วันเวลาปัจจุบัน 02 มี.ค. 2021, 05:28  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ธ.ค. 2020, 09:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 1332


 ข้อมูลส่วนตัว


วิธีสร้างสติ
พระวิสุทธิญาณเถร
(หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย)

“สำคัญอยู่ที่ตัวสตินี่นะ ที่ควบคุม ถ้าสติไม่สมบูรณ์ไม่แก่กล้าแล้ว จิตจะไม่ยอมรับ เมื่อจิตมันไม่ยอมรับ จะสอนสักแค่ไหนก็ตาม แนะนำสักแค่ไหนก็ตาม จิตของเรานี้ไม่มีทางจะวางต่ออารมณ์ได้ เพราะฉะนั้น คนที่ฆ่าตัวเองตายก็เพราะวางอารมณ์ไม่ได้ อำนาจของเหตุการณ์มันแรงกว่า จึงลอยคอล๊อกแล๊กๆ อยู่ในเหตุการณ์ นอนไม่หลับ หาวิธีแก้ไขอย่างไรก็ไม่หลับ ผลที่สุดก็ยอมตาย ถึงขนาดตายก็มี ถึงขนาดบ้าก็มี เพราะไม่มีความสามารถต่อต้านกับจิตใจของเราไม่ให้ต่ออารมณ์สัญญาได้

เมื่อพวกเราได้กำลังตัวสติขึ้นมาแล้ว ง่ายดาย สั่งให้หยุด ก็ต้องหยุด หาเหตุผลด้วยกำลังของอริยมัคคุเทศก์ หรือปัญญา สามารถหาเหตุผลได้อย่างง่ายดาย เพราะอันนี้มันกฎธรรมดาของโลก เมื่อเราสามมารถชนะจิตของเราไม่ให้ต่ออารมณ์สัญญาได้ อันนี้เราก็สามารถอุทานว่า ชิตังเม เราผู้ชนะ คือ ชนะจิตของเราได้...”

หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย
พระธรรมเทศนา อริยมัคคุเทศก์ตัวนำพาจิต

รูปภาพ

สติ เป็นของดี แต่คำที่ว่าสติๆ นี้ หมายถึงการระลึกรู้ คำที่ว่าระลึกรู้นั้นหมายถึงการระลึกรู้ในความดี และความชั่วทั้งของตนเองและของคนอื่น คำที่ว่า ระลึกรู้ในความดี และความชั่วนั้น พวกเราคงเข้าใจกันดี อย่างการกระทำความดีของคนอื่น การกระทำชั่วของคนอื่น การพูดดีพูดชั่วของคนอื่น ท่านจัดว่าเป็นการกระทำภายนอก หรือเรื่องของคนอื่นเราก็ระลึกรู้ ส่วนเรื่องการกระทำดีของเราเอง การกระทำชั่วของเราเอง การพูดดีพูดชั่วของเราเองก็ให้ระลึกรู้ คำที่ว่าระลึกนั้น ระลึกอะไร ก็คือการระลึกถึงสิ่งที่กระทำแล้วระลึกถึงผลดีที่จะตอบเป็นอานิสงส์มา การกระทำดีของเรา การพูดดีของเรา สิ่งที่เป็นอานิสงส์คืออะไร คือความสุข ความสงบ ความพอใจ ความอิ่มใจ เหล่านี้เป็นอานิสงส์ตอบสนอง การพูดไม่ดี การทำไม่ดีของเรา อานิสงส์นั้น คือความทุกข์ ความเดือดร้อน ความเศร้าหมอง ความคับแค้นใจ เหล่านี้เป็นอานิสงส์ตอบสนอง สำหรับคนอื่น การกระทำดีของคนอื่น การพูดดีของคนอื่น เราก็มองเห็นได้ชัด สำหรับการกระทำชั่วการพูดชั่วของคนอื่น สิ่งเหล่านี้เราจะต้องระลึกถึง เมื่อเราระลึกถึงความดี และความชั่วของเรา และเราระลึกถึงความดีและความชั่วของคนอื่น พร้อมทั้งการกระทำ พร้อมทั้งคำพูดและอานิสงส์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบสนองมา เมื่อเราสามารถระลึกกันอยู่ได้อย่างนี้เสมอๆ แล้ว ก็จะเป็นเครื่องกันไม่ให้เราพูดชั่วไม่ให้เรากระทำชั่ว เพราะอาศัยอานิสงส์ในสิ่งที่ไม่ดี เราไม่ต้องการ เราไม่ปรารถนา มันปรากฏเป็นรั้วกั้น หรือเป็นภาพชนิดหนึ่ง ป้องกันไม่ให้กระทำชั่ว พูดชั่ว สำหรับเรื่องของคนอื่นและของเราก็เหมือนกัน เมื่อเราพูดดีทำดี อานิสงส์ตอบสนองก็คือความสุข ก็เป็นเหตุอุดหนุน เมื่อเราท้อแท้อ่อนแอ ไม่อยากจะทำความดี มันจะเป็นเครื่องส่งเสริมหรือเพิ่มกำลังของจิตให้มีกำลังขึ้นพอสมควรแก่งาน หรือจะได้ประกอบกิจการงานส่วนนั้น มันเป็นอย่างนี้แหละ

เพราะฉะนั้น ท่านจึงว่าสติคือความระลึกรู้ คำที่ว่าระลึกรู้ก็คือ ระลึกรู้ถึงความดี ความชั่ว ระลึกถึงความดีเพื่อจะเอามาเป็นกำลังใจ ในเมื่อต้องการจะทำความดีแต่จิตมันอ่อนแอ ท้อแท้จะได้เป็นกำลังส่งเสริมจิตใจของเราให้เข้มแข็ง ส่วนความชั่วที่ระลึกถึงนั้นก็ต้องการจะเอามาเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เราทำชั่วพูดชั่วดังกล่าว ท่านบอกว่าการระลึกถึงนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อบุคคลผู้สร้างกำลังสติคือตัวระลึกรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะระลึกได้แล้ว การระลึกเบื้องหลังถึงเหตุการณ์ต่างๆ จะระลึกได้ไกลที่สุด แต่ระยะแรกๆ ฝึกนั้นอาจจะช้าสักหน่อย เมื่อพยายามสร้างการระลึกนี้ดีขึ้นๆ จนกลายเป็น “ชวนะ” ในที่สุดแล้วจนสามารถได้สมัญญานามว่า “ชวนสติ” คือ ความว่องไวของการระลึก

การระลึกนั้นในเมื่อเราหัดระลึก เราหัดได้ในเหตุการณ์อย่างไร จะหัดในเมื่อมีเหตุการณ์ชนิดใดปรากฏขึ้น จะเป็นไปเพื่อความเสียหาย หรือเจริญก็ตาม เราต้องระลึกรู้อยู่เสมอ หัดระลึกให้ได้ทั้งทางดีและทางชั่วนั่นแหละ เมื่อเหตุการณ์ที่จะเป็นไปในทางเจริญ เมื่อระลึกในทางชั่ว เราไม่พอใจในทางชั่ว การกระทำอย่างนั้น การพูดอย่างนั้นมันชั่ว แต่บัดนี้ เราต้องการในทางเจริญเรากำลังดำเนินอยู่ในทางเจริญ ความชั่วเป็นไปอย่างนั้นมันตรงกันข้าม เราก็จะรู้ได้เพราะเป็นสิ่งเปรียบเทียบ หรือมีเหตุการณ์ในสิ่งที่จะเป็นไปเพื่อความเสียหาย เมื่อเราระลึกถึงความชั่วก็เหมือนกัน เราก็ไม่กล้าที่จะกระทำความชั่ว หรือพูดชั่วลงไปได้ เพราะว่าเราเห็นอานิสงส์ที่จะตอบสนองมานั้นเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการเลย เมื่อเราระลึกถึงความดีแล้วเล่าก็ยิ่งเป็นเหตุให้เราไม่กล้ากระทำความชั่ว เพราะว่าความดีมีอานิสงส์ดีที่เราต้องการอยากได้ เพราะฉะนั้น เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เราควรหัดระลึกถึงสิ่งที่จะเอามาแก้ไขให้ทัน ตัวอย่างเช่น มีคนเขาตำหนิลงโทษเรา หรือมีเหตุการณ์อะไรปรากฏขึ้นเป็นสิ่งที่จะนำความทุกข์มาทับถมเรา เราควรรีบหาทางระลึกถึงสิ่งต่างๆ มาเพื่อเป็นการป้องกันให้ไวที่สุด


ในเบื้องต้นนั้น การระลึกคล้ายกับว่าเราอาจจะสอนให้ระลึกถึงเหตุการณ์เบื้องหลังของเรา เรื่องของคนอื่นก็ดี เรื่องของตนก็ดี ที่ผ่านมาแล้วทั้งทางที่ดีและทางที่ชั่ว ระลึกมาเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ในทางที่ไม่ดีปรากฏขึ้นแล้วจะเป็นการเสียหาย เมื่อเราพยายามหัดระลึกอยู่เช่นนี้เสมอๆ แล้ว ต่อไปคล้ายกันกับว่าไม่ต้องระลึกเราไม่ต้องนึกมันก็เป็นไปเอง มันเกิดระลึกของมันไปเอง มันมาแก้ไขกันเอง จนรู้สึกว่าดีขึ้นๆ เป็นลำดับๆ ไป แต่เบื้องต้นเราต้องชวนมันก่อน เราต้องนำพามันก่อน เมื่อเราชวนจนจิตของเราเคยชินแล้วรู้สึกว่าเป็นของง่าย ในระยะแรกๆ ที่มันยังไม่เคยยังไม่ชินนี้ เราจะต้องหาทางฝึกหรือหาอุบายบังคับ เมื่อฝึกได้บังคับได้ดีแล้วจะเป็นของง่าย เราลองนึกดูว่า ในทางที่ไม่ดีเราฝึกมันเรามองเห็นชัดๆ ว่าบางสิ่งบางอย่างเป็นไปในทางทุกข์ไม่มีสุขเลย เป็นการประกอบการทุกข์แท้ๆ ซึ่งเราจะมองเห็นได้ชัด ตัวอย่าง คนที่ชอบเล่นการพนัน การเล่นการพนันนั้นที่นั่งก็ไม่สู้จะดี บางครั้งก็ต้องนั่งยองๆ หรือตรงที่นั่งอาจจะตะแคงๆ อะไรก็แล้วแต่จะเป็นไป ซึ่งไม่ค่อยจะเหมาะสมนัก เพราะว่าการเล่นการพนันนั้นจะไปเล่นกลางแจ้ง หรือสถานที่สะอาดสะอ้านอะไรเหล่านี้ไม่สู้จะได้ แต่ก็อาจจะมีบ้าง แต่โดยส่วนมากก็มักจะเข้าไปเล่นอยู่ในป่าใต้ร่มไม้ หรือตรงที่ปลอดภัยอะไรทำนองนี้ สถานที่เล่นไม่สู้จะดีเท่าไรนัก เรื่องนี้จะเห็นว่ามันทุกข์อยู่แล้วประการหนึ่ง ส่วนจิตใจก็ยังหวาดระแวงกลัวเจ้าหน้าที่จะมาพบก็เป็นทุกข์อีกประการหนึ่ง กลัวเสียต้องการอยากได้นี่ยิ่งเป็นทุกข์ใหญ่ ทั้งกลัวเขาจะต้มอะไรอะไรต่างๆ เหลี่ยมของผู้เล่นการพนันมันจัด กลัวว่าเหลี่ยมของเราจะไม่ถึงเขาอะไรเหล่านี้เป็นต้น ทุกสิ่งทุกอย่างมองดูแล้วมันเป็นทุกข์ แต่เมื่อเราฝึกจิตให้คุ้นเคยต่อการเล่นการพนันจัดๆ เข้าแล้วมันต้องการเอง มันชวนเราเอง นึกอยากจะไปเล่นตลอดเวลา คอยสอดส่องมองหาหมู่คณะว่าเมื่อไรเขาจะไปกัน เหล่านี้เป็นต้น นี่แสดงให้เห็นว่าในเบื้องต้นเราต้องเป็นผู้ชวนก่อน เมื่อชวนจนเคยชินแล้ว ต่อมาเราไม่ต้องชวน มันจะชวนเราเอง เรื่องจิตก็เช่นเดียวกัน การหาอุบายวิธีมาป้องกันความชั่วไม่ให้เกิดขึ้นหรือหาช่องทางมาบำรุงความดีที่มีอยู่ให้สูงขึ้น เมื่อจิตต้องการที่จะประกอบความดี หากำลังมาอุดหนุนให้จิตนั้นได้มีความพยายาม หรือพลังที่จะประกอบกิจการงานนั้นให้สำเร็จไป เราก็หาอุบายวิธีเพื่อเติมพลังนั้น เราต้องพยายามฝึก เมื่อฝึกให้เป็นไปได้แล้วต่อไปก็ไม่สู้จะยาก คล้ายกันกับว่ามันเป็นไปเอง เพราะฉะนั้น ในเบื้องต้นเราต้องอดทนเอาหน่อย ต้องใช้ความพยายาม หัดใช้สติระลึกถึงเบื้องหลังของเราว่าอะไรต่ออะไรให้มากสักหน่อย เมื่อต่อไปเราได้จนชำนาญดีแล้วก็ย่อมจะเป็นประโยชน์ดี ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากเพราะจิตของเราคุ้นเคยแล้ว มันก็แก้ไขกันเองไปเรื่อยตามลำดับ พระอริยเจ้าท่านก็ฝึกเหมือนอย่างที่พวกเรากระทำนี้แหละ ต่อไปเมื่อท่านมีความชำนาญแล้ว ท่านก็ให้ตั้งสติเอาไว้ไม่ให้เผลอ ให้มีสติรู้อยู่ในตัว คอยรับรู้อยู่ในอาการเคลื่อนไหว เมื่อท่านมีสติรับรู้อยู่ ตัวที่แต่งจะรู้สึกว่ามันแต่งเองเสมอไป แต่เบื้องต้นก็ต้องอาศัยความพยายามช่วยแต่งเสียก่อน เช่น เราจะหยิบอะไร เราจะวางตรงไหน เราจะลุกขึ้นครั้งหนึ่ง เราจะนั่งลงครั้งหนึ่ง เราต้องนึกถึง เพศ วัย ฐานะ การหยิบของ การวางของ หัดระลึกถึงคนอื่นที่ทำไม่ดีไม่งาม คนอื่นที่ทำดี ทำงาม คนที่เผลอ คนที่ไม่เผลอ อะไรเหล่านี้ พยายามหัดระลึกอยู่เสมอๆ แล้วเราทำอย่างไรจึงจะดี จึงจะงาม อย่างที่ท่านทำดี ทำงาม เราควรป้องกันอย่างไรดี จึงจะไม่เป็นอย่างที่ท่านเผอเรอ ท่านที่ไม่มีสติกระทำ ซึ่งเราไม่ชอบไม่พอใจ เราจะหาทางป้องกันอย่างไรจึงจะพ้น ในเบื้องต้นเราก็ต้องฝึกกันอยู่อย่างนี้แหละ ตลอดจนถึงการจะพูดออกมาคำหนึ่งก็ดี อะไรเหล่านี้ เราหัดระลึกถึงคำพูดที่เราพูด พูดเพื่ออะไร อะไรทำให้พูด พูดกับคนชนิดไหน พูดอย่างไรจึงจะรู้เรื่องกัน เวลานี้เขาแสดงท่าทีกับเราอย่างไร เป็นศัตรูหรือเป็นมิตร เมื่อเขาเป็นมิตรเราจะบำรุงไว้เพื่อเป็นมิตรที่ดีได้อย่างไร เมื่อเขาเป็นศัตรูเราจะพยายามพูดอย่างไรให้ศัตรูนี้กลายมาเป็นมิตรอะไรทำนองนี้ เราจะได้หาวิธีดำเนินให้ถูกต้อง ให้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายเดียว ไม่มีโทษ หมายความว่าเราจะทำตัวของเราให้เป็นคนที่มีค่า หรือมีคุณค่าแก่คนทั่วไป ไม่ให้มีโทษ เราจะทำอย่างไร ในเบื้องต้นเราก็ต้องฝึกกันอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ ไปจนชำนาญดีเสียก่อน แล้วต่อไปก็ไม่สู้จะลำบาก เพียงแต่มีสติคอยจับรู้ให้สมบูรณ์ คือสติเต็มที่พอรับรู้การระลึก การแต่ง การวาง คล้ายกับว่าเป็นเพียงแต่รับรู้เท่านั้น ไม่ต้องนึก ไม่ต้องสอดเข้าไปหาเรื่องอะไร ให้มันมาช่วยปรับปรุงคล้ายกันกับว่ามันเป็นไปเอง มันปรับปรุงกันเอง ทางที่ดี ทางที่ชั่ว คือ อย่างไร ใครทำไม่ดีตรงไหน เมื่อไร เราระลึกได้หมด อาการเคลื่อนไหวของเราทั้งหมดคล้ายกันกับว่าเขาช่วยประคอง ช่วยแต่ง ให้เราเอง โดยทำนองอย่างนี้พอมาขึ้นชั้นนี้มันเป็นอย่างนี้ไปเสียแล้ว เพราะฉะนั้น ในเบื้องต้นเราก็ต้องอดทนหน่อย ต้องพยายามหัดระลึกเสมอๆ เหตุการณ์เหล่านี้เรียกว่า เป็นส่วนภายนอกอันดับที่หนึ่ง

ที่นี้ ส่วนภายนอกอันดับที่สองของการระลึกก็คือ หัดระลึกถึงวิบากกรรม หรือกรรมวิบาก “กรรม” แปลว่า การกระทำ เขากระทำมาแล้วแต่ บุเรภพ (ชาติก่อน) กรรมส่วนนั้นจะมาจำแนกสัตว์และมนุษย์ให้เป็นไปตามอำนาจของกรรม ทั้งกรรมดี กรรมชั่วของบุคคลอื่น ตัวอย่างบุคคลผู้มีความสุขสบาย บุคคลผู้มีความทุกข์เนื่องจากโภคทรัพย์สมบัติ บุคคลผู้ได้รับความทุกข์เนื่องจากอวัยวะร่างกาย อะไรเหล่านี้เป็นต้น เมื่อเรามองเห็นแล้วทั้งความสุขและความทุกข์ของผู้อื่น เราก็จะมองเห็นได้ชัดประจักษ์ว่า เนื่องมาจากกรรมดีและกรรมชั่วไม่ได้เนื่องมาจากอะไรเลย กรรมดีและกรรมชั่วทั้งสองอย่างที่เขาได้ทำมาแล้วแต่บุเรชาติ กรรมนั้นย่อมมีกำลังเหนือเขา ย่อมมาจำแนกให้เขาเป็นไปตามอำนาจของกรรมดีก็ดี ชั่วก็ดี ด้วยอำนาจของกรรมคนที่มีความสุข คนที่มีความทุกข์ ก็เนื่องด้วยอำนาจของกรรม การที่ให้หัดระลึกถึงอย่างนี้ก็เพื่อประโยชน์จะให้เรากลัวต่อกรรมที่ไม่ดี ให้เราชอบแต่ในกรรมดี กรรมที่ไม่ดีเราจะได้ไม่กล้ากระทำ เนื่องจากอาศัยการระลึกถึงผลของบุคคลผู้เสวยวิบากกรรม เป็นเครื่องสกัดกั้นจิตของเราไม่ให้กล้าทำความชั่ว ไม่กล้าพูดชั่ว ส่วนกรรมดีนั้นก็จะได้เป็นเครื่องช่วยที่จะทำให้เราทำดี พูดดี มีกำลังที่จะบุกบั่นประกอบกรรมดีให้สำเร็จตามความปรารถนาได้อย่างนี้ นี่เป็นเรื่องของคนอื่น

พูดมาถึงเรื่องของตัวเราเองก็จะมองเห็นได้ว่า ตามธรรมดาเราไม่ใช่จะดีทุกส่วน มีดีอย่างหนึ่ง มันก็อาจจะมีเสียอย่างหนึ่ง เพราะว่าการกระทำความดีนั้นไม่สม่ำเสมอ อาจจะมีความดี และความชั่วเจือปนกันอยู่ ความดีมีทางหนึ่ง ความชั่วก็อาจจะมีทางหนึ่ง ทั้งทางดี และทางชั่วที่ปรากฏ ก็เนื่องจากกรรมมันติดตาม เพราะธรรมดาแล้วมันจะติดตามเรามาเบื้องหลังเสมอๆ เมื่อกรรมดีตามมาถึงก็ย่อมอำนวยผลให้เห็นว่า จะทำอะไรๆ ก็ตาม รู้สึกว่าคล่องว่าสะดวกไปทุกอย่าง ในเมื่ออกุศลกรรมบาปตามมาถึง จะทำอะไรก็ไม่สะดวกไม่สบายมีอุปสรรคขัดขวางไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็มองเห็นได้ชัดๆ อยู่อย่างนี้ แม้แต่อัตภาพร่างกายของเรา ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เราจะใช้นำไปประกอบสิ่งที่เราต้องการ รู้สึกว่าขัดข้องไม่สะดวก อะไรเหล่านี้เป็นต้น เราก็มองเห็นได้ชัดว่า กรรมดี และกรรมชั่ว ย่อมติดตามเรามาเสมอๆ ย่อมอำนวยผลดีให้แก่เราในเมื่อกรรมดีมาถึง ย่อมให้โทษทุกข์แก่เราในเมื่อกรรมชั่วมาถึง อะไรเหล่านี้ การระลึกอย่างนี้ สมควรที่เราจะต้องระลึกถึงอยู่เสมอๆ เพราะว่าเมื่อเราหัดระลึกถึงอย่างนี้เสมอๆแล้ว จะเป็นเหตุไม่ให้เราทำความชั่วและพูดชั่วต่อไป จะเป็นรั้วกั้นได้อย่างดียิ่ง และกลับเป็นเครื่องส่งเสริมให้เราทำความดีได้ พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนให้เรามีสติระลึกถึงตัวเองและคนอื่นในเรื่องกรรมวิบากนี้อยู่เสมอๆ เรื่องเหล่านี้จัดว่าเป็นเรื่องภายนอกอันดับที่สอง เพราะว่าการระลึกนี้เรียกว่า สติ คือการระลึกถึงความดีและความชั่วของตนและคนอื่น ซึ่งเป็นกรรมในชาติปัจจุบัน และกรรมที่เป็นกรรมในอดีตซึ่งเป็นบุเรชาติกรรมเอาเข้ามาประกอบ เพื่อจะต้องการส่งเสริมให้ทำความดี กล้าทำความดี กล้าพูด เอามาป้องกันไม่ให้พูดชั่ว ทำชั่ว เหล่านี้เป็นต้น

ที่นี้ ถ้าเรามีอุบายวิธีสร้างสติให้สูงขึ้นเพื่อต้องการส่งเสริมสิ่งที่ควรส่งเสริม และป้องกันในสิ่งที่ควรป้องกันอย่างนี้ จิตของเราก็จะได้ก้าวเจริญสูงขึ้นเป็นลำดับ ก็เรียกว่าเป็นผู้มีสติอันสมบูรณ์ ตลอดอาการเคลื่อนไหวของกายทั้งหมด ไม่เผอเรอ มีสติระลึกรู้อยู่เสมอ จับรู้อยู่เสมอ ทั้งของคนอื่นและของตัวเองดังกล่าว ตัวเองก็ได้แก่ การจับของที่เราเผลอสติ มันไม่ดีอย่างไรเราก็มองเห็น เมื่อเวลาที่เรามีสติมันดีอย่างไร บทบาทชั้นเชิงทั้งหมดที่เรามี สติจับรู้อยู่เสมอตลอดเวลาที่เราแสดงนั้น มันดีอย่างไรบ้าง คนอื่นมองเห็นจะเป็นอย่างไร เราระลึกถึงอาการของเรา และคำที่เราพูดทั้งหมด ขณะที่เรามีสติเข้าประคองรับรู้อยู่อย่างนั้น จะรู้สึกว่าอย่างไรบ้าง เราก็หัดระลึกให้มาก ทีนี้ส่วนของคนอื่น เขาหยิบของ วางของไม่ดี เป็นอย่างไร เผลอสติ หรือลุอำนาจฝ่ายต่ำ อะไรเหล่านี้เป็นต้น สิ่งทั้งหมดนี้ก็ดุจนัยเดียวกัน คือ การระลึกรู้ ก็มุ่งต้องการเอามาป้องกันไม่ให้กล้าทำชั่ว พูดชั่ว อาการเคลื่อนไหวทั้งหมดจะได้มีสติจับรู้ระลึกอยู่เสมอทั้งหมดและจะได้แต่งให้ถูกตามสิ่งที่เราชอบ ต่อจากนี้ไปเมื่อเราทำทางนี้ให้เจริญขึ้น ดีขึ้นๆ เป็นลำดับ ก็เป็นอันว่าจะเนื่องเข้าไปถึงจิตเหมือนกัน เรื่องจิตของเราก็เหมือนกัน เรื่องของการคิดของจิตที่มันคิดไปนั้น เมื่อตัวนี้ดีแล้ว ตัวข้างหน้าการฝึกของเราก็จะง่ายเข้าเป็นลำดับ เพราะว่าเมื่อจิตแส่ส่ายไปต่ออารมณ์ เราก็พยายามนึกเอาไว้ว่า นี่เป็นการต่อภพของจิต เราอย่าส่งเสริม พยายามตัดกระแสหักห้าม อย่าให้จิตนึกคิดไปได้เป็นอันขาด และพยายามตัดกระแสให้ได้อยู่เสมอๆ อย่างนี้ ตามธรรมดาจิตกับธรรมารมณ์มันเป็นของคู่กัน ธรรมารมณ์กับอารมณ์ ก็คือ ความคิด คือจิตของเราคิดไปนั่นเอง มันคิดไปมีทั้งทางดี และทางชั่วเป็นคู่กันอยู่ เมื่อคิดไปในทางชั่วมันก็มีเหตุให้เป็นไปในทางเศร้าหมอง เป็นเหตุให้ทุกข์ เมื่อคิดไปในทางที่ดีมันก็มีเหตุให้เป็นไปในทางสะอาดหมดจด นำมาซึ่งความสุข เราก็มองเห็นได้ชัดประจักษ์ ในเบื้องต้นนี้เราอยู่ในกระแสกามาวจร เราก็พยายามตัดกระแสแห่งความทุกข์ หรือตัดกระแสแห่งการเป็นไปเพื่อบาป พยายามบำรุงไว้ในแนวคิดที่เป็นไปเพื่อบุญ อย่างนี้เรียกว่า ผู้บำรุงในกุศลจิตเจตนาทางกามาวจรเมื่อเราพยายามตัดกระเสในทางที่ชั่ว ไม่ยอมให้เป็นไปโดยเด็ดขาด ให้มันพอใจแต่แนวคิดที่ดี พอใจในทางที่ดี ทางไม่ดีไม่ยอมให้คิดเป็นเด็ดขาด พยายามหักห้ามทำลายอยู่อย่างนี้เสมอๆ แล้ว ก็เรียกว่าเป็นผู้ถึงซึ่ง “เอกัคคตาธรรม” คือสิ่งที่เป็นบุญ บำรุงไว้ซึ่งอารมณ์ที่เป็นบุญ ในส่วนกุศลที่เจตนาในทางกามาวจรแล้วโดยสมบูรณ์ ก็เรียกว่าเป็นผู้มีทางที่จะงอกงามเจริญขึ้นตามลำดับ อันความสุขนี้แหละจะบำรุงให้เกิดปัสสัทธิแห่งกายและจิตแล้ว กายและจิตก็มีทางที่จะก้าวเข้าไปสู่สมาธิชั้นละเอียดต่อไปได้


ที่นี้กลับมาอธิบายเบื้องต้นต่อไปอีกเป็นรอบที่สอง การระลึกซึ่งอธิบายให้ฟังมาแล้วนั้น สิ่งที่เราจะพิจารณาก็มีอยู่อย่างนี้คือ การระลึกในทางกาย ท่านเรียกว่า “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คำที่ว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น คือมีสติระลึกรู้ในการเคลื่อนไหวของกายพร้อมทั้งวาจาที่พูด สิ่งเหล่านี้เรียกว่าอาการที่รู้ในการเคลื่อนไหว เราจะลุก จะนั่ง จะปล่อยไปโดยธรรมชาติ แม้แต่อาการหนึ่ง เราจะต้องมีสติจับระลึกรู้อยู่ทุกอาการ แต่การจับรู้เพียงแค่ทุกอาการนี้ยังไม่พอกับความต้องการ เราจะต้องมีจำพวกเวทนาเป็นเครื่องประกอบด้วย คำว่า เวทนา หมายถึง ความเสวย ความเสวยอันมีค่าหมายถึงเฉพาะเราเองผู้ทำ เราเองผู้พูด สิ่งที่เป็นอานิสงส์นั้นปรากฏขึ้น เรียกว่า การเสวยเมื่อทำความดี เมื่อพูดดีอานิสงส์ที่เสวยก็คือความสุข เรียกว่า ผู้เสวย เรากระทำไม่ดี เราพูดไม่ดี อานิสงส์ที่เสวยก็คือความทุกข์ นี้เป็นอานิสงส์ของเรา ส่วนของคนอื่น เมื่อเขาพูดไม่ดี ทำไม่ดี เขาก็ไม่มีความสุขเหมือนกัน เมื่อเขาพูดดี ทำดี เขาก็มีความสุข เพราะฉะนั้น การแสดงทั้งด้วยกายและวาจาที่ออกมานั้น มีเวทนาเครื่องเสวยสุขกับทุกข์เป็นอานิสงส์อย่างนี้ ท่านเรียกว่าเวทนาเป็นคู่กับกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นเครื่องพิสูจน์ เมื่อมีเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นเครื่องพิสูจน์ เวทนาอันนี้มีค่า พูดกันแต่สุขกับทุกข์ ทุกข์เราไม่ต้องการ สุขเป็นสิ่งที่เราต้องการ เมื่อเราต้องการในทางที่เป็นสุข เหตุที่จะให้สุขสำหรับส่วนตัวนั้นคือ การทำดี การพูดดี ของคนอื่นก็เช่นเดียวกัน คือ การทำดี การพูดดีของเขา สรุปแล้วได้ความอย่างง่ายที่สุดว่า การพูดดี การทำดี นั้นแหละทำให้มีความสุข ในทางสุข เรียกว่า สุขเวทนา มีความสุขทั้งกายและทางจิตด้วย เป็นของคู่กัน เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้วเราก็จะมองเห็นเข้าไปอีกว่า คำที่ว่าไม่ดีนั้นคืออย่างไร เราเองก็รู้ได้ ดีไม่ดีเราก็รู้ สิ่งที่ดีเราก็ชอบ สิ่งที่ไม่ดีเราก็ไม่ชอบ คนที่แสดงบทบาทชั้นเชิง จะลุกขึ้น นั่งลง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามองเห็น สิ่งที่ทำไปแล้วเป็นอย่างไร คนที่ทำไปแล้วเป็นอย่างไรเราก็รู้ เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้วเราจะได้พยายามทำให้ถูก จุดที่เราต้องการมันเป็นอย่างไร อธิบายซ้ำเป็นรอบที่สองเรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน กับ เวทนาหรือความเสวย สิ่งที่ระลึกเป็นคู่กันในสิ่งที่จะให้มีคุณค่าสูงขึ้น

ต่อจากนี้ก็เป็นเรื่อง จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน พร้อมด้วยธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิต หมายถึง ความระลึกรู้ ทั้งทางดีและทางชั่ว จินตนาถึงตัวรับรู้ทั้งทางดีและทางชั่ว ดีก็รู้ ชั่วก็รู้ ที่รู้นี้แหละเรียกว่า จิต จิตหรือวิญญาณก็เป็นอันเดียวกัน เมื่อตาเห็นรูป รู้ดีชั่ว ชั่วดี สวยไม่สวย รักไม่รัก สิ่งเหล่านี้มาจากจิต หูได้ฟังเสียงก็เหมือนกัน จมูกได้สูดกลิ่นก็เหมือนกัน ลิ้นได้ลิ้มรสก็เหมือนกัน กายถูกต้องสัมผัสก็เช่นเดียวกัน ในสิ่งที่ต่อเนื่องมาทางญาณประสาททั้งหลายเหล่านี้ เรียกว่า วิญญาณ มันต่อเข้ามาถึงใจ เป็นเหตุให้พอใจกับไม่พอใจเกิดขึ้น สิ่งนี้เรียกว่าจิตตัวหนึ่ง ตัวที่รับรู้เรียกว่าจิต ตัวที่พอใจไม่พอใจเรียกว่า จิต คำว่าจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น ท่านให้มีสติระลึกรู้ในอาการเคลื่อนไหวของจิต คำที่ว่า เคลื่อนไหว นั้นหมายถึง จิตเคลื่อนไหวเข้าไปต่ออารมณ์ หรือสิ่งกระทบพูดอย่างง่ายที่สุดคือ ความรู้สึกนึกคิดต่อสิ่งกระทบ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่น่าชัง ต้องการไม่ต้องการ ความรู้สึกนึกคิดที่แสดงต่อสิ่งกระทบให้ระลึกรู้อยู่ในสิ่งนั้น ส่วนธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธรรม มีบาปมีบุญ ไม่บาปไม่บุญ กลางๆ ก็เหมือนกัน อย่างเดียวกันกับที่ได้อธิบายมาแล้วในเบื้องต้นเพราะแนวคิดจะเป็นไปเพื่อรัก เพื่อชัง ต้องการหรือไม่ต้องการ เราจะมองเห็นได้ชัดประจักษ์ว่า มันมีบาปกับบุญเจือปนกันอยู่ เมื่อรักต้องการกระเสือกกระสนจนเกิดความเศร้าหมอง ก็เรียกว่าบาป เมื่อชังไม่ต้องการ อยากด่าอยากตี อยากฆ่าทิ้งเสีย มันก็เกิดความเศร้าหมองเป็นทุกข์ เรียกว่าบาป หรือมีความเมตตาอารีในบุคคลนี้ ซึ่งเขาแสดงกิริยาอย่างนี้น่าสงสารและเมตตา ต้องการอยากจะสงเคราะห์ด้วยปัจจยามิส ส่วนใดก็แล้วแต่ ส่วนนี้เรียกว่าบุญ มันเกิดขึ้นหรือมองเห็น พระภิกษุสามเณรและท่านผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบเราต้องการอยากจะทำการบูชา หรือทำทานกับท่านเหล่านี้ เป็นต้น เป็นเหตุให้เกิดขึ้นซึ่งบุญ นั้นเป็นธรรมารมณ์ที่มันเป็นไปในทางบุญและบาป ท่านเรียกว่า ธรรมารมณ์เพราะฉะนั้น เรื่องรัก เรื่องชังนี้เราต้องมีสติเรียกว่า สติปัฏฐาน ให้มีสติเป็นฐานรองรับรู้อยู่เสมอ คือรับรู้อยู่ที่จิต เมื่อจิตจะรักก็ให้มีสติผลักดันไว้อย่าให้รัก เมื่อจิตคิดจะชังก็ให้มีสติผลักดันไว้อย่าให้ให้ชัง เมื่อไม่รักกับไม่ชังผลักดันเอาไว้แล้ว ประเดี๋ยวจะมีปัญญาโผล่ขึ้นมาเอง สมมติอย่างเขาด่าเรา มันเกิดชังมันยังอยากจะด่าเขาบ้าง แต่เราพยายามกดพุบเอาไว้ หรือคล้ายกับกลืนเอาไว้ทำนองนี้ เปรียบเหมือนคนที่จองหอง เมื่อมันจองหองกับเรา สมมติว่าเรามีกำลังชนิดหนึ่งเหนือกว่าเราตีเอาหรือจับฆ่า จับคอกระแทกเอา เมื่ออยู่ในกำมือเราแล้วทำท่าจะต่อยเรา แต่แล้วภายหลังมันจะยกมือไหว้เรา ฉันใดก็ดี จิตมันมีกำลังพุ่งจะไปต่อเหตุการณ์นั้นๆ ให้เป็นไปตามโครงเรื่องของมัน เมื่อกำลังของสติเหนือจิตผลักคอตูม มันไม่มีกำลังเข้าไปต่อเหตุการณ์นั้นๆ ได้โดยอำนาจหรือกำลังของมัน ผลสุดท้ายเมื่อผลักมันลงไปแล้วสักครู่มันจะโผล่ขึ้นมาคล้ายกับว่ามันยอม เมื่อมันยอมแล้วก็คล้ายกันกับว่า เหตุผลหรือความรู้สึกนึกคิดที่มันขึ้นมาใหม่ มันเป็นกำลังของปัญญา มันเปลี่ยนหน้าคำพูดของเรา แทนที่จะพูดรุนแรงกลับกลายเป็นคำพูดที่อ่อนหวานขึ้นมาแทน มันแต่งให้เรียบร้อย รู้สึกว่าดีมาก เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มากระทบนั้นจะเป็นไปในทางรัก เป็นไปในทางชังก็ดี จิตมันจะพุ่งไปต่อเหตุการณ์เหล่านั้นตามโครงการของเรื่อง หรือของเหตุการณ์นั้นๆ ก็ต้องอาศัยกำลังของสติตัวนี้ผลักไว้เสมอ พยายามผลักไว้ให้แข็งแรง อย่าให้พุ่งไปได้ แล้วรอสังเกตว่าเราจะทำอย่างไรดี ดูให้ดีๆ มันจะมีปัญญาโผล่ขึ้นมาเอง ว่าเราควรจะเอาอย่างนี้ เราก็ดำเนินตาม นี่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องจิตคือตัวรับรู้ในทางดีและทางชั่ว คือความรู้สึกนึกคิดต่อสิ่งกระทบ สิ่งกระทบจะเป็นปัจจุบันที่ปรากฏอยู่ ณ ปัจจุบันก็ตามบางครั้งมันก็พุ่งต่อเหตุการณ์เฉพาะ บางครั้งมันก็วิ่งกลับหลังเข้าไปสู่อารมณ์ที่ผ่านมาแล้วในทางดีและในทางที่ชั่วนั้นเอง ตัวนี้แหละคือตัวของมัน

เพราะฉะนั้น เรื่องของจิตก็มีธรรมารมณ์ คือ บาป บุญ เฉยๆ เป็นคู่กัน เราต้องมีสติหักห้ามในเมื่อจิตของเราจะเล็ดลอดออกไป เพราะว่าเมื่อจิตของเรามีเหตุการณ์เกิดขึ้นมันก็พุ่งต่อ นั้นเรียกว่าต่อภพปัจจุบันต่อหน้า เมื่อเล็ดลอดออกไปต่ออารมณ์ที่ผ่านมาแล้วตั้งแต่อดีตของชาติปัจจุบันนี้นี่แหละ แต่เป็นอดีตไกล ตั้งแต่เมื่อวาน วานซืน หรือปลายปี อะไรเหล่านี้เป็นต้น มันก็เป็นส่วนอดีตไกลในชาติปัจจุบัน จิตที่คิดหรือเคลื่อนไหวไปต่อแบบนี้ เรียกว่า ภพ การต่อภพต่อชาติของจิตมันเชื่อมโยงต่อภพชาติ เราผู้บำเพ็ญต้องการถึง “โลกุตตระ” คือ ถึง “นิพพาน” ต้องอาศัยสติตัวนี้เข้าไปตัดหรือหักห้ามอย่าให้จิตของเราต่อได้เป็นอันขาด พยายามทำลายเอาไว้เมื่อเราสามารถกดหรือบังคับจิตของเรานี้ให้อยู่ในอำนาจของ “ตปธรรม” ตัวสั่ง ตัวห้าม ตัวแผดเผา ตัวบังคับ ได้ตามปรารถนาแล้ว เมื่อจิตยอมจำนนไม่งอแงแล้ว ต่อจากนี้ไปจะมีความความรู้วิเศษสูงขึ้นๆ เป็นอานิสงส์ ผลสุดท้ายก็รู้จริงตามสภาพความเป็นจริงว่า สิ่งทั้งปวงนี้มันเป็นมาอย่างไร อะไรเป็นตัวนำพา จิตของเราได้รับบัญชามาจากตัวไหน อะไรเป็นตัวนำพา จิตของเราได้รับบัญชามาจากตัวไหน ใครเป็นผู้บัญชาอยู่ภายใน จะมองเห็นหน้าตามันได้ชัด ผลสุดท้ายเมื่อพยามกำจัดพวกเหล่านั้นออก ให้จิตของเราไม่มีสิ่งใดเป็นเครื่องสั่งนำมันแล้ว ก็เรียกว่าจิตที่ไม่มีพิษอันร้ายบังคับให้เพ้อหรือรุนแรงไป ก็เรียกว่าจิตที่ไม่มีเพื่อน เป็นจิตที่สงบราบคาบต่อจากนั้นไปจะได้ความรู้อันวิเศษจากจิต เราจะเอาอย่างไรเมื่อเราต้องการ เราจะเรียนความรู้จากจิตโดยไม่มีวันที่สิ้นสุด อยากจะรู้เรื่องอะไร (อดีต อนาคต, อตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ)

เพราะฉะนั้น พวกเราผู้บำเพ็ญ เมื่อต้องการอยากจะมีวิชาดี อยากจะได้ความรู้วิเศษจากจิต พวกเราก็ต้องทำอย่างนี้ นี้เป็นภาค “สติปัฏฐานสูตร” มี กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นสายทางที่พวกเราดำเนินอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ เมื่อพวกเรากระทำได้อย่างนี้อยู่เสมอๆ รับรองว่า เรื่องภพชาติของจิตที่มันต่อกันอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตแห่งภพทั้งปวงนี้ พวกเราต้องมีหวังทำลายได้ พวกเราต้องมีหวังว่า เมื่อทำลายภพชาติได้แล้ว “อาสวกิเลส” เครื่องดองทั้งหมดจะไม่มีพิษทำให้จิตฟุ้งหรือรุนแรง เรียกว่า จิตที่อ่อนกำลังลง เนื่องจากว่าอาศัยกำลัง “ตปธรรม” เป็นตัวบังคับ ไม่ให้มีพลังสูงเหนือกว่า แล้วสามารถเข้าไปเขี่ย หรือกำจัดสิ่งที่ช่วยให้เป็นกำลังนั้นออกไปแล้ว ก็เรียกว่า จิตที่ถึงซึ่ง “มหาสติ” คือ จิตที่สงบระงับไม่มีพิษแล้ว เป็นจิตที่ชำระดีแล้ว เป็นจิตที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง จิตนั้นก็สามารถสมควรแก่ “นิพพาน” ถ้าพวกเราต้องการก็ขอให้พยายามตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติแล้วพวกเราก็จะได้สมความมุ่งมาดปรารถนา อธิบายมาก็ยืดยาว ขอยุติเพียงแค่นี้

-------------------------
หนังสือชีวประวัติพระวิสุทธิญาณเถร (หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย) ฉบับสมบูรณ์
วัดเขาสุกิม ตำบลเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี :b8: :b8: :b8:


:b44: ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=58572

:b44: รวมคำสอน “หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43691


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร