วันเวลาปัจจุบัน 19 มิ.ย. 2019, 18:47  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=19



กลับไปยังกระทู้  [ 24 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ม.ค. 2010, 15:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2007, 23:29
โพสต์: 1065


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

:b43: กิ น อ ย่ า ง ไ ร...จึงจะมีสุขภาพดี :b43:
อาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา : บรรยาย
จิรวิทย์ ศุภนันทกานต์ : เขียน/เรียบเรียง


:b44: ความคิดเห็น : อนุโมทนาบุญแผ่บุญกุศล

โรค เป็นธรรมชาติที่ร่างกายถูกเบียดเบียนให้เกิดทุกขเวทนาทางกาย
ผู้ไม่มีปัญญาบำบัดกาย บำบัดใจด้วยธรรมชาติ
ก็กลายเป็นโรคกาย-โรคใจ ทุกข์กายแล้วจะทุกข์ใจเพิ่มขึ้น


พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

ชาติปิ ทุกฺขา เกิดก็เป็นทุกข์ ชราปิ ทุกฺขา
แก่ก็เป็นทุกข์ มรณมฺปิ ทุกฺขํ ตายก็เป็นทุกข์ ”


อาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา เป็นผู้หนึ่ง และอีกหลาย ๆ ท่านที่รู้จักและไม่รู้จัก
ได้แนะวิธีธรรมชาติบำบัด โดยใช้อาหารเป็นยา-กดจุดเป็นยา-ทำยาให้อาหาร-
ทำใจให้เป็นยา-ทำยาใจให้เป็นอาหาร-ทำยาให้อยู่ในใจ

เมื่อเราเป็นคนไข้ทางกาย คนไข้ทางใจทั้งหลายถ้ารู้วิธีรักษาแล้ว
ทุกข์กาย (กายิกทุกข์ หรือ ทุกขเวทนา)
ทุกข์ใจ (เจตสิกทุกข์ หรือ โทมนัสเวทนา)

ความชราก็จะช้าลง ความตายก็จะช้าลง
นอกจากนั้นยังจะสิ้นเปลืองน้อยลง
ไม่ต้องหาเงินมาให้ ค่ายา-ค่าหมอมากเกินไป
ครอบครัว-ประเทศชาติบ้านเมือง ก็จะมีแต่ ความสุข


หากสนใจการปฏิบัติธรรมก็ได้ผลดีมากขึ้น
ผู้สอนช่วยบำบัดกายได้-ช่วยบำบัดใจได้ ถึงไม่พูดให้ใครรู้ เขารู้เอง
จะเผยแผ่พระธรรมออกไปได้โดยง่าย

ขอขอบคุณ-ขอบใจ อาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา
มารดา-บิดา-ครู-อาจารย์-ครอบครัว-ลูกหลาน-ญาติพี่น้อง-ศิษย์ทุกท่าน
-ท่านผู้บันทึกเทป-คัดลอกข้อความ-เรียง-จัดพิมพ์มาให้
-ท่านผู้รับ-ท่านผู้อุปถัมภ์-ผู้อ่านทุกท่าน

ขอให้เจริญกาย-เจริญใจ-เจริญทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบธรรมปราศจากโรคภัยอันตรายทั้งปวง
มีอายุ-วรรณะ-สุขะ-พละ ไม่ติดยาเสพติดทุกชนิด ไม่เล่นการพนันทุกชนิด


ขอให้ใจเจริญในธรรมของพระพุทธองค์ในส่วนชีวิตประจำวัน
และเจริญทางธรรมด้วยความไม่ประมาท...


ขอกุศลแห่งธรรมทานนี้ จงช่วยให้ทุกท่านดังกล่าวข้างต้น
-กรรมการ-สมาชิกกองทุนวิทยาทานทุกท่านฯ
จงได้ผลดีมีความสุขในกินอยู่อย่างไรและนาฬิกาชีวิตนี้ โดยทั่วกัน...


พระ ป.ญาณโสภโณ
๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๘


(มีต่อ)


แก้ไขล่าสุดโดย มัทนา ณ หิมะวัน เมื่อ 25 ม.ค. 2010, 16:28, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ม.ค. 2010, 16:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2007, 23:29
โพสต์: 1065


 ข้อมูลส่วนตัว


:b44: คำนำ

หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจ
เพื่อชักชวนให้คนไทยเราหันมาสนใจดูแลสุขภาพตนเอง...


สาระของเรื่องทั้งหมดได้มาจากการบรรยาย
ของ ท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา
นักธรรมชาติบำบัดคนหนึ่งของเมืองไทย
ท่านได้มาบรรยายให้ชาวชมรมรักษ์ธรรม
ของห้างแฟรี่แลนด์สรรพสินค้าจังหวัดนครสวรรค์ฟังเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

สาระของการบรรยายเป็นประโยชน์เหมาะกับชีวิตของคนไทยยุคนี้
เพราะเรื่องต่าง ๆ ที่ท่านแนะนำส่วนใหญ่เป็นเรื่องอาหารการกินธรรมดา ๆ
ที่ได้จากพืชผักที่เรารับประทานกันอยู่เป็นประจำทุกวัน
สามารถนำไปทำรับประทาน เป็นการแก้ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการกิน
หรือปรับสภาพความสมดุลให้กับร่างกายของเรากันเองได้


คำบรรยายของท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ ได้ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่
เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจที่จะนำไปปฏิบัติ
แต่โดยเนื้อหาสาระและสูตรการทำอาหารเพื่อล้างพิษ
หรือวิธีการต่าง ๆ เป็นไปตามคำบรรยาย มิได้ต่อเติมแต่ประการใด
รวมทั้งเรื่องราวที่ท่านเล่าก็เอามาลงไว้โดยมิได้ตัดต่อ

เมื่อท่านได้อ่านแล้ว เกิดมีความสงสัย
จะถามหาคำยืนยันหรือผลงานวิจัยต่าง ๆ นานา
จากสูตรอาหารในหนังสือเล่มนี้ว่ามีสรรพคุณสมดังคำกล่าวอ้างหรือไม่

ขอความกรุณาว่าอย่ามาเสียเวลาถามหาเลย

เพราะมันเป็นภูมิปัญญาที่ทำเป็นอาหารรับประทานสืบทอดกันมา
บางสูตรก็ทำมาแต่ครั้งพุทธกาล ศึกษาได้จากพระไตรปิฎก


และถ้ายังสงสัยอีกว่า

อย่างนั้นไม่เป็นการคุยโม้โอ้อวด หรือชักชวนคนให้หลงผิดหรือ?

ก็ขอบอกว่าสิ่งที่นำมาเขียนนั้นเป็นเพียงอาหารตามหลักของธรรมชาติบำบัด
นึกเสียว่าเป็นสูตรอาหาร


ส่วนท่านใดได้นำไปทดลองทำรับประทานอย่างต่อเนื่อง
แล้วเห็นว่าเกิดประโยชน์ก็ช่วยบอกกันต่อ ๆ ไป

สุดท้ายต้องขอขอบคุณต่อท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา
ที่ท่านได้อนุญาตให้นำคำบรรยายของท่านออกเผยแพร่ได้
และขอขอบคุณท่านรองศาสตราจารย์บุญเรือง อินทวรัตน์
ที่กรุณาช่วยตรวจทานคำบาลีให้

ขอบคุณคุณหมอสมพงษ์ ยูงทอง ที่ตรวจภาษาทางแพทย์ให้
และทีมพัฒนาทรัยากรมนุษย์ของแฟรี่แลนด์
ที่ช่วยกันถอดคำบรรยายจากแถบเสียง
คนสุดท้ายคือเพื่อนรัก อาจารย์ วิริยะ ทองธานี ที่ตรวจทานให้ทั้งเล่ม

จิระวิทย์ ศุภนันทกานต์
๑ เมษายน ๒๕๔๘


(มีต่อ)


แก้ไขล่าสุดโดย มัทนา ณ หิมะวัน เมื่อ 27 ม.ค. 2010, 02:10, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ม.ค. 2010, 16:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2007, 23:29
โพสต์: 1065


 ข้อมูลส่วนตัว


:b43: ๑. กิ น อ ย่ า ง ไ ร จึ ง จ ะ มี สุ ข ภ า พ ดี

ไม่ต้องประหลายใจเลยว่าชีวิตที่ดำรงกันอยู่ทุกวันนี้
การกินเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเจ็บไข้ได้ป่วย
เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ


พูดถึงเรื่องการกิน เป็นความจำเป็นสำหรับการมีชีวิต
เพราะอาหารที่เรากินเข้าไปนั้นร่างกายนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อยู่สองประการใหญ่ ๆ

:b47: หนึ่ง

คือนำไปบำรุงร่างกาย สร้างการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

:b47: สอง

คือทำให้เกิดพลังงาน ให้ร่างกายมีแรงที่จะทำการงานเคลื่อนไหวได้ดี

สองประการนี้จัดว่าเป็นหน้าที่หลักของอาหาร
สารอาหารที่ร่างกายต้องการแบ่งเป็น ๖ หมู่
วันหนึ่ง ๆ ร่างกายต้องการไม่กี่แคลอรี่

ในวันหนึ่ง ตามปกติวิสัยของคนทั่วไป เรากินอาหารกันสามมื้อ ทุกมื้อทุกวัน
เราไม่ได้กินด้วยปัญญา คือไม่ได้กินกันตามทฤษฎีอย่างฝรั่งสอน ตามที่เล่าเรียนกันมา
แต่เรากินกันตามกิเลส กินตามความอร่อย กินตามความอยาก

เวลาเรียนเรื่องการกิน เราเรียนเพื่อเอาคะแนน
แต่ในทางปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เราทำคนละเรื่องกับทฤษฎีที่เล่าเรียนมา


ดังนั้นพวกเราไม่ต้องประหลาดใจเลยว่าชีวิตที่ดำรงกันอยู่ทุกวันนี้
การกินเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเจ็บไข้ได้ป่วย
เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ


เรากินกันเกินความต้องการของร่างกาย เป็นเหตุให้เกิดความอ้วน
และความอ้วนก็เป็นต้นเหตุอีกหลายโรค ทั้งโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน
โรคไขข้อเสื่อม โรคหัวใจ ฯลฯ

บางพวกกินน้อย เลือกกิน กินไม่ครบหมู่อาหาร
ก็เป็นโรคขาดอาหาร ผอมอย่างกับผีตายซาก ร่างกายไม่สมบูรณ์

คนโบราณหรือบรรพบุรุษของเรา ท่านก็สอนเรื่องการกิน
ว่ากินอย่างไรจึงจะไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
โดยคนโบร่ำโบราณจะสอนว่าให้กินตามมีตามเกิด


คำว่า กินตามมีตามเกิด คือกินสิ่งที่เกิดขึ้นที่มีตามฤดูกาลนั้น ๆ กินสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว

ความเจริญทางโลกวันนี้ ทำให้เรากินผิดไปจากที่คนเก่าคนแก่สอน
ผลไม้มาจากแดนไกลเราก็หากินได้ ผลหมากรากไม้นอกฤดูกาล เราก็ทำกินกันได้

การกินจึงไม่ได้กินอย่างตามมีตามเกิด
แต่เป็นการกินอย่างที่อยากจะกินต้องได้กิน จึงมีคำกล่าวที่น่าสนใจกล่าวว่า...

อาหาร เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
กินง่าย หากินก็ง่าย ทำให้เป็นคนอยู่ง่าย


แต่...

รสชาติของอาหาร เป็นอาหารของกิเลส
การปรุงแต่งเป็นไปตามกิเลส เพื่อสนองกิเลส ทำให้เป็นคนอยู่ยาก กินยาก


(มีต่อ)


แก้ไขล่าสุดโดย มัทนา ณ หิมะวัน เมื่อ 25 ม.ค. 2010, 21:46, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ม.ค. 2010, 16:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2007, 23:29
โพสต์: 1065


 ข้อมูลส่วนตัว


อาหารการกินทุกชนิดประเภทที่เรากินกัน
พิจารณาดี ๆ ล้วนเกิดมาแต่ดิน กินเข้าไปก็เพื่อบำรุงธาตุดินในเรือนกาย
กินเข้าไปอยู่ในท้องไม่กี่ชั่วโมง ก็ต้องกลับไปลงดินอย่างเก่า
แล้วพืชก็ดูดกลับไปสังเคราะห์กลับมาเป็นอาหารให้เรากินเข้าไปใหม่
วนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดไป


เนื้อวัวที่ราคาแพงที่สุดในโลกเห็นจะเป็นเนื้อวัวโกเบของญี่ปุ่น
กิโลกรัมละเป็นหมื่นบาท :b5:
เขาก็เลี้ยงมันด้วยหญ้าที่โตมาจากดิน
จะบำรุงบำเรอสารอาหารวิเศษอะไรให้กิน
สารอาหารนั้น ๆ ก็มาจากดินทั้งสิ้น

เนื้อวัวในเมืองไทย กิโลกรัมละร้อยสองร้อยบาทมันก็กินหญ้าเหมือนกัน

ดังนั้นสารอาหารที่มีในเนื้อวัวโกเบ
กับสารอาหารที่มีในเนื้อวัวไทยมันคือสารอาหารชนิดเดียวกัน
ให้ประโยชน์กับร่างกายเท่ากัน

เหตุที่อยากกินเนื้อโกเบ เป็นเพราะ กิเลสมันสั่งให้กิน
ใครที่อยากจะกินเนื้อโกเบ ก็ต้องทำงานหนักกว่าคนที่กินเนื้อวัวของไทย
ต้องหาเงินมากกว่า ทำงานมากกว่า


ความอร่อยของอาหารที่เกิดจากการปรุงแต่ง
ให้เปรี้ยว ให้หวาน ให้มัน ให้เค็ม ให้พิสดารอย่างไร
เมื่อตักเข้าปากมันอร่อยอยู่ตรงลิ้น พอกลืนผ่านลิ้นก็ไม่รู้รสแล้ว
ตกถึงท้องอยู่ได้ไม่เกิน ๒๔ ชั่วโมง ร่างกายก็ขับถ่ายออกมาหมด

กินมื้อละหมื่นก็ถ่าย กินมื้อละยี่สิบสามสิบบาทก็ถ่าย :b13:

ทำอย่างไรให้การกินของเราแต่ละวัน เป็นการกินที่มีปัญญา
มีสติระลึกได้ว่าเราจะกินเพื่อบำรุงร่างกายให้ทรงอยู่ได้ในแต่ละวัน
เป็นไปเพื่อประโยชน์ของร่างกายจะไม่กินไปเพื่อให้เกิดทุกข์แก่กาย
:b4:

การกินเราจะไม่กินเพื่อไปหล่อเลี้ยงกิเลสตัณหา
กินไปเพื่อเบียดเบียนสัตว์โลกที่เป็นเพื่อนทุกข์เพื่อสุขของเรา


ท่านอยากรู้ว่ากินอย่างไรจึงจะมีสุขภาพดี
ขอให้อ่านในหน้าต่อ ๆ ไป
ซึ่งจะเป็นสาระที่มาจากการบรรยายของ ท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา
นักธรรมชาติบำบัดที่ท่านได้มาบรรยาย
ให้ชมรมรักษ์ธรรมของแฟรี่แลนด์ฟัง

อ่านแล้วอยากมีสุขภาพดีต้องไปทำรับประทานกันด้วย

(มีต่อ) :b8: :b12:


แก้ไขล่าสุดโดย มัทนา ณ หิมะวัน เมื่อ 25 ม.ค. 2010, 21:45, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ม.ค. 2010, 21:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2007, 23:29
โพสต์: 1065


 ข้อมูลส่วนตัว


:b43: ๒ : ธ ร ร ม ช า ติ บำ บั ด

การดูแลตัวเองและคนรอบข้าง ให้มีสุขภาพดี
โดยไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ใช้ยา ไม่ผ่าตัด นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติบำบัด
ส่วนการเจ็บป่วยถึงขั้นต้องกินยา ต้องผ่าตัด นั่นเป็นเรื่องของหมอ...

คนเราจะสุขภาพดีหรือไม่ดีอยู่ที่ว่าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหนด้วย
เป็นปัจจัยภายนอก ก่อนจะพูดถึงเรื่องกินอย่างไรจึงจะมีสุขภาพดี
เราไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติบำบัดก่อน

ธรรมชาติบำบัด หมายถึงการดูแลตัวเองและคนรอบข้างให้มีสุขภาพดี
โดยไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ใช้ยาไม่ผ่าตัด เป็นเรื่องของธรรมชาติบำบัด


ส่วนการเจ็บป่วยถึงขั้นต้องกินยาต้องผ่าตัด นั่นเป็นเรื่องของหมอแล้ว

นักธรรมชาติบำบัด ซึ่งทุกคนเป็นได้ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยชน
ที่ต้องดูแลชีวิตของเราเองเป็นอันดับแรก
การดูแลตนเองและคนรอบข้างเป็นงานของนักธรรมชาติบำบัดทุกคน แต่เราต้องมีขอบเขต

สิ่งที่นักธรรมชาติบำบัดจะใช้ในการดูแลสุขภาพเราจะพูดถึงพืชสมุนไพร
เรื่องสมุนไพร จะจำแนก สมุนไพรออกได้เป็น กลุ่ม เพื่อให้ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น


:b47: สมุนไพรกลุ่มที่ ๑ เรียกว่า สมุนไพรที่เป็นอาหาร

ถ้าเป็นสมุนไพรที่เป็นอาหาร อย่างนี้นักธรรมชาติบำบัดสอนให้คนนำมากินอาหารได้
กินสมุนไพรแล้วต้านโรคอย่างนี้ เราสอนกันได้

:b47: สมุนไพรกลุ่มที่ ๒ เรียกว่า สมุนไพรที่เป็นยา

หมายความว่าเป็นสมุนไพรที่โดยปกติคนไม่เอามารับประทานเป็นอาหาร
แต่ใช้เพื่อเป็นยาโดยเฉพาะ เช่น ฟ้าทะลายโจร
เวลาพูดเรื่องฟ้าทะลายโจร ต้องบอกว่านี่มันเป็นงานของเภสัชกร และของแพทย์
เราไม่ควรไปรู้จักมันเลยจะดีกว่า
นอกจากว่าเวลาเจ็บป่วย แล้วให้ท่านเหล่านั้นเป็นผู้แนะนำเรา

พวกสมุนไพรที่เป็นสารอาหาร กินผิดกินถูกไม่เป็นอันตราย
แต่ถ้ากินถูกก็ได้กำไร สมุนไพรกลุ่มที่ ๒ ซึ่งเป็นยา ยังไม่ใช่เป็นยาอันตราย
นักธรรมชาติบำบัดจะไม่ไปยุ่งกับเรื่องนั้น
ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้มีความรู้เฉพาะทางคือแพทย์และเภสัชกรเท่านั้น

:b47: สมุนไพรกลุ่มที่ ๓ เรียกว่า สมุนไพรที่เป็นยาพิษ

ที่จริงพวกนี้ก็เป็นสมุนไพร ถ้าว่ากินตามหลักของหมอชีวกโกมารภัจ
ท่านอาจารย์หมอในสมัยพุทธกาล พวกสารหนู กำมะถัน มันเป็นสมุนไพรที่เป็นยาพิษ
แต่ว่าแพทย์หรือเภสัชกรสามารถเอาไปทำยาได้ สารหนูก็เหมือนกัน
ที่จริงสารหนูมันคือยาพิษกินเข้าไปตายแน่นอน แต่มันไปเข้าตำรับยาลม

ยาแก้ลมที่เรากินกันต้องมีสารหนูมันถึงจะทรงสรรพคุณ
แต่เมื่อเข้าอยู่ในตำรับยาแล้ว มันไม่เป็นพิษ แต่ต้องปรุงโดยเภสัชกรหรือแพทย์

ในงานของธรรมชาติบำบัด มีงานวิจัยย่อมต้องมีอะไรที่ขัดแย้งกันเสมอ
เมื่อเกิดการขัดแย้งสิ่งหนึ่งที่เราต้องหาข้อสรุป ก็คือจากพระไตรปิฎกนั่นเอง

ถ้าถามว่าองค์ความรู้ด้านธรรมชาติบำบัดได้มาจากไหน
ก็ต้องตอบว่าได้มาจากพระไตรปิฎก
ในพระไตรปิฎกจะพูดถึงธรรมชาติบำบัดหลายหลาก
มีตัวอย่างเอามาใช้งานกันได้เยอะ


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ม.ค. 2010, 21:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2007, 23:29
โพสต์: 1065


 ข้อมูลส่วนตัว


:b43: ๓. ก า ร เ จ็ บ ป่ ว ย ข อ ง ม นุ ษ ย์

เรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วยที่พบเห็นกันในหมู่มนุษย์

เราต้องจำแนกก่อนว่า ต้นเหตุที่รูปกายมันผิดปกติมาจากเหตุ ๔ ประการ
ถ้าในพระอภิธรรมก็จะบอกว่า “ กัมมจิตโตตุกาหาร ”
(กัม-มะ-จิต-โต-ตุ-กา-หา-ระ)
สั้น ๆ แค่นี้แต่แยกเป็นหัวข้อ ก็คือ...


:b47: ๑. รูปกายเราผิดปกติ

อันนี้มาจากกรรมที่เราจะเรียกว่าพันธุกรรมก็ได้ *

กรรมจำแนกเป็นกรรมในอดีตและกรรมปัจจุบัน
กรรมจากอดีตก็ส่งผลทำให้คนเจ็บป่วยได้
กรรมปัจจุบันก็มีผลทำให้คนเจ็บป่วยได้เช่นกัน


ในต่างประเทศใช้การสะกดจิตเพื่อให้ระลึกชาติ ให้คนย้อนอดีตไป
เมื่อพบต้นเหตุของการเจ็บป่วยว่าผู้ป่วยคนนั้นไปทำกรรมอะไรมาแล้ว
ต้องชดใช้กรรมอย่างไร บางรายก็ใช้ไม่ได้ ชดใช้ไม่หาย

* พระ ป. ญาณโสภโณ ขอเสริมว่า

กรรม คือ การกระทำในอดีตชาติ ไม่มีกำหนดว่าชาติใด
ส่วนกรรมปัจจุบัน คือ กรรมที่ทำในชาตินี้ ก่อนหน้านี้ ก็เป็นเหตุให้รูปเกิดและให้เกิดโรคได้


ยกตัวอย่างในเรื่องกรรม

เช่น พระพุทธเจ้าเคยมีปัญหาเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากกรรม
คือ พระพุทธเจ้าทรงปวดหัวไม่หาย รักษาก็ไม่หาย ระดับหมอชีวกยังรักษาไม่ได้


ท่านต้องย้อนอดีตกลับไปดู พบว่ามีสมัยหนึ่ง
เกิดเป็นเด็กชายชาวประมง
แล้วชาวประมงแถวนั้นไม่กินปลาเป็นหรือปลาที่ยังมีชีวิตอยู่
ชาวประมงต้องทุบหัวให้ปลาตายก่อน
ขณะที่เขาทุบหัวปลา เด็กชาวเลแถวนั้นตบมือดีใจที่ปลามันถูกทุบหัวดิ้น
ก็อนุโมทนา2 ทำให้ปลาอาฆาตแม้กระทั่งเกิดมาเป็นพระพุทธเจ้า
เจ้ากรรมนายเวร3 ยังตามมาทวงทำให้ปวดหัว

พอท่านระลึกถึงตรงนี้ได้ อาการที่ปวดก็หายไป
อย่างนี้เรียกว่าเจ้ากรรมนายเวรยกโทษให้
กรรมบางอย่างอโหสิกรรมกันได้ก็จบกันไป
กรรมบางอย่างอโหสิกรรมไม่ได้ก็รับผลนี้ไป

ยกตัวอย่างกรรมที่ไม่ยอมอโหสิให้ของพระพุทธเจ้า

ครั้งหนึ่งก่อนใกล้ปรินิพพานท่านมีไข้ขึ้นสูง เกิดกระหายน้ำมาก
รับสั่งให้พระอานนท์ไปหาน้ำ ท่านไปเจอแหล่งน้ำไม่กล้าตักมาถวายพระพุทธเจ้า
เพราะน้ำขุ่นมาก มีฝูงวัว ฝูงม้าลุยน้ำไป น้ำก็ขุ่นไม่กล้าตักมาถวาย
ทรงรับสั่งให้ไปอีกแหล่งหนึ่ง ไปถึงแหล่งที่ 2 ก็ขุ่นอีก ไม่กล้าตักถวาย
จึงทรงรับสั่งให้ไปอีก ไปถึงแหล่งที่ ๓ ก็ขุ่นอีก
ตกลงทั้ง ๓ แหล่งไม่ได้ฉันน้ำ

ท่านต้องย้อนอดีตอีกว่าท่านทำอะไรมา

ก็พบว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นนายโคบาลเลี้ยงวัว
ปกติจะตื่นแต่เช้าพาวัวออกไปแต่เช้ามืด ออกไปข้างนอก
พอถึงแหล่งน้ำวัวก็กินน้ำ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเกิดตื่นสาย เพราะไปเที่ยวมา
ขณะต้อนวัวไปเจอแหล่งน้ำขุ่นมาก จึงไม่ให้วัวได้กินน้ำ
เพราะฝูงวัวตัวอื่นมันทำน้ำขุ่น เลยต้องต้นวัวให้ไปกินอีกแหล่งหนึ่ง
แหล่งนั้นก็ขุ่นอีก ก็ต้องต้อนไปอีกแหล่งหนึ่ง

ในที่สุดวัวไม่ได้กินทั้ง ๓ แหล่ง
วัวเจ้ากรรมนายเวรเลยมาเอาคืน
ขนาดเป็นพระพุทธเจ้า แล้วใกล้จะปรินิพพานในไม่กี่ชั่วโมง
ยังขอเอาหน่อย อันนี้เรียกว่า “ ไม่อโหสิกรรม ”


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ม.ค. 2010, 01:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2007, 23:29
โพสต์: 1065


 ข้อมูลส่วนตัว


:b47: ๒. การเจ็บป่วยเพราะสภาวะจิต

เกิดจากจิตป่วยเพราะจิต กินอะไรก็ไม่หาย
รักษาอย่างไรก็ไม่หายจะไปปฏิบัติธรรมอย่างไรก็ไม่หาย ต้องแก้ที่สภาวะจิต


มีตัวอย่างที่ ท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ท่านเล่าให้ฟังว่า...

ในเรื่องสภาวะจิตที่ต้องใช้สมถะกรรมฐาน
คือวันนั้นไปบรรยายที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เรื่องของพลังจิต
ต้องสอนพยาบาลให้ใช้พลังจิตกับคนไข้ที่ต้องรอระหว่างผ่าตัด รอคลอด
คนไข้จะเครียด ถ้ามีเทคนิคในการใช้พลังจิตกับคนไข้ เขาจะไม่เครียด จะสบายขึ้น

พอจบการสัมมนา ๒ วัน วันสุดท้ายก็มีคำถามจากพยาบาล
ถามว่าพลังจิตใช้ทำอะไรได้บ้าง ผมบอกว่าพลังจิตใช้รักษาโรคได้
พยาบาลก็พูดว่า อย่างนั้นอาจารย์ไปใช้พลังจิตกับคนไข้คนหนึ่ง
คนไข้รายนี้เป็นพยาบาลที่จุฬาฯ กำลังเรียนปริญญาโท
แล้วป่วยด้วยโรคเกล็ดเม็ดเลือดต่ำ

หมอรักษาเยียวยาไม่ได้และอาการไม่ดีขึ้นรอวันตาย
ก็เลยไปดู พอตรวจพบต้นเหตุของเรามาจากจิต
บังเอิญว่าฟลุคหรือบุญส่งผลพอดี


ไปพบว่าเด็กคนนี้เกิดในครอบครัวที่ขาดความรักพ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้ว
เป็นลูกที่ขี้เหร่ที่สุดในบ้าน คือ พี่ ๆ เป็นหมอกันหมด
ตัวเองเป็นพยาบาลถือว่าขี้เหร่ที่สุดในบ้าน
แต่ในโรงพยาบาลหน้าตาดี ยังไม่มีแฟน แปลว่าเขาเก็บกด
เหมือนทุกคนจะให้ความสนใจแต่ พี่ ๆ ที่เป็นหมอ
ส่วนตัวเขาเป็นพยาบาล (คิดเอาเอง) เหมือนมีปมด้อยเพราะขาดความรัก
เพื่อนฝูงก็ไม่ค่อยมี แฟนก็ไม่มี


ความรู้สึกที่ขาดความรักทำให้เกิดเกล็ดเม็ดเลือดต่ำได้
พอเรารู้ปัญหาของเขาแล้ว ก็ฝึกให้เขาทำกสิณสีแดง
เอาดอกกุหลาบสีแดงให้เขา เพื่อนเขาเอามาให้
ปกติหมอจะไม่อนุญาตให้นำดอกไม้สดเข้ามาเพราะจะติดเชื้อ

แต่ว่ากรณีนี้ให้เอาเข้าได้ ก็ฝึกให้เพ่งดอกไม้สีแดง สอนให้เพ่งกสิณ
เป็นสมถะกรรมฐาน เมื่อจิตเป็นสมาธิเกร็ดเม็ดเลือดก็เพิ่มขึ้น
หมอก็นึกว่าฟลุค ขออีกวันหนึ่ง


พอวันที่ ๒ เกร็ดเม็ดเลือดเพิ่มขึ้นจนพ้นขีดอันตราย
หมอจึงยอมให้ออกจากโรงพยาบาล
ตอนนี้หายเป็นปกติ
นี่ก็เป็นเรื่องของสภาวะจิตที่เป็นเหตุให้เกิดการเจ็บป่วย


มีผู้ป่วยอีกรายหนึ่งป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก รักษาอย่างไรก็ไม่หาย
หมอให้ยาต้านมะเร็ง *( chemotherapy)
แต่อาการเธอไม่ดีขึ้น เตรียมทำพินัยกรรม

แล้วเขาพามาพบผม นี่ก็มีปัญหาทางจิตเหมือนกัน
ก็คือเป็นคนที่ดูถูกสามี คือ จะรู้สึกว่าสามีเป็นคนที่ไม่เก่ง
คนอื่นจะเก่งกว่าเธอจึงเปลี่ยนสามีมาเรื่อย
สามีคนล่าสุดมียศเป็นพันตำรวจโท เธอยังว่ากระจอก ไม่เอาไหน
ตัวเองเป็นผู้หญิงเก่งแล้วมาเจอสังคมที่มีแต่คนเก่ง จึงดูถูกสามี


(มีต่อ)


แก้ไขล่าสุดโดย มัทนา ณ หิมะวัน เมื่อ 27 ม.ค. 2010, 02:06, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ม.ค. 2010, 01:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2007, 23:29
โพสต์: 1065


 ข้อมูลส่วนตัว


ความรู้สึกดูถูกสามี ก็เลยทำให้ตัวเองป่วยเป็น โรคมะเร็งปากมดลูก

บางคนบอกหญิงชายสิทธิเท่าเทียมกัน
คำว่าสามีคือผู้ที่เป็นใหญ่กว่า
ถึงอย่างไรก็เป็นสมมุติสัจจะสมมุติให้ใหญ่กว่า
:b6:

กรณีนี้ก็เหมือนกัน หลังจากให้ไปขอขมาสามี
และให้ฝึกสมถะเอาไม่อยู่ ต้องฝึกวิปัสสนาเดินจงกรม
ทำวิปัสสนาด้วยแล้วไปขอขมา
หลังจากนั้นก็หายป่วยจะมะเร็งปากมดลูก

ยกตัวอย่างของเรื่องป่วยทางจิต ต้องเยียวยาทางจิต
มีคนไข้บางราย สมัยเด็ก ๆ พ่อ*ของอาจารย์สุทธิวัสส์
จะสอนให้เยียวยาผู้ป่วยทางจิตบางประเภท
คือ ผู้ป่วยจะปวดเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว
แล้วลูกสาวเขาจะรู้สึกตัวตลอดเวลาว่าเขาโดนคุณไสยด้วย
จิตมีความรู้สึกอย่างนั้น เวลามาหาหมอ

คือ ลูกชายเกิดในตระกูลที่เป็นหมอ
พ่อจะสอนวิธีรักษาคือเวลาจะเตรียมไข่ไก่ไว้
ลักษณะคือเอาไข่ไก่ไปแช่ในน้ำส้มสายชูให้เปลือกมันนิ่มแล้วแกะเปลือกออก
แล้วเอาเส้นผมบ้างเอาตะปูบ้างมาใส่ไว้
แล้วแต่ว่าเวอร์ชั่นไหน แล้วเอาเปลือกไข่ปิดไว้อย่างเดิม
พอแห้งก็จะดูไม่ออก

คนไข้โรคจิตเหล่านี้ เราจะให้เขาเอาไข่มาเอง
เวลารักษาก็ให้หลับตาภาวนา เราก็จะเปลี่ยนไข่โดยจะดูสภาวะจิต
ว่าคนนี้เข้าใจว่าโดนคุณไสยจากตะปู ปวดแสบปวดร้อน
ก็จะเลือกไข่ที่มีตะปู บางคนต้องเลือกไข่จากเส้นผม
พ่อจะเอาไข่มาคลึงทั่วร่างกาย แล้วก็แอบเปลี่ยนไข่
พอตอกออกมาไข่มีตะปู อาการปวดเธอก็หายไป
อันนี้ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง คนที่ป่วยด้วยสภาวะจิตอย่างนี้ก็ต้องใช้วิธีนี้
มีประโยชน์สำหรับคนบางประเภท


แต่คนเอามาใช้ผิดประเภท เลยกลายเป็นว่าต้มตุ๋นหลอกลวงไป
คือ คนบางคนต้องหลอกถึงจะหายป่วย ไม่หลอกไม่หาย เป็นคนไข้ที่ป่วยทางจิต


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ม.ค. 2010, 02:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2007, 23:29
โพสต์: 1065


 ข้อมูลส่วนตัว


:b47: ๓. คนป่วยรูปกายที่ผิดปกติ

เกิดจากสาเหตุ มีอุตุภายในกับอุตุภายนอก
คำว่า อุตุ เราจะนึกถึงสภาพ ดิน ฟ้า อากาศ
จริง ๆ คำว่า อุตุ หมายถึง อุณหภูมิ หรือหมายถึงฤดูกาลก็ได้

อุตุภายในภาษาพระเรียกว่า อัชฌัตตอุตุ อุตุภายนอก เรียกว่า พหิทธอุตุ

อุตุภายในสภาพของอุตุภายใน จะมีสภาพเป็นประจุไฟฟ้า
คือ เราต้องรู้จักเซลล์ประสาทในตัวก่อนเซลล์ประสาทในตัวคน
คล้ายสายไฟทั่วร่างกายข้างในเป็นพลังจิต ตัวประจุไฟฟ้าที่วิ่งอยู่รอบตัวคน

ถ้าวัดด้วยค่าแม่เหล็ก จะได้ประมาณ ๐.๗ เกาซ์*(Gauss) อันนี้อุตุของคนปกติ

(* Gauss (เกาซ์) หน่วยวัดความแรงของแม่เหล็ก
หรือ หน่วยวัดความเข้มของสนามแม่เหล็ก)
:b23:

ถ้าเป็นคนไม่ปกติอาจจะน้อยกว่านั้น
ส่วนมากคนกรุงเทพฯ ๐.๓ เกาซ์ ซึ่งจะป่วยง่าย
คนต่างจังหวัดจะเกินกว่าโดยปกติจะ ๐.๗ เกาซ์


ถ้าตัวประจุไฟฟ้าวิ่งอยู่รอบประสาทมันเรืองแสงได้ มีสี มีกลิ่น มีรสชาติต่างกัน

มีภาษา คนญี่ปุ่นเรียกอุตุว่า “ คิ ”
คนจีนเรียก “ ชี่ ”
เราอาจได้ยินคำว่าชี่กง หรือ “ กี่ ”
คนอินเดียเรียก “ ปราณ ”
เราเรียกตามอินเดียว่า “ ลมปราณ ”
ถ้าตามศาสนาพุทธก็คือ "อุตุ"


ต้องเข้าใจเรื่องอุตุ การบำบัดเรื่องอุตุมีหลายแบบ เช่น...

- การใช้โลหะบำบัด การใส่แหวนให้ถูกกับนิ้ว ก็เป็นวิชาโลหะบำบัดชนิดหนึ่ง
เรียกว่าการบำบัดเชิงอุตุ

- การใช้สีบำบัดเช่นสีเสื้อผ้าก็เป็นการบำบัดเชิงอุตุ

- การนวด การกดจุด การฝังเข็ม พลังลมปราณ พลังซิซึ พลังโยเร ก็เป็นการบำบัดเชิงอุตุ

- การเหยียบเหล็กร้อน ๆ แล้วนวดคน การใช้ลูกประคบก็เป็นการบำบัด
การอบไอน้ำ การอาบน้ำแร่ แช่น้ำนม เป็นศาสตร์บำบัดในเชิงอุตุ
เรียกว่าบำบัดเชิงพลังงานในร่างกาย


(มีต่อ)


แก้ไขล่าสุดโดย มัทนา ณ หิมะวัน เมื่อ 27 ม.ค. 2010, 02:46, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ม.ค. 2010, 02:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2007, 23:29
โพสต์: 1065


 ข้อมูลส่วนตัว


:b47: ๔. การเจ็บป่วยเพราะอาหารการกิน

ตัวสุดท้ายเป็นเรื่องของอาหารการกิน คนป่วยเพราะการกิน

กัมมจิตโคตุกาหาร มาจากกัมม-จิต-อุตุและอาหาร
ตัวอาหารจำแนกออกเป็น 4 ประเภท...

๔.๑ กพฬิงการาหาร4 อาหารที่เข้าทางปาก

ถ้าป่วยเพราะอาหาร ก็รับประทานอาหารเข้าไปแก้ ก็หายป่วย

๔.๒ ผัสสาหาร เป็นอาหารที่ได้จากการสัมผัสอาหารที่เข้าทางผิวหนังได้ เช่น...

- สมุนไพร บางชนิดทาแล้วหายป่วยได้
- การโอบกอดลูกก็ทำให้หายป่วยได้ จัดเป็นพวกผัสสาหาร

๔.๓ มโนสัญเจตนาหาร 5 เป็นอาหารจากจิตใจ

รู้จักใช้พลังจิตมาใช้ในตัวได้ บางครั้งอดอาหารแต่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่

๔.๔ วิญญาณาหาร เป็นอาหารที่เกิดจากความรักความผูกพัน

บางคนป่วยจะตายพอเจอคนที่รักมันปีติซาบซ่านเลยหายป่วยได้

พระ ป. ญาณโสภโน ขอเพิ่มเติมว่า...

*1 กรรม : ทำกรรมที่ดีไว้ แต่มากเกินไปหรือผิดวิธี

เช่น นั่งเจริญภาวนาทำตัวงอนาน ๆ อาจทำให้เกิดโรคกาย-โรคใจก็ได้
เรียกว่านั่งไม่ถูกตามสรีระให้ผลร้ายได้

ทำกรรมไม่ดีไว้ โดยมากก็จะให้ผลร้ายให้ผลไม่ดี ทำให้เกิดโรคกาย-โรคใจได้

* 2 อนุโมทนา : คำว่า “ อนุโมทนา ”

โดยปกติพระพุทธเจ้าของเราจะนิยมเรียก อนุโมทนาบุญ
ใครทำดีแล้วเราอนุโมทนาแต่คนทุบหัวปลาดิ้นแล้ว
พวกเด็กตบมือเชียร์เข้าทำนองอนุโมทนาบาป

* 3 เจ้ากรรม : คำว่า “ เจ้ากรรม ”

หมายถึง กรรมไม่ดีที่เราทำไว้เอง
ทำความดีไว้มาก ๆ ไม่เหลียวหลังดูบาปที่ทำไว้อีก
กรรมบางคดีก็อโหสิกรรม (แคนเซอน) ยกเลิกไปก็มี เช่น พระองคุลิมาล

นายเวร : คำว่า “ นายเวร ”

หมายถึง คนที่ผูกพยาบาทจองเวรกับเราไว้ หรือสาปแช่งไว้
ถ้าเราทำบุญอุทิศให้ แผ่เมตตาให้ท่าน ท่านอาจพอใจ อโหสิกรรมให้ก็ได้

* 4 กพฬีการาหาร (กะ-พะ-ฬี-กา-รา-หาร) :

แปลว่า อาหารคือสิ่งที่ทำให้เป็นคำ ๆ เช่น คำข้าว

* 5 มโนสัญเจตนาหาร (มะ-โน-สัญ-เจ-ตะ-นา-หาร) :

อาหารคือความตั้งใจหรือตั้งจิตมุ่งทำอะไร เป็นพลังเกิดขึ้นได้

รูปกายหรือรูปขันธ์ตามคัมภีร์พระอภิธรรมมี 28

เช่น ปฐวี เป็นต้น หรือรูปตามพระสูตรมี 32
เช่น เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ เป็นต้น

รูปเกิดจากกรรม-จิต-อุตุ-อาหาร
รูปที่เกิดจากกรรม เรียกว่า กัมมชรูป
รูปที่เกิดจากจิต เรียกว่า จิตตชรูป
รูปที่เกิดจากอุตุ เรียกว่า อุตุชรูป
รูปที่เกิดจากอาหาร เรียกว่า อาหารชรูป
ส่วน โรคที่เกิดจากกรรม เรียกว่า กัมมชโรค
โรคที่เกิดจากจิต เรียกว่า จิตตชโรค
โรคที่เกิดจากอุตุ เรียกว่า อุตุชโรค
โรคที่เกิดจากอาหาร เรียกว่า อาหารชโรค


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.พ. 2010, 02:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2007, 23:29
โพสต์: 1065


 ข้อมูลส่วนตัว


:b43: ๔. อาหารจากไขมันพืช ต้นเหตุหนึ่งของความเจ็บป่วย

โรคภัยไข้เจ็บที่น่าเป็นห่วง คือ... เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสมองและไต
ต้นเหตุหลักมาจาก... รับประทานน้ำมันพืชเกินความจำเป็น


ในช่วง ๑๐ ปีมานี้ เราพบว่าคนไทยป่วยโดยไม่น่าจะป่วยจำนวนมาก
โดยเฉพาะโรคไตและโรคอัลไซเมอร์

มีการคาดการณ์กันว่า ในอีก ๔-๕ ปี ข้างหน้า
เราจะมีคนเป็นอัลไซเมอร์ ถึง ๙ ล้านคน
โรคภัยไข้เจ็บที่น่าเป็นห่วง คือ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสมองและไต


ต้นเหตุหลักมาจากรับประทานน้ำมันพืชเกินความจำเป็น
อาหารส่วนใหญ่ใช้น้ำมันพืชประกอบ ทั้งทอดทั้งผัด
น้ำมันที่คนไทยใช้ทำอาหารเป็นน้ำมันปาล์ม
น้ำมันพืชทุกยี่ห้อผลิตจากน้ำมันปาล์ม
แต่มาใส่สีใส่กลิ่นให้แตกต่างออกไป


น้ำมันปาล์มเมื่อเจอความร้อน ๓๗ องศา
จะเกาะตัวเหนียวเป็นกาว แล้วไปขวางลำไส้อยู่
ทำให้เราดื่มน้ำแล้วซึมผ่านลำไส้ไม่ได้
(ลองไปดูคราบน้ำมันที่ติดขอบกะทะ จะเห็นว่าเหนียวมาก)
ดื่มน้ำไม่เกิน ๑๐ นาที ต้องไปปัสสาวะ
คนยุคใหม่จึงไม่ค่อยชอบดื่มน้ำ นี่เป็นประเด็นสำคัญ

เมื่อน้ำไม่เข้าตัวจะเกิดถุงน้ำดีข้น เวลาถุงน้ำดีข้น
คนจะเป็นโรคขัดใจไม่ได้ ขัดใจแล้วจะหงุดหงิด
เด็กยุคใหม่จึงไม่ค่อยชอบให้ใครขัดใจ
ถุงน้ำดีข้นมีสิทธิ์ เป็นบ้าได้ คลุ้มคลั่ง เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย

ประการต่อมา เมื่อถุงน้ำดีข้น
ทำให้เลือดไม่ค่อยมาเลี้ยงสมองส่วนหน้า
จะหายใจติดขัด และนอนไม่ค่อยหลับ
ปวดหัวข้างเดียวบ้าง สองข้างบ้าง
เป็นแบบปวดหัวไมเกรน มาจากถุงน้ำดีข้น
ต้นเหตุเพราะน้ำดูดซึมเข้าร่างกายไม่ได้
เป็นประเด็นหนึ่งที่คนเป็นกันมาก


ต่อมาเมื่อน้ำดูดซึมเข้าร่างกายไม่ได้
สารอาหารที่ละลายในน้ำก็ดูดซึมเข้าร่างกายไม่ได้เช่นเดียวกัน



สารอาหารในโลกมี กลุ่ม ได้แก่...

๑. สารอาหารต้องละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินซี บี โปรตีน กรดอะมิโน
๒. สารอาหารต้องละลายในไขมัน คือ วิตามินเอ ดี อี เค*


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.พ. 2010, 02:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2007, 23:29
โพสต์: 1065


 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อน้ำเข้าไม่ได้ ตัวสารอาหารที่ละลายในน้ำก็ยังเข้าไม่ได้
เมื่อเรารับประทานเนื้อสัตว์ ถั่ว
เพื่อให้ได้โปรตีนแล้วไปสังเคราะห์กับวิตามินซี บี
ลำพังโปรตีนเข้าไปอย่างเดียว
ไตต้องเอาทิ้งเพราะไปสร้างกรดอะมิโนไม่ได้


ต้องไปครบชุด มาไม่ครบชุดมันไล่ทิ้งหมด

คราวนี้เนื่องจากว่าดูดซึมวิตามินซี บี ไม่ได้
เท่ากับไปไม่ครบชุดพอนำไปไม่ครบชุด ไตจึงต้องขับพวกนี้ทิ้ง
ไตเลยทำงานหนักโดยไม่จำเป็น
คนจึงเป็นโรคไต ต้องล้างไตเป็นจำนวนมาก
อันนี้คือภาวะที่น่าเป็นห่วงอยู่


ว่าตามความเป็นจริงน้ำมันพืช
เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในระยะยาว ไม่ใช่ระยะสั้น
ไม่มีน้ำมันพืชที่รับประทานไปแล้วตายทันที ไม่มี จะสะสมไป
นาน ๆ มันไม่ตายทันที แต่ว่าจะทรมานเราสารพัดอย่าง

เมื่อมีคนเตือน คนส่วนใหญ่ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครเชื่อ

ลองไปสืบค้นว่าในสมัยพุทธกาล
ถ้าเกิดปัญหาแบบนี้ในสมัยพุทธกาลจะทำอย่างไร
เราพบว่าถ้าเกิดกรณีมีไขมันขวางระบบดูดซึม
ในสมัยพุทธกาลจะใช้ เภสัช ๖ ประการ คือ

เอานมมาชงกับโยเกิร์ต-เนยข้น+เนยใส+น้ำอ้อย+น้ำผึ้ง ๖ ตัว

แต่ปัจจุบันเราหาเครื่องปรุงให้ครบ ๖ อย่างไม่ได้
ก็ลองคิดสูตรนี้ดู โดยใช้...

นมสด + โยเกิร์ต + น้ำผึ้ง + มะนาว ๔ ตัวมาผสมกัน

ถ้ามะนาวแพง เราเปลี่ยนเป็นผลไม้อย่างอื่นแทน ปรากฏว่าได้ผล
เมื่อรับประทานไปจะล้างไขมันเกาะลำไส้ได้
ล้างไม่ล้างเปล่าคือตัวจุลินทรีย์จากโยเกริต์
เมื่อเราเลี้ยงด้วยน้ำนม + น้ำผึ้ง + มะนาว
จะผลิตจุลินทรีย์ชนิดดีออกมา เพื่อมาย่อยขยะในลำไส้
แล้วเปลี่ยนขยะเป็น บี๑๒ ไปเลี้ยงสมอง และลดความอ้วนได้

ควรดื่มตอนเช้าหมายถึงก่อนเที่ยง
รับประทานหลังเที่ยงจะเพิ่มความอ้วน
จุดประสงค์เพื่อไปล้างขยะในลำไส้แล้วเปลี่ยนเป็น บี ๑๒


ประโยชน์ของสูตรโยเกิร์ตนี้
แม้กระทั่งสุนัขที่เป็นโรคไต หมอไม่รับรักษา
คนที่ดูแลสุนัข เขาเอาโยเกิรต์ชงกับนมสด + น้ำผึ้ง + มะนาว ให้สุนัขกิน
แล้วตามด้วยน้ำกระชาย ผลออกมาหายจากโรคไตได้

สุนัขพันธุ์ดุ ๆ อย่างลอร์ดไวเลอร์ที่อารมณ์ไม่ดี มันจะกัดเด็กกัดคน
เราให้สูตรโยเกิร์ต + นมสด + น้ำผึ้ง + มะนาว
มันชอบกิน กินแล้วอารมณ์ดีขึ้น

นี่ก็เป็นประโยชน์ คนเราถ้าระบบดูดซึมไม่ดี
ถึงจะรับประทานอะไรไปก็ไม่เกิดประโยชน์
ระบบดูดซึมของคนไข้ที่เสีย
เมื่อปกติรับประทานอะไรไม่เข้าตัว มันก็อ่อนเปลี้ย
พอมานอนโรงพยาบาล แค่ให้น้ำเกลือ กลับบ้านได้แล้ว
เพราะว่าน้ำเกลือเข้าเส้นมันไม่ต้องผ่านระบบดูดซึม
คนก็มีแรงขึ้นมา นั่นคือปัญหาระบบดูดซึมเสีย


ทุกครั้งที่ท่านมีปัญหาอะไรในชีวิต
ขอให้สันนิษฐานว่าระบบดูดซึมเสีย
โดยเฉพาะคนที่รับประทานน้ำมันพืช
แต่ก็มีน้ำมันที่แก้กันได้ ถึงจะน้ำมันที่มีประโยชน์ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ
ยังไงต้องล้างระบบดูดซึม อันนี้เป็นปัญหาอันดับแรก
หลังจากล้างแล้วคนก็หายป่วย


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.พ. 2010, 03:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12212


 ข้อมูลส่วนตัว


นอนดึก..จังครับ :b12: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.พ. 2010, 03:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 02:41
โพสต์: 5637

แนวปฏิบัติ: พอง ยุบ
ชื่อเล่น: เจ
อายุ: 0
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว www


นอกจากทานอาหารที่มีประโยชน์
และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว
ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ...และถูกเวลาด้วย
ตีสามแล้วยังไม่นอนหรือค่ะยายฮูก...ย่าทวด
เป็นห่วงนะ....นอนได้แล้วค้าาา...... :b13:

.....................................................
"มิควรหวังร่มเงาจากก้อนเมฆ"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.พ. 2010, 03:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 02:41
โพสต์: 5637

แนวปฏิบัติ: พอง ยุบ
ชื่อเล่น: เจ
อายุ: 0
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว www


กบนอกกะลา เขียน:
นอนดึก..จังครับ :b12: :b12:


ยายฮูกนอนดึ๊กดึก...
คุณกบฯ ตื่นเช๊าเช้า... :b32: :b32: :b32:

.....................................................
"มิควรหวังร่มเงาจากก้อนเมฆ"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 24 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร