วันเวลาปัจจุบัน 31 ต.ค. 2026, 16:07  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: วันนี้, 12:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5639


 ข้อมูลส่วนตัว


“..พุทโธ เป็นอย่างไร..”
“..หลวงปู่ได้เมตตาตอบว่า “เวลาภาวนาอย่าส่งจิตออกนอก” ความรู้อะไรทั้งหลายทั้งปวงอย่าไปยึด “ความรู้ที่เราเรียนกับตำหรับตำรา หรือจากครูบาอาจารย์ อย่าเอามายุ่งเลย” ให้ตัดอารมณ์ออกให้หมด

แล้วก็เวลาภาวนาไปให้มันรู้ “รู้จากจิตของเรานั่นแหละ จิตของเราสงบเราจะรู้เอง” ต้องภาวนาให้มาก ๆ เข้า “เวลามันจะเป็น จะเป็นของมันเอง” ความรู้อะไร ๆ ให้มันออกจากจิตของเรา

“ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั่นแหละ เป็นความรู้ที่ลึกซึ้งถึงที่สุด" ให้มันรู้ออกจากจิตเองนั่นแหละมันดี คือจิตมันสงบ ทำจิตให้เกิดอารมณ์อันเดียว "อย่าส่งจิตออกนอก ให้จิตอยู่ในจิต’’ แล้วให้จิตภาวนาเอาเอง

“ให้จิตเป็นผู้บริกรรมพุทโธ พุทโธอยู่นั่นแหละ” แล้วพุทโธนั่นแหละจะผุดขึ้นในจิตของเรา “เราจะได้รู้จักว่า พุทโธ นั้นเป็นอย่างไร” แล้วรู้เอง เท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรมากมาย..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
(พ.ศ. ๒๔๓๑ - ๒๕๒๖)





“..ถ้าถึงวิมุตติแล้ว ตายหรืออยู่มีคุณค่าเท่ากัน แล้วแต่กรรม

ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์ในช่วงก่อนมรณภาพเครื่องบินตก โดยแสดงถึงอริยธรรมของท่านดังนี้.."

"..สิ่งใดเราควรประพฤติปฏิบัติ เราได้ประพฤติปฏิบัติจนเห็นจนรู้ จนหมดสิ้นความสงสัยภายในใจ แล้วเราก็ไม่มีการห่วงการหวงชีวิตต่อไป เพราะอยู่ไปอีกหมื่นปี แสนปี ความดีจะเกิดขึ้นอีกมีไหม? มันบอกแล้ว รู้แล้ว ว่าความที่สุดของจิต ที่สุดของธรรม ที่สุดของการประพฤติปฏิบัติมีเพียงแค่นี้ จะประพฤติไปอย่างไรจะให้ดีไปอีกไม่ได้ จะให้เสียไปไม่มี

เมื่อเป็นอย่างนี้จะห่วงจะหวงอะไรในธาตุขันธ์ ตายเมื่อไร ความบริสุทธิ์ที่เรารู้เราเห็นมันก็บริสุทธิ์อยู่ มันไม่เกิดตายไปตามธาตุขันธ์ จึงไม่มีการห่วงการหวง การยึดการถือ ที่เรายังห่วงยังหวง ยังยึดยังถือ อยากจะมีชีวิตยืนยงคงอยู่ ก็เพราะยังไม่รู้ไม่เห็นที่สุดจุดหมายปลายทาง ของอรรถของธรรม

ถ้าถึงที่สุดวิมุตติแล้ว ความห่วงความหวง ตายหรืออยู่คุณค่าเท่ากัน ไม่มีอะไรเสียหาย จะแนะนำพร่ำสอนคนอื่น เขาเลื่อมใสก็เป็นเรื่องจิตใจของเขา เขาเศร้าหมองก็เป็นเรื่องของเขา เราเป็นอย่างไร เราทราบในตัวของเราอยู่แล้ว มันจะไปเสียกับใคร จะไปได้กับอะไรอีก มันไม่มี มันหายสงสัย ทุกกาลทุกสมัย ทุกวันทุกเวลา ท่านจึงไม่มีการห่วงการหวง อยากจะอยู่ต่อไปก็ไม่ว่า อยากจะตายไปก็ไม่ใช่ แล้วตั้งแต่เรื่องของกรรมมันจะมาถึงเมื่อไร ท่านไม่ติดข้องในเรื่องของธาตุของขันธ์..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล บ้านชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ. ๒๔๖๗ – ๒๕๒๓)





"... ในขณะที่นั่งภาวนาเราควรจะต้อง
ปิดทวารทั้ง ๕ ให้แน่นหนาทุกๆ ทวาร

ตา เราปิดเสีย ไม่ต้องการดูรูปดี และชั่วทั้งหมด หู เราก็ปิดเสีย เสียงใดที่ไม่จำเป็น เช่นเสียงที่ไม่ทำให้เกิดประโยชน์แก่การฟังก็ไม่จำเป็นต้องฟัง นอกจากเสียงที่จะเป็นประโยชน์
เช่นเสียงที่พูดแนะนำให้กระทำความดี แล้วจึงควรเปิดรับฟัง ส่วนจมูก เป็นเรื่องจำเป็นของชีวิต
เพราะถ้าไม่มีจมูกเป็นทางหายใจแล้ว ก็จะทำให้อวัยวะส่วนอื่นๆ ขัดข้องไปทุกอย่าง ตลอดจนชิวหาทวารคือ ปาก

ส่วนกายของเราก็ควรมีแต่การนั่งเพียงอิริยาบถเดียว เช่น ที่เรากำลังนั่งขัดสมาธิ หรือพับเพียบกันอยู่ บัดนี้ เราต้องพยายามปิดทวารต่างๆ เหล่านี้โดยไม่ต้องให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปใช้ในการอื่นเลย
นอกจากเรื่องของการทำสมาธิ คือ ต้อนใจให้เข้าไปอยู่ในเอกัคคตารมณ์อันเดียว ให้เงียบอยู่ภายในบ้านของตัวเอง คือ ร่างกาย
โดยปิดประตูหน้าต่างเสียให้หมด ..."

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง
จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙ - ๒๕๐๔)






“..การเอาน้ำร้อน ๆ ไปรดผัก แทนที่มันจะงอกงามขึ้น ไม่เป็นอย่างนั้น มันไหม้ มันตายไปหมด เพราะน้ำที่เราไปรดมันร้อน ฉันใด จิตใจของคนที่โกรธ ไปแนะสอนคนอื่น บอกคนอื่นด้วยความโกรธ จึงเป็นโทษ เป็นทุกข์ เขาไม่ยินดีรับคำสอน ฉันนั้น..”

โอวาทธรรม
พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร





“..บุคคลผู้มีสติปัญญาดี เมื่อได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังพระสัจธรรมอันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว เขาย่อมเป็นผู้มีจิตแสนฉลาด รู้ความหมายมีศรัทธาเลื่อมใส เข้าใจในอรรถในธรรม เขาทำแต่กรรมดี ละกายทุจริต ดังจิตเจตนา เว้นห่างจากบาป เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมยเอาข้าวของของผู้อื่น ไม่ประพฤติผิดมิจฉาทางกาม ไม่พูดความเท็จ พูดแต่ความจริง ไม่พูดส่อเสียดให้เกิดความทะเลาะแตกความสามัคคีต่อกันไม่พูดคำหยาบ ไม่แสลงหู ทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจดี ไม่มีภัยในคำพูด พูดมั่นคงมีหลักฐาน ไม่เป็นคำเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้ประโยชน์ เป็นวาจาสะอาด นักปราชญ์นิยมชมชอบ..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร
(พ.ศ. ๒๔๑๓-๒๔๙๒)






"ทำดีไปเรื่อยๆ ผลแห่งความดีจะคุ้มครองเราเอง"

"อย่าไปท้อแท้เวลาทำดีแล้วยังไม่เห็นผลทันตา

การทำความดีก็เหมือนการปลูกต้นไม้ ต้องอาศัยเวลา คอยรดน้ำพรวนดินด้วยความอดทน
ทำหน้าที่ของตนด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และมีความเมตตา
ถึงใครไม่เห็น แต่ใจเรารู้ และธรรมะย่อมรู้
ผลบุญกุศลที่เราสร้างสะสมไว้ จะกลายเป็นเกราะมงคลคอยค้ำจุนชีวิตเราให้เจริญรุ่งเรืองแน่นอน"

— หลวงปู่ลี กุสลธโร —





"ชนะคนอื่นร้อยครั้ง ไม่เท่าชนะใจตนเองเพียงครั้งเดียว"

"การเอาชนะผู้อื่นด้วยคำพูดหรืออารมณ์ มีแต่จะสร้างศัตรูและผูกเวร

ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่และประเสริฐที่สุด คือการเอาชนะความโกรธ ความโลภ และความอยากในใจตนเอง
ยามมีเรื่องมากระทบ ควบคุมอารมณ์ตนเองให้อยู่ มีสติไม่ไหลไปตามกิเลส
คนที่ชนะใจตนเองได้ ย่อมเป็นผู้ที่มีมงคลชีวิต และอยู่อย่างสงบสุขในทุกที่"

หลวงปู่คำดี ปภาโส


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 143 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร