วันเวลาปัจจุบัน 06 ส.ค. 2020, 05:49  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.ค. 2020, 04:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3856


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง.. ส่งคืนเวรกรรม

ถ้าเราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว​ ไม่ทำบุญกุศลอันใดให้เกิดขึ้นแก่กายใจเลย​ ก็เท่ากับเป็นหนี้สินเขาอยู่​ ต้นทุนเรายังไม่ใช้เขา​ แล้วก็ยังโกหกเขาอีก​ คือเอาทุนของเขามาใช้แล้วก็ยังไม่ให้ดอกเบี้ยเขา​ ภายหลังจะลำบาก

ภัยที่เกิดจากความดี​ ถ้าเราไม่ดีก็ไม่มีใครเพ่งเล็ง ข้อสำคัญต้องรู้จักใช้ความดีให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง​ ถ้ามีความดีแล้วไม่รู้จักใช้ คือใช้ไม่ถูกกาละเทศะ ไม่ถูกกับบุคคลและอัธยาศัยของเขา ก็ไม่ได้รับผล​ กลับกลายเป็นภัย​ ความดีก็กลายเป็นเลวเป็นชั่ว

ต้องรู้จักสังวรในการใช้ความดี​ ถ้าเป็นพระก็ต้องระวังในการใช้ความดีกับญาติโยมให้มาก ความดีและความชั่วมีในตัวบุคคลทุกคน แต่ต่างกันที่วาสนาบารมี

เหมือนคนที่อ่านหนังสือได้เขียนได้ แต่ไม่ดีไปทั้งหมด​ บางคนอ่านเร็วและถูก บางคนอ่านช้าถูก บางคนเขียนตัวสวย​ ตัวกลม​ ตัวเอน บางคนเขียนช้าสวย บางคนเขียนเร็วสวย ฯลฯ​ ถ้าคนใดรู้จักใช้ความดีให้ถูกกาละเทศะ ก็เป็นการอำนวยผลดีให้แก่ตน​ ถ้าไม่รู้จักใช้ก็ให้โทษ

ร่างกายของเรานี้ก็เช่นเดียวกัน เดิมทีก็เป็นธาตุดิน​ น้ำ​ ไฟ​ ลม​ ไม่ใช่ของ​ ๆ​ เรา​ เรียกว่าเราขอยืมเขามาใช้ชั่วคราว เมื่อถึงเวลาแล้วก็จะต้องส่งคืนให้แก่เขา​ เอาไว้ต่อไปอีกไม่ได้

เหตุนั้นเมื่อเราขอยืมของเขามาใช้ เราก็ต้องทำผลประโยชน์ให้แก่เขาบ้าง คือ​ ทำบุญทำกุศลให้เกิดขึ้นทางกาย​ วาจา​ ใจ​ แล้วก็ส่งส่วนกุศลอันนี้เป็นผลประโยชน์แบ่งให้เขาไป

เหตุนั้นเมื่อเรายังคืนทุนเขาไม่ได้​ ก็ควรให้ดอกเบี้ยเขาก่อน คือเมื่อเราทำบุญกุศลอย่างใด​ ก็แผ่ส่วนกุศลให้เขาไปนาน​ ๆ​ เข้าเมื่อเรามีทุกข์มากแล้ว​ ก็ไม่จำเป็นที่จะเอาทรัพย์ของเขามาไว้​ ก็ควรคืนให้เขาไปทั้งหมด​ เป็นการสละคืน​ เช่น​ "อนัตตา"เห็นว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวของเรา ไม่ใช่ของ ๆ​ เรา​ เราก็ส่งคืนเขาไป​ นี่เรียกว่า​ "จาคะ" คือละสักกายทิฏฐิ ผลกำไรส่วนนี้ถ้าได้มากก็ควรให้เขามาก เมื่อเราให้ส่วนผลรายได้​ของเราแก่เขามากมายเช่นนี้​ ใคร​ ๆ​ ก็ย่อมชอบใจ​ และเขาก็จะไม่คอยทวงเราหรือเป็นศัตรูแก่เรา

เพราะฉะนั้น​ ผู้ปฏิบัติทั้งหลายจึงไม่ค่อยหวาดหวั่นต่อภัยอันตรายใด​ ๆไม่หวาดหวั่นในการตาย

เหตุนั้น​ พระพุทธเจ้าท่านเห็นเสือเดินทางเข้ามา จึงทรงกล้าวิ่งเข้าไปหามันได้​ แต่มันก็ไม่กินพระองค์ เพราะพระองค์ทรงมีพระเมตตาแผ่ส่วนบุญไปให้แก่มัน​ อย่างนี้แล้วเสือจะเกลียดพระพุทธเจ้าได้อย่างไร

ดังนั้น​ ผู้ที่มีความงามความดีอย่างนี้จึงกล้านัก​ เพราะท่านมีความดีในตัว เปรียบเหมือนคนที่เขามาหาเรามือเปล่า​ แต่เราแบ่งเงินให้เขากลับไปบ้านตั้งครึ่งกระสอบเช่นนี้​ เขาจะไม่ยินดีอย่างไร​ นี่ฉันใด

ดวงจิตของเราที่บริจาคไปแล้ว​ ก็ย่อมเป็นของดีสำหรับเจ้าหนี้คือเจ้ากรรมนายเวร คล้ายกับเราได้ให้ความช่วยเหลือแก่เขา​ เขาก็มีความสุข​ และเมื่อเขาได้รับความสุขจากเราเป็นที่พอใจ​ เช่นนี้ก็ทำให้เขารักเรา​ คิดถึงเราและทิ้งเราไม่ได้

ต่อไปเมื่อถึงเวลาเรามีทุกข์เจ็บไข้​ หรือจวนจะตาย​ เขาก็จะพากันมาหาเราเอง​ ทั้งผี​ ทั้งคน​ ทั้งเทวดา​ ก็จะมาห้อมล้อมเรา​ ไม่ใช่มาเบียดเบียน​ แต่เขามาเพื่อคอยช่วยพิทักษ์รักษาเรา​ เพราะนึกถึงบุญคุณที่เราเคยช่วยให้เขามีความสุข

เหตุนั้นพระพุทธเจ้าของเราเมื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน​ แผ่นดินและมหาสมุทรจึงไหวไปหมดทั้งโลกธาตุ​ ทั้งพวกผีปีศาจ​เทวดา​ มนุษย์​ และสัตว์ดิรัจฉานน้อยใหญ่ ตลอดจนสัตว์เลื้อยคลาน​ เช่น​ นก​ หนู​ จิ้งจก​ ตุ๊กแก​ ไส้เดือน​ กิ้งกือ จนถึงสัตว์ตัวเล็ก​ ๆ​ เช่นมดดำ​ มดแดงเหล่านี้ ก็พากันอัศจรรย์ โดยความอาลัยในพระองค์ ว่า​ สมณโคดมทรงอุบัติมาในโลกได้ ๘๐ ปี มาวันนี้พระองค์ก็ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานเสียแล้ว เราคิดถึงท่านนักหนา

ทั้งอินทร์​ พรหม​ เทวดา​ มนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานต่างก็มีความรักใคร่ในพระองค์ตลอดทั่วทั้งพิภพ นี่ก็เพราะคุณธรรมความดีของพระองค์ ซึ่งปกแผ่ความร่มเย็นออกไปทั่วโลก

เหตุนั้นจึงว่า​ "สัพพะพุทธานุภาเวนะ" ​ อานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าย่อมกำจัดเวรภัยได้จริง

เมื่อใครหมั่นมาระลึกถึงพระคุณของพระองค์​ เช่น​ "พุทโธ​ ๆ" อยู่เสมอแล้ว​ ผู้นั้นก็จะมีเวรภัยได้อย่างไร

ไปอยู่กับคน​ คนก็ต้องรัก​ อยู่กับผี​ ผีก็ไม่เกลียด​ อยู่กับเทวดา​ เทวดาก็ชอบ

จะอยู่ที่ไหน​ ๆ​ เขาก็โปรยข้าวตอกดอกไม้ให้

การภาวนา​ "พุทโธ ๆ" ย่อมมีอานิสงส์ดีอย่างนี้

ท่านพ่อลี​ ธัมมธโร











..ให้เรารู้ว่า
วิธีทำใจให้สงบนี้ ทำอย่างไรก่อน
นี่ก็คือขั้นที่ ๑ ขั้นสติ
"ต้องควบคุมใจ"..ให้อยู่ในปัจจุบัน

.
ปัจจุบันก็คือ..ร่างกาย
ร่างกายนี้มันอยู่ในปัจจุบันตลอดเวลา
มันไม่ได้ไปอดีต มันไม่ได้ไปอนาคต

.
"แต่ใจเรา..มักจะทิ้งร่างกาย"
แล้วก็ไปอดีตกัน
คิดถึงเมื่อวานนี้ เมื่อคืนนี้
คิดถึงพรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า

.
จองตั๋วไว้แล้ว จะไปไหน
ไปโน่น มานี่ จะไปทำอะไร
คิดไปโน่น หรือว่า คิดกลับไปอดีต
วันก่อนไปทำอะไรมา

.
อันนี้แหละ..เป็นตัวที่
"จะทำให้จิต ไม่มีวันเข้าสู่สมาธิได้".
..........................................
ธรรมะสดๆร้อนๆ เล่ม1 หน้า16
ธรรมะบนเขา ณ เขาชีโอน
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี









ลูกศิษย์ : กราบเรียนหลวงปู่ว่ามีปัญหาในการภาวนา คือเกิดความกลัวขณะนั่งภาวนาอยู่ในบ้านของตัวเอง

หลวงปู่เจม : ไปกลัวอะไร นั่งอยู่ในบ้านแล้วยังกลัว กลัวอะไร คิดดู ถามใจตัวเองสิว่ากลัวอะไร ถ้ากลัวก็ปฏิบัติไม่ได้ นั่งไปกลัว นั่งไปกลัว กลัวอะไร.. เหตุมันเกิดจากไหน ความกลัว จิตเขากลัวอะไร ต้องถามดู จิตกลัวอะไร สิ่งไหนที่จะน่ากลัวบ้างนั่งอยู่ในบ้าน ต้องถามดู ไอ้ที่น่ากลัวนี่ "ข้างหน้า" ยิ่งน่ากลัวกว่าที่เราภาวนานะ...

หลวงปู่เจม จิรธมฺโม
สำนักสงฆ์ห้วยลึก อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์











#ประกาศพรหมจรรย์

“เรื่องประกาศพระศาสนาไม่ต้องทําอะไรมากหรอก พระสาวกบางองค์ท่านไม่ต้องพูดอะไรมาก ไปบิณฑบาตสงบเสงี่ยม ไม่เร็วไม่ช้า ผ้าสีไม่ฉูดฉาด เดินเหินก้าวหน้าถอยหลังก็รู้จักประมาณ ไม่วอกแวก พระสารีบุตรเห็นเข้าก็เลื่อมใส สมณะรูปนี้ไม่เคยเห็น เข้าไปทักขอฟังธรรม ถามถึงครูบาอาจารย์ ท่านตอบว่า พระโคดมเป็นอาจารย์”

#หลวงพ่อเผยแผ่พระศาสนาด้วยการประกาศพรหมจรรย์และประกาศศาสนาพร้อมๆกัน

พรหมจรรย์ คือ จริยะอันประเสริฐซึ่งหมายถึง มรรคมีองค์ ๘ อันจะนํา ไปสู่การประกาศความจริงที่ออกมาจากเบื้องลึกของจิตใจที่รู้เห็นตามความเป็นจริง การพูดการเรียน โดยไม่ได้ผ่านการฝึกฝนจิตใจ จึงเป็นเพียงการประกาศพระศาสนาจากความจํา แต่ไม่ประกาศพรหมจรรย์ เพราะยังไม่เป็นผู้บริสุทธิ์ทางกายวาจาใจ

“ในการประกาศพรหมจรรย์นั้น ก็คือ ประกาศความจริง การกระทําจริง การปฏิบัติจริง ให้รู้จักความจริง ไม่ใช่การไปโฆษณา การไปประกาศความจํา หรือไปโฆษณาความจําที่เราศึกษาเล่าเรียนมา ซึ่งไม่เกี่ยวกับพรหมจรรย์”

ด้วยเหตุนี้ การเผยแผ่ศาสนาของหลวงพ่อจึงสามารถเข้าถึงส่วนลึกของใจของผู้คนทุกหมู่เหล่า และปลูกศรัทธาในการประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์

#จากหนังสือ_กตัญญุตา_๑๐๐ปี
#พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)
หน้า ๑๓๘-๑๓๙










"เมื่อเราละบาป แล้วบำเพ็ญบุญเพิ่มเข้ามาทีละน้อย ก็มีหวังที่บารมีจะเต็มได้ เหมือนกะละมังที่ตั้งหงายอยู่กลางแจ้ง แม้ฝนจะตกมาใส่ทีละหยดๆ มันก็มีโอกาสที่จะเต็มได้"

หลวงพ่อชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี










ทำไปเท่าที่ตนทำได้...เล็กน้อยก็ต้องเอา สะสมไปเรื่อยๆ
การอบรมธรรมะให้เกิดขึ้นในใจ
อย่าเข้าใจว่ามันหนักเกินกว่ากำลังของตน
พอใจในการปฏิบัติ จดจ่อพากเพียร ใคร่ครวญ คิดอ่านแก้ไข
ใช้ปัญญากำกับ
อย่าอยาก
อยากโกรธให้เจ้าของ
อย่าน้อยใจ
ทำไปเท่าที่ตนทำได้
อกุศล อุปสรรค ตัวขัดขวางมันมีอยู่ก็เรื่องของมัน
เรื่องของความตั้งใจเป็นเรื่องของเรา
เล็กน้อยก็ต้องเอา สะสมไปเรื่อยๆ

หลวงปู่จาม มหาปุญโญ









"รู้ แล้ว ปล่อย"

เรื่องเศร้าหมอง จงรู้ทันมัน
และเอาชนะมัน โดยปล่อยให้ผ่านไปเลย
อย่าไปคำนึง ถึงสิ่งกีดขวาง ที่ท่านได้ผ่านมาแล้ว
อย่าวิตก กับสิ่งที่ยังไม่ได้พบ

จงอยู่กับปัจจุบัน
อย่าสนใจ กับระยะทางของถนน
หรือจุดหมายปลายทาง
ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเปลี่ยนแปลงไป
ไม่ว่าท่านผ่านอะไรไป อย่าไปยึดมั่นไว้
ในที่สุด จิตจะบรรลุ ถึงความสมดุล ตามธรรมชาติของจิต

และเมื่อนั้น การปฏิบัติก็จะเป็นไปเอง โดยอัตโนมัติ
ทุกสิ่งทุกอย่าง จะเกิดขึ้น และดับไป ในตัวของมันเอง

หลวงปู่ชา สุภัทโท










ท่านพ่อลี​ ธัมมธโร

"อาหาร" ที่อยู่ในชามของเรานี้ มันก็ดีขณะที่อยู่ในปากเท่านั้น ประเดี๋ยวอีกไม่นานมันก็กลายเป็นของเสียบูดเน่า
ดังนั้น ก็ไม่น่าจะไปยินดีอะไรกับมันนักหนา ทำใจให้ดี​ ถึงกายไม่ดีปวดเมื่อยก็ช่าง ข้างนอกไม่ดีก็ให้ข้างในมันดีเอาไว้ "มะพร้าว" เปลือกนอกมันกินไม่ได้ แต่เนื้อในมันดีและน้ำมันก็ดี

ท่านพ่อลี ธัมมธโร
วัดบรมนิวาส​ กรุงเทพฯ​ กรกฎาคม​ ๒๔๙๗










" คนไม่ดี เป็นคน
ให้ความทุกข์ความร้อน
คนไม่ดี จึงเป็นที่พึ่ง
ของใครไม่ได้
คนดีเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งได้

ทุกคนจำเป็นต้องมีที่พึ่ง
ในเรื่องนั้นบ้างเรื่องนี้บ้าง
การมีคนดีเป็นมิตร
จึงจำเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ที่จะยอมเป็นที่พึ่ง
ของผู้ใดผู้หนึ่ง คือจะให้
ผู้ใดพึ่งจะต้องเห็นสมควร
นั่นก็คือจะต้องเห็นว่า
ผู้ที่ตนจะให้พึ่ง
ให้ความช่วยเหลือนั้น
มีความเหมาะสมที่จะได้
รับความช่วยเหลือ
ในเรื่องใดหรือไม่
ถ้าไม่เห็นความสมควร
ก็คงไม่ช่วย

นี้คือที่พุทธศาสนสุภาษิต
กล่าวว่า “ตนแลเป็นที่พึ่ง
แห่งตน” ผู้มีปัญญา
เห็นความหมายของ
พุทธภาษิตนี้ จึงตั้งใจ
ทำตนให้เป็นที่พึ่งของตน

คือ ทำตนให้เป็นคนดี
นั่นแหละเป็นประการสำคัญ "

พระโอวาทธรรม
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๙








"..เหตุมันดี ผลมันก็ดี
เหตุมันไม่ดี ผลมันก็ไม่ดี

อย่ามัวแต่พึ่งคนอื่น
อย่ามัวแต่พึ่งผู้วิเศษ
วิ่งหาผู้วิเศษ

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน
ให้วิ่งหาผู้วิเศษ
พระพุทธเจ้า
สอนให้พึ่งตนเอง
"อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ"
"ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน"

มัวแต่เที่ยววิ่งหาคนอื่น
ให้คนอื่นช่วย
ให้ผู้วิเศษช่วย
ก็ห่างไกลจากคำสอน
ของพระพุทธเจ้า

มือเรามี แขนขาเรามี
เราพึ่งตนเองได้
ทำไมต้องไปหาคนอื่น
ไปพึ่งคนอื่น

พึ่งตนเองนั้นหล่ะ
ประเสริฐที่สุด เข้าใจไหม "

โอวาทธรรม
หลวงปู่หา สุภโร











#คู่บารมี

“...ลูกเขาก็เอาจริงเอาจังเหมือนกันนะสองผัวเมีย ตอนแรกก็กามราคะก็มีมากอยู่ พอปฏิบัติไปปฏิบัติไปหลวงตาคงให้คะแนนบางสิ่งบางอย่าง ตานี้ผมจะเอาพระสกิทาคาเดี๋ยวนี้ผมข้ามตัวนั้นมา เพราะธรรมชั้นนี้ก็ต้องอยู่ในตัวนั้นแหละว่างี้ จิตไปตามขั้น เป็นสกิทาคา เป็นอนาคา พ่อก็เลยเปรี้ยงเข้าให้เมื่อเช้านี้อย่าไปเอา เอาเอกพีซีของโสดาบัน เมื่อพวกเธอสร้างบารมีมาแบบนี้พึงอย่าทิ้งกัน ให้ดูแลกันผัวเมียอยู่ร่วมกัน เข้าใจซึ่งกันและกัน เข้าใจธรรมะด้วยเข้าใจซึ่งกันและกันด้วย เข้าใจเรื่องธรรมะหมายถึงเข้าใจเรื่องกรรมด้วย ที่เราสู้ทุกข์สู้ยากก่อภพก่อชาติมา อาศัยถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน นี้ขอให้ลูกเข้าใจด้วยการที่จะเป็นผัวเป็นเมียกันก็ไม่ใช่ว่าเพียงขณะหนึ่ง ต้องสร้างบารมีคู่กันมาหลายภพหลายชาติ การที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรกันก็ไม่ใช่ว่าขณะหนึ่งขณะเดียว ต้องสร้างมาหลายภพหลายชาติในการทะเลาะเบาะแว้งมันจึงจองล้างจองผลาญจองกรรมจองเวรกันมา

เนี่ยอย่างงั้นคู่บุญบารมีที่สร้างกันมาก็เหมือนพระพุทธเจ้าและพระนางพิมพาตัวนี้เราก็จะเห็นได้ชัดเลย แม้แต่พระหลายๆรูปถ้าลองศึกษาหาความรู้ดูก็จะเข้าใจเลยว่าการสร้างบารมีมานี้เป็นการสร้างบุญบารมีมาคู่กันกับผู้หญิง อาศัยผู้หญิง บางชาติก็ดี บางชาติก็ไม่ดี ก็แล้วแต่ บางชาติก็ทำชนิดที่บอกว่าสละชีวิตเพื่อผัว บางทีก็สละชีวิตเพื่อเมียก็แล้วแต่จะกลับกัน บางชาติก็ทะเลาะกัน อันนี้พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติไว้เป็นกลางเลยว่า สัตว์โลกในสามแดนโลกธาตุนี่ไม่มีใครเลยที่เคยเป็นญาติกันและไม่มีใครเลยที่ไม่เคยเป็นเจ้ากรรมนายเวรกัน บ่งบอกอย่างชัดแจ้งเลยไง อันนี้เป็นเรื่องที่พวกเราต้องนึกตรึกตรองและเข้าใจกันอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย พอเราระลึกไปๆๆๆเราจึงถอยสู่ความเป็นจริงไม่ต้องใช้คำว่าสู่อดีตชาติเลยใช้คำว่าสู่ความเป็นจริง ความเป็นจริงก็คือที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้แบบนี้ ก็แสดงว่าพวกเราเป็นญาติกันโดยปริยาย พวกเราเป็นเลือดสีเดียวกัน หากต่างกรุ๊ปนั่นแหละเรื่องของเรื่องมัน เลือดก็จะเป็นสีเดียวกันหมด

ในการเวียนว่ายตายเกิดผู้ที่เป็นสามีภรรยากันหลายภพหลายชาติ พอเจอหน้ากันก็ปั๊บจะมีความผูกมัดรัดตรึงใจทันทีเลย พรากกันไม่ได้ ต้องได้สมสู่อยู่ร่วมกัน ถ้าเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันมาก็คือมันเคยเป็นผัวเป็นเมียกันมา หรือเป็นพี่เป็นน้องกันมาเกิดทะเลาะเบาะแว้งกันปั๊บในชาตินี้ปั๊บจองกันไว้ พอภพชาติต่อไปปึ๊บเกิดแล้วไปเจอกันอีกเห็นหน้าแล้วไม่พอใจกันเลย นี่หาเรื่องกันเลยมันก็จะเป็นไปอย่างนี้ แต่บางชาติเข้าใจกันจากที่โกรธที่แค้นเข้าใจกันสมัครสมานกลมเกลียวกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวก็ปั๊บไปเลยตัวนี้ รักกันสมัครสมานแล้วก็เป็นคู่รักกันต่อไปอีก เป็นเพื่อนกัน เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นผัว เป็นเมีย เป็นพ่อ เป็นแม่กันหมุนกันไป นี่คือหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า...”

#โอวาทธรรม: #องค์หลวงปู่น้อย #ญาณวโร #วัดป่าห้วยริน ต.หัวนาคำ อ.กระนวน จ.ขอนแก่น
๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓












พวกนี้เขาจะร้องหิวโหยอยู่ในเมืองนรก หรือเป็นพวกสัมภเวสีที่เขาพ้นกรรมมาแล้ว ก็แสวงหาที่เกิดไม่ได้ทุกข์ยากลำบาก เดินอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน จนฝ่าเท้านี่บางหมด พวกสัมภเวสีนี้น่ะ เหมือนกับสุนัขไม่มีเจ้าลักษณะอย่างนั้นพวกสัมภเวสีนี้น่ะ จะขึ้นบ้านไหนก็โดนเขาเอาไม้ค้อนไล่ตี ทีนี้ก็ไม่มีใครที่จะเอาข้าวให้กิน นี้คือกรรมของดวงจิตวิญญานที่ไม่เคยได้สะสมบุญบารมีมาในชาติปางก่อน ถึงจะไปกระดิ๊กหางใส่คน เขาไม่มีเมตตาเขาก็เอาไม้ค้อนตีเอา นี้ละน้ำจิตน้ำใจของคนเรานี่มันแตกต่างกันมาก

ทีนี้การทำบุญที่ว่านี่ทำไมถึงมีหลายระดับ ?
จิตวิญญานที่ตายไปเป็นผีหมื่นๆปีนี่ เขารู้จักแต่ผีน่ะ พวกจิตที่มันตกต่ำนี้ก็เลยเป็นผี อายุก็ยื่นเป็นหมื่นๆปี อย่างที่พวกเราทำบุญตักบาตรเมื่อเช้านี้

#เขากินไม่ได้กินไม่ได้เลย
#มันไม่ใช่อาหารของเขา !!

อาหารของเขาคือของที่สกปรกน่ะ ถึงจะมีข้าวก็ต้องเอาสีดำๆ มาขยำให้เป็นข้าวดำ แล้วก็เอาสีแดงๆมาขยำให้เป็นสีแดง ที่เรียกว่าข้าวดำข้าวแดง เอาไปถวายพระ พระก็อุทิศส่วนกุศลให้ แล้วก็เอาไปแจกตามป่า เขาก็จะมาเก็บเอา เขากินได้อย่างนั้นแต่ถ้าจะอุทิศข้าวดีๆให้นี่กินไม่ได้

เพราะฉะนั้นการทำบุญนี่ เราทำบุญนี่พวกสัมภเวสีก็จะได้มากินในวันนั้น บางคนนี่ไม่เคยได้ทำบุญให้ทานไว้ ถึงเขาขะปล่อยมา...มาเก็บข้าวกระยาสารทที่เขาไปแจกนี่น่ะ เก็บใส่ตะกร้าไปนี่ พอเก็บไปแล้วนี่เต็มตะกร้าแล้วจะไปนั่งกินที่ร่มไม้ พอมาดูในตะกร้าตัวเองนี่ ก็ยังไม่ได้กินน่ะ ได้กินเพียงเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง

ทำไมถึงได้กินอย่างนั้นน้อยถึงขนาดนั้น?

#เพราะตัวเองไม่เคยได้ทำบุญเอาไว้ ตั้งแต่เป็นมนุษย์อยู่ พวกที่เขาเคยทำบุญตักบาตรเหมือนอย่างพวกเราอย่างนี้ แต่เราก็ทำบาปน่ะ ทั้งทำบุญทั้งทำบาปอย่างนี้ เราก็จะไปตกนรกซะก่อน พอพ้นจากนรกขึ้นมาเราก็จะได้รับผลทาน ได้กินอิ่มหนำสำราญ

เมื่อได้กินอิ่มหนำสำราญ เกิดสำนึกจิตของตนเอง

"โอ้...ที่ได้กินอย่างนี้เพราะอานิสงส์จากพระสงฆ์องค์เจ้าได้ทำบุญอุทิศให้ นี้เพราะญาติพี่น้องไปทำบุญอุทิศให้ ท่านให้พรมานี้แผ่ไปถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย สัตว์โลกทั้งหลาย สัมภเวสีทั้งหลายอย่างนี้ บุญกุศลนี้จึงมาถึงเรา"

เมื่อคนเรานี้ได้รับอนุเคราะห์สงเคราะห์จากใคร เขาก็อยากจะตอบแทนบุญคุณน้ำใจของคนดี ก็เคารพคนนั้น เมื่อเกิดความเคารพก็จะน้อมไปหาคนนั้น เรียกว่าใช้อะไรก็ได้

ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงปู่ไม อินทสิริ
วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
(ย่อมาจากพระธรรมเทศนา ตอนบุญเดือน9 / บุญข่าวประดับดิน)
ถอดเทป/เรียบเรียง : นรินทร์ ศรีสุทธิ์









เห็นแล้ว. ก็ปล่อยไป.
อย่าไปยึด. อย่าไปถือ.
ให้รักษาใจตัวเองให้ดี. ให้ตั้งใจภาวนาให้ดี.

หลวงพ่อสมเกียรติ ชิตมาโร








#เราได้อาศัยร่างกาย_ที่มีแต่ของเน่าๆเปื่อยๆ_มาทำประโยชน์ไปวันๆ_เท่านั้นเอง

ยังน่าปลื้มใจ.. ที่อาศัยไหว้พระสวดมนต์ รักษาศีล ทำบุญ ให้ทาน ทำสมาธิ ภาวนา ทำคุณความดี เพื่อประโยชน์ตนบ้าง เพื่อประโยชน์ผู้อื่นบ้าง

ยังน่าปลื้มนะ ให้ทำความดีเยอะๆ ทำบุญให้ทาน นั่งสมาธิ และรักษาศีล ให้บริสุทธิ์ให้มากๆ

#อย่าได้ประมาทเลย

พยายามทำให้ต่อเนื่อง มันจะแก่กล้าขึ้น การทำอย่างที่ว่ามานี้ เขาเรียกว่าอบรม บ่นอินทรีย์ให้แก่กล้า สร้างบุญบารมีให้ใหญ่โต

#หลวงปู่ท่อน #ญาณธโร











#ตามธรรมดาของพระ_ผู้มีธรรมประจำใจอยู่แล้ว_ท่านไม่เห็นอะไร_ยิ่งกว่าธรรม

บางพวกก็ตั้งหน้าตั้งตาไปหาศีลธรรมจริงๆ แต่บางพวกก็พากันไปเที่ยวตากอากาศเปลี่ยนอารมณ์ในวัด แล้วก็เที่ยวจุ้นจ้าน พูดคุยกันไม่ออมปาก ปล่อยตามอารมณ์ ส่งเสียงอึกทึกครึกโครมทั่วบริเวณวัด จนลืมคิดว่าที่นั่นเป็นวัด และมีครูอาจารย์ พระเณร บำเพ็ญธรรมอยู่ที่นั่น ท่านอาจรำคาญได้ คิดแต่ความสนุกสนานรื่นเริงไปตามลัทธินิสัยของตน

#บางพวกก็ไปด้วยเสียงเล่าลือ

ว่าท่านเก่งทางนั้นทางนี้ แล้วก็ตื่นข่าว พากันไปเพื่อได้ของดีจากท่าน มาอวดกัน เมื่อไปก็รบกวนขอนั้นขอนี้ท่าน เมื่อท่านบอกว่าไม่มี ก็ดื้อรั้นเถียงท่านว่า ท่านมี แล้วเซ้าซี้ของจนน่ารำคาญ

เมื่อไม่ได้ดังใจ บางรายก็พาลทะเลาะกับพระแล้วก็กลับไป ก่อนไปก็พูดทิ้งท้ายในลักษณะบาดหมาง สาปแช่งต่างๆ ว่า ต่อไปจะไม่มาเหยียบวัดนี้อีกจนวันตาย พระอะไรอย่างนี้ ขออะไรๆ ก็ว่าไม่มีๆ จะหวงไว้กินสมบัติอะไรก็ไม่รู้

#ส่วนมากคนไปวัด_มักจะไปดูและจับผิดพระ

ไปคอยให้คะแนนพระ และคอยตัดคะแนนพระ ด้วยวิธีการติพระ ชมพระว่าวัดนั้นเป็นอย่างนั้น องค์นั้นเป็นอย่างนั้น แต่ไม่สนใจคอยสอดส่องดูตัวเอง ว่าดีหรือชั่วประการใดบ้าง ไม่คอยติตัวเอง นอกจากหาเรื่องป่าๆ เถื่อนๆ มาชมตัวเอง ให้เขาว่าดีและนับถือกันไปลมๆ แล้งๆ

#ตามธรรมดาของพระ_ผู้มีธรรมประจำใจอยู่แล้ว_ท่านไม่เห็นอะไร_ยิ่งกว่าธรรม

ตลอดอิริยาบถท่าน คิดฝักใฝ่ใคร่ธรรมอยู่โดยสม่ำเสมอ ไม่สนใจและเผลอไผลคิดไปโน้นไปนี้ ว่าคนนั้นจะมาหา คนนี้จะมาเยี่ยม

จะมาหรือไม่ก็เป็นเรื่องเป็นอัธยาศัยของแต่ละท่าน ไม่กังวลกับอะไร มากกว่าการแสวงหาธรรมด้วยการปฏิบัติ มีเดินจงกรมบ้าง นั่งสมาธิ ภาวนาบ้าง ยืนรำพึงในธรรมทั้งหลายบ้าง ให้สติอยู่กับตัว ไม่ปล่อยใจให้เลื่อนลอยไปตามอารมณ์

#ท่านมีความสำรวมระวังอยู่ทุกอิริยาบถ_นอกจากหลับเท่านั้น

นอกนั้นเป็นท่าแห่งความเพียร เพื่อละกิเลสแลกองทุกข์ทั้งมวลโดยตลอด ท่านจึงไม่ต้องการสิ่งรบกวน

#หลวงปู่ขาว #อนาลโย
#วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู










"เมื่ออะไรเกิดขึ้นในชีวิต
อย่าคิดว่าเป็นเรื่องคนอื่นทำให้
อย่าคิดว่าเป็นโชคชะตาราศี
อย่าคิดว่าดวงดี ดวงไม่ดี
อย่าคิดว่าอะไรๆ มาทำให้เป็น
แต่จงคิดให้ถูกต้องว่า
ฉันเองแหละ เป็นผู้ทำสิ่งนั้น"

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร