วันเวลาปัจจุบัน 19 ก.ย. 2020, 13:24  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2020, 22:10 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 2112

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ทางพ้นทุกข์
คุณแม่ชีพิมพา วงศาอุดม
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

รูปภาพ

อันนี้เรื่องของโลกบังธรรม กรรมบังจิต จิตเห็นผิดเป็นถูกไปได้ก็เพราะกรรมบังจิต จิตเห็นผิดเป็นถูกก็จะทำความดีได้ยาก ก็เพราะฉะนั้นจึงให้เราอาศัยขันติ คือความอดทนต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ เราต้องยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อให้พร้อมทั้งกาย วาจา จิต ให้ซื่อตรงต่อพระธรรม คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง อย่างหนักแน่นมั่นคง ไม่เคลื่อนไหวหรือเอนเอียงไปตามอารมณ์ทั้งหลายทุกอย่าง

ให้มีสติสัมปชัญญะอย่างมั่นคงหนักแน่น ก็แล้วเวลาตาเห็นรูปก็รู้ว่ารูปกับสีนั้น แล้วก็ผ่านไปดับไปเท่านั้น ถ้าหูได้ยินเสียงก็รู้ว่าเสียง แล้วก็ผ่านไปดับไปเท่านั้น แต่จิตก็อยู่เป็นปกติ ไม่ไปยึดอะไรสักอย่างมาไว้เลย ก็เรียกว่าจิตว่าง ก็เป็นผู้ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ถึงแก่นได้ ก็เรียกว่าเป็นกลางหรือใจกลางได้ ก็เรียกว่าเป็นผู้ถึงพระไตรสรณาคมน์ได้ เชื่อกรรมเชื่อผลจิตของตนเองแล้ว มันก็ไม่ติดข้องอยู่กับอะไรสักอย่างเลย ไม่ว่าอะไรทั้งหมดก็ให้รู้เท่าเอาทันกันไว้อยู่เสมอ จะเผลอสติไม่ได้เลย

เพราะเรายังไม่ทันชำนิชำนาญพอ เราก็ต้องเอาสตินี้แหละเป็นเครื่องอบรมจิตของเราให้อยู่ในปัจจุบันนี้ เพื่อไม่ให้เผลอสติไปได้เลย ต้องกำหนดให้รู้อยู่ทุกระยะในการเคลื่อนไหวไปมา ก็ต้องให้มีสติควบคุมจิตของเราไว้ เพื่อไม่ให้มันออกไปรับเอาสิ่งภายนอกเข้ามาไว้ ก็มีแต่ตั้งใจทำความดีแล้วอยู่เสมอ ไม่ให้เผลอสติไปได้เลย ก็เพราะเรายังไม่มีความรู้ ยังไม่รอบคอบ ก็เลยรู้ไม่เท่าไม่ทันกับกิเลสตัณหา ก็จิตยังไม่มั่นคงเหนียวแน่น เราก็ยังเคลื่อนไหวเอนเอียงไปตามอารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ให้รู้อยู่เรื่อยไป เผลอสตินิดเดียวก็ไม่ได้เลย ก็เพราะเรายังไม่ชำนิชำนาญ

เราจะเข้าใจไปทีละขั้นละตอนได้ ก็เพราะเราตั้งใจเชื่อมั่นอย่างแท้จริงอยู่แล้ว จึงได้มีศรัทธาตั้งใจทำทาน รักษาศีล ภาวนาได้ ก็เพราะเราได้สังเกตดูเหตุและผลของเราแล้ว เป็นความจริงหมดทุกอย่าง ถ้าเราทำบุญไว้น้อยก็ได้รับผลน้อย ถ้าเราทำบุญไว้มากก็ได้รับผลมาก เราทำมาหากินก็คล่องไปหมดทุกอย่าง

เพราะเราเป็นผู้มีความเชื่อมั่นไปตามสัมมาทิฏฐิ ก็เป็นผู้มีปัญญาเห็นชอบมาก่อนแล้ว จึงได้ตั้งใจละเว้นออกจากกามได้ ก็คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ออกมาได้ก็เพราะเรามีปัญญาเห็นชอบมาก่อนแล้วนั้นเอง ก็เพราะเราเป็นผู้ตั้งใจมั่นอยู่ใจความสงบ เอาพุทโธอบรมจิตของตนเองให้มันอยู่กับอารมณ์อันเดียวไปก่อน ไม่แส่ส่ายออกไปทางอดีตและอนาคต ให้รู้อยู่ในอารมณ์ปัจจุบันให้มั่นคงดีแล้ว จิตก็จะสงบไปถึงขณิกะ หรืออุปจาระ หรืออัปปนาก็แล้วแต่ อันนี้เป็นพลังของจิตหนุนปัญญาเพื่อให้เฉลียวฉลาดแหลมคม แก่กล้าเด็ดเดี่ยวขึ้นมาได้ ก็เพราะพลังของจิตหนุนปัญญาให้คิดชอบ ให้พูดชอบ ทำชอบ เลี้ยงชีวิตของตนไปในทางที่ชอบ ไปตามความเพียร ละชั่วทำแต่ทางดีขึ้นไปให้มากขึ้นไปให้ได้เรื่อย เพื่อให้สติระลึกนึกไปแต่ทางดีอยู่เรื่อยไป ให้เราตั้งใจมั่นอยู่ในการคิดค้นหาเหตุผลของตนเองไป เพื่อให้มันถูกต้องต่อหลักของปัญญาเห็นชอบมาก่อนแล้วนั้น เพื่อให้มันรู้แจ้งเห็นจริงขึ้นมาเฉพาะตัวของเราเองไปก่อน และเพื่อให้มีสติสัมปชัญญะรู้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้ส่งจิตของตนเองออกไปภายนอก มันจะไปเก็บเอาอารมณ์ภายนอกเรื่อยไป

ให้เราตั้งสติกำหนดจิตของตนเองเข้ามาอยู่แต่ภายในของตนเองนี้ เพื่อให้มันรู้เรื่องเสียก่อนว่าอะไรเป็นอะไร เราก็จะได้รู้เห็นไปด้วยตนเองหมดทุกอย่าง จึงจะสิ้นความสงสัยไปทีละขั้นละตอน ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งหมดทุกอย่าง เราก็ต้องใช้ปัญญาของเราให้มันแยกแจกออกดู ให้มันเห็นแจ้งชัดขึ้นมาในจิตของตนหมดทุกอย่าง มันจึงจะเกิดความเบื่อหน่ายคลายความกำหนัดยินดีอยู่กับสิ่งเหล่านี้

เราเป็นผู้ตั้งใจดำริชอบออกจากกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา อันนี้ให้มันพ้นไปเสีย ก็เพราะว่าเราเป็นผู้มีปัญญาเห็นชอบมาก่อนแล้วนั้น ก็เพราะว่ากามตัณหานี้เหมือนกับเชือกผูกคอ ปอผูกศอก ปลอกมัดขา ภวตัณหามีแต่เป็นห่วงหน้าห่วงหลังอยู่อย่างนั้นแหละ เห็นแต่ของไม่เที่ยงทั้งนั้น ก็เห็นแต่เรื่องของทุกข์ทั้งหมด ถึงหามาได้ก็มีความทุกข์ขึ้นมา ถ้าตกหล่นเสียหายไปก็เกิดทุกข์ขึ้นมาอีก ไม่มีอะไรจะมั่นคงถาวรอยู่ได้เลยหมดทุกอย่าง เรื่องของโลกอันนี้ก็มีแต่เรื่อง มีแต่เป็นหน้าที่ของกามหมดทุกอย่าง ถ้าเรารู้เห็นอย่างนี้แล้วก็จงตั้งใจมาทำความดีไว้ เพื่อให้มันถูกต้องต่อหลักของศีล ซื่อตรงต่อพระธรรมดีแล้ว ธรรมคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว ก็ให้พร้อมทั้งกาย วาจา ใจของเราทุกอย่างอยู่เสมอ เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องของตนเองก่อน ให้เราเอาพุทโธเข้ามาอบรมจิตให้มันเสมอไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวแล้วจะเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ หรืออัปนาสมาธิก็แล้วแต่ อันนี้เป็นพลังของจิตให้อิ่มเอิบเบิกบานมีปีติอย่างเต็มที่เป็นเครื่องหนุนปัญญาให้แก่กล้าอาจหาญเด็ดเดี่ยวขึ้นมาได้ ก็เพราะเรามีปัญญาเห็นชอบ จึงเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดได้ จึงได้ค้นหาเหตุหาผลของตนเอง เพื่อให้มันรู้แจ้งเห็นจริงไปด้วยจิตของตนเองไปหมดทุกอย่าง

แล้วก็ให้เราใช้ปัญญาของเราออกสำรวจตรวจตราดูให้เข้ามาหาตัวตนของเรานี้เองว่า นะ ธาตุน้ำมีอยู่สิบสองนั้นมีลักษณะอย่างไรบ้างก็ให้รู้ถึงจิต ก็เพราะจิตเป็นผู้รับรู้หมดทุกอย่างแล้ว ทั้งเห็น โม ธาตุดินมียี่สิบถ้วน ให้รู้ถึงจิตให้จิตรู้เห็นตามความเป็นจริงทุกอย่าง ไป มีสี่ ลม มีหก ให้เราแยกแจกออกดูให้มันเห็นคามความเป็นจริงหมดทุกอย่าง และให้เราใช้ปัญญาของเราแยกแจกออกดู ไปตามดิน น้ำ ไฟ ลม ไปเป็นอย่างๆ ไปก่อน เพื่อจะให้มันรู้อยู่ในลักษณะของกาย ในการเคลื่อไหวของจิตหมดทุกอย่างแล้ว จิตของเราจะได้รู้แจ้งเห็นจริงขึ้นมาให้ชัดเจนแก่จิตของตนหมดทุกอย่าง นับแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ตับ ปอด ม้าม หัวใจ ไส้น้อย ไส้ใหญ่ อาหารเก่า อาหารใหม่ พังผืด กะโหลกศีรษะ เยื่ออยู่ในสมอง ศีรษะ ดูไปให้จบยี่สิบบอย่าง อันนี้เป็นส่วนของพ่อให้ม่เป็นัวตน น้ำมีสิบสองก็เป็นส่วนของแม่ทั้งหมดให้เรามาเป็นตัวตน ให้เราดูไปจนจบสิบสองแล้ว ล้วนแล้วแต่เป็นของพ่อแม่ทั้งหมดทุกอย่าง ของเราแม้แต่ผมเส้นเดียวก็ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นบุญคุณของพ่อแม่นี้ ก็หนักถึงธรณี จะหาอันใดมาเทียบมิได้เลย

ถ้าเราบรรจบธาตุรวมกันเป็นก้อนธาตุทั้งสี่แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของอนิจจังแล้วทั้งหมด ก็มีแต่เสื่อมชำรุดลงไปอยู่ทุกเวลานาทีอยู่ทุกระยะลมหายใจอยู่แล้ว แต่จิตของเรานั้นก็ยังมีอวิชชาตัณหาหุ้มห่ออยู่ก็เลยหลงไปยึดถือเอารูปหรือก้อนอนิจจังนี้ไว้ มันก็เลยเกิดทุกขเวทนาขั้นมาทันทีเลย ถ้าเวลาไหนธาตุทั้งสี่นั้นมันอยู่เป็นปรกติไม่เกิดแปรปรวนขึ้นมา อยู่เป็นปรกติดีอยู่ก็เกิดสุขเวทนาขึ้นมา แล้วก็มีแต่ความหัวเราะเพลิดเพลินกันไปเท่านั้น ถ้าเกิดอุเบกขาเวทนาขึ้นอยู่เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็รู้ว่าอยู่เฉยๆ ให้เราใช้ปัญญาของเราพินิจพิจารณาให้มันดูแล้วดูอีกอยู่อย่างนั้นแหละ มันก็มีแต่ของไม่เที่ยงอยู่ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าภายในร่างกายหรือของภายนอกต่างๆ ก็เป็นของเปลี่ยนแปลงไปได้ มีแต่ของชำรุดทรุดโทรมลงไปอยู่ทุกระยะภายในตัวเองทั้งหมดอยู่แล้ว แต่จิตของเราไม่รู้ ผู้ยึดไว้ถือไว้ไม่รู้ ก็เพราะว่าเรายังไม่รู้จริงเห็นจริงตามความเป็นจริงของธรรมชาติทั้งภายในภายนอกแล้ว จึงหลงเข้าไปยึดไปถือเอาไว้ว่าตัวตนเราเขา ทั้งภายในภายนอกก็เลยไม่รู้ปล่อยรู้วางไปได้เลย เพราะมันเป็นของประจำโลกอยู่แล้วทั้งภายในภายนอก เมื่อไรเราจะรู้ปล่อยรู้วางให้โลกเขาไว้ตามเดิมของเขา ถ้ามีตามันก็ไปติดไปข้องอยู่กับรูปกับสี ถ้ามีหูก็ไปข้องอยู่กับเสียง มีจมูกก็ไปติดไปข้องอยู่กับกลิ่น มีลิ้นก็ไปติดไปข้องอยูกับรส มีกายก็ไปติดไปข้องอยู่กับเย็นร้อนอ่อนแข็ง มีติคก็ไปติดไปข้องอยู่กับอารมณ์ดีและอามรณ์ไม่ดี ทั้งอดีตและอนาคต อันนี้เป็นหน้าที่ของสัญญาเป็นเจ้าบัญชีใหญ่จดจำไปหมดทุกอย่าง สังขารก็เอามาปรุงแต่งกว้างขวางออกไปก็ไม่จบไม่สิ้นลงไปได้เลย วิญญาณก็รู้ไปตามเรื่องเหล่านั้นอย่างไม่หยุดยั้ง อันนี้แหละเรียกว่า วัฏจักรหมุนอยู่ในกองธาตุ กองขันธ์ กองอายตนะอยู่ในโลกสมมุติอันนี้แหละ จึงได้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกสมมุติอันนั้นแหละอย่างเอาตัวรอดออกไปไม่ได้เลย จึงได้วนเวียนมาเอาของเก่า มาโลภ มาโกรธ มาหลงกันอยู่อย่างไม่จบไม่สิ้นเรียกว่าเดินไปตามทางมิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดเป็นถูกกันไปเลยไม่ว่าตนเองและคนอื่น

สังขารมันไม่หยุดปรุงแต่งลงสู่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เพราะมันยังเพลิดเพลินเจริญใจอยู่กับของไม่เที่ยงอยู่เรื่อยไป ก็เพราะมันหลงเห็นทุกข์ว่าเป็นสุข เห็นของเหม็นว่าเป็นของหอม มันก็มาติดมาข้องมายึดมาถือไว้อยู่อย่างนี้แหละ การปฏิบัติธรรมจึงไม่ถึงธรรมคือของจริงได้เลย ถ้ามีตามันก็ไปติดข้องอยู่กับรูปกับสี มันก็เป็นอยู่อย่างนี้แหละ มันจึงไม่ถึงพระธรรมของจริง เพราะฉะนั้นจึงไปถึงแต่ของปลอมของหลอกลสงแล้วก็เลยหลงหมุนอยู่ในหน้าที่ของกามอยู่เรื่อยไปจนถึงวันตาย ถ้าตายแล้วก็มาเกิดอีกก็มาหลงเอาแต่ของเก่านี้อีก ก็มาโลภ มาโกรธหลงอีกอยู่อย่างนี้ และก็มายึดมาถือกันอีกอย่างไม่จบไม่สิ้นได้เลย

เรื่องของวัฏจักรมันก็หมุนกันอยู่ในโลกสมมุติอันนี้แหละอย่างไม่จบไม่สิ้นไปได้เลย เรื่องของมิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดเป็นชอบอยู่อย่างนี้แหละ ก็มีแต่เรื่องยึดเรื่องถือกันเอาไว้ทั้งนั้นเลย ก็เพราะความไม่รู้ถึงเหตุและผลของบุญและบาปจึงได้หลงมัวเมาอยู่อย่างนั้น ถ้าจิตของเราไปทางสัมมาทิฏฐิ มีปัญญาเห็นชอบแล้ว จิตสังขารมันก็หยุดปรุงแต่งได้ เพราะมันเห็นเป็นหน้าที่ของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งหมดแล้ว จิตของเราก็มีความว่างเปล่าไปหมด มันก็หยุดปรุงหยุดแต่งลงไปสู่ของทั้งหมด แล้วมันก็เห็นเป็นธรรมชาติเป็นธรรมดาของมันอยู่อย่างนี้แหละ

ถ้าเราได้มาเกิดอีก ก็มาเอาของเก่าอันนี้อีก ก็เพราะฉะนั้นจึงให้เราหัดปล่อยหัดวางออกไปไว้แต่เดี๋ยวนี้ไป ให้เราใช้ปัญญาสังเกตกิเลสตัณหาของตนเองอยู่บ่อยๆ ไป เพื่อให้มันชำนิชำนาญไว้ก่อนแก่ก่อนเจ็บก่อนตายนี้แหละ เพื่อไม่ให้มันหลงไปตามเรื่องของโลกอีกต่อไป มันจะพาเรานี้หลงวนเวียนอยู่ในโลกสมมุติอันนี้อีกต่อไปอย่างไม่จบสิ้นไปได้เลย ก็เพราะฉะนั้นจึงให้เรานี้ใช้ปัญญาของเรามีอยู่เป็นพื้นฐานมาแต่เก่าก่อนนั้น คือ สัมมาทิฏฐิ มีปัญญาเห็นชอบแล้ว จึงเป็นสัมมาสังกัปปะจึงดำริออกจากกามมาได้ ให้มีสติให้ปัญญาสอนจิตของตัวเองอยู่บ่อยๆ เพื่อไม่ให้มันเพลินไปตามอารมณ์ต่างๆ มีทั้งชอบไม่ชอบหลายสิ่งหลายอย่างหลายประการต่างๆ นานากัน ถ้าเราได้ใช้ปัญญาของเราสำรวจครวจคราดูแล้วก็พร้อมทั้งเหตุและผล ทั้งของตนเองและคนอื่นอย่างรอบคอบดีแล้ว ก็เห็นแต่ชองไม่เที่ยงทั้งหมด ไม่มีอะไรจะมั่นคงจะดำรงอยู่ได้สักอย่างเดียวเลย

ถ้าเราได้พิจารณาไปพอสมควรแล้วก็หยุดพักผ่อน เอาพุทโธอบรมจิต เพื่อให้จิตได้รวมลงอยู่กับ พุทโธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ถ้าจิตของเราก็จะได้สงบลงไปเป็นสมาธิ ขั้นไหนก็แล้วแต่จะเป็นขณิกะหรืออุปจาระ หรืออัปปนาก็แล้วแต่ อันนี้มันเป็นเพราะพลังจิตหรือเป็นอาการของจิต คือความสงบของจิตเป็นสมาธิแล้วจะมีความอิ่มเอิบเบิกบานขึ้น มีกำลังกาย กำลังใจ ก็มีความสามารถอาจหาญเด็ดเดี่ยวขึ้นมาเป็นเครื่องหนุนปัญญาให้มีความเฉลียวฉลาดขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ถ้าเราใช้ปัญญาให้สำรวจดูแล้ว ได้รู้แท้เห็นจริงหมดทุกอย่าง แล้วปัญญามันจะติดสินลงสู่พระไตรลักษณ์ทั้งหมด คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งหมด ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเขา ก็จบเรื่องทุกอย่าง ก็เพียงแต่อาศัยกันไปเป็นวันๆ เท่านั้น

เราตายแล้วก็เป็นเรื่องของคนอื่นอีกต่อไป ไม่ใช่ของเราสักอย่างเดียวเลย เดี๋ยวก็จากกันไปไม่จากตายก็จากเป็นกันเท่านั้น ไม่แน่นอนไม่ว่าภายในกายหรือนอกกายเหมือนกันหมดทุกอย่าง มีแต่ของไม่เที่ยงทั้งนั้น เราได้ใช้ปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริงของธรรมชาติธรรมดาแล้ว จิตสังขารก็หยุดปรุงหยุดแต่ง ไม่มีสิ่งใดจะมั่นคงถาวรอยู่ในโลกอันนี้สักอย่างเดียวเลย มีแต่เสื่อมชำรุดลงไปสู่สภาพเดิมของเขาตามธรรมชาติ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับเป็นอยู่อย่างนั้น และไม่มีอะไรจะมั่นคงอยู่กับที่ไปได้เลย ก็มีแต่จะทรุดลงไปทุกระยะ

ไม่ว่าภายนอกภายในให้เราใช้ปัญญา ให้พินิจพิจารณาให้มากขึ้น ถ้าไปเห็นคนแก่ก็ให้น้อมเข้ามาหาเราว่าเราก็เหมือนกันอย่างนี้หนอ หนีไปไหนก็ไม่พ้นเป็นอย่างนี้ไปได้ เยียวยาแล้วก็แก่จริงอย่างนี้หนอ เราจะหนีให้พ้นไปไม่ได้ ถ้าเราไปเห็นคนเจ็บก็ให้พิจารณาว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งเราก็ต้องเจ็บอย่างเดียวกันนี้และหนีไปไหนไม่พ้นเป็นอย่างนี้ๆ ไปได้เลย ถ้าเราไปเห็นคนตายก็ให้น้อมเข้ามาหาเรา ในวันหนึ่งเราต้องตายอย่างนี้แน่ เราเกิดมาแล้วก็ต้องแก่ เจ็บ ตาย กันทั้งนั้น ไม่ว่าสัตว์บุคคลตัวตนเขาเรา ถ้าเราได้พิจารณาเห็นเช่นนี้แล้ว ก็เกิดความสังเวชสลดใจของตนเองขึ้นมาในใจของตนเอง ถ้าผู้พิจารณาอยู่บ่อยๆ แล้วจะมีความแยบคายเบื่อหน่ายขึ้นมา อยากจะออกจากห่วงของกามนี้ไปเสียให้พ้นได้อย่างแท้จริงตามสติปัญญาเห็นชอบมาก่อนนั้น และพิจารณาอยู่บ่อยๆ ถ้าไปเห็นสัตว์ตาย ต่างก็ใช้ปัญญาของตนเองว่า ตนกับสัตว์ก็จะต้องตายเหมือนกัน และก็ลงไปเป็นดินตามเดิม ถ้าตายลงไปแล้วก็ไปเป็นดินตามเดิม ธรรมดาเกิดมาแล้วก็ดับไป ถ้าเราเกิดมาแล้วก็กลับลงไปเป็นดิน ก็ไม่มีอะไรจะมั่นคงถาวรอยู่ได้ มีแต่เสื่อมลงไปสู่พระไตรลักษณ์ทั้งหมด จึงได้รียกว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ก็ไม่มีอะไรสักอย่างเดียวเป็นของเราเลย ก็เหลือแต่จิตดวงเดียวเท่านั้น จะไปสู่ทุคติหรือสุคติเท่านั้น เป็นที่ไปสำเร็จได้ด้วยบุญกรรมนำไปตกแต่งให้ไปได้

ถ้าเราได้พินิจพิจารณาแล้วอย่างรอบคอบถี่ถ้วนดีแล้วอย่างแจ้งชัดไปด้วยปัญญาเห็นชอบมาแล้ว เราก็ตั้งใจมั่นอยู่ในหลักปัจจุบันเพื่อไม่ให้เผลอสติ ให้เรามีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้มันเคลื่อนไหวเอนเอียงไปตามอารมณ์ อารมณ์ต่างๆ ก็ไม่ปรุงไม่แต่งอะไร ทั้งนี้ก็เพราะปัญญาได้ค้นคิดหาเหตุหาผลดีแล้วอย่างรอบคอบถี่ถ้วนถาวร มันก็ไม่ปรุงแต่งอะไรขึ้นมาอีก มันก็รวมลงสู่พระไตรลักษณ์ทั้งหมด ตัวเราก็จะเป็นไปเพื่ออยู่เท่านั้น ไม่มีอะไรจะเอาไปได้สักอย่างเดียว ก็ยินยอมพร้อมใจ โลกนี้ทุกอย่างทั้งร่างกายข้าวของเงินทองทุกอย่างก็มอบไว้กับโลกนี้หมดทุกอย่าง ของภายนอกนับแต่ข้าวของเงินทองทุกอย่างก็มอบไว้กับโลกอันนี้ไว้แล้ว เหลือแต่จิตกับผู้รู้อยู่เป็นกลางไม่เอนเอียงแส่ส่ายไปมา รู้อยู่ก็รู้อยู่กับหลักปัจจุบัน ไม่ใช่เก็บเอามาปรุงแต่ง รู้แล้วก็ปล่อยไปวางไป มันก็ดับไปเองเท่านั้น มันเบื่อหน่ายคายออกมาหมดแล้วกับของไม่เที่ยงอันนี้

ถ้าเราใช้ปัญญาของเราให้สำรวจตรวจตราดูแล้ว ได้รู้เห็นตามปัญญาเห็นชอบมาแล้วเป็นพื้นฐานของจิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มีปัญญาแล้วจึงก้าวขึ้นไปเป็นสัมมาสังกัปปะ จึงตั้งใจดำริออกจากหน้าที่ของกามไปเสียให้พ้น ก็เพราะมีปัญญารู้แจ้งเห็นจริงมาก่อนแล้ว ก็เห็นแต่ของไม่เที่ยงทั้งหมด เพราะมันมีแต่เรื่องจะทุกข์อยู่เท่าถึงวันตาย

หลายสิ่งหลายอย่างอยู่ในโลกอันนี้ ไม่ว่าภายนอกภายในมีแต่ของไม่เที่ยงทั้งหมด เรื่องนี้เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป ก็เรื่องอื่นก็เกิดมาอีกอยู่อย่างนี้ และเรื่องของโลกไม่มีอะไรจะแน่นอนสักอย่าง แล้วมันก็มั่นใจอยากออกจากหน้าที่ของกามไปตามที่ปัญญาเห็นชอบนั้น เพื่อให้มันถูกต้องตามหลักของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว มันก็มีสติสัมปชัญญะรู้เท่าทันกันกับเครื่องสัมผัสทั้งหลายมันก็ผ่านเราไปได้ มันไม่มาข้องอยู่กับจิตของเรา ก็เรียกว่าผู้รู้แท้เห็นจริงในสัจธรรมทั้งหลายอย่างรอบคอบดีแล้ว ก็เรียกว่าผู้ปฏิบัติซื่อตรงต่อพระธรรมอย่างแท้จริง แล้วก็เห็นทางพ้นทุกข์ไปได้อย่างแท้จริง ก็เพราะเราเป็นผู้มีความตั้งใจได้มั่นไปในทางที่ชอบอยู่แล้ว คิดก็คิดไปในทางชอบ คิดมีเหตุมีผล ก็คิดเป็นบุญกุศลของตนและคนอื่น ไปอยู่ในที่ชอบ ไปเพื่อให้มีเมตตากรุณาต่อกันและกัน ไปพอได้เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย


ที่มา : หนังสือ เรื่องของคุณแม่ชีพิมพา วงศาอุดม
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
ฉบับพิมพ์ปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ หน้า ๑๐๓-๑๑๖ :b8: :b8: :b8:


:b44: :b44: ประวัติและปฏิปทา “คุณแม่ชีพิมพา วงศาอุดม”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=59050

รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ส.ค. 2020, 20:47 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1824


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร