วันเวลาปัจจุบัน 15 ธ.ค. 2019, 15:25  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ต.ค. 2019, 06:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2238


 ข้อมูลส่วนตัว


ดับไฟกิเลสในใจ

พระธรรมเทศนาโดย...
พระครูอดิสัยคุณาธาร (หลวงพ่อสีทน สีลธโน)
วัดถ้ำผาปู่ ตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย
แสดง ณ อุโบสถวัดอริยวงศาราม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๒๒


รูปภาพ

ในระหว่างครอบครัวก็ดี ในระหว่างสังคมก็ดี ในระหว่างประเทศชาติก็ดี
หากมีศีลธรรมประจำใจแล้ว จะไม่มีสิ่งที่ยุ่งยากยุ่งเหยิงเลย
จะอยู่ด้วยความผาสุกอยู่ด้วยความสบาย
ให้เข้าใจเสียว่าคุณค่าของธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้ามีประโยชน์แก่โลกมาก
หากว่าไม่มีธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องบำรุงเกื้อกูลแล้ว
โลกมันจะร้อน ความโลภมันจะมาเผาใจ ความโกรธมันจะเผาใจ
ความหลงมันจะเผาใจ ราคะตัณหามันจะเผาใจให้เหือดแห้งนะ

ทุกวันนี้ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเจือปนอยู่ แต่ก็ยังเผาอย่างรุนแรงนะ
ไฟโลภ ไฟโกรธ ไฟหลง ไฟราคะ ไฟตัณหา ไฟมานะ ไฟทิฏฐิ
อันนี้มันเผาใจมนุษย์ สัตว์ อยู่ทุกอิริยาบถ ทุกโอกาส ทุกเวลา ไม่มีระยะว่างเลย
นี่แหละคนที่บ่นกันว่าทุกอย่างมันวุ่นวาย นี่เพราะอะไร
ก็เพราะไฟโลภ ไฟโกรธ ไฟหลง ไฟราคะ ไฟมานะ ไฟทิฏฐิ มันเผาหัวใจ


แต่หมู่อริยเจ้าทั้งหลาย เช่นครูบาอาจารย์ ท่านดับได้แล้ว ท่านสบาย
ท่านไม่เคยบ่นว่าท่านทุกข์ท่านร้อน อยู่ที่ไหนท่านก็สะดวกท่านก็สบาย
ไม่ได้รับความทุกข์ความร้อนใจ ก็เพราะท่านดับไฟของท่านได้แล้ว
ดับไฟคือความโลภ ความโกรธ ความหลง ดับไฟคือราคะ ดับไฟคือตัณหา
หมดสิ้นจากหัวใจแล้ว ท่านก็อยู่อย่างสบาย

แต่พวกเราท่านทั้งหลายที่บ่นกันวุ่นวายกันอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะสิ่งเหล่านี้มันรบกวน

ฉะนั้น หากเราต้องการความสุข ความสบาย ความเจริญแล้ว
ควรที่พยายามดับ แก้ไขความโลภของตัว ความโกรธของตัว
ความหลงของตัว ราคะตัณหาของตัว ให้มันเบาบางลงไป
หากว่าเราดับไม่ได้จริงจัง ก็ให้มันเบาบางลงไป
ถ้าหากเราปล่อยไว้อย่างนี้ มันจะทำพิษเรา ให้เราเกิดความทุกข์
ถ้าปล่อยไว้นานๆ จะทำให้เราตกนรกก็เป็นได้
อย่างคนที่ตกนรก ได้รับความทุกข์ความยากลำบากตรากตรำต่างๆ นานา
เราอย่าไปโทษของอื่น กิเลสของเราเองนี่แหละทำลายจิตใจของตัวเรา
กิเลสมันกินจิตกินใจเหมือนสนิมกินเหล็ก
เหล็กของคนเราที่ดีๆ เป็นประโยชน์ได้เป็นมีดพร้า
ขวานของเราอันที่มันหมดคมเพราะสนิมกิน สนิมจับคมมีดคมขวานนั้น
กินเหล็กจนกระทั่งหมดคุณค่าใช้ประโยชน์ไม่ได้ ทิ้งไว้เฉยๆ
นั่นเพราะอะไร เพราะขี้สนิมกินเหล็กที่ดีๆ หมดไป
เหลือแต่ที่หยาบๆ นี่พูดเฉพาะสนิมกินเหล็ก

ทีนี้พูดถึงกิเลสกินใจ ความโลภมันกินใจ ความโกรธความหลงมันกินใจ
ราคะตัณหากินใจของมนุษย์ สัตว์ก็เหมือนกัน
คือหากว่าเราปล่อยให้มันกินมากๆ เข้าแล้ว
มันจะทำลายคุณสมบัติของจิตใจของเรา
ให้เสื่อมจากคุณงามความดี เสื่อมจากบุญจากกุศล
หากว่าใจของเราเสื่อมจากคุณงามความดีแล้ว
มันจะไปเกิดในภพที่ต่ำ เกิดในที่ลำบากตรากตรำ
หากว่าไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์จะเกิดเป็นเดรัจฉาน
ถ้าหากเกิดเป็นผู้ดีมีลาภยศมีสมบัติก็ดี
หากว่าเราไม่ระมัดระวังความโลภความโกรธความหลง มันจะกินจิตใจของตนแล้ว
มันอาจสามารถทำลายตัวของเราให้ไปเกิดในภพที่ต่ำได้ มันรุนแรงขนาดนั้น

เพราะฉะนั้นเราอย่าไปกลัวของอื่น กลัวช้าง กลัวเสือ กลัวเปรต กลัวผี
อย่าไปกลัวเลย สิ่งนั้นไม่สามารถทำให้เราตกนรกได้หรอก
แต่กิเลสของเราทำให้เราตกนรกได้
เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก คือความโลภ ความโกรธ ความหลง ของเรา
ราคะตัณหาของเรานี่เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก อย่างพวกเราเกิดมาเป็นทุกข์
เป็นคนยากจนอับเฉาเบาปัญญาอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวัน
คนจนๆ นะ อันนี้ก็ไม่ใช่อะไร เขาปล่อยให้กิเลสกินใจของเขา
ปล่อยให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง กินจิตกินใจของเขา
จนกระทั่งจิตใจของเขาหมดคุณภาพ หมดคุณงามความดี
เลยมีบุญเพียงแค่มาเกิดเป็นมนุษย์กับเขา เกิดมาแล้วก็เร่าร้อน

เพราะฉะนั้นพวกเราทุกคนควรกลัวกิเลสมากกว่ากลัวสิ่งอื่น
เพราะกิเลสสามารถทำให้ไปตกนรกก็ได้
สามารถทำให้ได้รับความทุกข์ความลำบากตรากตรำต่างๆ นานา
ก็เพราะกิเลสของเรานี่เอง กิเลสทำลายจิตใจของคนเรา
หากว่าจิตใจของคนเราไม่ดี ใจไม่มีบุญมีกุศลแล้ว
เราไปเกิดที่ใดแห่งไหนก็ดี เราจะได้ความทุกข์ความร้อน
ไม่ได้รับความอยู่เย็นเป็นสุข เนื่องจากว่าจิตใจของเราไม่ดี
หากว่าจิตใจดีแล้ว ก็ไปเกิดในฐานะที่ดีในสกุลที่ดี
ได้อะไรมาทุกอย่างก็เป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจ อย่างนั้นก็เพราะใจดี
ที่พระพุทธเจ้าสอนให้พวกเราทำคุณงามความดี
เพื่อประดับจิตใจของเราทุกวันนี้ ก็เพราะอย่างนี้นี่เอง



คัดมาจาก : หนังสือรวมธรรมเทศนา ๑๐๘ กัณฑ์ เล่ม ๒
ที่ระลึกในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี พ.ศ.๒๕๒๕
จัดพิมพ์โดย ชมรมพุทธศาสตร์เอสโซ่
:b8: :b8: :b8:

:b50: :b49: :b50:

:b44: ประวัติและปฏิปทา “หลวงพ่อสีทน สีลธโน”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=21232

:b44: รวมคำสอน “หลวงพ่อสีทน สีลธโน”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=51337

:b44: ประมวลภาพ “หลวงพ่อสีทน สีลธโน” วัดถ้ำผาปู่
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=50349


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ต.ค. 2019, 12:51 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1947

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร