วันเวลาปัจจุบัน 22 ม.ค. 2021, 19:30  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 15 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2011, 11:37 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 มิ.ย. 2011, 11:16
โพสต์: 7


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอความเห็นจากทุกท่านค่ะ ประมาณว่ามีคนที่รู้จักกันมาเล่าให้ฟังว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งได้มีใจและคบหากับพระภิกษุ รูปหนึ่งมานานกว่า 5 ปี โดยยอมที่จะตกนรกในใจมาตลอดเพราะพระองค์นั้น(เป็นถึงระดับเจ้าอาวาส ) โดยพระบอกให้รอคอยมาตลอด 5 ปี โดยให้สัญญาว่าจะลาสึกออกมาสร้างครอบครัวให้ โดยสัญญาว่าก่อนเข้าพรรษา จะลาสึกให้ แต่ ในขณะนี้พระไม่ยอมลาสึกอ้างว่าจะอยู่ในศาสนาต่อไป อยากจะบรรลุธรรมให้ได้ และหนีหน้าฝ่ายหญิง ไม่ยอมติดต่อ ไม่ยอมรับความผิดของตัวเอง แต่ ความจริงฝ่ายหญิงได้เล่าว่า 5 ปี ที่คบหากันพระได้แตะเนื้อต้องตัวผู้หญิง กอดรัด หอม แก้ม แต่พอถึงเวลาที่ต้องรับผิดชอบ อ้างว่าอยากอยู่ในศาสนาต่อไป เพราะความผิดที่ตนทำสามารถขอปริวาสกรรมได้ แต่กระทำความผิดมาตลอด 5 ปี ทั้งๆๆที่ผู้หญิง ยอมตกนรกในใจมาตลอด และรอคอยพระมาตลอด ไม่ทราบว่าพระองค์นี้สมควรอยู่ในผ้าเหลืองต่อไปอีกหรือไม่ แต่ตามความเห็นส่วนตวแล้วท่านไม่สมควรอยู่ในผ้าเหลือง เพราะพระตั้งใจกระทำมาตลอดถึงแม่ว่าจะมีวิธีล้างความผิดก็ไม่สมควร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2011, 12:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 มิ.ย. 2011, 11:16
โพสต์: 7


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอผู้รู้ช่วยแนะนำด้วยค่ะ เพื่อเป็นทาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2011, 14:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


อนิจจา เขียน:
ขอความเห็นจากทุกท่านค่ะ ประมาณว่ามีคนที่รู้จักกันมาเล่าให้ฟังว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งได้มีใจและคบหากับพระภิกษุ รูปหนึ่งมานานกว่า 5 ปี โดยยอมที่จะตกนรกในใจมาตลอดเพราะพระองค์นั้น(เป็นถึงระดับเจ้าอาวาส ) โดยพระบอกให้รอคอยมาตลอด 5 ปี โดยให้สัญญาว่าจะลาสึกออกมาสร้างครอบครัวให้ โดยสัญญาว่าก่อนเข้าพรรษา จะลาสึกให้ แต่ ในขณะนี้พระไม่ยอมลาสึกอ้างว่าจะอยู่ในศาสนาต่อไป อยากจะบรรลุธรรมให้ได้ และหนีหน้าฝ่ายหญิง ไม่ยอมติดต่อ ไม่ยอมรับความผิดของตัวเอง แต่ ความจริงฝ่ายหญิงได้เล่าว่า 5 ปี ที่คบหากันพระได้แตะเนื้อต้องตัวผู้หญิง กอดรัด หอม แก้ม แต่พอถึงเวลาที่ต้องรับผิดชอบ อ้างว่าอยากอยู่ในศาสนาต่อไป เพราะความผิดที่ตนทำสามารถขอปริวาสกรรมได้ แต่กระทำความผิดมาตลอด 5 ปี ทั้งๆๆที่ผู้หญิง ยอมตกนรกในใจมาตลอด และรอคอยพระมาตลอด ไม่ทราบว่าพระองค์นี้สมควรอยู่ในผ้าเหลืองต่อไปอีกหรือไม่ แต่ตามความเห็นส่วนตวแล้วท่านไม่สมควรอยู่ในผ้าเหลือง เพราะพระตั้งใจกระทำมาตลอดถึงแม่ว่าจะมีวิธีล้างความผิดก็ไม่สมควร



พระกับโยมคู่นี้เหมือนไฟกับฟืน
ไม่มีฟืนไฟก็ไม่ติด ไม่มีไฟฟืนก็ไม่ติด ผิดทั้งคู่
ฝ่ายหญิงก็ไปพยามเอาในสิ่งมิควรได้
ฝ่ายชายก็พยามเอาในสิ่งมิควรได้

สองคนนี้เหมือนโจรคู่หนึ่ง
ตอนแรกมีความสมยอมเพราะมีประโยชน์ต่างตอบแทนกัน จึงเก็บงำกันไว้
แต่พอไม่สมประโยชน์ ก็จะมาเปิดโปงอีกฝ่าย
หาว่าอีกฝ่ายเป็นคนไม่ดี แล้วบอกว่าตนเองอดทนมาตั้ง 5 ปี ฉันเป็นคนดี
และความดีดังกล่าวของฉัน ต้องได้การตอบแทนบ้างสิ

ฝ่ายหญิงหยุดเรื่องนี้ คือตัดใจ ตัดขาด หยุดเรียกร้องในสิ่งไม่ควรได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2011, 14:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ม.ค. 2011, 09:16
โพสต์: 158

แนวปฏิบัติ: พุธโท
งานอดิเรก: นั่งสมาธิ
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปรัชญา
ชื่อเล่น: T^^T
อายุ: 23
ที่อยู่: ลำปาง

 ข้อมูลส่วนตัว


พระชั่ว....สีกาเลว.. Onion_R Onion_R

.....................................................
ดูก่อu!!!ภิกษุทั้งหลาย!!!คนพาลเขากลัวยากจนจึงไม่รู้จักขวนขวายในการให้ทาน!!!ส่วนบัณฑิตชนเขากลัวยากจนจึงรู้ขวนขวายในการให้ทาน!!!


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2011, 16:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 6068


 ข้อมูลส่วนตัว


ตามความคิดและที่พอจะรู้ๆมาบ้างนะครับ แต่ตามพระวินัยของพระนั้นยังไม่ค่อยเข้าใจได้ลึกซึ้ง การที่พระภิกษุที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นจริง ถือว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส ต้องอยู่ปริวาสกรรมตามวันที่ได้ปกปิดไว้ ถือได้ว่าอาบัติสังฆาทิเสสได้ตกไปแล้ว ท่านก็เป็นผู้บริสุทธิ์แล้วครับ แต่ถ้าหากว่ามีการนัดหมายกันว่าเมื่อสึกจากพระแล้วจะไปอยู่ครองเรือนฉันสามีภรรยา และได้ไปอยู่เป็นคู่ครองกันจริงถือได้ว่าพระที่สึกออกไปต้องอาบัติปราชิกครับ

เพราะเหตุว่ามีการนัดหมายกันตั้งแต่เป็นพระภิกษุ เหตุที่ท่านไม่สึกจากพระ ก็อาจด้วยเพราะเหตุนี้ก็ได้นะครับ แต่ถ้าสึกออกไปแต่งงานกับคนอื่นที่มิได้มีการนัดหมายก็ไม่ต้องอาบัติปราชิก ถ้าคนที่มีการนัดหมายกันจะอยู่อย่างสามีภรรยาต้องอาบัติปราชิกทันที ไม่ว่าเมื่อใดเวลาใด เรียกว่าจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าท่านสึกแล้วต้องอาบัติปราชิกท่านจึงไม่สึก อย่าเพิ่งประนามท่านนะครับท่านเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว (หากว่าท่านอยู่ปริวาสกรรมตามกฎของพระวินัยที่ถูกต้อง)

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2011, 19:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มิ.ย. 2010, 22:55
โพสต์: 213

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ลุงหมาน เขียน:
ถ้าหากว่ามีการนัดหมายกันว่าเมื่อสึกจากพระแล้วจะไปอยู่ครองเรือนฉันสามีภรรยา และได้ไปอยู่เป็นคู่ครองกันจริงถือได้ว่าพระที่สึกออกไปต้องอาบัติปราชิกครับ

สึกไปก็ไม่ปราชิกนะท่าน(ถ้ายังไม่ได้เสพเมถุนตอนเพศเป็นนักบวช) สึกไปหนะดีแล้ว ถ้าทนไม่ได้ปราชิกมาแล้วมันหนัก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2011, 19:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 มิ.ย. 2011, 11:16
โพสต์: 7


 ข้อมูลส่วนตัว


มันก็แย่ทั้งคู่นะคะ คนหนึ่งยอมตกนรกในใจเพราะรัก อีกคนพอหมดรักก็จะขอปริวาสกรรมเพื่อให้พ้นอาบัติ
จริงๆ แล้ว ท่านควรที่จะลาสิกขาบท เพราะเป็นการกระทำที่จงใจหรือว่าถ้าขอปริวสกรรมแล้วไม่ผิด พ้นโทษได้หรือค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2011, 06:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 6068


 ข้อมูลส่วนตัว


ต้องขออภัยด้วยครับที่คำพูดที่มีความโต้แย้ง ที่เขียนนั้นเป็นการว่าเคยรู้จากผู้อื่นมาแต่ก็ขาดหลักฐานที่จะอ้างอิง และก็ได้บวชมาน้อยจึงไม่ได้ศึกษาพระวินัย จะอ่านพระวินัยก็ไม่ค่อยได้เปิดอ่าน เอาเป็นว่าอย่าเชื่อถือคำพูดที่ผมพูดก็แล้วกัน เพียงเพื่อมาสนทนาด้วยเท่านั้นครับ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2011, 10:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ส.ค. 2010, 18:54
โพสต์: 615

สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฏก อรรถกถา
ชื่อเล่น: พุทธฏีกา
อายุ: 0
ที่อยู่: ดอยสัพพัญญู

 ข้อมูลส่วนตัว www


พระมีความผิดหรือไม่ มีจ๊ะ มีความผิด ถ้าเพื่อนของคุณโยมพลาดพลั้งเสียทีเกินกว่าที่เล่ามา ท่านก็ขาดจากความเป็นพระ และหากเป็นมูลความจริง ก็ต้องมีหลักฐานไปร้องเรียนกับทางตำรวจให้ทางบ้านเมืองจัดการ อย่างถึงที่สุด หากไม่มีมูลเหตุ พอจะทำให้ท่านสึก ทางวินัย ยังให้ท่านกลับเืนื้อกลับตัว สำนึกต่อเวรภัย ที่ไปถึงปากเหวแล้ว ปิดสวรรค์และนิพพานตนเองแล้ว ฯลฯ ถึงมีมูลสึกจริง ตอนนี้ก็หนี สึกมาจะไม่หนีอีกหรือ อนิจจา ๆ

โยมอนิจจา รู้ไหม ว่าชื่อนี้แปลว่าอะไร แปลว่า ไม่เที่ยง รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง เวทนาความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉยๆ สัญญาความจำได้หมายรู้ในอดีตในปัจจุบัน สังขารความคิดปรุงแต่งในปัจจุบัน อนาคต วิญญาณธาตุรู้ ความรู้แจ้งทางอารมณ์ สิ่งเหล่านี้ พระพุทธองค์ตรัสว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นเหมือนโรคร้าย เป็นเหมือนภัย เป็นเหมือนของเน่าเหม็น หากเพื่อนคุณโยมก็ดี ตัวคุณโยมก็ดี สำคัญกับสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง สำคัญกับสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข (เช่นจะได้อยู่กับคนรักสมใจ) สำคัญในสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ ว่าบังคับบัญชาได้ ก็ถ้าหากว่าเที่ยง เป็นสุขจริง บังคับได้จริง ทำไมถึงไม่ไปบังคับเพื่อนบังคับตัวเราเองไม่ให้เดือดร้อน กับกรรมและผลของกรรมเป็นทุกข์ เป็นร้อน ที่มีประมาณน้อยนี้ ในอัตภาพนี้ละครับ ก็เพราะเราเองยังบังคับเปลี่ยนแปลงกรรมและวิบากกรรม ความรู้สึกนึกคิดของเรา เพื่อนของเราไม่ได้ แล้วเราจะไปบังคับความรู้สึกนึกคิดคนอื่นสิ่งอื่นได้อย่างไร ใครไปทำอย่างนั้นแล้ว จะรู้จักทาน จะขอความรู้เป็นทานไปเพื่อประโยชน์อะไร ถ้าไม่ใช่ เพื่อก่อเวรก่อกรรมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด....

การต้องการความรู้เพื่อเป็น ทาน การให้ทานในบวรพุทธศาสนามี ๓ อย่าง

๑)อามิสทาน ได้แก่วัตถุสิ่งของ ข้าวปลาอาหารสำหรับผู้ที่ขาดแคลน โดยจำแนกแจกจ่ายให้เป็น
๒)ธรรมทาน ได้แก่ความรู้ที่ทำให้ รู้จักทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีปฏิบัีติเพื่อดับทุกข์
๓)อภัยทาน ได้แก่ปลดปลอยสัตว์ร้ายในจิตใจ ความพยาบาทผูกโกรธ เหมือนคนกำถ่านหินหรือจุดไฟราดรดตัวเอง เหมือนเอาเข็มเป็นร้อยเป็นพันเล่มทิ่มแทงตัวเองนับร้อยนับพันครั้ง หาความสุขไม่ได้

ธรรมดาปลาตัวเดียวตายก็เหม็นก็เน่าไปทั้งฝูงทั้งคอก พุทธฏีกาหวังประโยชน์เกื้อกูล หวังความไม่รู้ที่ปกปิดที่ผูกพันคุณโยมมาทุกภพทุกชาติ เพื่อเอาไปเตือนสติ กล่อมเกลาสัตว์ร้ายในใจเพื่อน และตนเอง ให้รู้จักอภัยทาน เพราะคนเราเมื่อไม่พยาบาท ผูกโกรธ จิตคลายจากความร้อนก็เย็น สติย่อมตั้งมั่น เมื่อตั้งมั่นย่อมรู้เห็นตามจริง

การที่คนเราอาฆาตพยาบาทผู้อื่น หากมองมุมกลับว่า พอยังจะเหลือความเชื่อ เมื่อพระบอกในเรื่องกฏแห่งกรรม วิบากกรรม พระพุทธองค์ตรัสว่า กัมมุนาวัตติโลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำดีก็ตามชั่วก็ตามจักได้รับผลของกรรมนั้นๆ อย่างนั้น เป็นเหตุเป็นผล กรรมนั้นยุติธรรมเสมอไม่เลือกหน้า

หากตั้งสติระลึกถึงคำดังกล่าวเสียบ้าง บางทีอาจเพราะเคยรวมสร้างทั้งสุขและทุกข์ เคยเบียดเบียนล่วงเกินกันมาในอดีตก็เป็นได้ผิดสัจจะวาจา โกหกหลอกลวง เขาเอาไว้ หมายมั่นกันดิบดีแต่พอถึงเวลา ก็บ่ายเบียงหลบหน้า ไม่ติดต่อไม่พูดจา อกุศลกรรมที่ก่อไว้อาจตามมาให้ผล ใครเลยจะรู้!!!

เมื่อมองมุมกลับ คิดว่าเพราะเหตุแห่งมุสาวาท ย่อมนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองและผู้อื่นอย่างนี้ ควรถึงความสลดสังเวช เห็นทุกข์เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร พระพุทธองค์ทรงตำหนิ กรรมชั่วหยาบ โกหกหลอกลวงเพราะโลภอยาก เพราะราคะตัณหาเป็นเหตุ เมื่อรู้เห็นเหตุผล กรรมและวิบากกรรมอย่างนี้ เชื่อในโลกนี้มีที่มา โลกหน้ามีที่ไป บุญมีบาปมี ผลของบุญของบาปมี อย่างนี้ ย่อมรู้จักย้อนมาพิจารณาตัวเอง ให้เข็ดหลาบไม่ตามล้างตามเช็ดกันทุกภพ ทุกชาติ เมาในภาวะหญิงบ้าง ในชายบ้างแล้วๆ เล่าๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ชื่นชมกับ กองอุจจาระปัสสาวะ กองน้ำเลือดน้ำหนองที่มีผิวหนังหุ้มอยู่โดยรอบ พลัดกันชิมพลัดกันชมอย่างไม่รู้เนื้อรู้ัตัว สำคัญว่ามันเที่ยงมันคือสุข มันคือความงาม มันคืออัตตาตัวตนของเรา

และถึงแม้จะมัดใจได้ด้วยวิธีใดก็ตาม ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก ไปอยู่ีที่ไหนเสีย สิ่งเหล่านี้เที่ยงแท้แน่นอน ทุกชีวิตเดินไปถึงจุดนี้ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น โดยส่วนมากพระองค์ตรัสให้เบื่อหน่าย ไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลิน เมาหมก สุมควัน สุมอกให้ทุกข์ร้อน ให้ปล่อยวาง ไม่ใช่ให้ยึดถือ เพราะสำัคัญผิดเห็นผิด ประมาทว่าชีวิตนี้ ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่พลัดพราก ขนาดคนดี คนสมควรรัก พ่อแม่เพื่อนสนิทที่ดีของเรายังต้องพลัดพรากจากกันไป แม้สังขารร่างกายก็ยังต้องพลัดพรากจาก ไม่ถึงร้อยปี จะเอาชีวิตทั้งชีวิต อยู่เพื่อพยาบาท อยู่เพื่ออาฆาต อยู่เพื่อเ็ป็นทุกข์ อยุ่เพื่อจองเวรไปไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อประโยชน์อะไร

ที่ถูกต้อง ควรเห็นภัยเกิดขึ้นแล้ว เวทนา ตัณหา อุปาทาน นี้เป็นทุกข์ เป็นสาเหตุแห่งทุกข์ ความดับเวทนา ดับตัณหา ดับอุปาทาน นี่เป็นนิโรธ นี่เป็นมรรคเป็นการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์

ตั้งปณิธานกับเพื่อนกับตัวเราเอง จะหนีให้พ้นภัยจากราคะตัณหาที่ ผูกพันร้อยรัดจิตใจให้ตกต่ำ ทำบาปมาทุกภพทุกชาติ ขอให้สิ้นขอให้ขาด ขอให้เขาอโหสิกรรมต่อกรรมที่เราเคยล่วงเกิน ขอให้เรายกโทษต่อกรรมที่เขาได้กระทำต่อเรา พระพุทธองค์ตรัสว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ไม่มีเวรใดระงับด้วยการจองเวรได้ แล้วถือพระรัตนตรัย มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง แม้หวาดระแวงต่อภิกษุสงฆ์ ก็ให้น้อมนำพระพุทธ พระธรรมเป็นที่พึ่ง ศึกษาและปฏิบัติ ในหนทางที่ทำให้ ตนเองพ้นจากทุกข์ ไม่เป็นเหยื่อย และล่อเหยื่อย กัดกินกันไปกันมา เหมือนงูกินหาง มีสติ ระวังอกุศลที่ยังไม่เกิดพวก วิตกตรึกด้วย กามความใคร่อยาก ความพยาบาท เบียดเบียนต่อตนเองและผู้อื่น ให้อโหสิต่อกัน

มีสติระวัง มีสติละเมื่ออกุศลนั้นๆ เกิดขึ้นแล้ว ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้กำหนดเห็นกองอุจจาระปัสสาวะ นี้เคลื่อนที่ไปมา ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด นิ่ง ล้วนเป็นเหมือนของโสโครกสกปรก ต้องทำความสะอาด ต้องคอยชำระล้าง ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทำให้เกิดทุกข์เกิดโทษมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะ ความหลงไปยึดถือว่า กองอุจจาระปัสสาวะ นี้เป็นเราของเราแท้ๆ

เลยสำคัญเห็นคนอื่นบุคคลอื่น เป็นของสวยของงาม น่าหลงใหลปรารถนาเพราะความสำคัญผิด ไม่ได้พิจารณาน้ำเลือดน้ำหนอง ความสกปรกในตัวเรามีอยู่อย่างไร ก็มีอยู่ในตัวตนบุคคลอื่นอย่างนั้นเหมือนกัน เมื่อมีสติหมั่นพิจารณาอยู่เนืองๆ จนจิตคลายจากกามราคะ โทสะพอสมควรแล้ว ให้แผ่เมตตาให้ตนเองมีความสุข ปราศจากทุกข์ ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่เบียดเบียน ไม่พยาบาทจองเวร ตั้งใจประคับประครอง ความสุขความสงบนี้ ที่มีปิติและสุขหล่อเลี้ยง ทำกุสลให้เกิดขึ้น และรักษาดูแล เหมือนเป็นสมบัติล้ำค่า เป็นของหายากในโลก เงินทองไม่สามารถซื้อได้ จะได้มาสำหรับผู้ขอขมาต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่เคยล่วงเกินเคยประมาททำไปด้วยความไม่รู้ ไม่ว่าเป็นหญิงหรือชาย

พุทธฏีกาขอให้โยม และเพื่อนโยมพ้นจากภัย มีอภัยทานเป็นที่พึ่ง เป็นความสละคืนความยึดถือด้วยอำนาจความเห็นผิด ดับทุกข์ดับโทษเฉพาะตนได้ เพื่อประโยชน์และความสุขต่อไป ขอเจริญพร

.....................................................
39777.กฎกติกา มารยาท และบทลงโทษ ในการใช้บอร์ด

42529.สีลัพพตปรามาส - สีลัพพตุปาทาน (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
44772.e-Book สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 1 (ลานธรรมเสวนา)
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 2 (ลานธรรมเสวนา)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2011, 11:29 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 มิ.ย. 2011, 11:16
โพสต์: 7


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอขอบคุณค่ะคุณ พุทธฏีกา

ตอนนี้เพื่อนคนนั้นก็พยายามทำสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ เพราะว่าพระองค์นั้นได้พยายามหลบหนีสุดชีวิต ไม่มีแม้แต่การสำนึกในบาปกรรมที่ทำไว้ ท่านทำมาตลอด 5 ปี ท่านควรจะมีความละอายแก่ใจถ้าไม่อยากสานสัมพันธ์ต่อไปก็ควรจะคุยกับโยมให้เข้าใจขอให้ยอมอนุโมทนาสาธุหากท่านต้องการที่จะแก้ไขตัวเองจริง ถามว่าตัวผู้หญิงก็คงทุกข์ใจกับไฟนรกในใจก้มหน้าก้มตายอมรับความผิดแต่ตัวท่านกลับหนีไป ฝ่ายหญิงมีการโทรหาหลวงพ่อซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ให้ช่วยไกล่เกลี่ย แต่กลับโดนพระผู้ใหญ่พูดกลับมาว่าโยมจะเป็นจะตายก็เรื่องของโยม ไม่เกี่ยวกัน เฮ้อ อนินจา
ความจริงแล้วตัวข้าพเจ้านับถือศาสนาพุทธมาก แต่พอเจอเหตุการณ์อย่างนี้กลับมองว่านี่เหรอชาวพุทธ อีกคนก็ยอมตกนรกพระความรัก อีกคนอยู่ในศาสนามานานแต่กลับทำผิดด้วยความสมัครใจแต่ไม่มีแม้แต่ความรับปิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง แล้วคนที่กราบไหว้ท่านด้วยความนับถือถ้ารู้ขึ้นมาว่าพระที่ท่านนับถือเป็นอย่างนี้ ข้าพเจ้าเคยได้สนธนากับพระสงฆ์ ท่านหนึ่ง ในเรื่องนี้ท่านเล่าให้ฟังว่าที่วัดท่านก็เคยมีลักษณะอย่างนี้ แต่ของท่านเป็นถึงพระอาจารย์แต่ปัจจุบันท่านลาสิกขาบทแล้วเพราะมีใจให้กับสตรี ท่านก็ยอมที่จะออกจากความเป็นพระทันทีเพราะรู้ว่าไม่อาจจำผิดต่อกฏของสงฆ์ได้ ความจริงถ้าท่านไม่อยากสึกก็ควรจะพูดจากับฝ่ายหญิงให้เรียบร้อย ไม่ใช่หนีความผิดแล้วให้พระผู้ใหญ่ต่อว่าฝ่ายหญิงอย่างนี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2011, 02:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1787


 ข้อมูลส่วนตัว


การประสบสิ่งที่ไม่รักก็เป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์
โดยย่อแล้วอุปาทาน(ความยึดมั่นถือมั่น)ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์

เพราะอวิชชาคือความไม่รู้จริงในอริยสัจ จึงได้ยึดในขันธ์ทั้งห้าว่าเป็นเรา ของเรา ความทุกข์ทั้งมวลจึงเกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งความถือมั่นนั้น

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2011, 03:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ได้ยินกับหู ไม่รู้กับตา
ก็ยากที่จะเชื่อได้สนิทใจ ว่าพระท่านทำอย่างนั้นจริง
ผมว่าดูขัดๆ ไปนะ............มีการกอดจูบลูกคลำตลอดระยะเวลา5ปี
ดูมันช่าง ไม่ค่อยเป็นไปได้ซะจริงๆ
ที่จะไม่เลยเถิดไป จนถึงล่วงประเวณี

เอาเป็นว่า เหตุการณ์แบบนี้ ผมว่าไม่น่าเชื่อก็แล้วกัน

เพราะว่าถ้าเกิดขึ้นจริง ผมว่าพระท่านสึกแล้วครับ

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2011, 21:03 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 มิ.ย. 2011, 11:16
โพสต์: 7


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณ govit2552

ที่ท่านได้แต่กอด และ จูบนั้นท่านคงตระหนักว่าหากท่านเกินเลยไปคงผิดถึงขั้นปาราชิกแน่นอน
แต่ในกรณีนี้ถ้าท่านสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะกับฝ่ายหญิงทำไมท่านไม่ลาสิกขาออกมาซะ ทำไมต้องหนีหน้าฝ่ายหญิง ขนาดนั้น หากบอกว่าจะอยู่ในศาสนาต่อไป ท่านจะมองหน้าญาติโยมที่เคารพท่านได้สนิจใจอย่างไร ถึงแม้ว่าท่านจะเข้าปริวาสกรรมเพื่อล้างบาปที่ท่านก่อขึ้น แต่ท่านบวชมาจนแก่พรรษาขนาดนั้นควรจะรู้ว่าสิ่งไหนควรสิ่งไหนไม่ควร ญาติโยมที่กราบไหว้บูชาท่านเค้าเคารพในท่านที่ท่านปฏิบัติดี แต่ถ้าท่านทำผิดจริงท่านจะไม่รู้สึกละอายใจบ้างเหรอ แล้วตอนนี้ก็หนีไม่กล้ายอมรับความผิดในสิ่งที่กระทำ ในขณะที่ฝ่ายหญิงยอมรับกรรมที่ก่อ ซึ่งปัจจุบันกำลังกัดกินใจอยู่ แล้วฝ่ายชายละยอมรับในการกระทำของท่านมากแค่ไหน ถ้าท่านคิดถึงส่วนรวมซักนิด เพราะการกระทำของท่านน่าจะเกิดจากความตั้งใจมากกว่าความไม่ตั้งใจ ท่านน่าจะละอายใจบ้าง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2011, 22:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ธ.ค. 2009, 00:22
โพสต์: 223

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาครับ
อ่านเรื่องเพื่อนคุณอนิจจาเป็นเรื่องที่ต้นร้ายปลายดีนะครับ
ตอนต้นเป็นตอนที่กิเลสชักนำเพื่อนของคุณอนิจจาไปในทางที่ไม่ดี
แต่ก็กลับเกิดความทุกข์ที่ไม่เป็นไม่ตามความคิดที่ปรารถนาสุดท้ายก็อาศัยความทุกข์ใจทำให้ตั้งใจปฏิบัติธรรม...มีคนไม่มากถ้าเทียบกับคนส่วนใหญ่ที่ได้มาทางนี้ :b44:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2011, 14:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7407

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


rolleyes
...จะมีใครผิดไหม...หากเข้าใจว่าเป็นธรรมะ...ไม่ใช่มีตัวตนของพระ-สีกาไปทำอะไรอยู่ที่ไหน...
...แต่เป็นธรรมะที่ให้จิตที่ได้รู้เห็นเข้าใจว่าขณะนั้นเป็นอกุศล...ไม่ใช่ตัวเราไปเห็นใครทำผิด...
...แต่เป็นสภาพธรรมที่จัดสรรให้จิตดวงนั้นเองคิดปรุงแต่งไปตามกรรมที่ตนได้ทำมาแล้วมีเหตุปัจจัย...
...ให้ได้ต้องมาพบกับสภาพที่เป็นอกุศลธรรม...จนกว่าจิตจะรู้ว่าไม่ใช่เราเห็นแต่เป็นธรรมะเท่านั้นเอง...
grin
...ถ้ารู้ว่าเป็นธรรมะ...จะเดือดร้อนใจโดยตนเองหลงผิด...คิดว่ามีใครทำบาปแล้วก็ตำหนิกล่าวโทษ...
...ก็แค่จิตดวงนั้นเอง...หลงทำกรรมทางความคิด...ที่เอามาเล่าต่อก็เพราะหลงคิดเป็นตัวตนอยู่...
...ก็คือไม่เข้าใจว่าเป็นเพียงสภาพธรรมที่ปรากฎ...ดีหรือไม่ดีจิตแต่ละดวงก็ย่อมได้รับผลแล้ว...
...ถ้ายังหลงผิดอยู่...ก็จะหลงตำหนิติเตียน...สร้างกรรมทางความคิดด้วยกาย วาจา ใจของจิตนั้นเอง...
:b44:
:b55: :b55:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 15 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 19 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร