วันเวลาปัจจุบัน 28 พ.ย. 2014, 17:54  




เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 28 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มี.ค. 2010, 10:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูง
สมาชิกระดับสูง
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4313

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว




1234793095.jpg
1234793095.jpg [ 19.55 KiB | เปิดดู 38595 ครั้ง ]
หลวงปู่สรวงตำนานพระอริยะเจ้าแห่งทุ่งละลม จ.ศรีษะเกศ



เพื่อเป็นการเผยแผ่บารมีธรรมของหลวงปู่สรวง จึงขออนุญาตนำเรื่องนี้มาลงและขอขอบคุณ ทิพยจักร ผู้เขียน มา ณ โอกาสนี้


เรื่องราวของหลวงปู่สรวงแห่งทุ่งละลมเป็นเรื่องราวที่เล่าขานมานานหลายต่อหลายชั่วอายุคน ว่ามีพระอริยะเจ้าองค์หนึ่งมีอายุยืนยาวหลายร้อยปี มีผู้พบเห็นมาตั้งแต่รุ่นทวด รุ่นปู่ย่าตายายจนกระทั่งรุ่นลูกรุ่นหลาน แต่ท่านก็ยังคงสภาพอยู่อย่างนั้นอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งยังมีปาฏิหาริย์สารพัด เป็นเรื่องเหนือโลก เหนือความคิด ความคาดหมายของปุถุชนธรรมดา โดยกล่าวกันว่าท่านเดินตากฝนไม่เปียก ดำน้ำได้เป็นชั่วโมงๆ ล่องหนหายตัว เดินย่นย่อระยะทาง รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้หายได้อย่างน่าอัศจรรย์ และมีอีกหลายต่อหลายเรื่อง เรียกว่าเป็นเรื่องเล่าที่ไม่รู้จบ ล้วนมีแต่ความน่าอัศจรรย์พิศวงในตัวท่านทั้งนั้น
ความเป็นมาจริงๆของเรื่องหลวงปู่สรวงนั้นไม่มีใครทราบประวัติท่านแน่ชัด เพราะท่านไม่เคยบอกใคร ใครถามท่านว่าท่านจำไม่ได้ เขาเรียกเราว่าสรวงก็สรวง คำพูดคำตอบของหลวงปู่สรวงนั้น ฟังดูแล้วหากพิจารณาดีๆท่านมีความมุ่งหมายให้ผู้ถามผู้ฟังทั้งหลายเลิกยึดตัวตน เข้าหาธรรมแท้ ความปล่อยวางเป็นหลัก อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ยังอยากรู้เรื่องราวของท่านว่าท่านคือใคร แม้ไม่รู้ก้อยากรู้ปาฏิหาริย์ของท่านอยู่ดี ซึ่งแท้จริงไม่ใช่เรื่องหลุดพ้นแต่อย่างใด
หลวงปู่สรวง ท่านเป็นสรณะที่พึ่งของชาวสุรินทร์ ชาวศรีษะเกศ และทั้งผู้ศรัทธาทั้งใกล้และไกล รวมๆแล้วก็น่าจะมีผู้นับถือท่านอยู่ทั่วประเทศ เพราะกิติศัพท์ของท่านนั้นเลื่องลือจริงๆ ไม่ว่าการให้โชคลาภ การโปรดผู้ยากให้พ้นจากความทุกข์ทั้งการกินอยู่ การเงิน ต่างๆ ผู้ที่ท่านโปรดล้วนได้รับความสุขกายสุขใจ เปรียบดังว่าได้ตายแล้วเกิดใหม่ มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม ดังนั้นจึงมีผู้คนจำนวนมากต่างพยายามแสวงหาที่จะพบท่านให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิตเพื่อเป็นบุญวาสนา บางท่านได้เจอแต่บางท่านก็ผิดหวัง แต่กระนั้นหากมีความเชื่อความศรัทธาอย่างแน่นแฟ้นว่า หลวงปู่สรวงท่านเป็นพระผู้วิเศษมีจิตเป็นทิพย์ท่านย่อมรู้เรื่องราวที่เราอธิษฐานถึงท่านด้วยความจริงใจ และมีหลายต่อหลายคนที่ได้ประสบปาฏิหาริย์จากการอธิษฐานถึงหลวงปู่สรวงโดยการอธิษฐานต่อหน้ารูปของท่านบ้างหรือแม้แต่พนมมือขอบารมีท่านก็ยังมี
ตัวผู้เขียนเองนั้นไม่เคยได้กราบหลวงปู่สรวง แต่ได้ยินเรื่องเล่าของท่านจากหลวงปู่ครูบาอาจารย์ที่เคยได้ติดตามท่าน อย่างหลวงพ่อสร้อย วัดเลียบราษฏ์บำรุง ท่านเล่าว่าท่านเองพบเห็นหลวงปู่สรวงมาแต่เล็ก หลวงปู่สรวงท่านปักผ้าขาวไว้ที่ไหน ชาวเขมรอพยบที่หนีภัยสงครามจะมารวมกันอยู่บริเวณเพราะรู้กันว่าจุดที่หลวงปู่ปักผ้าขาวไว้ ลูกระเบิดไม่เคยตกลงมาสักครั้ง เพราะบารมีหลวงปู่คุ้มครอง ยามที่ชาวบ้านที่หนีตายจากภัยสงครามอดอยากหิวโหย ด้วยขาดแคลนอาหารการกินนั้นหลวงปู่สรวงท่านจะมีหม้อข้าวเล็กนำมาหุงจากนั้นก็ตักข้าวให้กับผู้ลี้ภัยสงครามทุกคน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อหม้อเล็กๆที่เด็กใช้เล่นกันนั้นกลับสามารถมีข้าวเพียงพอแก่ความต้องการทุกคนอย่างน่าอัศจรรย์
สมัยเด็กหลวงพ่อสร้อยหรือเด็กชายสร้อยสมัยนั้น เคยถูกชวนจากหลวงปู่ให้เดินจากศรีษะเกศไปจังหวัดจันทบุรี ด้วยว่ามีคหบดีท่านหนึ่งจากจันทบุรีนิมนต์ท่านให้ไปฉันเพลที่บ้าน หลวงปู่ตอบตกลงพอถึงวันนัด หลวงปู่ปลุกเด็กชายสร้อยแต่เช้าตรู่ตอนตีสี่ จากนั้นทั้งหลวงปู่สรวงกับเด็กชายสร้อยต่างก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง แสงแดดก็เริ่มแรงกล้าขึ้นทุกขณะ เด็กชายสร้อยก็เริ่มหมดแรงเพราะเดินมานานหลายชั่วโมง และไม่มีทีท่าว่าจะถึงสถานที่นัดหมายของเจ้าภาพนั้นได้ มันจะเป็นไปได้อย่างไรด้วยการเดินเท้าเปล่าจากศรีษะเกษไปจันทบุรี ที่สุดเมื่อเด็กชายสร้อยรู้สึกเหนื่อยจนใจจะขาดแล้วนั้น ก็เอ่ยปากถามหลวงปู่สรวงขึ้นว่า หลวงปู่มันจะถึงหรือเนี่ย หลวงปู่สรวงตอบว่าเดินตัดทุ่งนาที่เห็นนี่ก็ถึงบ้านเจ้าภาพแล้ว เด็กชายสร้อยคิดว่าหลวงปู่พูดหลอกตน เพราะมันไม่น่าเป็นไปได้อย่างแน่นอน มันจะเป็นไปได้อย่างไรเล่ากับการเดินด้วยเท้าเปล่า แต่เด็กชายสร้อยก็อดทนเดินตามหลวงปู่ไป เมื่อพ้นจากเขตทุ่งนาเด็กชายสร้อยก็เข้าไปถามคนละแวกนั้นว่าที่นี่ที่ไหน คำตอบที่ได้คือ เขตจังหวัดจันทบุรี คำตอบที่ออกมาจากปากคนแถวนั้นเป็นสิ่งที่เด็กชายสร้อยแทบไม่เชื่อ แต่ก็เป็นไปแล้ว พักเดียวหลวงปู่สรวงก็พาเด็กชายสร้อยขึ้นไปบนบ้านเจ้าภาพ ทันเวลาฉันเพลพอดี
เรื่องอัศจรรย์เช่นนี้มีอีกมาก หลวงพ่อสร้อยเคยเล่าว่าบางครั้งท่านนั่งรถตู้จากกรุงเทพไปทุ่งละลมเพื่อกราบหลวงปู่สรวง พอรถวิ่งเข้าเขตทุ่งละลมบางครั้งเห็นหลวงปู่สรวงท่านเดินดุ่มๆอยู่ข้างหน้าไม่ไกลนักท่านก็บอกคนขับรถว่าให้ขับแซงหน้าหลวงปู่ขึ้นไปจะได้รับหลวงปู่ขึ้นรถ คนขับก็เหยียบเกียร์เร่งหมายให้ทันหลวงปู่สรวงที่เดินอยู่ข้างหน้าไม่ไกลนัก แต่แปลกอะไรเช่นนั้นรถเร่งความเร็วเท่าไหร่ระยะห่างระหว่างหลวงปู่กับรถยังเท่าเดิม และทุกคนก็เห็นว่าหลวงปู่ท่านเดินเนิบๆอย่างมที่ท่านเคยเดินและหลวงปู่เองก็ชราแล้วไม่ได้เดินเร็วสักหน่อยแล้วทำไมรถถึงตามไม่ทัน เมื่อหลวงพ่อสร้อยฉุกคิดได้ ท่านจึงบอกให้รถหยุด จากนั้นท่านจึงเดินลงไปตามหลวงปู่สรวง ก็เดินทันนับเป็นเรื่องอัศจรรย์เกี่ยวกับการเดินหนย่นระยะทางที่หลวงปู่สรวงท่านแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์
พวกเราชาวภาคกลางคนกรุงเทพเรียกท่านว่าหลวงปู่สรวง แต่สำหรับคนศรีษะเกษจะเรียกท่านว่าลูกตาเบ๊าะ หรือลูกตาเอ็อว แปลว่าพระดาบส แม้ว่าหลวงปู่สรวงจะสิ้นไปแล้วแต่ท่านก้ยังอยู่ในความทรงจำและเป้นอีกตำนานของพระผู้วิเศษแห่งภูตะแบง



หลวงปู่สรวง (ลูกตาเบ๊าะ) ผู้วิเศษแห่งภูตะแบง
ผู้เขียนเองเคยได้ยินคำร่ำลือมาแต่เด็กว่าตามตะเข็บชายแดนไทยกัมพูชานั้นเต็มไปด้วยป่าดิบ มีอันตายทั้งจากกับดักระเบิด สัตว์ร้าย โรคภัยไข้เจ็บ ภูตผีปีศาจ แต่กระนั้นก็เต็มไปด้วยผู้มีวิชาอาคม พระผู้วิเศษ ฤาษีชีไพร ที่หลีกเร้นซ่อนกายบำเพ็ญตบะณานอันแรงกล้า พระผู้วิเศษ และฤาษีชีไพร โยคีที่กล่าวถึงเหล่านั้น หลายท่านมีอายุเกินกว่าร้อยปีขึ้นไปทั้งนั้น
อำนาจจิตจากการบำเพ็ญตบะณาน ประกอบด้วยอิทธิบาทสี่ ทำให้ฤาษีโยคีและพระผู้วิเศษทั้งหลายสามารถชนะกาลเวลา รักษาสังขาร มีอายุยืนนานนับร้อยนับพันปี หลวงปู่แหวน สุจินโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่ ศิษย์สำคัญของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เล่าวว่าสมัยที่ท่านเดินธุดงค์ไปยังภูเขาควายและป่าลึกแถบจำปาศักดิ์นั้นท่านเคยพบโยคีบางตนมีอายุหลายร้อยปีนั่งนิ่งจิตดิ่งอยู่ในฌานสมาบัติ มีต้นโพธิ์ต้นไทรขึ้นโอบ บางตนก็มีจอมปลวกขึ้นหุ้มตัว บางตนเล่าก็มีหินงอกหินย้อยขึ้นตามร่างกายหุ้มไว้กลายเป็นหิน ท่านว่ามหาโยคีฤาษีเหล่านี้ไม่ตายนะ แต่จิตอยู่ในฌานบางตนถอดจิตไปชั้นพรหมโลก ที่เป็นฤาษีโพธิสัตว์ก็มี ท่านเหล่านี้มีฤทธิ์มากแม้ต้องการออกโปรดสัตว์ก็ใช้อำนาจจิตสลายสิ่งห่อหุ้มร่างกายออกเป็นจุลมหาจุล เที่ยวออกโปรดสัตว์ได้ตามสบาย ท่านเหล่านี้หลวงปู่แหวนกล่าวว่าแม้ได้ฟังธรรมจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะบรรลุไม่ตกต่ำ
เรื่องที่หลวงปู่แหวนเล่านั้นดุจดั่งนิทานปรำปะรา แต่สำหรับชาวชนบทห่างไกล อย่างเมืองสุรินทร์ ศรีษะเกษนั้น ชาวบ้านแถบนั้นกลับมีพระผู้วิเศษที่มีวัตรปฏิปทาดุจดั่งมหาฤาษีโยคีที่หลวงปู่แหวนเคยเล่าไว้ไม่มีผิดนั่นคือ หลวงปู่สรวง ผู้วิเศษแห่งภูตะแบงนั้นเอง
ด้วยว่าวัตรปฏิบัติและความเป็นมาของหลวงปู่สรวงนั้นลี้ลับ ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงท่านคือใคร บางคนร่ำลือว่าท่านเป็นพระเจ้าชัยวรมันพระองค์หนึ่ง บ้างก็ว่าสันณิฐานไปต่างๆนาๆ บางคนเชื่อว่าท่านคือขรัวขี้เถ้าหนึ่งในคณะโลกอุดรที่ร่ำลือกัน แต่ที่แน่ๆคือหลวงปู่สรวงนั้นมีอายุยืนยาวมาหลายร้อยปีแล้ว เห็นกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายยาย มีอายุเฉลี่ยอย่างต่ำก็ไม่น้อยกว่า ๒๗๕ ปีอย่างแน่นอน ทั้งยังมีฤทธิ์ปาฏิหาริย์เป็นที่อัศจรรย์อีกด้วย เช่นหุงข้าวหม้อเล็กนิดเดียวแต่แจกจ่ายเท่าไหร่ก็ไม่หมด สามารถเดินหนย่นระยะทางได้ มีความสามารถแบบผู้ทรงอภิญญาสมาบัติอย่างน่าอัศจรรย์ รู้เห็นมิติต่างๆ เข้าออกดินแดนลี้ลับไปมาอย่างอัศจรรย์ยิ่ง
ในอดีตที่ผ่านมาเคยมีทั้งพระและฆราวาสที่ได้ร่วมเดินทางเข้าสู่ดินแดนลี้ลับแห่งเขมรและเป็นประจักษ์พยานถึงสิ่งลี้ลับในโลกที่ซ่อนเร้นสายตามนุษย์ปุถุชนทั้งหลาย เช่นดินแดนที่มีทองคำและเพชรพลอยงอกออกมาจากดินอยู่ตามลำธารอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อลองเอามือไปหยิบจับดู ทองคำที่งอกออกจากดินนั้นก็อ่อนนิ่มคล้ายเทียนโดนไฟลน แต่กลับไม่สามารถดึงให้ขาดออกมาได้ เป็นเรื่องน่าแปลกอย่างยิ่ง
หลวงปู่สรวงจะบอกกับคณะที่ติดตามท่านไปนั้นว่ามันเป็นของเขา เพียงคำเดียวเท่านี้ ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่ของๆเรา คำว่าของเขา อาจหมายถึงมันเป็นของธรรมชาติ เป็นสมบัติแผ่นดิน เป็นของผู้มีบุญญาธิการเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่ไปกับท่านจึงได้แต่ดู และเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้ในความทรงจำเท่านั้น ถือว่าเพียงเท่านี้ก็เป็นบุญวาสนาของชีวิตที่ได้เห็นของจริง ว่าในโลกนี้ยังมีสิ่งที่เราไม่รู้ไม่เห็นอีกมากมายนัก
ในชั่วระยะเวลาที่หลวงปู่สรวงได้โปรดลูกหลานทั้งหลายนั้น ท่านได้แสดงตัวอย่างของผู้ละโลก พร้อมทั้งแสดงความจริงในศักยภาพของจิตอันเป็นไปตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระศาสดาได้เป็นอย่างดีที่สุด แม้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาหลวงปู่จะพูดน้อยที่สุด แต่การกระทำของท่านนั้นยิ่งกว่าคำพูดเป็นหมื่นเป็นแสนคำ
หลวงปู่สรวง พระผู้พ้นไปจากโลกและความนึกคิดของปุถุชน ผู้มีจิตเมตตาไม่มีประมาณ และเป็นแสงสว่างให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นที่พึ่งให้กับผู้ที่ยังเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ ผู้เขียนเชื่ออย่างยิ่งว่าพระผู้พ้นโลกย่อมเป็นผู้ที่มัจจุราชไม่เห็นตัว มัจจุราชย่อมไม่อาจทำอันตรายแก่ผู้พ้นโลกไปแล้วได้ฉันใด หลวงปู่สรวงย่อมเป็นพระผู้อยู่เหนือสมมุติทางโลกรวมทั้งความตายด้วยฉันนั้น



หลวงปู่สรวงเพ่งกสิณไฟ
ครั้งที่แล้วได้เล่าเรื่องประสบการณ์ของพระอาจารย์สร้อย วัดเลียบราษฏ์บำรุง เขตบางซื่อ ซึ่งถือเป็นท่านหนึ่งที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดและสัมผัสปาฏิหาริย์จากหลวงปู่สรวง แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ว่าในปัจจุบันท่านได้มรณภาพไปแล้ว
ตอนที่ผู้เขียนไปกราบหลวงพ่อสร้อยสมัยก่อนนั้น ไปแต่ละครั้งก็จะได้ยินที่น่าอัศจรรย์ เกี่ยวกับหลวงพ่อสร้อยบ่างหลวงปู่สรวงบ้าง โดยเฉพาะเรื่องของหลวงปู่สรวงนั้นแทบจะได้ฟังเรื่องราวไม่ซ้ำกันเลย เรื่องหนึ่งที่ยังจำได้เล่าว่าศิษย์ติดตามหลวงพ่อสร้อยท่านหนึ่งเป็นโรคหอบหืด เมื่ออาการกำเริบจะทรมานมาก ครั้งหนึ่งขณะที่ติดตามหลวงปู่สรวง หลวงปู่ท่านปัสสาวะเป็นยาให้ดื่ม ท่านนี้มีศรัทธาเชื่อมั่นจึงดื่มน้ำปัสสาวะของหลวงปู่สรวงนั่นแหละ ไม่น่าเชื่อเพราะตั้งแต่ดื่มน้ำปัสสาวะของหลวงปู่เข้าแล้ว อาการของโรคหอบหืดก็ไม่เคยกำเริบขึ้นอีกเลย
เรื่องราวของหลวงปู่สรวงนั้นผู้เขียนได้ศึกษาดูแล้ว เหมือนๆกับเรื่องราวของผู้วิเศษในอดีตหลายๆท่านมารวมกัน ความยืนยาวของอายุหลวงปู่สรวง เหมือนเรื่องของเซียนเจียงกั๊วเล่าผู้มีอายุหลายยุคหลายสมัย ในโป๊ยเซียนไม่มีผิด ยาวิเศษของหลวงปู่สรวงนั้นท่านมักเอาขี้เล็บขี้ตาของท่านทำน้ำมนต์ ก็เหมือนกับอรหันต์จี้กงที่ปั้นขี้ไคลเป็นยา หลวงปู่สรวงได้อะไรเผาทิ้ง มักก่อกองไฟเสมอๆ เหมือนกับหลวงพ่อโอภาสี และหลวงปู่กบวัดเขาสาลิกา ที่เผาทุกอย่างที่มีคนนำมาถวาย
หลวงปู่สรวงท่านมีวัตรปฏิบัติแบบไม่ยึดติดกับสิ่งใดทั้งสิ้นการนุ่งห่มผ้าก็นุ่งแบบขอไปที บางครั้งนุ่งขาว บางนุ่งผ้าลาย บางครั้งนุ่งห่มเรียบร้อย แล้วแต่ ท่านอยากฉันตอนไหนก็ฉันไม่มีเวลา อยากไปไหนก็ไปไม่สนใจใคร เรื่องราวของท่านแม้เรียบง่ายที่สุดแต่ก็อัศจรรย์ที่สุด วัตรปฏิบัติของท่านเป็นพรหมจรรย์ ความเป็นอยู่ของท่านก็ประดุจพระพรหมโดยแท้
ความเป็นอยู่แม้จะธรรมดาแต่กลับมากด้วยปาฏิหาริย์ แม้กระทั่งเมื่อท่านละสังขารเข้าสู่นิพพาน ปาฏิหาริย์แห่งท่านก็ยังเล่าขานและปรากฏเป็นอัศจรรย์อย่างยิ่ง
ท่านเป็นพระที่ไม่มีวัดอยู่แต่กลับอยู่ได้ทั่วทั้งจักรวาล ซึ่งประโยคเด็ดนี้มาจากที่ครั้งหนึ่งเคยมีคนถามท่านว่าท่านอยู่วัดไหน หลวงปู่สรวงตอบไปว่า ไม่มีวัดอยู่แต่เดินท่องทั่วทั้งจักรวาล ซึ่งหมายความว่าท่านไม่ติดในถิ่นที่อยู่ ไม่มีความเป็นของเขาของใคร มีอิสระเหนือทุกสิ่ง ทุกที่ที่ย่ำไปก็เป็นที่ของท่านโดยธรรม
ในสิ่งที่ท่านไม่ยึดไม่ติด ไม่สนใจใคร แต่ในขณะเดียวกันกลับมีผู้ติดตามท่านมากมาย ปรารถนาอยากเป็นศิษย์ อยากเห็นอยากพบอยากกราบไหว้ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ก็เป็นไปด้วยอำนาจธรรมเหนือโลก เหนือสมมุติ ที่เมื่อไม่ยึดติดสิ่งใดไม่ปรารถนาสิ่งใด ทุกๆสิ่งกลับเป็นของเราโดยปริยาย
ชีวิตปฏิปทาของหลวงปู่ตราบเท่าที่แสดงให้เราเห็นนั้น นับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดมากกว่าคำเทศน์เป็นร้อยเป็นพัน หลวงปู่แสดงให้เราเห็นจริง หากผู้ศรัทธาได้นำเอาท่านเป็นแบบอย่างแม้ไม่ทั้งหมดเพียงบางเสี้ยวบางส่วนเท่านั้นก็นับว่าก่อให้เกิดความจรรโลงใจ เบาใจ น้อมไปทางนิพพิทาญาณได้เป็นอย่างดี



แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 19 มี.ค. 2010, 10:23, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มี.ค. 2010, 10:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูง
สมาชิกระดับสูง
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4313

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว




1234793093.jpg
1234793093.jpg [ 34.63 KiB | เปิดดู 38589 ครั้ง ]
หลวงปู่สรวงผู้วิเศษแห่งภูตะแบง พระผู้อยู่เหนือโลก เหนือสมมุติ

เรื่องราวความเป้นมาของหลวงปู่สรวงนั้นไม่มีใครเคยรู้เลยว่าแท้จริงท่านคือใคร

ท่านมีวัตรปฏิปทาที่แปลก ซึ่งคนทั่วไปอาจไม่เข้าใจ แต่สำหรับผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น เมื่อเห็นวัตรการปฏิบัติของท่านแล้ว

จะทราบได้ว่านี่คือแนวทางแห่งการละโลก เหนือสมมุติ

หลวงปู่บอกว่าท่านไม่มีวัดอยู่แต่อยู่ทั่วไปในจักรวาล หมายความว่าเมื่อใดที่เรามีความยึดมั่นที่ตัวเอง ในสถานที่อยู่ ในอาหาร ในทรัพย์สมบัติ เมื่อนั้นเราก็ถูกพันธนาการ ถูกกักของด้วยความคิดของเราเอง ทำให้เราจำกัดซึ่งถสานที่และเวลา และผุกพันยึดมั่นเป้นเจ้าเข้าเจ้าของอย่างเหนียวแน่น เกิดความถือเนื้อถือตัว อวดศักดาต่างๆนาๆ

แต่สำหรับพระผู้ละโลกแล้วนั้น ไม่มีอะไรเป็นของของใคร ทุกอย่างก็ไม่ใช่ของของเรา สรรพสิ่งล้วนพึ่งพาอาศัยกัน

หลวงปู่สรวงท่านละจากโลกนี้นานแล้ว ไม่สถานที่ไม่มีเวลาสำหรับท่าน และแม้ในวันนี้หลวงปู่สรวงท่านจะละสังขาร แต่ในความเป็นจริงท่านก้ยังอยู่และอยู่ในทุกที่อย่างอิสระ การอยู่ด้วยการเนื้อ หรือการจากไปของกายสังขารท่านเป็นเพียง


สถานปฏิบัติธรรม บายตึ๊กเจีย

ในปัจจุบันนี้พระอาจารย์เทียนชัย ได้ดำเนินการสร้างสถานปฏิบัติธรรมบายตึ๊กเจียขึ้น และเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนของ หลวงปู่สรวง

คำว่า "บายตึ๊กเจีย" เป็นภาษาเขมร เป็นคำที่หลวงปู่สรวงมักกล่าวให้พรเสมอๆ คำว่าบายเป็นภาษาเขมร แปลว่าข้าว ตึ๊ก แปลว่าน้ำ และเจียแปลว่าดี

รวมแล้วคำว่าบายตึ๊กเจีย แปลว่าข้าวน้ำดีนั่นเอง

รูปเหมือนหลวงปู่สรวงที่นำมาลงนี้ สร้างขึ้นโดย ช่างมือหนึ่งของไทยคือ คุณหนึ่ง อัศจรรย์

ในขณะที่ดำเนินการปั้นนั้น หลวงปู่สรวงได้มาเข้าทรงคนงานด้วย

ใช้เส้นเกศาจริงของหลวงปู่ในการปั้น หากผู้ใดที่มีจิตศรัทธาไปองค์หลวงปู่สรวงน่าจะไปกราบนมัสการท่านที่นี่นะครับ


สวนพุทธธรรมบายตึ๊กเจีย อ.เมือง จ.ปทุมธานี โทรสอบถามโดยตรงได้ที่ ๐๒-๕๐๑-๓๕๓๖


ภาพถ่ายของหลวงปู่สรวง

ภาพถ่ายของหลวงปู่สรวงทุกภาพถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ตามความรู้สึกของคนทั่วไป ชาวบ้านรู้กันดีว่าการถ่ายภาพหลวงปู่ทุกครั้งต้องขออนุญาติท่านก่อน เพราะอย่างนั้นจะถ่ายไม่ติดและกล้องอาจเสียได้ ภาพชุดที่พี่เม้านำมาลงเป็นครั้งมที่หลวงปู่ท่านไปเมืองกาญจนบุรี ไปกับหลวงพ่อสร้อย วัดเลียบฯ และคณะลูกศิษย์ ถือว่าเป็นภาพที่หาดูได้ยากแล้วครับ

องค์หลวงปู่สรวงท่าน ปกติแล้วท่านไม่ค่อยให้หวยกับใคร แต่คนจำนวนมากก็มักนำกิริยาต่างๆของท่านไปตีเป็นตัวเลข ป้าของผมท่านเคยไปกราบหลวงปุ่สรวงที่วัดเลียบราษฏ์บำรุง ท่านเล่าว่าครั้งนั้น หลวงปู่สรวงยื่นปากกาให้ป้าผมแล้วเออออให้เขียนเลขอะไรก็ได้ ป้าผมก็เขียนอย่างงง งง แต่แปลกครับเพราะงวดนั้นมันออกเลขตามที่ป้าผมเขียน เป็นเรื่องแปลกๆอีกเรื่องหนึ่ง

ทุกครั้งที่มีคนถูกหวยมาก จะมีสื่งหนึ่งที่ศิษย์ทั้งหลายสังเกตเห็นคือ เท้าของหลวงปู่จะบวมและมีแผลน้ำเหลืองไหล หลวงปู่จะเป่าขาตนเองหรือให้คนที่อยู่ใกล้ๆเป่าให้ท่าน เมื่อประกาสเลขรางวัลเรียบร้อยผ่านไปสองสามวันเท่านั้น แผลที่เกิดบนเท้าของท่านจะหายไปเอง และเหมือนกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นกับท่านเลย นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่แปลกๆเกี่ยวกับหลวงปู่ท่านครับ

มีหลายคนพยายามที่จะเรียนวิชากับหลวงปู่ แต่หลวงปุ่ท่านก็ไม่เคยรับใครเป็นศิษย์ แต่ก็มีที่หลวงปู่พาไปเดินธุดงคืกับท่าน ได้พบเห็นสิ่งเร้นลับมากมาย

ส่วนเหตุผลหลักๆที่ท่านไม่อยากสอนใครท่านว่าวิชานี้เรียนแล้วจะจนทำมาหากินไม่ขึ้น เหล้กไหลหลวงปู่สรวงท่านก็มีท่านฝังไว้ในตัว ท่านว่าให้ใครไม่ได้ เพราะหากประพฤติตัวไม่ดีจะทำมาหากินไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ทั้งหมดก็อยู่ที่บารมี การถือศีลปฏิบัติธรรมของแต่ละคนนั่นเอง หลวงปู่จึงมักบอกกับคนทั่วไปว่าให้ทานทำใจให้สบาย รักษาศีล ดังนี้เป็นต้น



--------------------------------------------------------------------------------


ขอเชิญสักการะขอพรรูปเหมือน"หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน"(หุ่นขี้ผึ้ง เกศาจริงของท่าน) ณ สวนป่าศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนาราม ถนนพระราม 1 ปทุมวัน กรุงเทพฯ (ระหว่างสยามพารากอน กับ เซ็นทรัลเวิร์ลด) สอบถาม มูลนิธิถาวรจิตตถาวโรฯ โทร 022525465 , 022514854


ที่มา ลอกมาบางส่วนจาก...สุริยันจันทราพระเครื่อง


แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 19 มี.ค. 2010, 10:15, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มี.ค. 2010, 10:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูง
สมาชิกระดับสูง
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4313

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว









โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มี.ค. 2010, 10:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูง
สมาชิกระดับสูง
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4313

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว




04_GIF.jpg
04_GIF.jpg [ 84.05 KiB | เปิดดู 38573 ครั้ง ]
หลวงปู่สรวง (เทวดาเล่นดิน)

พูดถึงภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่นานนี้...


พอดีผมพึ่งได้ซื้อหนังสือรวมเล่ม ประวัติ อภินิหาร และ วัตถุมงคล ของ หลวงปู่สรวง ออยเตียนสรูล มาเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว เป็นหนังสือรวมเล่มหนาจากนิตยสาร 'ลานโพธิ์'
เคยลงเอาไว้ และได้นำมารวมเล่มเป็นเล่มใหญ่ บอกตามตรงเมื่อก่อนผมไม่เคยรู้จัก หลวงปู่สรวง แต่พอดีวันนี้ไปเดินซื้อหนังสือเล่น เจอหนังสือเล่มนี้น่าสนใจดีเลยซื้อมา
อ่านๆไปจึงได้รู้ว่า อภินิหาร ของท่านมากจริงๆครับและยังมีเรื่องแปลกประหลาดอีกนับไม่ถ้วนจะเล่าก็คงไม่ หมด ใครอยากอ่านลองตามหาอ่านตามแผงดูครับและ
ที่วันนี้มาตั้งกระทู้นี้ก็เพราะว่าผมก็อ่านหนังสือเล่มนี้ไปตามปกติแต่ยัง อ่านไม่จบ วันนี้อ่านไปเจอตอนหนึ่งที่คิดว่าตรงกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันมากๆ
เป็นที่น่าแปลกใจจึงจะพิมพ์จากหนังสือมาให้เพื่อนสมาชิกได้อ่านกันครับ

เรื่องเล่าเกี่ยวกับภัยพิบัตินี้ เป็นคำบอกเล่าจาก

พระครูจันทธรรมานุโยค (ลมัย จันทโร)
เจ้าอาวาสวัดโคกตาเขียว อ.สังขละ จ.สุรินทร์

ซึ่งท่านได้เมตตาเล่าให้ทางนิตยสารลานโพธิ์ถึงเรื่อง ต่างๆ แต่ผมขอยกเรื่องที่ท่านเคยได้ยิน หลวงปู่สรวง พูดถึงเรื่องภัยพิบัติมาดังนี้ (ขออภัยถ้าเคยอ่านแล้ว)

ลป.สรวง พูดถึงภัยพิบัติ

มีประมาณ ปี 2541 ลป.สรวง ท่านแวะมาที่วัดของหลวงพ่อลมัยในช่วงเข้าพรรษา และก่อนท่านจะจากไปท่านพูดเป็นภาษาเขมรกับหลวงพ่อลมัยว่า

พ.ศ. 2550 ถึง 2555 หางนาคกวาดน้ำให้โลกมาได้ครึ่งหนึ่งแล้ว กำลังจะกวาดน้ำขึ้นมาล้างโลก
จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ คนไม่ดีไม่มีศีลธรรมจะล้มตายมาก ส่วนคนดีมีศีลธรรม จะอยู่รอดปลอดภัยได้


หลวงพ่อลมัย ได้ถาม หลวงปู่สรวง ว่าถ้าน้ำท่วมมากขนาดนั้นคนดีก็คงไม่รอดเหมือนกันจะให้ทำอย่างไร หลวงปู่สรวงบอก 'คาถาเป่าน้ำ' ให้ไม่ท่วมร่างกายแก่หลวงพ่อลมัยว่า

"อุ้ม เกรอะ เกรอะ เกรอะ เตียงตึ๊ก เกรอะ ตึงได อุมสติสวาหะ"

ต่อไปเป็นบทคัดลอกตอนที่ หลวงพ่อลมัย พูดถึงภัยพิบัติตามคำบอกเล่าจาก หลวงปู่สรวง



ถาม (ทีมงานลานโพธิ์) - หลวงปู่สรวง เคยสอนวิชาอะไรให้หลวงพ่อมั้ย ?

ตอบ (หลวงพ่อลมัย) - เคยสอน แต่โยมจะได้มั้ย เคยสอนว่า ต่อไปนะ เผาของหลวงพ่อสามวันสามคืนไม่หมด พวกยา พวกอะไร หลวงพ่อให้ก็รับ เผาโยนใส่กองไฟ ให้อะไรก็รับ แล้วก็เผา ตอนหลวงพ่อมา มีคนมาถวายเสื้อ ถวายทรัพย์ เผาหมด เขาว่ายั่งงี้ ..

ต่อไปนี้ พ.ศ. 2555 คนเก่งอยู่ในเมืองไทย อยู่ที่ไหนก็ตามแต่ มุมไหนก็แล้วแต่ พ่อ - แม่ - ญาติพี่น้อง ไม่ต้องสู้ จะตายหมด
น้ำทะเลตีข้างล่างได้ครึ่งโลกแล้ว ไม่ใช่ครึ่งประเทศนะ ครึ่งโลกแล้ว มาบอกให้หยุดนะ ไม่ต้องอยากชนะกันให้ออกไป อย่ามีเวร อย่ามีกรรม

ครั้งที่สองบอกอีก เป็นภาษาเขมรว่า ให้ออกก่อน

"พวกที่ทำลายศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้ออกไปก่อน นางนาคเป่าน้ำน้ำทะเลเต็มไปหมด"

ให้มันไปแต่พวกนี้ ประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ กลับเข้ามาก็ตีท่วมภูเขา มีทั้งดินมีทั้งโคลน

"พวกทำไม่ดีตายหมด" แกว่า...เทวดาตัดสินเอง เจ้ากรรมนายเวรตัดสินเอง หลวงพ่อไม่กลัว(ลป.สรวง)
แล้วก็ไม่หนีด้วย หลวงพ่อนี่ในตัวสังขละ ท่านสร้างมาหลายวัดเหมือนกัน ไปอยู่ที่นั่นเขาเอาระเบิดเข้าไป สามปีมอบตัวกันหมด ที่ถนนดินแดงหลวงพ่อก็ไป

ถาม - ที่ หลวงปู่สรวง พูดหมายความว่ายังไง ?

ตอบ - แปลว่า ไม่ต้องกลัว 2555 นางนาคเป่าน้ำ ท่วมทั้งน้ำทั้งดิน ตายวอดวาย คนที่ไม่ดีตายหมด คนดีไม่ตาย

"คนดีมันเป็น ไม่ตายจะรอด"

ท่านบอกให้คอยดู แต่มาเป่านี่มันปี 2547 - 2550 ไม่ใช่สึนามินะ นางนาคสิเป่า ปี 55 แถวเราน้ำไม่มี เขาว่านางนาคเอาขึ้นข้างบน สามวันสามคืนก็เป็นลูกเห็บ ลูกที่หนึ่ง ลูกที่สอง ถูกใครตายระเนระนาด อย่าให้ถึงขนาดนั้น "คนดีไม่ตาย"

แกว่างั้นนะ ถ้าคนมีศีลห้าไม่ถูก ก็เรา ไม่ได้กบฎพระเจ้าอยู่หัว คนที่กบฎ คนที่อยากชนะ ผืนแผ่นดินนี้ตายแน่ จะยึดแผ่นดินเป็นหลักแค่นั้นแหละ ปีนี้นาคไม่ขึ้นที่หนองคาย นาคไม่ขึ้น




หลวงปู่สรวง ท่านละสังขารเมื่อ วันที่ 8 กันยายน 2542 (ขึ้น 10 ค่ำเดือน 10 ปีมะโรง )
สะรีระสังขารของท่านตั้งอยู่ที่ศาลา.ออยเตียนสรูล.วัดไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ

หลวงปู่สรวง ออยเตียนสรูล

ออยเตียนสรูล เป็นภาษาเขมรแปลวว่า ให้ทานความสุข ซึ่งความหมายของคำนี้คือหลวงปู่สรวงท่านเป็นผู้ให้ ให้แก่ลูกหลาน ลูกศิษย์ ทุกคนที่ผ่านมาในชีวิตท่าน
ท่านให้ได้ทุกอย่าง ทรัพย์สินเงินทองที่มีผู้ถวายท่าน ท่านไม่เคยเก็บเป็นสมบัติส่วนตัว ท่านจะให้แก่คนที่ท่านเห็นว่าเขาควรจะได้ โดยที่ไม่มีกำหนดแน่นอนว่าจะเป็นใคร และที่สำคัญท่านให้ความสุขกับ
ผู้มีความทุกข ์แล้วมาหาท่าน หรือแม้แต่ผู้ที่แค่นึกถึงชื่อท่านท่านก็เผื่อแผ่พลังเมตตานั้นมาช่วยให้เขา คนนั้นคลายทุกข์ได้ถ้าไม่เนื่องด้วยความทุกข์นั้นเกิดจากกฎแห่งกรรมแล้วท่าน ก็จะช่วยเสมอ นี่แหละคือที่มาของฉายาท่าน

"ออยเตียนสรูล"




หลวงปู่สรวงท่านละสังขารเมื่อ วันที่ 8 กันยายน 2542 (ขึ้น 10 ค่ำเดือน 10 ปีมะโรง )
สะรีระสังขารของท่านตั้งอยู่ที่ศาลา.ออยเตียนสรูล.วัดไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ


แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 19 มี.ค. 2010, 10:32, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มี.ค. 2010, 16:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มิ.ย. 2009, 09:27
โพสต์: 26

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนา สาธุ ค่ะ

.....................................................
สติ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มี.ค. 2010, 16:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 มี.ค. 2010, 23:16
โพสต์: 47

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
จำได้ เมื่อประมาณ ปี 2541 - 42 ประมาณนี้ เคยไปหา

เอารถกะบะไปกัน ไปจอดอยู่กลางทุ่งนา แล้วเดินไปหาท่าน

ไปเฝ้าอยู่นาน เฝ้ากันแค่ 2 คน ไม่มีคนอื่น กุฏิแบบในภาพนั้นเลย

ท่านก็เอาผ้าแดง ๆ เขียนยันต์ให้ พกกลับมาบ้าน

ไปไหนแล้วไม่รู้

ก็ได้รู้ ได้เห็นแค่นี้

ที่เหลือ ไม่รู้

:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มี.ค. 2010, 19:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูง
สมาชิกระดับสูง
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4313

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


ผ้ายันต์ที่ท่านเขียนให้เป็นภาษา เขมร เป็นข้อความธรรมะทั้งสิ้น แต่เราอ่านไม่ออก :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มี.ค. 2010, 14:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2008, 09:18
โพสต์: 634

อายุ: 0
ที่อยู่: กองทุกข์

 ข้อมูลส่วนตัว www


สาธุๆ :b8: :b8: :b8:

.....................................................
"ผู้ที่ฝึกจิต ย่อมนำความสุขมาให้"
คิดเท่าไหรก็ไม่รู้ หยุดคิดจึงจะรู้

http://www.luangta.com
รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มี.ค. 2010, 13:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4066

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
:b8: :b8: :b8:

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มี.ค. 2010, 14:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ม.ค. 2010, 14:53
โพสต์: 4

อายุ: 18

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาด้วยนะคะ

พอดีเห็นมาอ่านเกี่ยวกับหลวงปู่สรวงพอดีเลย

ขออนุญาติทำลิ้งค์หน้านี้ไปไว้ในกระทู้ช่วยเหลือคณะสงฆ์ ที่เป็นหลานหลวงปู่สรวงได้มั๊ยคะ วัดเจียเจีย จ.อุบลค่ะ


ที่นี่ค่ะ
http://board.palungjit.com/f105/%E0%B8% ... 23353.html


แก้ไขล่าสุดโดย Pailinnn เมื่อ 29 มี.ค. 2010, 14:04, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มี.ค. 2010, 14:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4066

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
เผอิญตอนหลังได้มาทราบอีกทีว่าท่านเจ้าอาวาส (พระอาจารย์คำรณ สิริจันโท) หรือว่าพระอาจารย์นก นั้นกำลังจะย้ายไปอยู่ที่อื่นเนื่องด้วยสาเหตุที่ว่าวัดเจียเจียนั้นได้สร้างอยู่บนที่ของคนอื่นค่ะ แล้วเจ้าของเค้าอยากได้ที่คืน ทำอย่างไรก็ไม่สามารถอยู่ต่อได้ เหมือนกดดันพระทั้งวัด ท่านก็เลยต้องหาที่พักและการสร้างวัดใหม่ ซึ่งตรงนี้ท่านก็ได้ไปเจอที่ป่าช้าหรือที่เก็บศพไร้ญาติแถวๆอำเภอสำโรงค่ะ ซึ่งทั้งหมดได้รับบริจาคจากคุณยายคนหนึ่งแถวนั้นประมาณ 2ไร่ ตอนหลังมีชาวบ้านทำบุญถวายเพิ่มเป็น 20 กว่าไร่ ไกลจากวัดเดิมประมาณ 10-20ก.ม.กว่าๆ ค่ะ


ที่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาเพราะว่าท่านกำลังขาดปัจจัยแทบทุกอย่างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นพี่พักของท่านเอง ซึ่งตอนนี้ต้องพักในศาลาเก็บศพไปก่อน,กุฏิของพระ และเครื่องอุปโภคบริโภคพื้นฐานแทบทุกอย่าง แล้วนอกจากนั้นก็เป็นป่าช้าค่ะ

เนื่องจากที่นี่ตั้งอยู่ระหว่างสองหมู่บ้านใหญ่(บ้านโปร่งกับบ้านสนามม้า) และใกล้กับบ้านของชาวบ้านมาก จึงทำให้ผู้แก่ผู้เฒ่าเดินมาทำบุญได้ง่าย และชาวบ้านต่างให้การยอมรับเป็นอย่างดี เนื่องจากว่าวัดนี้เป็นวัดเดียวภายในรัศมี 5-10กิโลเมตร ชาวบ้านที่ศรัทธามากราบไหว้และทำบุญทุกวัน

ซึ่งชาวบ้านเกิดความศรัทธาเป็นอย่างมาก และใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวภายในจิตใจ วันหนึ่งๆจะมีคนมาร่วมช่วยเหลือแรงกายที่วัดร่วม 100 คน ช่วยพระท่านฉันเพลและช่วยเหลือเรื่องกับข้าว ยกเว้นแต่เรื่องกำลังทรัพย์เพราะมีน้อย

ถามว่าทำไมชาวบ้านถึงศรัทธาและสนับสนุนวัดนี้ ก็เพราะว่าที่นี่ไม่มีวัดที่ใกล้กับหมู่บ้านเลย และการชาปนกิจก็สามารถใช้พระจากวัดนี้สวดศพพร้อมกับเผากลางแจ้งในวัดได้สำหรับทั้งสองหมู่บ้าน รวมถึงงานบุญต่างๆ ที่จะมีการนิมนต์พระไปสวดหรือไปไหนก็แล้วแต่ชาวบ้านจะนิมนต์ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นวิถีชีวิตของคนต่างจังหวัด
สิ่งที่พระสงฆ์และชุมชนจะเกี่ยวดองกันมาตั้งแต่สมัยก่อน จวบจนตอนนี้ (ซึ่งก็ควรจะเป็นอยู่แล้ว)

ท่านและพระสงฆ์ทั้งวัดเจียเจียได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ทุกองค์แล้ว แต่ในตอนนี้ยังมีพระที่ตาท่านเสียมาพักอยู่ที่วัดเจียเจียเพียงองค์เดียว เนื่องจากชาวบ้านที่ต่างจังหวัดในย่อมอยากจะมากราบไหว้พระเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวบ้าง(แม้ว่าที่วัดเก่าอาจจะไม่อยากให้พระอยู่นัก) แต่ก็จะให้พระศาสนาสืบอยู่ตลอดไป

ด้วยความที่มีเจตนาที่ดีก็เลยซื้อที่นอนและผ้าห่มให้ท่านก่อนค่ะ(ในช่วงแรกๆที่ท่านย้ายเข้าไปอยู่)
เพราะว่าศาลาเก็บศพนั้นโล่งและไม่มีที่กั้นค่ะ เพราะฉะนั้นอากาศที่ต่างจังหวัดจะหนาวมาก(ช่วงมกราคม) คืนแรกท่านก็บอกว่าตัวท่านนั้นไม่มีอะไรเลย มีแค่จีวรปูนอนเท่านั้นค่ะ รวมกับพระอีกไม่กี่องค์ที่ตามท่านมาอยู่ เพราะฉะนั้นลินกับครอบครัวเลยซื้อพวกของอุปโภคบริโภคให้ท่านใช้ในช่วงที่จำเป็นไปก่อนค่ะ ขณะนี้เป็นเดือนมีนาคม ลมและพายุก็มีมาบ้าง ทำให้บางครั้งพระสงฆ์จะต้องรีบเก็บข้าวของ หากเป็นหน้าฝนแล้วนั้น ลมพายุกระหน่ำ พระสงฆ์ที่นอนอยู่ในศาลาก็ไม่ได้หลับทั้งคืนเพราะต้องเก็บที่นอนข้าวของมาอยู่รวมกัน

เพิ่มเติมเรื่องวัดที่ตอนนี้กำลังมีผู้สนใจจะร่วมทำบุญมาจากหลายแห่งทั้งในเว็บพลังจิตที่กำลังส่งแรงช่วยเหลือและผู้มีจิตศรัทธา และญาติมิตรทั้งหลาย ก็ขออนุโมทนาด้วยค่ะ


เรื่องที่ 2 คือกุฏิสำหรับพระภิกษุ 5 รูป พระคำรณเมตตาเล่าให้ฟังว่า กุฏิแค่หลังคาจากหรือมุงหญ้าแฝก เสาปูน ขนาดกว้างยาว 2X2.5 เมตร คาดว่าหลังละ 10,000.- บาทก็น่าจะทำได้สบาย ๆ ทุกวันนี้พระ 5 รูปต้องมานั่งมานอนอยู่บนศาลาวางศพผีดิบ คือเมื่อมีคนตาย เขาจะเอาคนตายมาวางที่ศาลานี้ก่อน อยู่ในป่าช้า เมื่อคืนนี้พระทั้งหมดต้องหลบฝนซึ่งตกหนักมากที่อุบลฯ ( สำโรง ) พระทุกรูปเปียกปอนกันไปตามระเบียบเพราะไม่มีผนังกั้นลม เนื่องจากศาลาก็ไม่มีผนัง ขณะนี้หากมีผ้าใบก่อนก็จะได้กั้นผนังกันลมและฝนซึ่งแรงมาก

....................... :b20: :b20: :b20: :b20:

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธานะคะ
ที่ บัญชี ออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย
ชื่อบัญชี พระคำรณ สิริจันโท
เลขบัญชี 314-0-32802-8

เบอร์โทรติดต่อพระอาจารย์ค่ะ : 086-248-0845




:b8: :b8: :b8:
สาธุ สาธุ สาธุ
ขออนุโมทนาบุญทั้งหลายกับทุกๆ ท่านด้วยค่ะ

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มี.ค. 2010, 14:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูง
สมาชิกระดับสูง
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4313

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: อนุโมทนา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2010, 01:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูง
สมาชิกระดับสูง
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4313

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว




โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มี.ค. 2011, 16:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูง
สมาชิกระดับสูง
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4313

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว




ลปสรวง.jpg
ลปสรวง.jpg [ 31.58 KiB | เปิดดู 36928 ครั้ง ]
ประวัติหลวงป่สรวงผู้ทำนายพิภัย2010ผู้ไม่ธรรมดาที่ไม่ธรรมดาความคิดไม่ธรรมดาคือผู้วิเศษ จริงหรือ????


เรื่องราวอภินิหาริย์ ของหลวงปู่เล่าสืบกันมา ไม่รู้จบสิ้น ดังตัวอย่าง เช่น
การย่นระยะทาง การหายตัว ตาทิพย์ เสกกิ่งไม้กลายเป็นสัตว์ และฯลฯ
สมัยก่อน ทหารมาขอของดี ท่านหักก้านธูปให้คนละหน่อย ก็ยิงไม่ออกแล้ว
ใครถวายอะไรท่านโยนเข้ากองไฟหมด
หลวงปู่ สรวง ท่านเดินทางมาที่วัดเลียบ บ่อยๆ (ปีละหลายครั้ง) เนื่องจาก หลวงพ่อสร้อย เป็นลูกศิษย์ท่าน มาแต่ละครั้งก็ได้อธิษฐานวัตถุมงคลให้ และมักแสดงปาฏิหาริย์ให้เห็นอยู่เสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงปู่สรวงลุกขึ้นไปยืนถ่ายปัสสาวะที่หน้ากุฏิ พระอาจารย์โต(ลูกศิษย์หลวงพ่อสร้อย) เห็นดังนั้นจึงบอกลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งเป็นโรคลมบ้าหมูว่า ถ้าอยากหายรีบเอามือไปรองปัสสาวะหลวงปู่ทำน้ำมนต์รดหัวแล้วจะหาย ( ความจริงท่านแกล้งพูดเล่นเฉยๆ) ลูกศิษย์คนนั้นจึงวิ่งเอามือแหย่เข้าไปตรงช่องขาด้าน หลังรองน้ำปัสสาวะของหลวงปู่ แล้วเอาน้ำปัสสาวะรดบนหัวทันที หลวงปู่สรวงหันมาหัวเราะ แต่ท่าน ไม่พูดอะไร พระอาจารย์โตเล่าต่อไปว่า เมื่อไปดมบนหัวของศิษย์คนนั้นไม่ปรากฏว่ามีกลิ่นเหม็นแต่อย่างใดเหมือนน้ำธรรมดา หลังจากนั้นศิษย์คนนั้นก็หายจากโรคลมบ้าหมู จนทุกวันนี้ พระอาจารย์โตเล่าว่า เรื่องนี้มีผู้อยู่ในเหตุการณ์หลายคน และสามารถเรียกศิษย์คนนั้นมายืนยันตัวตนได้

ตาเลียด เสาศิลา เคยเห็นหลวงปู่ลงไปในน้ำ เป็นครึ่งวัน เข้าใจว่าจะจมน้ำตาย กระโดดลงไปจะไปงม ก็เห็นหลวงปู่นั่งอยู่บนขอนไม้ใต้น้ำ ที่น่าแปลกคือ รอบตัวหลวงปู่กลายเป็นอากาศหาใช่น้ำไม่ (เหมือนอยู่ในฟองสบู่)
พระของหลวงปู่ว่ากันว่าโดดเด่นหลายทางตามคำอธิษฐานดังนี้

1. บูชา 1 อาทิตย์ เห็นฤทธิ์ทางเมตตามหานิยม เจ้านายรัก ติดต่อการงานดี

2. บูชา 2 อาทิตย์ เห็นฤทธิ์ด้านโชคลาภ ค้าขาย ขายของดี ขายคล่อง เงินมาไม่ขาดสาย

3. บูชา 3 อาทิตย์เห็นฤทธิ์ ด้านเสี่ยงโชค เล่นการพนัน เสี่ยงดวง หวยล็อตเตอรี่ เห็นผลแน่นอนหากผู้นั้นบูชาด้วยความศรัทธาแน่วแน่

4. เรื่องความปลอดภัยทางรถยนต์แคล้วคลาด ไม่มีตายโหง

5. ขอได้ดังใจนึกทางด้านค้าขายธุรกิจเจริญรุ่งเรืองเวลาเดือดร้อนทางการเงิน ให้ทำพิธีบอกกล่าวจุดธูปบอกท่านและอาราธนาขอพรเช้าเย็น 9 จบ ท่านจะช่วยให้เห็นผลได้รับความสำเร็จสมหวังมามากแล้วไม่เชื่อทดลองเถิด

6. คงกระพันชาตรี ไว้ใจได้เห็นอภินิหารบ่อยๆ

7. ป้องกันคุณไสย์แก้อาถรรพณ์ ป้องกัน ผีสางนางไม้ เจ้าที่เจ้าทางได้

8. เสริมดวงหนุนดวงชะตา

9. ป้องฟ้าผ่า ไฟไหม้ ได้

หลวงปู่สรวงท่านไม่ยึดติดกับสรรพสิ่ง ใครถวายอะไร ท่านให้ แจกหมด หรือโยนเข้ากองไฟ บางครั้งท่านก็ใช้ทราย อาบราดบนตัวแทนน้ำ แต่ที่น่าแปลกคือ ทรายที่ผ่านการอาบตัวของท่านเหล่านั้น แปรสภาพเป็นพระธาตุได้

ครั้งแรกที่หลวงพ่อสร้อย พบ หลวงปู่สรวง
ตอนนั้นหลวงพ่อสร้อยอายุยังน้อยๆ เป็นเด็กๆ ไปกับอาจารย์ของท่าน (ตอนนั้นอาจารย์ของท่านอายุ 90 กว่าปี) อาจารย์ของท่านไปกราบหลวงปู่สรวง
ตอนขากลับหลวงพ่อสร้อยก็ถามอาจารย์ว่า ทำไมอาจารย์ไปกราบหลวงปู่สรวง อาจารย์อายุมากขนาดนี้
อาจารย์ท่านตอบกลับว่า ไม่ใช่ จริงๆ แล้ว หลวงปู่ท่านอายุมากกว่าอาจารย์ไม่รู้กี่เท่า

ย่ามวิเศษ
หลวงปู่สรวงท่านจะมีย่ามอยู่ 1 ใบ สามารถหยิบอะไรที่ต้องการออกมาจากย่ามได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องแปลก บางทีท่านก็หยิบยามวนออกมา บางทีก็หยิบ ธนบัตรออกมาเป็นปึกๆ 4 พันบ้าง 5 พันบ้าง ไม่รู้ว่าออกมาได้อย่างไร

หลวงปู่สรวงนั่ง เดิน บนผิวน้ำ
เรื่องนี้เล่าแล้วยาว ท่านเคยแสดงปาฏิหาริย์ นั่งบนผิวน้ำตอนอยู่ในประเทศลาว มีผู้ถ่ายรูปไว้ได้ ตอนนี้รูปอยู่ที่ อ.บุญส่ง กัดจิตร (ผู้ที่ศรัทธาหลวงปู่มากผู้หนึ่ง)
ในคราวหนึ่งตอนหลวงปู่พาพระหลายรูปธุดงค์ มีแม่น้ำพระต่างๆ ก็ลุยน้ำข้ามไป ขาดแต่หลวงปู่ หลวงปู่ทำท่าขาหย่อนๆ แล้วก็ชักขึ้น พระหลายรูปที่ข้ามไปแล้วก้กังวลใจว่าหลวงปู่จะข้ามมาได้ไหม ฉับพลันหลวงปู่สรวงก็ก้าวลงมา แต่ไม่ได้ลงในน้ำ ฝ่าเท่าท่านกลับอยู่เหนือผิวน้ำ เดินข้ามาเหมือนดินบนดินอย่างไรอย่างนั้น

บทวิเคราะห์ อายุกาลหลวงปู่สรวง
อันนี้ข้าพเจ้าวิเคราะห์เอง จากการฟังอาจารย์ และศิษย์ในสายหลวงปู่สรวง
ท่านน่าจะอายุมากกว่า 500 ปี มาก เพราะ
สมัยก่อนครูบาเที่ยงธรรม เคยบอกกับผู้คนที่ ถามถึงอายุท่านว่า ท่านอายุเท่าไร ท่านถามอายุแต่ละคนที่อยู่ในที่นั้น พอถามเสร็จ ท่านตอบว่าเอาอายุพวกแกมารวมกันยังไม่เท่าอายุฉัน (ตอนนั้นลองบวกคร่าวๆ ได้ กว่า 700 ปี)
แต่ ครูบาเที่ยงธรรม ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่สรวงอีกทีนะ (พระอาจารย์โตท่านเล่าให้ฟังนะ) แล้วหลวงปู่สรวงจะอายุเท่าไรอ่ะ
อายุ 500 ปี จำวัดทั่วจักรวาล บางท่านเรียกว่า ผู้วิเศษแห่งภูตะแบง บางท่านเรียกว่า เทวดาเล่นดิน
เป็นสมญานามที่ หลาย ๆ ท่านให้ไว้กับ หลวงปู่สรวง พระอภิญญาผู้อยู่เหนือโลก เหนือกาลเวลานั่นเอง
พระอภิญญาในยุคนี้ คงจะไม่มีใครโดดเด่นเท่าหลวงปู่สรวง
คนแก่เฒ่า กล่าวว่า ตอนเด็กๆ ก็เห็นท่านอยู่แบบนี้ ปู่ย่า ตายาย ก็เคยเห็นท่านอยู่แบบนี้ แม้แต่หลวงปู่ฤทธิ์ ก็เคยกล่าวถึงสังขารของหลวงปู่สรวงว่าไม่เปลี่ยนแปลง มีแต่ของท่านที่เปลี่ยนแปลง ศึกษาประวัติท่านได้จากลิ้งค์
http://www.sisaket.ru.ac.th/pra-sisaket ... index.html

:b44: :b44: :b44:
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มี.ค. 2011, 17:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูง
สมาชิกระดับสูง
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4313

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว




2543.jpg
2543.jpg [ 33.67 KiB | เปิดดู 36926 ครั้ง ]
2516.jpg
2516.jpg [ 46.15 KiB | เปิดดู 36926 ครั้ง ]
IMG_1832-R.jpg
IMG_1832-R.jpg [ 37.46 KiB | เปิดดู 36926 ครั้ง ]
อยากให้ลองพิจารณาภาพทั้งสามนี้ว่าพอจะเห็นแปลกบ้างไหม
ภาพแรกถ่ายเมื่อปี2516
ภาพที่2และ3ถ่ายก่อนหลวงปู่สรวงมรณภาพแค่เดือนหรือ2เดีอนเท่านั้น

บุรุษที่อยู่ในภาพทั้งสองคือพ่อลุงบุญเลิศ เพียรเพิ่มพูน
ขณะที่ถ่ายภาพแรกกับหลวงปู่พ่อลุงอายุ26ปี
ภาพที่2และ3ถ่ายเมื่อปี2543 พ่อลุงมีอายุ53ปี

คนที่เราเห็นกับตาเลยขะรับว่าแก่เฒ่าไปจริงๆคือพ่อลุงบุญเลิศ

บุญเลิศ เพียรเพิ่มพูน
ปัจจุบันอายุ62ปี


พ่อลุงบุญเลิศเล่าว่าคราวที่หมู้บ้านถึงกับร้างหนนั้น ถือว่าเป็นเหตุให้ได้พบหลวงตาสรวงเป็นครั้งแรก

หลวงตาสรวงท่านมาที่หมู่บ้านอีกหมู่บ้านหนึ่ง ไกลจากหมู่บ้านที่พ่อลุงบุญเลิศไปรับงานขุดสระราวๆ20กว่ากิโล
คนทั้งหมู่บ้านนี้เมื่อทราบว่าหลวงตามา ก็พากันหอบลูกจูงหลา่นไปกราบหลวงตาที่หมู่บ้านโน้นกันจนหมด

หมู่บ้านจึงร้างอย่างที่prigtaiได้เล่าไว้แล้ว

พ่อลุงบุญเลิศเกิดข้อสงสัยว่าพระอะไรกัน ถึงกับให้คนทิ้งบ้านแจ้นไปหาจนบ้านร้างขนาดนี้
ก็เลยตามไปดู

"พอไปเห็น..โอ๊ยย..มันอะไรกันนักกันหนา..หลวงตานอนกลิ้งเกลือกอยู่กับขี้ดิน สกปรก ขี้ไคลขึ้นเป็นคราบ ขี้ตาก้อนเท่าเม็ดถั่ว น้ำลายก็ไหลเยิ้ม ขอโทษนะหลาน..หำก็โผล่ออกมาทั้งพวงอีกด้วย"

พ่อลุงบุญเลิศเล่าว่า เกิดความเัอน็จอนาถแกมสมเพช
ทั้งสมเพชหลวงตาและพวกชาวบ้าน
พระก็เหมือนผีบ้า ชาวบ้านยิ่งบ้าหนักกว่าอีก มาแห่มาแหนล้อมหน้าล้อมหลังกราบพระบ้ากันประหลกๆ

"พอนึกในใจเท่านั้น หลวงตาก็ทำปากจู๋ส่งเสียงจุ๊กๆ นิ้วชี้ก็เคาะลงที่พื้นดินป๊อกๆๆสามครั้ง..โน่น..แม่ไก่ มันกำลังหากินหาเลี้ยงลูกเจี๊ยบอยู่ฝูงหนึ่ง มันหยุดกึก หันกลับมา แล้วก็ทั้งบินทั้งวิ่งมาหาหลวงตา
ทั้งแม่ทั้งลูกวิ่งกันปานกับกลัวจะมาไม่ทัน คือมันแย่งกันวิ่งสลับบินมาหาหลวงตาแบบรีบร้อนที่สุด..ตัวแม่ไก่มาหมอบนิ่งอยู่ข้าง ๆ หลวงตา ส่วนลูกๆพอมาถึงก็โดดขึ้นเล่นบนตัวหลวงตา..น่ารักมาก"

พ่อลุงบุญเลิศบอกว่าตอนนั้นชักจะนึกแปลกใจแปลบปลาบเล็กๆเข้าบ้างแล้ว
สักครู่หลวงตาสรวงก็เอานิ้วมือขีดลงพื้นดินเป็นวงกลมเล็กๆ
จับลูกไก่ตัวหนึ่งวางใส่ในวงกลม
แล้วท่านก็ลุกขึ้นเดินไปนั่งอยู่บนกระท่อม

แม่ไก่กับลูกของมันทั้งฝูงก็ลุกขึ้นกลับออกไปหากินตามปกติเหมือนเดิม
เว้นแต่ลูกไก่ตัวที่อยู่ในวงกลมเท่านั้น

"มันนอนเล่นเหมือนมีความสุข จิกขนตัวเอง นอนเหยียดแข้งเหยียดขา ลุงย่องเข้าไปจับมันออกมาปล่อยนอกวงกลม มันก็กลับวิ่งเข้าไปอยู่ในวงกลมอีก จับมันออกมาอีกที มันก็กลับเข้าไปในวงกลมเหมือนเก่า"

ตอนนี้พ่อลุงบุญเลิศตาสว่างแล้วขะรับ
ลุกขึ้นเดินตามหลวงตาเข้าไปที่กระท่อม
พอก้มลงจะกราบเท้า

"ท่านชักเท้าหนีไม่ให้กราบ ลุงขยับตามไปจะกราบให้ได้ ท่านก็ชักเท้าหนีอีก ลุงจึงตัดสินใจจับขาท่านไว้ไม่ให้หนี จึงได้กราบสมใจ แล้วก็ขอขมาท่านว่า ลูกหลานผิดไปแล้ว มองคนก็แค่เปลือก ไม่ใด้มองถึงเนื้อใน จึงเป็นเหตุให้นึกประมาทครูบาอาจารย์"


"แล้วลูกไก่ที่อยู่ในวงกลมล่ะ" ข้าพเจ้าถามพ่อลุงบุญเลิศ
"อ๋อ..สักครู่หลวงตาทำปากเป่าลมไป มันจึงออกสามารถจากวงกลมวิ่งกลับไปหาแม่ของมันได้"
"หลังจากนั้นพ่อลุงก็กลายเป็นผู้ติตดามหลวงตาไปจนตลอดชีวิต"
"ไม่นะ..กว่าท่านจะยอมให้ติดตามก็อีกเป็นเดือน ระหว่างนั้นตามท่านไปอย่างเดียว ไม่ให้คลาดสายตา ไม่ว่าท่านจะไปที่ไหนก็ตาม "
"ท่านก็ยอมให้ตามหรือขะรับ"
"ท่านไล่ให้หนี ไม่ให้ตาม แต่ลุงเล่นลูกตื๊อไม่ยอมถอย ท่านไล่ เราก็หลบไปอยู่ห่างๆ พอเผลอๆก็กลับเข้ามา เป็นแบบนี้อยู่นาน จนกระทั่งวันหนึ่งลุงเหนื่อยหลาย หิวก็หิว ข้าวไม่ได้กินทั้งวัน เผลอหลับไปนานแค่ไหนไม่รู้ตัว ตื่นอีกทีเพราะว่ามีคนมาปลุก พอลืมตาก็มืดค่ำสนิทไปแล้ว"
"หลวงตามาปลุก"
"เปล่าๆ ท่านน่ะหนีไปแล้ว แต่เกิดเปลี่ยนใจให้ลูกศิษย์ที่ติดตามท่านประจำย้อนกลับมาปลุก"
"อ้าว..ก็ไหนว่าท่านไม่มีลูกศิษย์"
"ไม่เชิงลูกศิษย์..คือหลวงตาชอบจะมีผู้ติดตามประจำอยู่สามคน แต่ไม่ได้ติดตามพร้อมกันทั้งสามคน ท่านให้ตามแค่ทีละคนเท่านั้น แล้วทั้งสามคนเป็นพวกไม่เต็มบาทด้วยกัน คนไม่เต็มบาทนี่แหละมาปลุก มันบอกว่าหลวงตาไปแล้วๆๆ หลวงตาให้มาตามลุงให้ตามไป"

พ่อลุงบุญเลิศเล่าต่อไปว่า
"หลวงตาท่านรออยู่อีกที่หนึ่ง ไกลพอสมควร ท่านพาเดินไปเรื่อยๆ ไม่รู้จะพาไปไหน ไฟฉายก็ไม่มี เดินตามท่านไป จนไปทะลุถึงหมู่บ้า่นหนึ่ง ท่านไปปลุกชาวบ้าน บอกให้เขาหาข้าวให้ลุงกิน ท่านว่าหาข้าวให้ลูกชายกินหน่อย ลูกชายหิวข้าว บ้านนั้นเอาปลากระป๋องมาเปิดให้กินกับข้าวเหนียว หิวจนตะกรุมตะกราม กินเกลี้ยงไม่มีเหลือ หลวงตาหัวเราะชอบใจ..ตั้งแต่นั้นท่านเรียกลุงว่าลูก แล้วก็ยอมให้ติดตามท่านตลอดมาอย่างที่รู้ๆกันนั่นแหละ"

พ่อลุงบุญเลิศตื๊อจนหลวงตาสรวงใจอ่อน
ในบั้นท้ายสุด
ได้กลายเป็นคนขับรถให้หลวงตาสรวงเพื่อด้นธุึดงค์
จรดลไปทั่วแว่นแคว้นแดนดิน
เกิดสมญานามอีกหนึ่งว่าหลวงตาทางหลวง
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 28 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร

ฟังธรรม.คอม ธรรมะดิลิเวอรี่ บุดเพจ backlink