วันเวลาปัจจุบัน 12 ก.ค. 2020, 14:20  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 134 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6 ... 9  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.ย. 2019, 23:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1904

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ให้ดูพุทธพจน์สั้นๆ

ภิกษุทั้งหลาย โรค มี ๒ อย่าง คือ โรคทางกาย และโรคทางจิต

"สัตว์ที่ยืนยันได้ว่าตนปราศจากโรคทางจิต แม้เพียงครู่หนึ่งนั้น หาได้ยาก ยกเว้นแต่พระขีณาสพ" (องฺ.จตุกฺก.21/156/192)

โรคทางกายมีร้อยแปดจารไนไม่หวาดไหว เช่น โรคปอด โรคตับ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ฯลฯ โรคทางจิต ท่านหมายถึงกิเลส

อีกแห่งหนึ่งที่สอนนกุลบิดา


พุทธพจน์ที่สอนคหบดีผู้เฒ่าคนหนึ่งว่า

"ท่านพึงฝึกสอนตน ดังนี้ว่า: ถึงแม้ร่างกายของเราจะป่วยออดแอด แต่จิตของเราจักไม่ป่วยออดแอดไปด้วย" (สํ.ข.17/2/3)


ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นโรคทางกายหรือโรคทางจิต นึกออกไหม


คริคริ
แม้แต่พระอพยาธิเถระ ยังหาโรคทางกายไม่ได้
ฉะไหน ลุงกรัชกายจึงกล้าหมื่นพระพุทธองค์ ว่ามีโรคได้หรือ
tongue


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.ย. 2019, 09:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33515

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ให้ดูพุทธพจน์สั้นๆ

ภิกษุทั้งหลาย โรค มี ๒ อย่าง คือ โรคทางกาย และโรคทางจิต

"สัตว์ที่ยืนยันได้ว่าตนปราศจากโรคทางจิต แม้เพียงครู่หนึ่งนั้น หาได้ยาก ยกเว้นแต่พระขีณาสพ" (องฺ.จตุกฺก.21/156/192)

โรคทางกายมีร้อยแปดจารไนไม่หวาดไหว เช่น โรคปอด โรคตับ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ฯลฯ โรคทางจิต ท่านหมายถึงกิเลส

อีกแห่งหนึ่งที่สอนนกุลบิดา


พุทธพจน์ที่สอนคหบดีผู้เฒ่าคนหนึ่งว่า

"ท่านพึงฝึกสอนตน ดังนี้ว่า: ถึงแม้ร่างกายของเราจะป่วยออดแอด แต่จิตของเราจักไม่ป่วยออดแอดไปด้วย" (สํ.ข.17/2/3)


ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นโรคทางกายหรือโรคทางจิต นึกออกไหม


คริคริ
แม้แต่พระอพยาธิเถระ ยังหาโรคทางกายไม่ได้
ฉะไหน ลุงกรัชกายจึงกล้าหมื่นพระพุทธองค์ ว่ามีโรคได้หรือ
tongue


ขณะเดินทางไปเมืองที่จะปรินิพพานพระพุทธป่วยด้วยโรคอะไร :b1:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.ย. 2019, 09:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33515

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ให้ดูอีกหน่อย แต่ต้องไปทำความเข้าใจ เรื่องกาย ใจ รูปนาม ขันธ์ ๕ ให้เคลียร์ก่อนนะขอรับผม :b32: ถ้ายังเข้าใจเรื่องดังว่าผิดแล้ว จะไม่เข้าใจเรื่องดังต่อไปนี้


"แนะท่านคหบดี อย่างไร จึงชื่อว่า ป่วยทั้งกาย ป่วยทั้งใจ ?
ในข้อนี้ ปุถุชนผู้มิได้เรียนสดับ ไม่ได้พบเห็นอริยชนทั้งหลาย ไม่ฉลาดในอริยธรรม ไม่ได้ฝึกอบรมในอริยธรรม...ย่อมมองเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นตน (อัตตา)
มองเห็นตน มีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ
มองเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในตน
มองเห็นตน ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ อยู่ด้วยความรู้สึกรุมเร้าว่า รูปเป็นเรา รูปของเรา
เวทนาเป็นเรา เวทนาของเรา
สัญญาเป็นเรา สัญญาของเรา
สังขารเป็นเรา สังขารของเรา
วิญญาณเป็นเรา วิญญาณของเรา

"เมื่อเขาอยู่ด้วยความรู้สึกรุมเร้าว่า รูปเป็นเรา รูปของเรา ฯลฯ วิญญาณเป็นเรา วิญญาณของเรา
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมแปรปรวนไป กลายเป็นอย่างอื่น เขาย่อมเกิดความโศกเศร้า ความคร่ำครวญ ความทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นผิดหวัง เพราะการที่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนไป กลายเป็นอย่างอื่น"


"แน่ะท่านคหบดี อย่างไร จะชื่อว่า ป่วยแต่กาย ไม่ป่วยใจ ?

ในข้อนี้ อริยสาวกผู้ได้เรียนสดับแล้ว...ย่อมไม่มองเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นตน (อัตตา)

ไม่มองเห็นตน มีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ

ไม่มองเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในตน

ไม่มองเห็นตน ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ไม่อยู่ด้วยความรู้สึกรุมเร้าว่า รูปเป็นเรา รูปของเรา

เวทนาเป็นเรา เวทนาของเรา สัญญาเป็นเรา สัญญาของเรา สังขารเป็นเรา สังขารของเรา วิญญาณเป็นเรา วิญญาณของเรา


"เมื่ออริยสาวกนั้น ไม่อยู่ด้วยความรู้สึกรุมเร้าว่า รูปเป็นเรา รูปของเรา ฯลฯ วิญญาณเป็นเรา วิญญาณของเรา

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมแปรปรวนไป กลายเป็นอย่างอื่น เธอก็ไม่เกิดความโศกเศร้า ความคร่ำครวญ ความทุกข์ โทมนัส และความคับแค้น ผิดหวัง เพราะการที่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนไป กลายเป็นอย่างอื่น" *(สํ.ข.17/4-5/3-7. แปลรวบความ. ภาษิตของพระสารีบุตร)

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.ย. 2019, 10:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33515

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ให้ดูพุทธพจน์สั้นๆ

ภิกษุทั้งหลาย โรค มี ๒ อย่าง คือ โรคทางกาย และโรคทางจิต

"สัตว์ที่ยืนยันได้ว่าตนปราศจากโรคทางจิต แม้เพียงครู่หนึ่งนั้น หาได้ยาก ยกเว้นแต่พระขีณาสพ" (องฺ.จตุกฺก.21/156/192)

โรคทางกายมีร้อยแปดจารไนไม่หวาดไหว เช่น โรคปอด โรคตับ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ฯลฯ โรคทางจิต ท่านหมายถึงกิเลส

อีกแห่งหนึ่งที่สอนนกุลบิดา


พุทธพจน์ที่สอนคหบดีผู้เฒ่าคนหนึ่งว่า

"ท่านพึงฝึกสอนตน ดังนี้ว่า: ถึงแม้ร่างกายของเราจะป่วยออดแอด แต่จิตของเราจักไม่ป่วยออดแอดไปด้วย" (สํ.ข.17/2/3)


ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นโรคทางกายหรือโรคทางจิต นึกออกไหม


คริคริ
แม้แต่พระอพยาธิเถระ ยังหาโรคทางกายไม่ได้
ฉะไหน ลุงกรัชกายจึงกล้าหมื่นพระพุทธองค์ ว่ามีโรคได้หรือ
tongue



ได้ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่ง คือ ชาวพุทธบ้านเราเนี่ย มองพุทธธรรม เข้าใจพุทธศาสนา มองธรรมะเหมือนแก้วสารพัดนึก เหมือนตะเกียงวิเศษ ที่บันดลบันดาลอะไรๆให้ก็ได้ตามที่ตนต้องการตามที่ตนอยากจะได้ อยากจะมี อยากจะเป็น ต้องการแล้วต้องให้ให้ได้ :b32:

https://www.facebook.com/thaich8/photos ... =3&theater

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.ย. 2019, 16:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33515

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อาพาธ ความเจ็บป่วย, โรค, (ในภาษาไทย ใช้แก่ภิกษุสามเณร แต่ในภาษาบาลี ใช้ได้ทั่วไป) อาพาธต่างๆมีมากมาย เรียกตามชื่ออวัยวะที่เป็นบ้าง เรียกตามอาการบ้าง บางทีแยกตามสมุฏฐานว่า

ปิตฺตสมุฏฐานา อาพาธา,

เสมฺหสมุฏฐานา อาพาธา ,

วาตสมุฏฐานา อาพาธา,

สนฺติปาติกา อาพาธา,

อุตุปริณามชา อาพาธา,

วิสมปริหารชา อาพาธา ,

โอปกฺกมิกา อาพาธา,

กมฺมวิปากชา อาพาธา

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.ย. 2019, 17:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33515

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


@ ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคท้องร่วง นอนจมกองมูตรกองคูถของตนอยู่
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค มีท่านพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะ เสด็จพระพุทธดำเนินไปตามเสนาสนะ ได้เสด็จเข้าไปทางที่อยู่ของภิกษุรูปนั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุรูปนั้น นอนจมกองมูตรกองคูถของตนอยู่ ครั้นแล้วเสด็จเข้าไปใกล้ภิกษุรูปนั้น แล้วตรัสถามว่า เธออาพาธเป็นโรคอะไรภิกษุ?

ภิ. ข้าพระพุทธเจ้าอาพาธเป็นโรคท้องร่วง พระพุทธเจ้าข้า.
พ. เธอมีผู้พยาบาลไหมเล่า ภิกษุ?
ภิ. ไม่มี พระพุทธเจ้า.
พ. เพราะเหตุไร ภิกษุทั้งหลายจึงไม่พยาบาลเธอ?
ภิ. เพราะข้าพระพุทธเจ้ามิได้ทำอุปการะแก่ภิกษุทั้งหลาย ฉะนั้นภิกษุทั้งหลายจึงไม่
พยาบาลข้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าข้า.

จึงพระผู้มีพระภาครับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า อานนท์ เธอไปตักน้ำมา เราจักสรงน้ำ
ภิกษุรูปนี้.
ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระพุทธบัญชาว่า เป็นดังนั้น พระพุทธเจ้าข้า ดังนี้แล้ว
ตักน้ำมาถวาย พระผู้มีพระภาคทรงรดน้ำ ท่านพระอานนท์ขัดสี พระผู้มีพระภาคทรงยกศีรษะ
ท่านพระอานนท์ยกเท้าแล้ววางบนเตียง
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ
เหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ในวิหารหลังโน้น มีภิกษุอาพาธหรือ ภิกษุ
ทั้งหลาย?
ภิ. มี พระพุทธเจ้าข้า
พ. ภิกษุรูปนั้นอาพาธเป็นโรคอะไร ภิกษุทั้งหลาย?
ภิ. ท่านรูปนั้น อาพาธเป็นโรคท้องร่วง พระพุทธเจ้าข้า.
พ. ภิกษุรูปนั้น มีผู้พยาบาลไหมเล่า ภิกษุทั้งหลาย?
ภิ. ไม่มี พระพุทธเจ้า
พ. เพราะเหตุไร ภิกษุทั้งหลายจึงไม่พยาบาลเธอ?
ภิ. เพราะท่านรูปนั้นมิได้ทำอุปการะแก่ภิกษุทั้งหลาย ฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงไม่พยาบาล
ท่านรูปนั้น พระพุทธเจ้าข้า.
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีมารดาไม่มีบิดา ผู้ใดเล่าจะพึงพยาบาลพวกเธอ
ถ้าพวกเธอจักไม่พยาบาลกันเอง ใครเล่าจักพยาบาล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเรา ผู้นั้นพึงอุปัฏฐากภิกษุไข้เถิด (โย ภิกฺขเว มํ อุปฏฺฐเหยฺย โส คิลานํ อุปฏฺฐเหยฺย)
ถ้ามีอุปัชฌายะ อุปัชฌายะพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย
ถ้ามีอาจารย์ อาจารย์พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย
ถ้ามีสัทธิวิหาริกสัทธิวิหาริกพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย
ถ้ามีอันเตวาสิก อันเตวาสิกพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย
ถ้ามีภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะ ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย
ถ้ามีภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ ภิกษุผู้ร่วมอาจารย์พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย
ถ้าไม่มีอุปัชฌายะ อาจารย์ สัทธิวิหาริก อันเตวาสิก ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะ หรือภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ สงฆ์ต้องพยาบาล ถ้าไม่พยาบาล ต้องอาบัติทุกกฏ.

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka1/v ... 357&Z=4474

:b1: :b13: คนขอรับคน พระพุทธเจ้าก็คน พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เป็นต้นก็เป็นคน เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้เป็นหนาวนั่นนี่กันเป็นธรรมดาของสังขาร
ถ้าจำไม่ผิดพระสารีบุตรก่อนนิพพานก็ป่วย และรู้ว่าวาระสุดท้ายของชีวิตใกล้เข้ามาแล้ว ก็จะทูลลาพระพุทธเจ้ากลับบ้านเกิดโปรดมารดาและก็ดับขันธ์ที่บ้านนั้น

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.ย. 2019, 20:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1904

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ให้ดูพุทธพจน์สั้นๆ

ภิกษุทั้งหลาย โรค มี ๒ อย่าง คือ โรคทางกาย และโรคทางจิต

"สัตว์ที่ยืนยันได้ว่าตนปราศจากโรคทางจิต แม้เพียงครู่หนึ่งนั้น หาได้ยาก ยกเว้นแต่พระขีณาสพ" (องฺ.จตุกฺก.21/156/192)

โรคทางกายมีร้อยแปดจารไนไม่หวาดไหว เช่น โรคปอด โรคตับ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ฯลฯ โรคทางจิต ท่านหมายถึงกิเลส

อีกแห่งหนึ่งที่สอนนกุลบิดา


พุทธพจน์ที่สอนคหบดีผู้เฒ่าคนหนึ่งว่า

"ท่านพึงฝึกสอนตน ดังนี้ว่า: ถึงแม้ร่างกายของเราจะป่วยออดแอด แต่จิตของเราจักไม่ป่วยออดแอดไปด้วย" (สํ.ข.17/2/3)


ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นโรคทางกายหรือโรคทางจิต นึกออกไหม


คริคริ
แม้แต่พระอพยาธิเถระ ยังหาโรคทางกายไม่ได้
ฉะไหน ลุงกรัชกายจึงกล้าหมื่นพระพุทธองค์ ว่ามีโรคได้หรือ
tongue


ขณะเดินทางไปเมืองที่จะปรินิพพานพระพุทธป่วยด้วยโรคอะไร :b1:




กายใครหรอค๊ะ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ใครหรอค๊ะ

คริคริ

tongue


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.ย. 2019, 20:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33515

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ให้ดูพุทธพจน์สั้นๆ

ภิกษุทั้งหลาย โรค มี ๒ อย่าง คือ โรคทางกาย และโรคทางจิต

"สัตว์ที่ยืนยันได้ว่าตนปราศจากโรคทางจิต แม้เพียงครู่หนึ่งนั้น หาได้ยาก ยกเว้นแต่พระขีณาสพ" (องฺ.จตุกฺก.21/156/192)

โรคทางกายมีร้อยแปดจารไนไม่หวาดไหว เช่น โรคปอด โรคตับ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ฯลฯ โรคทางจิต ท่านหมายถึงกิเลส

อีกแห่งหนึ่งที่สอนนกุลบิดา


พุทธพจน์ที่สอนคหบดีผู้เฒ่าคนหนึ่งว่า

"ท่านพึงฝึกสอนตน ดังนี้ว่า: ถึงแม้ร่างกายของเราจะป่วยออดแอด แต่จิตของเราจักไม่ป่วยออดแอดไปด้วย" (สํ.ข.17/2/3)


ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นโรคทางกายหรือโรคทางจิต นึกออกไหม


คริคริ
แม้แต่พระอพยาธิเถระ ยังหาโรคทางกายไม่ได้
ฉะไหน ลุงกรัชกายจึงกล้าหมื่นพระพุทธองค์ ว่ามีโรคได้หรือ
tongue


ขณะเดินทางไปเมืองที่จะปรินิพพานพระพุทธป่วยด้วยโรคอะไร :b1:




กายใครหรอค๊ะ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ใครหรอค๊ะ

คริคริ

tongue



ท่องได้ปร๋อนะพวกเรา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ คิกๆๆ

แต่ถามเถอะว่าอะไรยังไง โน่นปากอ่าว ทะเล เกาะสีชัง บอกหลายครั้งว่า เกินภูมิ ให้กลับไปที่ทำบุญ ถวายสังฆทาน ทอดกฐิน ทอดผ้า สร้างโบสถ์ วิหารลานเจริญ สร้างหอระฆังพร้อมไม้เคาะระฆัง ฯลฯ :b32: แต่อย่าตีดังมากนะ เดี๋ยวโดนชก

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.ย. 2019, 20:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1904

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ให้ดูพุทธพจน์สั้นๆ

ภิกษุทั้งหลาย โรค มี ๒ อย่าง คือ โรคทางกาย และโรคทางจิต

"สัตว์ที่ยืนยันได้ว่าตนปราศจากโรคทางจิต แม้เพียงครู่หนึ่งนั้น หาได้ยาก ยกเว้นแต่พระขีณาสพ" (องฺ.จตุกฺก.21/156/192)

โรคทางกายมีร้อยแปดจารไนไม่หวาดไหว เช่น โรคปอด โรคตับ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ฯลฯ โรคทางจิต ท่านหมายถึงกิเลส

อีกแห่งหนึ่งที่สอนนกุลบิดา


พุทธพจน์ที่สอนคหบดีผู้เฒ่าคนหนึ่งว่า

"ท่านพึงฝึกสอนตน ดังนี้ว่า: ถึงแม้ร่างกายของเราจะป่วยออดแอด แต่จิตของเราจักไม่ป่วยออดแอดไปด้วย" (สํ.ข.17/2/3)


ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นโรคทางกายหรือโรคทางจิต นึกออกไหม


คริคริ
แม้แต่พระอพยาธิเถระ ยังหาโรคทางกายไม่ได้
ฉะไหน ลุงกรัชกายจึงกล้าหมื่นพระพุทธองค์ ว่ามีโรคได้หรือ
tongue


ขณะเดินทางไปเมืองที่จะปรินิพพานพระพุทธป่วยด้วยโรคอะไร :b1:




กายใครหรอค๊ะ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ใครหรอค๊ะ

คริคริ

tongue



ท่องได้ปร๋อนะพวกเรา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ คิกๆๆ

แต่ถามเถอะว่าอะไรยังไง โน่นปากอ่าว ทะเล เกาะสีชัง บอกหลายครั้งว่า เกินภูมิ ให้กลับไปที่ทำบุญ ถวายสังฆทาน ทอดกฐิน ทอดผ้า สร้างโบสถ์ วิหารลานเจริญ สร้างหอระฆังพร้อมไม้เคาะระฆัง ฯลฯ :b32: แต่อย่าตีดังมากนะ เดี๋ยวโดนชก

คริคริ
พระพุทธองค์ พระอรหันตฺ ต้องท่องมั๊ยคะ

ลุงกรัชกาย เรียนพุทธธรรม ภูมิยังไม่ถึงหราค๊ะ
คริคริ

tongue


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ย. 2019, 07:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33515

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ให้ดูพุทธพจน์สั้นๆ

ภิกษุทั้งหลาย โรค มี ๒ อย่าง คือ โรคทางกาย และโรคทางจิต

"สัตว์ที่ยืนยันได้ว่าตนปราศจากโรคทางจิต แม้เพียงครู่หนึ่งนั้น หาได้ยาก ยกเว้นแต่พระขีณาสพ" (องฺ.จตุกฺก.21/156/192)

โรคทางกายมีร้อยแปดจารไนไม่หวาดไหว เช่น โรคปอด โรคตับ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ฯลฯ โรคทางจิต ท่านหมายถึงกิเลส

อีกแห่งหนึ่งที่สอนนกุลบิดา


พุทธพจน์ที่สอนคหบดีผู้เฒ่าคนหนึ่งว่า

"ท่านพึงฝึกสอนตน ดังนี้ว่า: ถึงแม้ร่างกายของเราจะป่วยออดแอด แต่จิตของเราจักไม่ป่วยออดแอดไปด้วย" (สํ.ข.17/2/3)


ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นโรคทางกายหรือโรคทางจิต นึกออกไหม


คริคริ
แม้แต่พระอพยาธิเถระ ยังหาโรคทางกายไม่ได้
ฉะไหน ลุงกรัชกายจึงกล้าหมื่นพระพุทธองค์ ว่ามีโรคได้หรือ
tongue


ขณะเดินทางไปเมืองที่จะปรินิพพานพระพุทธป่วยด้วยโรคอะไร :b1:




กายใครหรอค๊ะ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ใครหรอค๊ะ

คริคริ

tongue



ท่องได้ปร๋อนะพวกเรา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ คิกๆๆ

แต่ถามเถอะว่าอะไรยังไง โน่นปากอ่าว ทะเล เกาะสีชัง บอกหลายครั้งว่า เกินภูมิ ให้กลับไปที่ทำบุญ ถวายสังฆทาน ทอดกฐิน ทอดผ้า สร้างโบสถ์ วิหารลานเจริญ สร้างหอระฆังพร้อมไม้เคาะระฆัง ฯลฯ :b32: แต่อย่าตีดังมากนะ เดี๋ยวโดนชก

คริคริ
พระพุทธองค์ พระอรหันตฺ ต้องท่องมั๊ยคะ

ลุงกรัชกาย เรียนพุทธธรรม ภูมิยังไม่ถึงหราค๊ะ
คริคริ

tongue


ไม่ท่องแล้วจำได้ไหม

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ย. 2019, 02:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1904

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ให้ดูพุทธพจน์สั้นๆ

ภิกษุทั้งหลาย โรค มี ๒ อย่าง คือ โรคทางกาย และโรคทางจิต

"สัตว์ที่ยืนยันได้ว่าตนปราศจากโรคทางจิต แม้เพียงครู่หนึ่งนั้น หาได้ยาก ยกเว้นแต่พระขีณาสพ" (องฺ.จตุกฺก.21/156/192)

โรคทางกายมีร้อยแปดจารไนไม่หวาดไหว เช่น โรคปอด โรคตับ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ฯลฯ โรคทางจิต ท่านหมายถึงกิเลส

อีกแห่งหนึ่งที่สอนนกุลบิดา


พุทธพจน์ที่สอนคหบดีผู้เฒ่าคนหนึ่งว่า

"ท่านพึงฝึกสอนตน ดังนี้ว่า: ถึงแม้ร่างกายของเราจะป่วยออดแอด แต่จิตของเราจักไม่ป่วยออดแอดไปด้วย" (สํ.ข.17/2/3)


ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นโรคทางกายหรือโรคทางจิต นึกออกไหม


คริคริ
แม้แต่พระอพยาธิเถระ ยังหาโรคทางกายไม่ได้
ฉะไหน ลุงกรัชกายจึงกล้าหมื่นพระพุทธองค์ ว่ามีโรคได้หรือ
tongue


ขณะเดินทางไปเมืองที่จะปรินิพพานพระพุทธป่วยด้วยโรคอะไร :b1:




กายใครหรอค๊ะ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ใครหรอค๊ะ

คริคริ

tongue



ท่องได้ปร๋อนะพวกเรา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ คิกๆๆ

แต่ถามเถอะว่าอะไรยังไง โน่นปากอ่าว ทะเล เกาะสีชัง บอกหลายครั้งว่า เกินภูมิ ให้กลับไปที่ทำบุญ ถวายสังฆทาน ทอดกฐิน ทอดผ้า สร้างโบสถ์ วิหารลานเจริญ สร้างหอระฆังพร้อมไม้เคาะระฆัง ฯลฯ :b32: แต่อย่าตีดังมากนะ เดี๋ยวโดนชก

คริคริ
พระพุทธองค์ พระอรหันตฺ ต้องท่องมั๊ยคะ

ลุงกรัชกาย เรียนพุทธธรรม ภูมิยังไม่ถึงหราค๊ะ
คริคริ

tongue


ไม่ท่องแล้วจำได้ไหม

คริคริ

นิโรธสัญญา ไม่ได้สำหรับจำ

tongue


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ย. 2019, 05:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33515

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ให้ดูพุทธพจน์สั้นๆ

ภิกษุทั้งหลาย โรค มี ๒ อย่าง คือ โรคทางกาย และโรคทางจิต

"สัตว์ที่ยืนยันได้ว่าตนปราศจากโรคทางจิต แม้เพียงครู่หนึ่งนั้น หาได้ยาก ยกเว้นแต่พระขีณาสพ" (องฺ.จตุกฺก.21/156/192)

โรคทางกายมีร้อยแปดจารไนไม่หวาดไหว เช่น โรคปอด โรคตับ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ฯลฯ โรคทางจิต ท่านหมายถึงกิเลส

อีกแห่งหนึ่งที่สอนนกุลบิดา


พุทธพจน์ที่สอนคหบดีผู้เฒ่าคนหนึ่งว่า

"ท่านพึงฝึกสอนตน ดังนี้ว่า: ถึงแม้ร่างกายของเราจะป่วยออดแอด แต่จิตของเราจักไม่ป่วยออดแอดไปด้วย" (สํ.ข.17/2/3)


ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นโรคทางกายหรือโรคทางจิต นึกออกไหม


คริคริ
แม้แต่พระอพยาธิเถระ ยังหาโรคทางกายไม่ได้
ฉะไหน ลุงกรัชกายจึงกล้าหมื่นพระพุทธองค์ ว่ามีโรคได้หรือ
tongue


ขณะเดินทางไปเมืองที่จะปรินิพพานพระพุทธป่วยด้วยโรคอะไร :b1:




กายใครหรอค๊ะ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ใครหรอค๊ะ

คริคริ

tongue



ท่องได้ปร๋อนะพวกเรา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ คิกๆๆ

แต่ถามเถอะว่าอะไรยังไง โน่นปากอ่าว ทะเล เกาะสีชัง บอกหลายครั้งว่า เกินภูมิ ให้กลับไปที่ทำบุญ ถวายสังฆทาน ทอดกฐิน ทอดผ้า สร้างโบสถ์ วิหารลานเจริญ สร้างหอระฆังพร้อมไม้เคาะระฆัง ฯลฯ :b32: แต่อย่าตีดังมากนะ เดี๋ยวโดนชก

คริคริ
พระพุทธองค์ พระอรหันตฺ ต้องท่องมั๊ยคะ

ลุงกรัชกาย เรียนพุทธธรรม ภูมิยังไม่ถึงหราค๊ะ
คริคริ

tongue


ไม่ท่องแล้วจำได้ไหม

คริคริ

นิโรธสัญญา ไม่ได้สำหรับจำ

tongue


อะไรนิโรธสัญญา ไม่เข้าใจ ถูกแม่ตีโรดแล้วจำได้หรือยังไง

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ย. 2019, 21:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1904

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ให้ดูพุทธพจน์สั้นๆ

ภิกษุทั้งหลาย โรค มี ๒ อย่าง คือ โรคทางกาย และโรคทางจิต

"สัตว์ที่ยืนยันได้ว่าตนปราศจากโรคทางจิต แม้เพียงครู่หนึ่งนั้น หาได้ยาก ยกเว้นแต่พระขีณาสพ" (องฺ.จตุกฺก.21/156/192)

โรคทางกายมีร้อยแปดจารไนไม่หวาดไหว เช่น โรคปอด โรคตับ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ฯลฯ โรคทางจิต ท่านหมายถึงกิเลส

อีกแห่งหนึ่งที่สอนนกุลบิดา


พุทธพจน์ที่สอนคหบดีผู้เฒ่าคนหนึ่งว่า

"ท่านพึงฝึกสอนตน ดังนี้ว่า: ถึงแม้ร่างกายของเราจะป่วยออดแอด แต่จิตของเราจักไม่ป่วยออดแอดไปด้วย" (สํ.ข.17/2/3)


ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นโรคทางกายหรือโรคทางจิต นึกออกไหม


คริคริ
แม้แต่พระอพยาธิเถระ ยังหาโรคทางกายไม่ได้
ฉะไหน ลุงกรัชกายจึงกล้าหมื่นพระพุทธองค์ ว่ามีโรคได้หรือ
tongue


ขณะเดินทางไปเมืองที่จะปรินิพพานพระพุทธป่วยด้วยโรคอะไร :b1:




กายใครหรอค๊ะ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ใครหรอค๊ะ

คริคริ

tongue



ท่องได้ปร๋อนะพวกเรา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ คิกๆๆ

แต่ถามเถอะว่าอะไรยังไง โน่นปากอ่าว ทะเล เกาะสีชัง บอกหลายครั้งว่า เกินภูมิ ให้กลับไปที่ทำบุญ ถวายสังฆทาน ทอดกฐิน ทอดผ้า สร้างโบสถ์ วิหารลานเจริญ สร้างหอระฆังพร้อมไม้เคาะระฆัง ฯลฯ :b32: แต่อย่าตีดังมากนะ เดี๋ยวโดนชก

คริคริ
พระพุทธองค์ พระอรหันตฺ ต้องท่องมั๊ยคะ

ลุงกรัชกาย เรียนพุทธธรรม ภูมิยังไม่ถึงหราค๊ะ
คริคริ

tongue


ไม่ท่องแล้วจำได้ไหม

คริคริ

นิโรธสัญญา ไม่ได้สำหรับจำ

tongue


อะไรนิโรธสัญญา ไม่เข้าใจ ถูกแม่ตีโรดแล้วจำได้หรือยังไง


คริคริ

จำความไม่เข้าใจไม่ได้ ไงคะ

tongue


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ก.ย. 2019, 01:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1782


 ข้อมูลส่วนตัว


:b41: :b41:

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดๆ


แก้ไขล่าสุดโดย ปฤษฎี เมื่อ 27 ก.ย. 2019, 01:39, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ก.ย. 2019, 01:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1782


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณกรัชกาย ศึกษาพระธรรมโดยขาดความเคารพ เป็นโมฆะบุรุษโดยแท้

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ มีมาในมาคัณฑิยสูตร

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า
“ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ
นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง
บรรดาทางทั้งหลายอันให้ถึงอมตธรรม
ทางมีองค์ ๘ เป็นทางอันเกษม”

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว มาคัณฑิยปริพาชกได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ท่านพระ
โคดมตรัสไว้ดีแล้วว่า
‘ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง’

ข้าพระองค์ก็ได้ฟังมาจากปริพาชกทั้งหลายในกาลก่อน ผู้เป็นอาจารย์และเป็น
ปาจารย์ผู้กล่าวว่า
‘ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง’
ความข้อนั้นจึงสมกัน”


“มาคันทิยะ ข้อที่เธอได้ฟังมาจากปริพาชกทั้งหลาย ในกาลก่อน ผู้เป็น
อาจารย์และเป็นปาจารย์ผู้กล่าวว่า

‘ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง’
ความไม่มีโรคนั้น เป็นอย่างไร
นิพพานนั้น เป็นอย่างไร”

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ได้ทราบว่า มาคัณฑิยปริพาชกเอาฝ่ามือ
ลูบตัวเองแล้วกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ความไม่มีโรคนั้นคืออันนี้ นิพพานนั้น
คืออันนี้ บัดนี้ ข้าพระองค์เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข โรคอะไรๆ มิได้เบียดเบียน
ข้าพระองค์”



พระพุทธองค์สอบถามนายมาคันทิยะว่าความไม่มีโรคนั้นเป็นอย่างไร นิพพานเป็นอย่างไร

นายมาคันทิยะซึ่งเป็นปุถุชน ก็เห็นว่ากายของตนเป็นผู้มีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน เป็นนิพพาน

พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสต่อไป



พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “มาคัณฑิยะ เปรียบเหมือนคนตาบอด
มาแต่กำเนิด เขาไม่ได้เห็นรูปสีดำ รูปสีขาว รูปสีเขียว รูปสีเหลือง รูปสีแดง รูปสีแสด
ไม่ได้เห็นที่อันเสมอและไม่เสมอ ไม่ได้เห็นดวงดาว ไม่ได้เห็นดวงจันทร์และดวง
อาทิตย์ เขาได้ฟังจากคนมีตาดีผู้กล่าวว่า ‘ท่านผู้เจริญ ผ้าขาวผ่องงดงามยิ่งนัก
ไม่สกปรก สะอาดสะอ้าน’

เขาจึงเที่ยวแสวงหาผ้าขาว บุรุษผู้หนึ่งเอาผ้าเนื้อหยาบเปื้อนน้ำมันมาลวงคนตาบอด
มาแต่กำเนิดนั้นว่า ‘พ่อคุณ ผ้าผืนนี้ เป็นผ้าขาวผ่องงดงามยิ่งนัก ไม่สกปรก สะอาด
สะอ้าน เป็นของท่าน’

เขารับเอาผ้านั้นมาห่ม พูดออกมาด้วยความดีใจว่า ‘พ่อคุณ ผ้าขาวผ่องงดงาม
ยิ่งนัก ไม่สกปรก สะอาดสะอ้านจริงๆ’

มาคัณฑิยะ ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร คนตาบอดมาแต่กำเนิดนั้น รู้อยู่
เห็นอยู่ จึงรับเอาผ้าเนื้อหยาบเปื้อนน้ำมันนั้นมาห่ม พลางพูดออกมาด้วยความดีใจ
ว่า ‘พ่อคุณ ผ้าขาวผ่องงดงามยิ่งนัก ไม่สกปรก สะอาดสะอ้าน’ หรือว่าเปล่งวาจา
แสดงความดีใจอย่างนั้นเพราะเชื่อคนมีตาดี”

มาคัณฑิยปริพาชกทูลตอบว่า “ท่านพระโคดม คนตาบอดมาแต่กำเนิดนั้น
ไม่รู้ ไม่เห็นรับเอาผ้าเนื้อหยาบที่เปื้อนน้ำมันมาห่มพลางพูดออกมาด้วยความดีใจว่า
‘พ่อคุณ ผ้าขาวผ่องงดงามยิ่งนัก ไม่สกปรก สะอาดสะอ้าน’ เปล่งวาจาแสดงความ
ดีใจอย่างนั้นเพราะเชื่อคนมีตาดี”

“มาคัณฑิยะ อัญเดียรถีย์ปริพาชกทั้งหลายก็อย่างนั้นเหมือนกัน เป็นคน
ตาบอด ไม่มีจักษุ ไม่รู้ความไม่มีโรค ไม่เห็นนิพพาน เมื่อเป็นเช่นนั้น ยังกล่าว
คาถานี้ได้ว่า
‘ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง’


พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้ตรัสพระคาถาไว้ว่า
‘ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง
บรรดาทางทั้งหลายอันให้ถึงอมตธรรม
ทางมีองค์ ๘ เป็นทางอันเกษม’

บัดนี้ คาถานั้นเป็นคาถาของปุถุชนไปโดยลำดับ มาคัณฑิยะ กายนี้
เป็นดุจโรค เป็นดุจหัวฝี เป็นดุจลูกศร เป็นสิ่งคับแค้น เป็นสิ่งเบียดเบียน ท่านนั้น
กล่าวกายนี้ซึ่งเป็นดุจโรค เป็นดุจหัวฝี เป็นดุจลูกศร เป็นสิ่งคับแค้น เป็นสิ่ง
เบียดเบียนว่า ‘ท่านพระโคดม ความไม่มีโรคนั้นคืออันนี้ นิพพานนั้นคืออันนี้ ท่านไม่
มีอริยจักขุ๑- ที่เป็นเครื่องรู้ความไม่มีโรค ที่เป็นเครื่องเห็นนิพพานได้”


“ข้าพระองค์เลื่อมใสท่านพระโคดมอย่างนี้ ท่านพระโคดมทรงสามารถแสดงธรรม
แก่ข้าพระองค์ โดยวิธีที่ข้าพระองค์จะรู้ความไม่มีโรคและเห็นพระนิพพานได้”


พระองค์กำลังตรัสสอนให้นายมาคันทิยะรู้จักความไม่มีโรคและนิพพานที่แท้จริง


เปรียบการแสดงธรรมกับการรักษาคนตาบอด

“มาคัณฑิยะ เปรียบเหมือนคนตาบอดมาแต่กำเนิด เขาไม่ได้เห็นรูป
สีดำ รูปสีขาว รูปสีเขียว รูปสีเหลือง รูปสีแดง รูปสีแสด ไม่ได้เห็นที่อันเสมอและ
ไม่เสมอ ไม่ได้เห็นดวงดาว ไม่ได้เห็นดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ มิตร อำมาตย์
ญาติสาโลหิตของเขา ได้เชิญแพทย์ผู้ชำนาญการผ่าตัดมารักษา แพทย์ผู้ชำนาญนั้น
ได้ประกอบยารักษาให้ เขาอาศัยยานั้นแต่ก็เห็นไม่ได้ ทำตาให้ใสไม่ได้ ท่านเข้าใจความ
ข้อนั้นว่าอย่างไร แพทย์ผู้นั้นต้องมีส่วนแห่งความลำบาก ความคับแค้นมิใช่หรือ”

“ใช่ ท่านพระโคดม”

“มาคัณฑิยะ เราก็อย่างนั้นเหมือนกัน หากจะพึงแสดงธรรมแก่ท่านว่า
‘ความไม่มีโรคนั้นคืออันนี้ นิพพานนั้นคืออันนี้’ ท่านนั้นยังไม่รู้ความไม่มีโรค ยังไม่
เห็นนิพพาน มีแต่ทำให้เราเหน็ดเหนื่อยเปล่า ลำบากเปล่า”

“ข้าพระองค์เลื่อมใสท่านพระโคดมอย่างนี้ ท่านพระโคดมทรงสามารถแสดงธรรม
แก่ข้าพระองค์ โดยวิธีที่ข้าพระองค์จะรู้ความไม่มีโรค และเห็นพระนิพพานได้”

“มาคัณฑิยะ เปรียบเหมือนคนตาบอดมาแต่กำเนิด เขาไม่ได้เห็นรูป
สีดำ รูปสีขาว รูปสีเขียว รูปสีเหลือง รูปสีแดง รูปสีแสด ไม่ได้เห็นที่อันเสมอและ
ไม่เสมอ ไม่ได้เห็นดวงดาว ไม่ได้เห็นดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ แต่เขาได้ฟังจากคน
ตาดีผู้กล่าวว่า ‘พ่อคุณ ผ้าขาวผ่องงดงามยิ่งนัก ไม่สกปรก สะอาดสะอ้าน’

คนตาบอดมาแต่กำเนิดนั้นเที่ยวแสวงหาผ้าขาว ชายคนหนึ่งเอาผ้าเนื้อหยาบ
เปื้อนน้ำมันมาลวงเขาว่า ‘พ่อคุณ ผ้าผืนนี้ขาวผ่องงดงามยิ่งนัก ไม่สกปรก สะอาด
สะอ้าน เป็นของท่าน’

เขารับผ้านั้นมาห่ม มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตของเขาเชิญแพทย์ผู้ชำนาญ
การผ่าตัดมารักษา แพทย์ผู้ชำนาญนั้นทำยาถอนให้ ทำยาถ่าย ยาหยอด ยาป้าย
และยานัตถุ์ให้ เขาอาศัยยานั้นจึงเห็นได้ ทำตาให้ใสได้ พร้อมกับมีตาดีขึ้น เขาย่อม
ละความพอใจและความยินดีในผ้าเนื้อหยาบเปื้อนน้ำมันผืนโน้น เขาจะพึงเบียดเบียน
บุรุษที่ลวงตนนั้น โดยความเป็นศัตรูเป็นข้าศึก และจะพึงสำคัญว่าควรปลงชีวิตบุรุษ
ที่ลวงตนนั้นด้วยความแค้นว่า ‘เราถูกบุรุษผู้นี้ล่อลวงให้หลงผิดด้วยผ้าเนื้อหยาบ
เปื้อนน้ำมันว่า ‘พ่อคุณ ผ้าผืนนี้ขาวผ่องงดงามยิ่งนัก ไม่สกปรก สะอาดสะอ้าน
เป็นของท่าน’ แม้ฉันใด

มาคัณฑิยะ เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน หากจะพึงแสดงธรรมแก่ท่านว่า ‘ความ
ไม่มีโรคนั้นคืออันนี้ นิพพานนั้นคือนี้’ ท่านนั้นจะพึงรู้ความไม่มีโรค จะพึงเห็น
นิพพานได้ ท่านก็จะละความพอใจและความยินดีในอุปาทานขันธ์ ๕ ประการ
พร้อมกับเกิดดวงตาคือปัญญาขึ้น อนึ่ง ท่านจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ
เราถูกจิตนี้ล่อลวงให้หลงผิดมานานแล้ว เราเมื่อยึดมั่นก็ยึดมั่นเฉพาะรูป เฉพาะ
เวทนา เฉพาะสัญญา เฉพาะสังขาร และเฉพาะวิญญาณเท่านั้น เพราะอุปาทาน
เป็นปัจจัย ภพจึงมีแก่เรา เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงมี ความเกิดแห่งกองทุกข์
ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้”


“ข้าพระองค์เลื่อมใสท่านพระโคดมอย่างนี้ ท่านพระโคดมทรงสามารถแสดง
ธรรมแก่ข้าพระองค์ โดยวิธีที่ข้าพระองค์จะไม่เป็นคนตาบอดลุกขึ้นจากอาสนะนี้ได้”

“มาคัณฑิยะ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงคบสัตบุรุษ เพราะเมื่อใดท่านคบ
สัตบุรุษ เมื่อนั้นท่านจะได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ เมื่อใดท่านได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ
เมื่อนั้นท่านก็จักปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เมื่อใดท่านปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
เมื่อนั้นท่านก็จักรู้เอง เห็นเองว่า ‘โรค ฝี ลูกศร คืออันนี้ โรค ฝี ลูกศร จะดับ
ไปได้โดยไม่เหลือในที่นี้ เพราะอุปาทานของเรานั้นดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ
ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
จึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้”


.....................................................................................
.................................................................................
.............................................................................

โรคที่พระพุทธองค์หมายถึงในพุทธอุทานนี้ก็คือกองทุกข์นั่นเอง คืออุปาทานขันธ์ ๕ โดยย่อ
ไม่ได้หมายถึงโรคกายดังปาจารย์และอาจารย์ที่นายมาคันทิยะได้ฟังมา ซึ่งเป็นความเห็นที่ผิวเผินมาก
ใครใครก็รู้ว่ามีโรคกาย นายมาคันทิยถูกปาจารย์เหล่านั้นหลอก เพราะบุคคลเหล่านั้นไม่รู้จักพระนิพพานที่เป็นจริงแต่ยังกล่าวคำนี้ออกมาได้ว่า

‘ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง’

แล้วนายมาคันที่ยะ ก็เข้าใจผิด ว่า กายนี้ของตนมีสุขภาพดี ร่างกายไม่มีโรคภัยเบียดเบียนเป็น ลาภอันประเสริฐ เป็นนิพพาน

นี่คือถูกหลอก และเห็นผิด

เพราะอะไร เพราะ ต่อให้ไม่มีโรคเบียดเบียนอย่างนั้น มีสุขภาพดีอย่างนั้นก็เป็นทุกข์ ยังเปรียบดังเป็นโรคอยู่

Quote Tipitaka:
เธอพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ ซึ่งมีอยู่ในกาย ในสมาบัตินั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็น
ดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นไข้ เป็นอื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ
เป็นของมิใช่ตัวตน.


เมื่อพิจารณาเบญจขันธ์โดยความเป็นโรค เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์ไม่มีโรค

พระพุทธเจ้าได้ชื่อว่าเป็นแพทย์ที่ดีที่สุด ไม่ใช่ท่านไปรักษาโรคกายอะไรๆ อย่างแพทย์ทั่วไป แต่พระองค์ทรงประทานธรรม ที่เป็นธรรมโอสถที่ช่วยรักษาโรคของสัตว์ คือกองแห่งทุกข์ และถึงซึ่งสภาพที่ไม่มีโรคจริงๆ คือพระนิพพาน

“ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ
นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง
บรรดาทางทั้งหลายอันให้ถึงอมตธรรม
ทางมีองค์ ๘ เป็นทางอันเกษม”

ในพุทธอุทานนี้พระองค์ทรงแสดง

ความดับทุกข์คือพระนิพพาน
และทางที่ให้ถึงนิพพาน คืออริยมรรคมีองค์ ๘

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดๆ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 134 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6 ... 9  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 11 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร