วันเวลาปัจจุบัน 24 ก.พ. 2026, 01:06  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: 22 ก.พ. 2026, 13:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5500


 ข้อมูลส่วนตัว


"โลกนี้เขาก็เป็นของเขาอย่างนี้แหละไม่มีอะไรที่ยึดถือได้ว่า แน่นอน
ถ้าคนเรามีศรัทธาว่าพระพุทธองค์ท่านหยั่งรู้ลึกซึ้งถึงโลกนี้
เป็นอย่างดีด้วยพระปัญญาคุณของพระองค์ท่านเอง
พระพุทธองค์ทรงสงสารเมตตาสัตว์โลก
ว่าเวียนวนอยู่ในความทุกข์ทรมานไม่มีที่สิ้นสุด
พระพุทธองค์ได้ทรงพบทางพ้นความทุกข์
โดยสิ้นเชิงแล้วด้วยพระปัญญาคุณ
ทรงพระเมตตาบอกทางพ้นความทุกข์
ให้แก่ทุกๆคนจะไปหาที่ไหนอีกล่ะ
ผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาอันบริสุทธิ์ต่อมวลมนุษย์"

หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ
วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร





จิตพอแล้วสบายหมด อยู่ไหนสบาย

ถ้าจิตไม่พอขึ้นหอปราสาทก็ไปครวญครางบนหอปราสาทนั่นแหละมันสำคัญอยู่ที่ใจ

ถ้าใจสะดวกสบายแล้วเย็นไปหมด

ถ้าใจร้อนเสียอย่างเดียวร้อนเป็นฟืนเป็นไฟไปหมดความทุกข์ความสุขมารวมอยู่ที่ใจสามโลกธาตุไม่มีที่ใดเป็นที่เก็บความสุขและความทุกข์นอกจากใจดวงเดียวนี้เท่านั้น

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน





“อยากพ้นทุกข์ก็ให้ทำเอา พระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ประทานให้เราไม่ได้ ถ้าอยากได้ก็ให้ลงมือทำด้วยตนเอง ความเกียจคร้านบ่เคยทำให้ใครเป็นอริยะมีแต่จะทำให้คนนั้นเป็นอะริแย่ คือแย่ลงไปเรื่อยๆหาความดีให้ตนเองไม่ได้”
“เทวดาเขาบ่ได้มักมนุษย์ ที่กาย เทวดาเขามักมนุษย์ ที่ศีลธรรมของผู้นั่น”ผู้มีศีลธรรมในใจ” เทวดาเขาสิเห็น รัศมีในจิตของผู้นั่น จิตผู้มีธรรมนี่ ใจมันสิงามในใสกว่ากายนอก เทวดาผู้เขามีใจทิพย์ใจธรรม เห็นมนุษย์ผู้นั่นแล้ว เขากะฮักกะหอมอยากเข้าใกล้”
“ ให้เป็นคนมีวิหารธรรมในใจ เฮือนชานบ้านช่องในจิตในใจให้เป็นไปในพุทธ ธรรม สงฆ์ ใจดวงนี้เอาอันใดใส่เป็นอันนั่น เอาบุญใส่ ใจเป็นบุญ เอาบาปใส่ ใจเป็นบาป ”
“ ธรรมชาติกิเลสมันบ่เคยส่งเสริมผู้ใดไปในทางดี มันมีแต่สิพาเฮาคิดไปในเรื่องบ่ดีไห่ใจเจ้าของเศร้าหมอง อดีตผ่านไปแล้วเอามาคิดใจเจ้าของกะเป็นทุกข์ เหตุปัจจุบันเป็นทุกข์ อนาคตมันกะผลเป็นทุกข์ ไห่ปฏิบัติดีเอาในปัจจุบันที่ตนเองมีอยู่ ปฏิบัติตนในศีลธรรมแล้วใจเจ้าของกะเป็นสุข ”

โอวาทธรรมหลวงปู่ชอบ ฐานสโม






อัจฉริยลักษณะ “พระอาจารย์มั่น” ปรมาจารย์สายวิเวก ผู้เกิดมาเพื่อธรรมล้วน ๆ

ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต คือพระเถระผู้มีปฏิปทาเด็ดเดี่ยว มักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลีหมู่คณะ รักวิเวกเป็นชีวิตจิตใจ ตั้งแต่วันอุปสมบทจนวาระสุดท้าย ท่านปรารภความเพียรไม่ลดละ

ธุดงควัตรที่ท่านถือปฏิบัติเป็นนิจ ได้แก่

บิณฑบาตเป็นวัตร

ฉันในบาตรเป็นวัตร

ใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

อยู่ป่าเป็นวัตร

ถือนั่งฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร

ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวทางตรงต่อมรรคผล ไม่สะสม ไม่ยึดติด ไม่ประดับชีวิตด้วยอามิส

ลักษณะภายนอกที่ผู้คนกล่าวถึง

มีการบันทึกลักษณะเฉพาะของท่านไว้หลายประการ เช่น

คิ้ว – มีไฝเล็ก ๆ ระหว่างคิ้ว คล้ายอุณาโลม ลักษณะเป็นจุดดำไม่นูน มีขนอ่อน ๓ เส้น หากไม่สังเกตจะไม่เห็น

หู – หูยาน ลักษณะที่คนโบราณถือเป็นลักษณะนักปราชญ์

จมูก – โด่งรับใบหน้า ดูสง่างาม

ตา – คมไว แววตาชัด มีวงแหวนในตาดำ ผู้พบเห็นมักกล่าวว่าเป็นตาของผู้มีปัญญา

นิ้วมือ – นิ้วชี้ยาวกว่า แล้วเรียงลดหลั่น

นิ้วเท้า – ลักษณะคล้ายกัน นิ้วชี้ยาวกว่าแล้วไล่ลงมา

ฝ่าเท้า – มีลายก้นหอยสองอัน และรอยคล้ายกากบาทกลางฝ่าเท้า มีผู้เล่าว่าเมื่อท่านเดินผ่าน ชาวบ้านมักมองรอยเท้าด้วยความเคารพ

รอยนิ้วเท้า – เป็นลักษณะก้นหอยหรือวงจักร มีทั้งอันใหญ่และเล็ก

ฝ่ามือ – มีเส้นลายกากบาทปรากฏเต็มทั้งสองข้าง

ลักษณะเหล่านี้เป็นคำบอกเล่าจากศิษย์และผู้ใกล้ชิด สะท้อนความศรัทธาที่ผู้คนมีต่อท่าน

คุณลักษณะภายในที่เป็นหัวใจ

เสียง – กังวาน ชัดเจน หนักแน่น ฟังแล้วสะเทือนใจผู้ฟัง

คำพูด – ตรงไปตรงมา เหมือนถ่ายทอดจากใจสู่ใจ ไม่อ้อมค้อม ไม่เอาใจใคร

วาจา – บริสุทธิ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ไม่เจือด้วยลาภ ยศ หรืออามิส จึงมีพลังธรรมในตัวเอง

การสั่งสอน – มุ่งให้ผู้ฟังเห็นความจริงของกิเลส ไม่ประนีประนอมกับความหลง

เรื่องฤทธิ์ – ท่านไม่ส่งเสริมการแสดงอิทธิฤทธิ์ มุ่งภาวนาเพื่อความสิ้นกิเลสเป็นหลัก อิทธิฤทธิ์ตามหลักพุทธศาสนาเกิดจากกำลังสมถะและฌานสมาบัติ แต่การบรรลุธรรมต้องอาศัยวิปัสสนาปัญญาเป็นแก่น

สาระสำคัญของท่านพระอาจารย์มั่น อยู่ที่การดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างแห่งความเพียร ความตรง ความจริง และความไม่สะสม

ไม่เน้นปาฏิหาริย์
ไม่เน้นชื่อเสียง
ไม่เน้นลาภผล

แต่เน้นการดับกิเลสด้วยตนเอง

เรียบเรียงจากหนังสือของ
พระอาจารย์ลี ธัมมธโร
วัดอโศการาม

กล่าวถึง
พระอาจารย์มั่น ภูริทตโต






#จิตสงบ
"...คำว่าจิตเป็นความสงบ ได้แก่จิตไม่ส่ายแส่ไปในอารมณ์ต่าง ๆ ตามนิสัยของตนที่เคยเป็นมาก่อนที่ไม่ได้ภาวนา "พอเราภาวนาจิตของเรามีความสงบ" เข้ามาสู่ความเป็นอารมณ์อันเดียว "คือรู้อยู่จำเพาะตัวนี้เท่านั้น นี่เรียกว่าจิตสงบ"

ความสงบในตำรานั้น "เข้ามากลายเป็นความสงบในหัวใจของเรา" นี่เรียกว่าภาคปฏิบัติ เริ่มปรากฏแล้วว่าปฏิเวธ "คือรู้ชัดภายในตัวว่าจิตสงบอย่างแท้จริงนั้นเป็นอย่างนี้" ความจำได้ในตำราเป็นอย่างนั้น "ความเป็นในจิตของตนเพราะภาคปฏิบัติเป็นอย่างนี้" นี่ก็แยกได้ชัดเจน เพราะฉะนั้นความจำกับความจริงจึงต่างกัน..."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน







อาตมาอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ได้ ถือว่าอายุยืนมากแล้ว
ถ้าอยากอายุยืนก็ให้พวกเราพากันรักษาศีลนะ
อาตมาบวชเป็นพระ
ตั้งแต่วันบวชไม่เคยทำผิดศีลเลย
แต่พวกเราเป็นฆราวาสมันมีโอกาสทำผิดศีลได้ตลอด
ให้ตั้งใจรักษาศีลให้ดี จะได้อายุยืน

หลวงปู่ทิวา อาภากโร
เสริมรังษีศูนย์ปฏิบัติธรรม





"#ฟอกของเก่าให้บริสุทธิ์เสียก่อน"

"พระธรรมกำจัดภัยได้จริง"
เพราะบุคคล ผู้มีคุณธรรมประจำใจแล้ว
ย่อมไม่หวาดหวั่นในการตาย

เพราะเวรภัยก็ไม่มี
"พระพุทธคุณกำจัดทุกข์ได้จริง"
ก็คือส่วนคุณธรรมของพระพุทธเจ้า
ซึ่งมีอยู่ในจิตของเราก็เหมือนกัน
ผู้ที่ต้องการจะพ้นทุกข์ก็ต้องทำดังนี้

ถ้าทำอย่างนักปราชญ์สมัยใหม่
พอเริ่มเรียนกัมมัฏฐานก็ถึงวิปัสสนาเลย
อะไรๆก็อนัตตา รูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่ของเรา ไม่เอาเลย
โยนโครมทิ้งหมด ..นั่นแหละจะหัวแตก

คนฉลาดเขาก็จะต้องเอา "ของเก่า"
มาฟอกให้ดีให้บริสุทธิ์เสียก่อนแล้ว
จึงส่งคืนให้เจ้าของเขาอย่างนี้เขาจึงจะยินดีรับ
ถ้าเราฟอก "ธาตุขันธ์" ของเราบริสุทธิ์แล้ว
ใจของเราก็เบาสบาย เมื่อใจมันเบาแล้ว
ถึงจะ "หามของหนัก" มันก็ไม่หนักใจ
ที่หนัก...ก็เพราะมี "นิวรณ์ต่างๆ" มาครอบงำอยู่

นิวรณ์เหล่านี้เปรียบเหมือนกับเลนหรือตม
ที่เข้ามาฉาบพอกหัวใจ คือ

"กามฉันทะ" ความยินดีรักใคร่ หลงใหล
เพลิดเพลินในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆ
ก็เป็นเลนตมฉาบทาชั้นหนึ่ง

"พยาปาทะ" ความพยาบาทปองร้าย
ด้วยความเจ็บแค้นก็เป็นเลนตมฉาบทา
เข้าไปอีกชั้นหนึ่ง

"ถีนมิทธะ" ความง่วงเหงา หดหู่ ไม่เบิกบาน
ก็เป็นเลนตมฉาบทาเข้าไปชั้นหนึ่ง

"อุทธัจจกุกกุจจะ" ความคิดฟุ้งซ่าน
ไปในอารมณ์นั้น อารมณ์นี้ ในคน ในวัตถุ ในรถ
ในเรือ ในไร่ ในนา ในดิน ในฟ้า ในทรัพย์สมบัติ ฯลฯ
ก็เป็นเลนตมฉาบทาเข้าไปชั้นหนึ่ง

ทีนี้ "วิจิกิจฉา" ความลังเลสงสัย
ไม่เข้าอกเข้าใจในบุญ บาป ในดี ในชั่ว
ก็เป็นเลนฉาบทาเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง

เหตุนี้หัวใจมันจึงต้องหนัก อยู่บ้านก็หนัก
อยู่วัดก็หนัก อยู่คนเดียวก็หนัก อยู่หลายคนก็หนัก
เมื่อหนักแล้วมันก็ถ่วง เมื่อถ่วงแล้วมันก็จม
เมื่อจมแล้วก็ถอนไม่ขึ้น

"พระอาจารย์ลี ธัมมธโร"
วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ
...
คัดลอกจาก
หนังสือแนวทางปฏิบัติ วิปัสสนา-กัมมัฏฐาน เล่ม ๒
พระอาจารย์ลี ธัมมธโร. มกราคม, ๒๕๕๓. หน้า ๒๗๗-๒๗๘







“คนอื่นจะไม่คิดก็ช่างเถิด แต่เมื่อตั้งใจมา
บริหารจิตแล้ว ก็ควรได้คิดด้วยกันทุกคน
จนให้มีความเข้าใจกันทุกคน ว่าทำไมทุกชีวิต
หรือจะเรียกว่าสรรพสัตว์ในโลกนี้ จึงแตกต่าง
กันเพียงเล็กน้อยบ้าง มากมายเหลือเกินบ้าง
ทั้งในรูปลักษณะหน้าตา กริยา มารยาท หรือ
ฐานะมั่งมี ยากจน ตลอดถึงชาติตระกูลที่สูง
ต่ำต่างกัน ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่อย่างเด่นชัด

ความแตกต่างกันทั้งหมดดังกล่าวเกิดจาก
อะไร ใช้ปัญญาคิดแล้วก็จะได้ความเข้าใจ
จะเชื่อในเรื่องของกรรมและการให้ผลของ
กรรมว่าเป็นสิ่งมีจริง เมื่อเกิดความเชื่อเช่นนั้น
แล้ว ก็จะกลัวการกระทำไม่ดี จะอาจหาญ
ทำกรรมดีทั้งปวงโดยไม่กลัวอำนาจอะไรเลย
เพราะไม่มีอำนาจใดจะมาเปลี่ยนแปลงผล
ของกรรมดีที่ทำแล้วให้เป็นผลไม่ดีได้เลย
เป็นอันขาด ควรมั่นใจในสัจธรรมนี้ และความ
มั่นใจนี้จะให้คุณสถานเดียว ไม่มีโทษ
แม้เล็กน้อยเพียงใดเลย”
...
พระนิพนธ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร







#ถ้าอยู่กับใครที่เราไม่ค่อยชอบ แต่ไม่มีทางเลือก
เทคนิคอย่างหนึ่งคือ #แผ่เมตตาให้กับตัวเอง
ขอให้เป็นผู้ไม่มีเวร ชื่นชมในความดีของตนเอง
เวลาเรารักตัวเอง ก็พร้อมที่จะรักคนอื่นให้อภัยคนอื่น"

#พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ






#เรื่องการหน่ายกาม..!!
ท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ ได้แนะนำสอน
พระฝรั่ง ที่ได้มาพบสนทนา ภายในโบสถ์
วัดเทพศิรินทร์ฯ หลังจากหลังจากท่านได้ปฏิบัติกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ท่านพระครูปัญญาภรณ์โสภณ (มหาอำพันบุญ-หลง) จึงเห็นว่ามีความสำคัญมาก ได้ขออนุญาตจากท่านบันทึกไว้พิมพ์แจกจ่ายแก่ลูกศิษย์เพราะจะได้เป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชน โดยท่านพระครูปัญญาภรณ์ ฯ ได้พิมพ์ทั้งในด้านภาษาไทย-อังกฤษไว้ ดังมีใจความดังนี้

Sensual cra...ving arises through unwise thinking on the agreeable and delightful.
กามฉันท์ หรือกามตัณหา เกิดขึ้นจากความไม่ฉลาด หลงคิด เห็นอารมณ์ต่าง ๆ เป็นที่ถูกใจและน่ายินดี

It may be suppressed by the following ๖ methods:-
สามารถข่มไว้ได้ด้วยวิธีทั้ง ๖ ดังต่อไปนี้..

๑. Fixing the mind upon an idea that arouses disgust.
เพ่งใจให้เห็นอสุภารมณ์ คือ อารมณ์ที่ปฏิกูล น่าเกลียดไม่งามของสังขารร่างกาย จนให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายความรักใคร่ หายความกำหนัดยินดี

๒. Meditation upon the impurity of the body.
เพ่งพินิจ พิจารณาความปฏิกูลของร่างกาย (แยกออกเป็นอาการ ๓๒ ที่เรียกว่า กายคตาสติภาวนามี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอ็น กระดูก เป็นต้น)

๓. Watching over the sin doors of sense.
ใช้สติสำรวมอินทรีย์ เฝ้าระวังทวารทั้ง ๖ (คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อได้ประสบพบเห็น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมมารมณ์ อย่าให้ความรักใคร่ กำหนัด ยินดียินร้าย เกิดขึ้นภายในจิตใจ)

๔. Moderation in eating
ให้รู้จักประมาณการบริโภคอาหาร อย่าให้อิ่มมากจนเกินไป จะเป็นเหตุให้เกิดความกำหนัดทางกายและลุกลามเข้าไปถึงจิตใจ ให้เกิดความเศร้าหมองด้วยฉันทราคะ

๕. Cultivation friendship with the good.
ทำความวิสาสะคบหาสมาคม สนทนาปราศรัย สนิทสนมคุ้นเคยกับกัลยาณมิตร เพื่อนผู้ดีงาม ที่จะชักชวนให้สนทนาไปในทางที่จะให้เสื่อมคลาย หายความรักใคร่ กำหนัด ยินดี และยินร้ายในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์

๖. Right instruction
ฝึกฝนปฏิบัติตนในทางที่ถูกต้อง ตามไตรสิกขา คือ :- ศีล สมาธิ ปัญญา
๑. พยายามกำจัดตัดกิเลส เครื่องเศร้าหมองอย่างหยาบ ที่ล่วงออกมา ทาง กายวาจาด้วยศีล
๒. พยายามกำจัดตัดกิเลส เครื่องเศร้าหมองอย่างกลาง คือ นิวรณ์ ทั้ง ๕ มี กามฉันท์ พยาบาท ถีนะมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ด้วยสมาธิ ย่นย่อ นิวรณ์ ๕ ลงเป็น ๓ คือ..

๑. ราคะโลภะ ๒. โทสะ ๓. โมหะ

๑. กามฉันท์นิวรณ์ ความพอใจในกามเป็น ฝ่ายราคะโลภะ

๒. พยาบาทนิวรณ์ ความขึ้งเคียดโกรธ เคือง เป็นฝ่ายโทสะ ที่เหลือ อีก ๓ คือ ถีนะมิทธะ ความหดหู่ง่วงเหงา อุทธัจจะ กุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน รำคาญ และ วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยทั้ง ๓ นี้ เป็นฝ่ายโมหะ

๓. พยายาม กำจัด ตัดกิเลส อย่างละเอียด ที่เกิดจากทิฐิความเห็นด้วย ปัญญา ด้วยการพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงของสังขาร ซึ่งมี ลักษณะเกิดขึ้น เสื่อมสิ้นกันไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา

The sensual craving is forever destroyed upon the entrance into Anagamiship.
กามฉันท์ หรือ กามตัณหานี้ สลัดกำจัดตัดได้อย่างเด็ดขาด ต่อเมื่อเข้าสู่กระแส พระอนาคามิมรรค บรรลุถึงพระอนาคามิผล
-----------------------------------------------
#ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต
วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหารกรุงเทพฯ
(ตามรอยธมฺมวิตกฺโกพระอรหันต์กลางกรุง)





เรื่อง “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้โปรดเปรตสองพี่น้อง”
เป็นหนึ่งในเหตุการณ์อัศจรรย์ที่ปรากฏอยู่ในบันทึกคำสอนและประวัติของท่านหลวงปู่มั่น ซึ่งแสดงถึง เมตตาธรรมอันยิ่งใหญ่ และ ญาณหยั่งรู้ของพระอริยเจ้าผู้บรรลุธรรม



เรื่องเปรตสองพี่น้อง

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่มั่นได้จำพรรษาอยู่ที่ป่าลึกทางภาคอีสาน (บางบันทึกกล่าวว่าในเขตจังหวัดอุดรธานี)
ในยามดึกสงัด ท่านกำลังนั่งภาวนาอยู่ในกุฏิ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากป่าด้านหลังวัด เสียงนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน น่าสะเทือนใจยิ่งนัก

หลวงปู่มั่นจึงตั้งสติ พิจารณาด้วยเมตตา แล้วอธิษฐานจิตตรวจดูด้วยญาณทัสสนะ
ปรากฏว่าเป็น เปรตสองพี่น้อง ที่เคยเกิดในตระกูลมั่งมีในอดีตชาติ
แต่เพราะได้ทำกรรมหนักไว้ — เคยทะเลาะวิวาทแย่งมรดกของพ่อแม่
และยังพูดจาหยาบช้าดูหมิ่นพระสงฆ์ จึงตายไปเกิดเป็นเปรตอยู่ในป่านั้น



เหตุที่มาเป็นเปรต

หลวงปู่มั่นทราบด้วยญาณว่า
ทั้งสองเคยเป็น พี่น้องกันในอดีตชาติหนึ่ง
เมื่อพ่อแม่ตาย ได้ทิ้งทรัพย์สมบัติไว้มาก
แต่ทั้งสองแย่งชิงกัน ไม่ยอมแบ่งกันตามธรรม
แถมยังกล่าวเท็จ สาปแช่งกันเองด้วยความโกรธ

พอตายไป จิตเต็มไปด้วยความโลภและพยาบาท
จึงไปเกิดเป็นเปรตรูปร่างน่าเกลียด ผอมสูง มีเปลวไฟลุกทั่วร่าง
ถูกความหิวและความร้อนทรมานอยู่ตลอดเวลา



หลวงปู่มั่นโปรดด้วยเมตตา

เมื่อท่านทราบดังนั้น จึงได้แผ่เมตตาให้
พร้อมทั้งกล่าวธรรมโปรดเปรตทั้งสองว่า

“กรรมเป็นของของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
อย่าประมาทในกรรม อย่าคิดว่าตายแล้วสูญ
ผลของกรรมตามจิตไปทุกภพทุกชาติ”

จากนั้น ท่านได้อธิษฐานจิตให้เปรตทั้งสองได้คลายความทุกข์
และสอนให้ตั้งใจฟังธรรม ระลึกถึงบุญที่เคยทำไว้ในอดีต

ไม่นานนัก เปรตทั้งสองก็มีอาการสงบลง
น้ำตาไหลด้วยความสำนึกในกรรมที่ตนได้ก่อไว้
และได้กราบหลวงปู่มั่นด้วยใจเคารพ

ท่านจึงบอกให้ “อนุโมทนาในบุญแห่งเมตตาธรรม” ที่ท่านแผ่ให้
แล้วเปรตทั้งสองก็อันตรธานหายไปจากที่นั้น
(ตามอรรถว่าได้พ้นจากเปรตภูมิไปเกิดในภพที่สูงขึ้น)



ข้อธรรมที่หลวงปู่มั่นสอนจากเหตุการณ์นี้

“กรรมเป็นของจริง ไม่ลบล้างด้วยคำพูด ต้องชำระด้วยใจดีและการภาวนา”
“อย่าประมาทในชีวิต อย่าประมาทในกรรมแม้เล็กน้อย”
“ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นไฟเผาใจคน ให้เป็นเปรตตั้งแต่ยังไม่ตาย”
______________________________________________






"คนเราทุกวันนี้ ถ้าเป็นคนที่มีธรรม
จะคิด จะพูด จะทำอะไรก็เป็นธรรม
แต่ถ้าเป็นคนไม่มีธรรม
เอาเรื่องโลกมาคิด มาพูด มาทำ
ก็มีแต่โลกทั้งนั้น
ให้เราทั้งหลายช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
เห็นการกระทำอะไรที่ไม่ดีให้ช่วยกันบอกสอนแก้ไขให้ถูกให้ควร
อย่าปล่อยให้คนทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่าพึ่งเชื่อในสิ่งที่อาตมาพูด
ว่าดี ว่าถูก ว่าควรแล้วให้นำไปไตร่ตรองดูเสียก่อน
หากพิจารณาว่าดี ว่าถูก ว่าควร แล้วจึงค่อยเชื่อ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้
พ่อแม่ครูบาอาจารย์ก็เคยเตือนให้พึงระวัง
เรื่องอายตนะ ๖ กาย ใจ ตา หู จมูก และลิ้น
ไม่ให้นำสิ่งไม่ดีเข้ามา ให้คะลำ
ภาษาอีสาน คะลำ หมายถึง หลีกเลี่ยง
อย่าเอาสิ่งไม่ดีเข้ามาในตัวหากรู้ว่าไม่ดีให้หลีกหนีให้ไกล"

หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ
วัดป่าศิลาพร จ.ยโสธร





ธรรมะโอวาท : หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

จิตไม่ใช่ “เรา”
หลวงปู่ย้ำชัดว่า
“ดวงจิตดวงนี้…ไม่ใช่เรา”

ความคิด ความอยาก ความโกรธ ความกลัว ที่เกิดขึ้นในใจ
ไม่ใช่ตัวตนแท้จริง …
แต่เป็นสิ่งที่เกิดแล้วก็ดับ ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน เราจะเผลอ “เป็น”
ความคิดนั้นทันที >> แล้ว ทุกข์ ก็เกิด






หัวใจ เป็นมงคลที่สำคัญที่สุด
ถ้าหัวใจ ไม่เป็นมงคลเสียแล้ว
มีวัตถุมงคล มากมายเพียงใด
ก็ไม่มีความหมาย

ไปที่ไหน ก็อย่าลืมพุทโธภายในใจ
ให้ พุทโธๆ เสมอไป จะสงบร่มเย็น
เป็นสุขอยู่กับตัว ตลอดกาลสถานที่

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 77 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร