารถที่จะมาประพฤติปฏิบัติทำให้บรรลุขึ้นไปได้ ก็เป็นเช่นนั้น
เพราะฉะนั้นจึงว่าโลก เป็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระแก่นสารอันใดทั้งหมดในโลก
แต่ทีนี้เราเกิดขึ้นมาในโลก มีพ่อแม่ชักจูง มีหัวใจของเรารวมเข้าไปอย่างนั้น
จึงเป็นเหตุให้เราต้องอยู่พัวพันในโลก ไม่คิดที่จะหนีภัย

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ย. 2012, 08:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4885

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


การหนีภัยในวัฏสงสารก็ต้องมีธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง
ไม่มีธรรมใดที่จะหลีกเร้น ออกไปจากนั้นได้
คนเราจะมั่งมีศรีสุขขนาดไหน สนุกร่าเริงด้วยกามขนาดไหน
ก็ไม่มีวันพอ ไม่มีวันหยุด
มีเงินทองขนาดไหน ก็ไม่มีวันอิ่มวันพอเหมือนกัน
กินข้าวกินปลาก็เหมือนกัน ไม่มีวันอิ่มวันหมด
เช้ามาก็กิน กินแล้วก็คาย คายแล้วก็กินกันอยู่อย่างนี้
ไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์


เมื่อบุคคลผู้มีปัญญา ใคร่ครวญแล้วมาพินิจพิจารณาตัวเรา
สิ่งทั้งหลายพระองค์ทรงตรัสว่า เป็นสิ่งที่เราต้องละทิ้ง
พลัดพรากจากสิ่งทั้งปวงในโลกเลยแม้แต่กายของเราอันนี้ก็ต้องพลัดพรากทิ้งไว้
ไม่สามารถจะนำไปได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะทำอย่างไร
นี่...จะต้องแก้ไขพินิจพิจารณา

เราอยู่มาในโลกเป็นเวลานานหลายสิบปี เมื่อเข้าวัดฟังธรรมจำศีลแบบนี้แล้ว
ท่านสอนให้บำเพ็ญสมาธิ เจริญกรรมฐาน
พินิจพิจารณาถึงความเกิด แก่ เจ็บ ตายอันนี้เป็นอารมณ์ของใจ
ให้ใจมีสติ มีปัญญา เข้ามาพินิจพิจารณาความเกิด แก่ เจ็บ ตายอันนี้เป็นอารมณ์ของใจ
...อันนี้แหล่ะ เป็นเครื่องถอดถอนใจของเรา

เมื่อเราอบรมใจของเราให้มีสติ มีสมาธิดีขึ้นแล้วอย่างนั้น
ก็ต้องเอาความเกิด ความเจ็บ ความแก่ ความตายอันนี้มาพินิจพิจารณา
ดูความเกิดขึ้น เป็นเด็กจนกระทั่งเป็นรุ่นขึ้นมา
จนกระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาวจนกระทั่งทุกวันนี้
เราค้าขายไปจนครบทิศ สร้างบ้านสร้างเรือน มีเงินมีทองมากมายอย่างนี้
แล้วชีวิตที่เราเป็นมาอย่างนี้ มีครอบมีครัว มีปู่ย่าตายาย มีลูกมีหลาน
เราได้สิ่งใดที่เป็นสาระและแก่นสารในชีวิต
นี่...มีอันใดมั่งเป็นสาระในชีวิต
ที่เพลิดเพลินในกามก็ดี ในสมบัติทุกทิศทุกอันก็ดี
สิ่งใดที่เป็นสาระแก่ชีวิต นี่...ต้องคิด


ทุกคนเห็นดีกับคำหนึ่งว่า ทุกข์ ไม่สบายใจ
เงินได้มาเมื่อเสียไปมากๆ ก็เกิดความทุกข์ ร้องห่มร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลเปียกแฉะ
ไม่เป็นอันกินอันนอน นี่...ความทุกข์อันนั้นเข้ามาทับถม
เพราะอะไร...เพราะเราเข้าใจว่าสิ่งสิ่งนั้นเป็นของของเรา
ความวิปโยค โศกเศร้าเข้ามาทับหัวใจ เพราะเราไม่มีเครื่องที่จะไปประหัตประหาร

เมื่อเราใช้ปัญญาพินิจพิจารณาว่า เมื่อเราตายแล้ว สิ่งเหล่านี้เราเอาไปรึ?
อย่างนี้ใจในขณะที่เกิดความโศกเศร้านั้นอยู่นั้น
เมื่อมีหัวใจอย่างนี้เข้าไปพิจารณา มีสติปัญญาเข้าไปพิจารณาอย่างนี้แล้ว
ความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นในขณะนั้นดับทันทีเลยเห็นไหม
เมื่อเรามีสติอย่างนั้นแล้ว มันดับไปขณะนั้นเอง

มีผู้หญิงคนหนึ่ง เล่าให้อาตมาฟัง...เออ น่าฟังและน่าคิด
สามีเป็นอัมพาตแล้วแกก็ไปเป็นพยาบาล ประคับประคองดูแลอยู่ตลอดเวลา
มีบรรดาเพื่อนมิตรสหายมาเยี่ยมเยียนอยู่ตลอดเวลาเขาก็ทักขึ้นว่า
โอ...ทำไมคุณช่างไม่โศกไม่เศร้าเลยนะ แกก็ยิ้มๆ แกก็ไม่ว่าอะไร

วันหนึ่งอาตมาไป แกก็ถามอาตมาว่า
“ท่านอาจารย์คะ มีบรรดาเพื่อนทั้งหลาย คุณไม่สบาย
แล้วดิฉันก็ไปโรงพยาบาล ปฏิบัติอยู่ มีเพื่อนมา มีมาไต่ถามกันหลายคนว่า
ทำไมดิฉันไม่โศกเศร้า น้ำหูน้ำตาไหล ร้องห่มร้องไห้
ดิฉันเอาคุณ (คือ สามี) เอาคุณนั่นแหล่ะ
มากำหนดพินิจพิจารณาว่าตัวเราจะต้องเป็นไปอย่างนี้ ใจนั้นมันก็เลยเป็นปกติ
ใจของเธอได้รับความสบาย มันจะผิดรึ?”

อาตมาก็ตอบว่า ไม่ผิดสิ อย่างนี้ดีที่สุด ไม่มีโอกาสอันใดแล้ว
อันนี้ที่ได้เรียกว่า ปัญญา ที่เราพิจารณาเหตุที่เกิดขึ้นอย่างนั้นให้ตกไป
อย่างนั้นเรียกว่า ปัญญาอันแท้จริง ทำใจของเราให้เยือกเย็น
มีสติสตังประคองใจเราอยู่เรื่อยๆ อย่างนี้ เรียกว่า ปัญญาแท้

แต่โลกทั้งหลายเขาก็จ่ายเงินส่งอากรเข้าไปประคับประคองกัน
พระพุทธเจ้าไม่สอนอย่างนั้น สอนให้ใช้ปัญญาพินิจพิจารณา
ให้โอปนยิโกน้อมวัตถุสิ่งนั้นเมื่อเราประสบด้วยตาแล้ว
ให้โอปนยิโก น้อมเข้ามาพินิจพิจารณา
อย่างเห็นวัตถุอันใดก็แล้วแต่ แม้แต่หมาบ้งหมาบ้า ใบไม้ร่วง สารพัดที่จะเป็นธรรมะ
ใบไม้หล่นอย่างนี้ก็เป็นธรรมะ ถ้าเรามีปัญญาพินิจพิจารณา

โอปนยิโกน้อมเข้ามาสู่ตัวเราว่า แม้แต่ใบไม้ก็เถอะแต่ก่อนมันสด สวย เขียวชอุ่ม
นานเข้าๆ ไม่กี่วันกี่เดือนร่วงโรยลงตามลำดับ เหี่ยวแห้ง แล้วก็ร่วงจากต้น
เหมือนกันกับชีวิตของเรานั้นก็มีวันเกิดขึ้นแล้วมาทุกวันนี้มันก็แก่หง่อม
ฟันก็หลุด ผมก็หงอก หลังก็โก่ง เจ็บหลังเจ็บเอว เดินเซซายเซขวา
เดินไปหน้าแล้วก็มันจะถอยหลัง ดึงมาข้างหลังมันก็จะลงไปข้างหน้า
สารพัดที่จะเป็นไปต่างๆ นานาเมื่อเราน้อมเข้ามาพินิจพิจารณา
สภาวะของกายมันก็จะเป็นเช่นนั้น ส่วนใจที่ยังรู้สึกตัวอยู่นั้นเอง
นั่นแหล่ะคือ ตัว...ตัวที่จะเป็นธรรม ธรรมที่จะแก้ กำจัด
คือ หมายถึง สังหารตัวนี้เอง เราจะรู้ว่า โอๆๆ นั่นจะเซ
โอๆๆ นั่นมันจะล้มง่าย อย่างนี้ ตัวนั้นแหล่ะ

แต่ทีนี้เราจำเป็นจะต้องประคองให้มันมีอยู่เรื่อย
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สติปัญญา สติ คือ ความรู้ตัว
รู้อยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นอย่างบรรดาพุทธบริษัทที่เข้ามาอบรมในที่นี่
เราก็ต้องการจะฝึกสติปัญญาเราจึงมาบำเพ็ญสมาธิภาวนา
นี่ชีวิตในโลกที่เราเคยสร้างสมทุกชนิดผ่านมาทุกทิศทุกอัน
บั้นปลายของชีวิตก็คือ ความสุขของชีวิตก็คือ...(ขาดหนึ่งคำ) ทำหัวใจให้สงบ
ตั้งต้น ๑ ก็ด้วยอาศัย “พุทโธ” หรือบทใดบทหนึ่งที่เป็นที่คุ้นเคยกับใจเรา
ทำให้ใจสบาย อย่างนั้น แล้วเราก็เอาสิ่งนั้นเองมาเป็นเครื่องหักห้ามใจของเรา
ให้เกิดความสงบ ต่อสู้กันให้ใจนั้นสงบขึ้นมาอย่างนี้ เรียกว่า เราเป็น “นักภาวนา”

เมื่อหาวิธีพลิกแพลงจนใจนั้นสงบลงไปเป็นสมาธิ วางอดีต วางอนาคต
แม้ปัจจุบันอันเดียวที่นึกพุทโธอยู่ มันก็ต้องวางลงไปเรียกว่า เป็นอุเบกขา
ใจนั้นมีพลังเป็นอุเบกขา วางเฉยในอารมณ์อดีต อนาคต ละหมดทั้งสิ้นทุกชนิด
ใจมีความรู้อยู่จำเพาะปกติอยู่ที่เฉพาะหน้าอันเดียว เป็นอย่างนั้น เรียกว่า เป็นสมาธิ

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ย. 2012, 08:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4885

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

เมื่อเป็นเช่นนั้น เราพยายามฝึกอยู่เรื่อยๆ ประคับประคองอยู่เรื่อย
พระพุทธเจ้าทรงตรัส หลวงตาก็เทศน์บ่อยๆ ซ้ำๆ ซากๆ
ท่านแสดงว่า ภาวิโต พหุลีกโต เมื่อกี้ก็แสดงเหตุหรือเรื่องสวดมนต์
เรียกว่า อภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตันติฯ
ลงท้ายอย่างเดียวกัน “ทำให้มากๆ” “เจริญให้มากๆ”
แล้วจะเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง จะเป็นไปเพื่อความดับสนิท
นี่เหมือนกัน ภาวิโต พหุลีกโต เจริญให้มาก ทำให้มากก็จะเป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง
เป็นไปเพื่อความดับสนิทเหมือนกันอย่างนั้น คาถาบาลีเขาผิดกันนิดหน่อย

ใจของเราเมื่อเป็นเช่นนั้นได้รับความสงบอย่างนั้น
วันรุ่งขึ้นต่อไปเราก็ต้องพยายามทำอย่างนั้นให้เกิดขึ้น ต้องมีความอุตสาหะ
ความพากเพียรพยายามนี่เป็นสิ่งสำคัญ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ก็ต้องมี...
เรียกว่า สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี ขันติบารมี ว่าพรรณนาไปต่างๆ นานา ตั้ง ๓๐ ทัศ
มีตั้งแต่ทานบารมี ศีลบารมี แสดงไป
วิริยะบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี แสดงหมดทั้ง ๓๐ อย่าง
เราก็เหมือนกัน กำลังจะนั่งอย่างนี้ เราก็จำเป็นจะต้องมีสมาธิ ต้องมีสัจจะ
“ในขณะที่ข้าพเจ้านั่งฟังเทศน์อย่างนี้ ถ้าผู้แสดงธรรมไม่จบ ข้าพเจ้าจะไม่ออก
นั่งขัดสมาธิหรือนั่งพับเพียบอยู่ก็จะไม่ทิ้ง” อย่างนั้น สู้กันกับเวทนา
“เวทนาจะเกิดขึ้นอย่างไรข้าพเจ้าก็จะไม่ถอนออก
ด้วยอำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จงเป็นสักขีพยาน” นี่เรียกว่า สัจจะบารมี

เพื่อบังคับใจเราที่มันเจ้าเล่ห์เจ้ากลเจ้ามารยาสาไถยอย่างนี้

คือ เอาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาบังคับกาย
ใจของเรานั้นไม่ให้ดิ้นรนไม่ให้กวัดแกว่งแล้วก็ไม่ให้ร่างกายพลิกแพลงแก้ไข
เพื่อจะได้ดูเวทนาในขณะนี้ยังเป็นอย่างนี้ เวลาจะไปบั้นปลายมันยิ่งมากกว่านี้รึ

เราจะได้ทดลองพินิจพิจารณาให้รู้ขึ้น เพราะฉะนั้นการจะทำใจ
ต้องมีความอดทน มีมากมายหลายท่าหลายทาง เหมือนนักมวยขึ้นไปชกบนเวที
ต้องมีลูกหมัดซ้ายหมัดขวาหมัดหน้าหมัดหลัง ชกซ้ายชกขวาชกล่างชกบน ชกไปหมด
มีทั้งเข่า ทั้งศอก ทั้งลูกเตะ ลูกถีบ สารพัดต้องมีหมด

เหมือนเราก็เหมือนกันก็จำเป็นจะต้องแก้ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งแก้ยาก (คือ) หัวใจเรา
มันเจ้าเล่ห์เจ้ากลเจ้ามารยาสาไถยหลอกลวงเราอยู่ตลอดเวลา
นั่งนานนักก็กลัวจะตาย นี่...เป็นเช่นนั้น เพราะไอ้เกิเลสตัวนั้นเองมันไปหลอก
ไปได้ใจ (ที่) เป็นนายใหญ่ของเรา คุมบริวารทั้งหมดในร่างกายอันนี้
ให้เป็นหลงเล่ห์หลงกลของเขาอยู่ตลอดเวลา เพราะเราไม่มีสติ ไม่มีปัญญาคอยต่อสู้มัน
เมื่อเรามาฝึกหัดอย่างนี้แล้ว เราก็จำเป็นจะต้องต่อสู้เพราะโอกาส
เวลาอย่างนี้ก็ไม่มีเวลาอย่างอื่น
เป็นสถานที่บำเพ็ญเพื่อพำนักใจของเราให้สบายเกิดขึ้น

นักภาวนาโดยมากเมื่อใจนั้นรวมลงไปแล้ว
อยู่โดยปกติอย่างนั้นย่อมออกเสวยความสุขอย่างนั้น
ท่านแสดงไว้ว่า เมื่อมีความสุขมากเท่าไร
ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอนก็จะย่อมกลับเข้ามา อุทธัจจกุกกุจจะ
เมื่อถีนมิทธะเกิดขึ้นแล้ว อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านก็จะตามมา ตามมาอย่างนั้น
วิจิกิจฉา ตามเข้ามา เพราะเมื่อรู้สึกตัวอย่างนั้นแล้ว
มันเป็นเพียง (ขาดไป ๒-๓ คำ) การระงับแค่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อพวกเราจิตของเราเข้าไปสงบอย่างนั้น
เราก็เสวยเป็นพิธี นิดๆหน่อยๆ พอเป็นเครื่องพักผ่อนของใจ
แล้วทีนี้ก็จำเป็นต้องค้นพินิจพิจารณา น้อมเอาอารมณ์ที่เป็นอดีตนั่นเอง
ดึงมาให้เป็นตัวปัจจุบัน อดีตที่เราเคยสุข เคยสนุก เคยร่าเริงเรื่องโลกเรื่องสงสาร
เรื่องอันใดทั้งหมดก็น้อมเข้ามา เมื่อใจเป็นสมาธิอยู่อย่างนั้นแล้วน้อมเข้ามาอย่างนั้น
อารมณ์อันนั้นก็จะมาเป็นปัจจุบันของจิต เป็นเครื่องให้เราพินิจพิจารณา

เหมือนช่างผู้ที่ไปร่อนทองคำ กำลังถือตะแกรงอยู่นั้นก็โกยมันเข้ามา
ตาก็คอยมองอยู่อย่างนั้น เมื่อร่อนทองจนกระทั่งเศษทั้งหลายหลุดลงไปหมดแล้ว
ก็ปรากฏทองเกิดขึ้น เราไม่เอาเศษ ไม่เอาเรื่องเหล่านั้น เราต้องการเอาทองคำธรรมชาติ
เหมือนกันกับใจ เราก็จำเป็นจะต้องน้อมเรื่องโลก เรื่องสงสาร เข้าพินิจพิจารณาเพื่อทดสอบ
ใจทำไมจึงดิ้นรนกระวนกระวายกระสับกระส่ายไปอย่างนั้น
ก็ต้องเอาสติปัญญาเข้าไปฟาดฟันเอามาพินิจพิจารณา
เมื่อจิตมันเป็นอย่างนั้น น้อมสิ่งใดเข้ามามันก็ระคนกันอยู่อย่างนั้น
จิตไม่นึกไปในอดีต ไม่นึกไปอนาคต มีจำเพาะอารมณ์ที่เรานึกเข้ามา
เป็นปัจจุบันธรรมของเราอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งมันเหนื่อยนักก็พัก
วางอารมณ์อันนั้นก็ทำจิตของเราอยู่เป็นสมาธิธรรมดา
เมื่อเป็นอย่างนั้น ใจในขณะที่วางอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานๆ
ก็ไม่มีถีนมิทธะเข้ามาครอบงำ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านก็ไม่มี กามฉันทะก็ดับ ไม่มีเลย
นี่เพราะกำลังของสมาธิ ที่ได้พิจารณาอย่างนั้นแล้ว
มันก็ตื่นตัวอยู่อย่างนั้น ก็เป็นพลังอุเบกขา
วางเฉยอยู่ในอารมณ์ทั้งปวง ไม่มีอารมณ์ใดมาเกี่ยวข้อง

เมื่อพักพอสมควรอย่างนั้นก็น้อม สิ่งเหล่านั้นเองมาพินิจพิจารณาอีก
เอามาค้นคว้าพิจารณาลงไป สิ่งใดที่เราเคยว่าดี “ผม” เราเคยว่าสวย
“แก้ม” เราเคยว่างาม ตรงใดที่เราว่าสวย ว่างาม น้อมนำมาพินิจพิจารณา
“ผม” เราว่าสวยเพราะมันดำ มันได้ดัด มันได้แต่งอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว
พอถึงวัยเข้าแล้วทำไมมันถึงได้ขาว มันร่วงหล่นอยู่ตรงใด
แม้ตกลงไปในภาชนะที่เรากำลังรับประทานอยู่อย่างนี้ ก็เป็นของปฏิกูลโสโครก
พิจารณาอย่างนี้ “แก้ม” พอมันแดงมันสวย มันสวยสดงดงามอย่างใดก็น้อมกลับเข้ามา
มาพิจารณาอย่างนี้ ตรงไหนมันสวย ตรงไหนมันงาม
พอมาแล มานั่นเข้าแล้ว ถ่ายออกมามันเหม็น เน่าไปหมด นี่...พิจารณาอย่างนี้

เมื่อพิจารณาอย่างนี้มากเข้า มากเข้า ใจนั้นก็เกิดความเบื่อหน่าย เกิด “นิพพิทา”
ท่านแสดงอย่างนั้น เกิดความเบื่อหน่าย โอ้...เป็นอย่างนี้ เป็นของไม่เที่ยง ไม่แน่นอน
ยักย้ายถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา แม้เราจะบริโภคเข้าไป
ของว่าดีอย่างนี้ พอรุ่งเช้าถ่ายออกมาก็เหม็นเป็นของปฏิกูลแล้ว

เพราะฉะนั้นอาจารย์ท่านจึงสอน เวลาที่ก่อนจะฉันจังหัน อาตมานี่แหล่ะ
ท่านอาจารย์กงมาคู่กับท่านอาจารย์นี่สอนให้ไปน้อมเอาข้าวนั้นน่ะเป็นตัวหนอนในส้วม
น้อมเข้ามาอยู่ในบาตรของเราให้พิจารณาให้เป็นหนอนอย่างนั้น ใจให้ปลง
มันได้ไม่เกิดความกำหนัด ดับสนิท คือ ความรู้แจ้ง
รู้สิ่งใดล่ะ?...แน่ะ...ตรงนี้ปัญหาสำคัญ

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เป็น “สันทิฏฐิโก” ผู้ปฏิบัติเห็นเอง
ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกผู้สอน พวกท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเอง
ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เพราะใจตัวนี้เข้าไปพินิจพิจารณา
เมื่อเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นสภาวะความไม่เที่ยงเกิดขึ้น
ใจตัวที่เข้าไปพินิจพิจารณานั้นมันก็ต้องวางดับลงไป
เพราะได้มีตัวรู้อยู่อย่างธรรมชาติปกติอย่างนั้นเอง นั่นเรียกว่าเป็น “สติปัญญา”
แต่ไม่มีกิริยานึกไปส่ายในอารมณ์อันใด ตั้งอยู่เป็นปกติอย่างนั้นจึงเรียกว่าเป็นสติปัญญา
นั่นแหล่ะเรียกว่า “พุทธะ ธัมมะ สังฆะ” ของพระพุทธศาสนา

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ย. 2012, 09:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4885

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อใจของบุคคลใดเป็นเช่นนั้นแล้ว ในขณะนั้นเราก็ปลื้มปีติเหลือสิ่งที่จะพรรณนา
ในชีวิตที่เกิดมาในโลกนี้ได้พบเห็นสิ่งที่มันอัศจรรย์ใจในชีวิตของเราที่แท้จริง
คือ ความสงบลึกซึ้ง หาสิ่งใดในโลกจะเปรียบไม่ได้เลย

ดังพวกโยมบางคนอย่างนี้ก็คงต้องประสบ
เพราะเราได้พากเพียรกันมาเป็นเวลานานๆ อย่างนี้ ต้องพยายามเอาให้เจ็บ
อยู่ดูไม่ได้ดูที่อื่นที่ไกล อยู่ที่ตัวของเรา
เมื่อเราพยายามมากเข้า มากเข้า...ต้องเป็นวันหนึ่ง
เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วใจนั้นระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าหาที่จะประมาณไม่ได้
เราเสมือนมีลูกมีหลาน มีบ้านมีช่อง มีเหย้ามีเรือน
มีข้าวมีของมากมายจะพรรณนา...
ไม่มีสิ่งเหล่าหนึ่งสิ่งใดจะมาเทียบกับสิ่งที่ได้รับ...
“ความสงบของหัวใจ” อันนั้นได้เลย
แล้วปีติอิ่มเอิบอยู่ตลอดเวลา บางทีเป็นตั้งนาน...หลายๆ วัน
เป็นตั้งเป็นสิบๆ วันก็มีอย่างนี้ หาที่จะพรรณนาไม่ได้เลย
เพราะใจอันนั้นเข้าถึงจริงๆ อย่างนั้น

นักปฏิบัติทุกคนก็จำเป็นจะต้องมุ่ง
มุ่งหวังให้ใจของตัวเข้าไปประสบสิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้น
จุดหมายปลายทางที่เราประพฤติปฏิบัติของการทำบุญ
รักษาศีล เจริญภาวนา ก็ต้องการอย่างนี้เป็นจุดสำคัญที่สุด
ไม่ใช่บวชเป็นชี เป็นขาว เป็นพระ เป็นเณร
บวชโก้ๆ บวชว่าฉันได้บวช ไม่ใช่อย่างนั้น


การบวชนี้เป็นตระกูลที่สูง เป็นศากยะตระกูล
เป็นตระกูลที่สูงที่สุดของบรรดาพระ
แม้แต่พระเจ้าแผ่นดินอย่างนี้ก็ยังต้องไหว้
ภิกษุณี ๑๐๐ พรรษา ถ้าพระบวชวันนั้นก็ต้องมากราบ
นะ...เป็นอย่างนั้น คุณธรรมสูงกว่ากัน
เพราะฉะนั้นเมื่อเราบวชแล้วต้องมีความพากความเพียร อุตสาหะบำเพ็ญ
สิ่งหนึ่งให้มันเป็นสมาธิ เรานับถือพุทธศาสนา เรารักษาศีลอย่างนี้
โกนหัว โกนคิ้ว ห่มผ้า บวชแล้วเราก็ว่าเป็นพระ ศีลเราได้รักษา ๒๒๗

สมาธิปัญญานี่ต้องให้เกิดขึ้น ยังไม่เป็นก็ต้องยังให้สมาธิเกิดขึ้น
เมื่อเราบำเพ็ญว่าใจเราให้อยู่อย่างนั้น
พุทโธและระลึกถึงความตายอย่างนั้นแล้ว
เอาอยู่อย่างนั้นตั้งชั่วโมงๆ มันก็ต้องยอมให้เรา มันหนีไปไม่ได้
ทีนี้ขี้เกียจว่า ถ้าขี้เกียจมันก็ไม่เกิดความสงบเพราะความขี้เกียจ
ขี้นั่นนะมันเหม็น เหม็นแล้วมันก็ไม่ได้ขึ้นมา ดีอย่างเดียวเป็นปุ๋ย


เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีความเพียร มีอุตสาหะเต็มที่แล้ว
คอยทำอยู่อย่างนั้น “พุทโธๆๆ”
ใครก็ไม่เคยเป็นมาจากท้องพ่อท้องแม่ ก็ต้องมาฝึกเอาทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นเราเมื่อรู้อย่างนั้นเราก็จำเป็นจะต้องพยายาม
ถึงไม่เป็นก็ต้องให้มันเป็น ให้มันเกิดขึ้น ไม่อย่างงั้นเสียแรงที่มาบวช

บวชตั้งเป็นหมื่นๆ บางทีหลายๆ พันบาทก็มี สองสามวันหยุดซะแล้ว ไม่ได้อะไรเลย
(เสียงฟังไม่ชัด ขาดไป ๒ ประโยคท่านพูดเกี่ยวกับคนบวชแล้วไม่เอาดีให้ได้)
...เป็นอย่างนั้นนะ...ต้องตั้งใจให้มันได้สงบสักที บวชตั้งสามเดือน สี่เดือน

สิ่งใดอันควรหลีกเร้นก็หลีกเร้น สิ่งไม่สมควรคุยอย่าคุย
พยายามกับใจสงบเย็นของเรา ไม่กังวลแก่คนอื่น นี่เป็นสิ่งที่ประเสริฐ
แล้วก็หาที่นั่งภาวนา เดินจงกรมมั่ง นั่งภาวนามั่ง หลีกเร้นไปให้มันได้เกิดความสงบ
แล้วอันนั้นล่ะ เราจะได้รู้ถึงคุณพระพุทธศาสนา
ที่ท่านว่าไว้ตามแบบแผนตำรับตำราว่า ศีล สมาธิ สมาธิเราก็ได้ความสงบ
นี่ใจเป็นสมาธิอย่างนี้ นี่เรียกว่าไม่เสียทีที่เราบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา


ยิ่งสูงไปกว่านั้นได้ใช้ปัญญาพินิจพิจารณาสังขารร่างกายของเรา
เห็นเป็นปฏิกูลโสโครก ไม่สวยไม่งาม สกปรก เต็มไปด้วยของปฏิกูล
เกิดความสังเวชสลดใจ น้ำหูน้ำตาไหลอย่างนี้ยิ่งมีอานิสงส์แรง

สมัยโบราณท่านแสดงว่า เพียงแต่งูแลบลิ้น ช้างกระดิกหู
เมื่อทำสมาธิ จิตรวมลงไปสงบอย่างนั้นก็พรรณนาว่า ได้อานิสงส์เหลือที่จะพรรณนา
นี่เป็นอย่างนั้น เราก็เหมือนกัน เมื่อเราได้อบรมบ่มนิสัย
ฝึกหัดจนกระทั่งใจเป็นสมาธิตั้งชั่วโมงสองชั่วโมง บางทีหลายๆวันอย่างนี้
ยิ่งมีความอิ่มเอิบปิติ ใจนั้นร่างเริง ใจนั้นชุ่มชื่นอยู่ตลอดวันด้วยความสงบ
ไม่คิดจะซังกะตาย ไม่คิดดิ้นรนกระวนกระวายใดๆ ที่ไหนเลย นี่เป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นพวกเราทุกคนก็มุ่งมาดปรารถนาอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นต้องตั้งใจอุตสาหะ เวลานี้เข้ามา ๑ เดือนแล้ว
เหลือเวลาอีก ๒ เดือนเท่านั้นเอง

เจ้าคุณอุปาลีฯ ท่านว่า “คายแล้วก็คาย ตะวันจะสาย สายบัวจะเน่า”
ท่านเทศน์ของท่าน หลวงตาฟังมาว่าให้โยมฟัง
คายแล้วก็คาย ตะวันจะสาย สายบัวจะเน่า,

สายบัวคืออะไร? เมื่อมันจะตาย มันก็แก่ มันก็ป่วย มันก็เจ็บ แล้วมันก็จะตาย
คายๆ ก็เท่านั้น, ตะวันจะสาย สายก็ยังไง ก็ถึงเวลาป่วยเจ็บอย่างนั้นแล้วไม่มีโอกาสที่จะทำ
หมดเวลา เพราะเราไม่ได้ฝึกหัด ไม่ฝึกหัดไว้
จะไปบอกพุทโธกันตอนนั้นก็...ฮู้...ข้าเจ็บข้าจะตาย เอาอะไรก็ไม่ได้แล้ว
นั่นเป็นอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้นท่านจึงว่า คายแล้วก็คาย รีบคาย...เข้าวัดเข้าวา
มานั่งสมาธิภาวนา, ตะวันจะสาย ร่างกายมันจะเปลี่ยนแปลงยักย้าย,
สายบัวจะเน่า ก็คือเรานั่นแหล่ะ มันจะตาย มันแอก
...แอก...แอก..แม่บอยู่อย่างนั้นไปไหนไม่ได้
ต้องยอมตักน้ำหยอดข้าว

เมื่อได้ทำใจฝึกหัดเป็นที่อย่างนั้นแล้ว ไม่ต้องเป็นทุกข์
กำหนดดูอยู่กับเวทนาอย่างนั้นสบายที่สุด ฝึกใจของเราให้มีกำลัง
สติปัญญาบริบูรณ์สมบูรณ์แล้ว มองดูเฉยๆ ไม่ต้องทำอันใดทั้งหมด
ตั้งสติจดกำหนด ดูอย่างนั้นเพลินอยู่ด้วยกาย อะไรให้ยินดี
ไอ้ร่างกายนี้มันทรมานมานานแล้วหลายสิบปี
อือ...ดีๆ ไปเถิ๊ดเจ้าค่า เออ ดี เป็นเช่นนั้น

เพราะฉะนั้นเราการปฏิบัติ จุดมุ่งหมายก็เป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทรงตรัสอยู่คาถาหนึ่งว่า
“สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตังพุทธาสาสะนัง”
บุคคลที่ชำระใจของตนให้ผ่องแผ้วหมดจดผ่องใส
อย่างต่ำแค่ชั่วครั้งชั่วคราว อย่างกลางก็เป็นเวลาหลายๆ เดือน หลายๆ ปี
อย่างสูงคือได้บรรลุโสดาฯ สกิทาคาฯ อรหัตฯ อรหันต์...นี่สูงสุด
จนกระทั่งทำลายอาสวะกิเลสของตนให้สิ้นไป นั่นเป็น “บรมสุข”
นั่นแหล่ะเป็นผู้ที่เข้าถึงธรรมะของพระพุทธเจ้าที่แสดงไว้อย่างนั้น


นี่เพราะฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายได้สดับตรับฟังธรรมะที่อาตมาได้บรรยายมา
จงน้อมนำไปพินิจพิจารณาตรึกตรองแล้วน้อมสิ่งใดที่เกิดประโยชน์
สิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์ก็จงทิ้งไป สิ่งใดที่จะเกิดประโยชน์กับเรา
ก็น้อมนำไปพินิจพิจารณาใคร่ครวญตรึกตรองแล้วก็ลองประพฤติปฏิบัติไปอย่างนั้น
คงจะได้ประสบพบความสุขความเจริญงอกงามในศาสนธรรมคำสั่งสอน
ดังได้แสดงมา สมควรแก่กาลเวลา เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้


:b47: :b47:

:b44: ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=38764

:b44: รวมคำสอน “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=38692

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.ค. 2019, 20:32 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1615


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ต.ค. 2019, 08:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2178


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:
Kiss


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร