วันเวลาปัจจุบัน 09 ส.ค. 2020, 19:09  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2019, 07:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3859


 ข้อมูลส่วนตัว


เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำชีวิตให้ดีงามได้ ทุกคนมีสิทธิ์เสมอกันในการสร้างคุณงามความดี และเมื่อเราเห็นความงามของความดี ทั้งในตัวเองบ้าง ในกัลยาณมิตรของเราบ้าง ผู้คนรอบข้างบ้าง ก็ให้เราอนุโมทนาในความดีนั้น เชิดชูความดี และพยายามทำความดีให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เห็นความดีที่ไหน ให้เราอนุโมทนาที่นั่น จิตใจของเราจะเบิกบานตลอดเวลา

บางที่การทำความดีของตัวเองยังจำกัดอยู่ แต่ว่าเมื่อเรายินดีและอนุโมทนาในความดีของคนอื่น เรียกว่ามันไหลมาตลอดเวลา แทนที่จะมองเพ่งโทษหาข้อบกพร่องในสิ่งต่างๆ ของคนนั้นคนนี้ ให้เรามองความดีของคนอื่น ก็จะเหมือนมีกระแสดีงามไหลรินเข้ามาในจิตใจของเราตลอดเวลา จิตใจของเราก็จะเบิกบานด้วยธรรม

พระอาจารย์ชยสาโร





"ทำบุญด้วยเงินสองสลึง ทำให้แผ่นดินไหว "

เรื่องที่จะเล่านี้เป็นเมตตาธรรมจากครูบาวงศ์ หรือครูบาชัยยะวงศา แห่งวัดพระบาทห้วยต้ม จ.ลำพูน พระอริยสงฆ์อีกรูปหนึ่งของแผ่นดินธรรม

ในอดีตกาล ล่วงมาแล้ว สมัยองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า ยังทรงพระชนย์อยู่ มีพระยาเจ้าเมือง เมืองหนึ่ง มีใจศรัทธาปรารถนาจะถวายผ้ากฐินเป็นทาน จึงได้ป่าวประกาศไปทั่วบ้านเมืองเพื่อเชิญชวนให้ชาวเมืองได้ร่วมทำบุญในครั้งนี้
ข่าวทราบถึงมหาเศรษฐี สองคนผัวเมียมีเงินทองอยู่ ๘๘ โกฏิ เขาทั้งสองเกิดความศรัทธาปิติยินดี ในกองบุญกฐินนั้น จึงตั้งใจที่จะร่วมถวายทาน ผ้ากฐิน ตกกลางคืนมา

สองผัวเมียก็มาคิดว่า ตัวเรานี้มีข้าวของมากมาย แต่ไม่มีอันใดเลย ที่หามาด้วย น้ำพักน้ำแรงของตน มีแต่ใช้คนอื่นหามา มันจะ เกิดอานิสงส์แก่เรามากไหมหนอ

เมื่อคิดอย่างนั้น ผู้เป็นผัวจึงชวนเมียว่า"พรุ่งนี้เช้า เราพากันไปเกี่ยวหญ้ามาขาย เอาเงินที่ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง เราไป ทำบุญ มันจักได้บุญมาก"
ผู้เป็นเมียจึงตอบตกลง

พอรุ่งเช้าก็พากันถือเคียวเที่ยวเกี่ยวหญ้า กลางแดดร้อน ได้หญ้ามาสามมัด จึงเอามาสาง เอามาล้างเเล้ว มอบให้คนใช้นำไปขายให้คนเลี้ยงมา ได้เงินมาสามสลึง จึงมอบ ให้คนใช้ สลึงหนึ่ง ผัวเอา สลึงหนึ่ง เมียได้ สลึงหนึ่ง สองคนผัวเมีย ได้เงินสองสลึงแล้ว จึงพากันนำเงินนั้นมาชำระล้าง ด้วยน้ำอบน้ำหอม ตั้งจิตอธิษฐานยกเงินขึ้นเหนือหัว แล้วตั้งสัจจะอธิษฐาน ด้วยความปิติยินดี แล้วคิดว่า นี่เเหละ! คือเงินที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา เราจะได้บุญมาก!

จากนั้น สองคน ผัวเมีย มหาเศรษฐี จึงเดินทางไปที่บ้านของพระยาเจ้าเมือง พอไปถึงก็เดินเข้าไปในบ้าน ไปหยุดตรงที่เขาตั้งขัน รับบริจาคทานบุญกฐินไว้ เขาจึงพากัน หย่อนเงินลง "แก๊ก แก๊ก " แล้วก็เดินออกไป

พอพระยาเจ้าเมืองเห็นจึงเดินมาดูในขัน เห็นเงินอยู่สองสลึง จึงเกิดโทสะโกรธขึ้น เป็นฟืนเป็นไฟว่า "ไอ้อี สองคนนี้ มันเป็นถึงมหาเศรษฐี มีข้าวของ ๘๘ โกฏิ มาตระหนี่ ดูถูกดูแคลนกู กูตั้งกองบุญกฐิน เอาเงินมาร่วมนิดเดียว" จึงหยิบเงิน ขว้างทิ้งลงพื้นกระเด็นไปตกข้างกำแพง
พอถึงเวลา พระยาเจ้าเมืองและบริวารชาวบ้านชาวเมืองจึงพากัน แห่ผ้ากฐินเข้าไปสู่อารามเพื่อจะถวายพระพุทธเจ้า
ครานั้นแผ่นดินไหวสนั่นไปทั่ว เหตุเพราะเหล่าเทวดาล้วนสาธุการ และบังเกิดต้นกัลปพฤกษ์งอกขึ้นตรงที่เงินสองสลึงตกอยู่ !!!
พระยาเจ้าเมืองเห็นดังนั้นก็ดีใจว่า กูนี้เป็นผู้มีบุญมาก ทำบุญกฐินจนแผ่นดินไหว ต้นไม้กัลปพฤกษ์ก็งอก

จึงวิ่งเข้าไปหมายจักหยิบเงินทองข้าวของที่ห้อยอยู่บนกิ่งกัลปพฤกษ์ แต่เข้าไม่ถึง เกิดร้อนขึ้น ตาแทบแตกไม่ว่าใครก็เข้าไม่ถึง
มีแต่สองคนผัวเมียมหาเศรษฐี เท่านั้นที่เข้าไปได้ และนำต้นกัลปพฤกษ์ มาวางบนฝ่ามือได้พอดี
เมื่อนั้น องค์พระพุทธเจ้า จึงได้ตรัสว่า"เหตุที่แผ่นดินไหว และต้นกัลปพฤกษ์งอกขึ้นนั้น มิใช่ เพราะนาบุญของท่านพระยาเจ้าเมืองแต่เป็นเพราะอานิสงส์ของสองคนผัวเมียมหาเศรษฐี นั่นแหละ"

“การทำบุญน้อยนิด แต่เป็นบุญบริสุทธิ์ จากจิตบริสุทธิ์ มีอานิสงส์มาก”
"บุญ...มิได้วัดกันที่ค่าของทรัพย์สินเงินทอง แต่อยู่ที่กำลังใจนั่นแหละสำคัญ"

ครูบาชัยยะวงศา แห่งวัดพระบาทห้วยต้ม จ.ลำพูน







เมื่อใจต้องการบุญ จงทำเอา
เมื่อใจต้องการมรรคผล จงทำเอา
ได้แน่ ไม่ต้องสงสัย
ทำบุญต้องได้บุญ ทำบาปต้องได้บาป
เมื่อใจต้องการบุญกุศลมรรคผลนิพพานแล้ว
ตั้งอิทธิบาทธรรมคือ
ฉันทะ ความพอใจ
วิริยะ ความเพียร
จิตตะ ฝักใฝ่
วิมังสะ หมั่นตรวจตรองพิจารณาเหตุผลภายในใจแล้ว
ต้องสำเร็จได้แน่นอนโดยไม่เหลือวิสัย

หลวงปู่บุญจันทร์ จันทวโร
วัดถ้ำผาผึ้ง อ.ไชยปราการ เชียงใหม่






บุญบริจาคทานก็ดี บุญรักษาศีลก็ดี บุญภาวนาก็ดี เราทำน้อย หรือมาก ก็อย่าให้เสียวันเสียคืนเพราะอานิสงค์ที่ทำบ่อยในส่วนใดส่วนหนึ่งมันก็เพิ่มบุญขึ้นบ่อยคือเพิ่มขึ้นที่ดวงใจเรา

พระธรรมคำสอน:องค์หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต








”สูตรปฏิบัติ” เพื่อให้ได้ผลสำเร็จ
โดย หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท

ถ้าเราภาวนา แบบใช้คำบริกรรม
“ยิง” รัวแบบปืนกล อย่างต่อเนื่อง
ไม่หยุดไม่ถอย

เช่น บริกรรมว่า พุทโธๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
รัวอย่างนี้ ชนิดที่เรียกว่าไม่ให้มีช่องโหว่
ไม่เปิดโอกาส ให้จิตได้ฟุ้ง
ปรุงไปคิดเรื่องอื่นใด นอกจากคิดพุทโธ

ยิ่งถ้าจะให้ได้ผลเร็ว คือ ไม่ว่าจะทำ
กิจการงานอันใด ก็พุทโธรัวในใจเข้าไว้
ซักผ้า หุงข้าว ต้มแกง กวาดบ้าน นั่ง ยืน
เดิน นอน กิน ดื่ม ทำ พูด ฯลฯ

ทุกอิริยาบถ ให้มีแต่
พระพุทโธรัวเป็นปืนกล อยู่ในใจ
สติกับจิต ก็จะแนบแน่นอยู่ตลอด
หาช่องโหว่ ที่จะพลั้งเผลอได้ยาก

ทำบ่อยๆ อย่างนี้ ไม่นานนัก
เวลาเราไปนั่งภาวนาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
โอกาสที่จิตจะสงบเป็นสมาธิ ก็เกิดได้ง่ายขึ้น

ไม่ใช่ว่าคิดเตลิดทั้งวัน แต่พอถึงเวลานั่ง
ก็มานั่งเลย โดยไม่มีการเกลี่ยจิต มาก่อน
ให้นั่งไปอีกร้อยปี มันก็ไม่มีทางสงบ

ให้ได้ผลเร็ว ทุกอิริยาบถ
ให้มีแต่ “พุทโธ” รัวเป็นปืนกลอยู่ในใจ

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท







ตายมือกำพระ โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อเจ้าขา รถคว่ำตายไปในมือก็กำพระแน่นอยู่ วันนี้ลูกได้ถวายสังฆทาน จะมีโอกาสได้รับหรือเปล่าเจ้าคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ตายเขาไปสวรรค์ก่อนแล้ว มือถือพระจิตนึกถึงพระอย่าลืมล่ะ ถึงแม้ไม่ถืออยู่ ถ้าออกจากบ้าน ก่อนออกจากบ้านก็กราบพระสัก ๓ ครั้ง ไม่ว่าอะไรเลย กราบพระด้วยความเคารพเฉยๆ นะ หรือกราบไม่ทันแต่ยกมือไหว้ด้วยความเคารพแล้วก็ไป แล้วก็ลืมเรื่องล่ะ คุยกันเรื่องเฉื่อยไป แล้วไปตายแบบนั้นจะไปสวรรค์ทันที เพราะอารมณ์กุศลตอนเช้าที่ทำมันยังฝังใจอยู่ นั่นเขาถือพระอย่างนั้นไม่มีทางล่ะ ไปลิ่วเลย”

ผู้ถาม :- “บางทีมือซ้ายถือของอยู่ มือขวาไหว้มือเดียวได้ไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “สองมือยกไม่ขึ้น ใจเคารพยังใช้ได้เลย”

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๔ หน้า ๑๐๘ (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 11 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร