วันเวลาปัจจุบัน 28 ก.พ. 2021, 14:43  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 355 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12 ... 24  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 พ.ค. 2019, 22:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7416

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Love J. เขียน:
Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
Love J. เขียน:
Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
sssboun เขียน:
Rosarin เขียน:
Kiss
บอกว่าให้เริ่มต้นฟังพระพุทธพจน์จนกว่าจะละคลายความติดใจจะไปทำและละไม่รู้ตามคำสอนได้นะคะ
:b12:
:b16: :b16:


แค่ฟังยังไม่พอครับ ต้อง

+ อ่าน ฟัง พูด เขียน เรียนรู้พิจารณา
น้อมมาปฏิบัติขัดเกาจิตใจให้ใสสะอาด
ให้ปราศจากกิเลสไร้มลทิน ถึงจะสิ้นภพสิ้นชาติ
ขาดสูญ สู่แดนพระนิพพาน

+ ความเพียรยังมีน้อย เพราะคอยฟังจากคนอื่น
สู้ฝืนอดทน ตนอ่านเองยังจะดีกว่า
พัฒนาตนจากเป็นผู้ฟัง ตั้งใจหันไปสู่การอ่าน
ไม่นานก็จะกลายเป็นผู้เขียน เรียนรู้น้อมนำมาปฏิบัติ
ขจัดขัดเกากาย วาจา ใจ เป็นหนทางไปสู่ความสงบสุขเอ๋ย

:b12:
เวลาที่เกิดพบพระพุทธเจ้า
มีตำราให้อ่านอย่างนั้นหรือ
พระพุทธเจ้าเทศนาให้ฟังค่ะ
มีตำราก่อนหรือฟังเสียงก่อน
คิดไตร่ตรองเหตุผลให้เข้าใจสิคะ
ถ้าไม่ฟังจะรู้จักไหมว่าคนไหนคือพระพุทธเจ้าค๊ะ
คำสอนคือความจริงทุกคำมีไว้ให้ศึกษาโดยการฟังไม่ใช่อ่านตามความคิดเห็นผิดๆของตนเองค่ะ
https://youtu.be/hXww3--VQrQ
:b12:
:b32: :b32:



ประเด็นนี้ คุณโรสพูดถูก

อ้างคำพูด:
เวลาที่เกิดพบพระพุทธเจ้า
มีตำราให้อ่านอย่างนั้นหรือ
พระพุทธเจ้าเทศนาให้ฟังค่ะ
มีตำราก่อนหรือฟังเสียงก่อน


ตอนนั้น ตำรายังไม่มี พูดให้ฟัง จบไปตอนหนึ่งนะ

แล้วตอนนี้ ณ ปัจจุบันกาลนี้ พระพุทธเจ้าอยู่ไหน ไหน คุณโรสช่วยพากันไปเฝ้าเพื่อฟังธรรมหน่อยสิ เพื่อจะไม่ได้ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แม่สุจินยังงั้นหรอ ไม่น่าใช่ ไม่น่าหรอก ไม่ใช่ๆเลยแหละ :b32:

Kiss
สาวก แปลว่า ผู้ฟังคำสอนเข้าใจถูกตามเป็นจริง

ใครไม่ได้ฟังก็ไม่ได้สะสมปัญญารู้ความจริงตามปกติ

เพราะทุกอย่างเกิดและดับแล้วตามเหตุตามปัจจัยตามลำดับ

ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วและทรงแสดงคำวาจาสัจจะตรงจริง
ทุกคำในพระไตรปิฎกมีตรงตามที่ตรัสแล้วทุกคำไม่มีใครทำสิ่งที่กำลังเกิดดับ
และผู้ที่สะสมปัญญามาแล้วจนถึงระดับที่จะบรรลุพอได้ฟังรู้ตรงคำจริงนั้นทันทีค่ะไม่ได้ทำ
เพราะทุกอย่างเกิดโดยความเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนทำได้แต่เป็นกิจของปัญญามีกำลังถึงแล้วค่ะไม่ได้ทำ
เข้าใจไหมว่าสภาพธัมมะตามปกติตามเป็นจริงไม่มีตัวตนแต่ตัวเองไม่รู้และยึดติดตัวตนยึดติดตำราคิดเอาว่า
ปัญญาเป็นไปตามที่ตัวเองอ่านแล้วแยกตัวตนออกไปทำแปลกแยกออกไปอีกต่างหากผิดปกติไหมคะไม่ฟัง
พระพุทธเจ้าแสดงความจริงให้เข้าใจว่าสิ่งที่กำลังมีจริงๆเดี๋ยวนี้ไม่มีคนสัตว์วัตถุแต่ประการใดเข้าใจไหมคะ
มีแต่อุปาทานขันธ์ยึดถือขันธ์แต่ละ1ที่กำลังเกิดดับพร้อมจิตทีละ1ขณะว่ามีตัวตนของตนจริงๆไม่รู้จึงไปทำ
ไม่ฟังให้เข้าใจเพื่อให้สังขารขันธ์ปรุงแต่งความจริงตรงตามเสียงความจริงตรงตามที่กำลังฟังตามคำตถาคต
แล้วเข้าใจถูกตรงตามความจริงที่กายใจตัวเองกำลังเป็นไปแล้วรู้สึกตัวว่าไม่รู้อะไรบ้างไม่ใช่ไปอ่านคำไหน
ก็รู้ไปหมด555เข้าใจไหมว่าอดีตสัญญาจากการจำคำต่างๆที่ตถาคตบัญญัติได้ไม่ใช่ปัญญาเป็นสัญญาขันธ์
ปรุงกิเลสตนเองตามปกติที่ไม่สะสมปัญญาที่เกิดจากการปรุงแต่งจิตตามคำสอนให้ตรงทางตามปกติตามจริง
แปลว่ากิเลสใหม่สะสมแล้วทุกแสนโกฏิขณะเดี๋ยวนี้เลยค่ะที่กำลังขาดสุตมยปัญญาไม่ฟังและไม่พึ่งคำสอนยุ่
:b12:
:b32: :b32:

ชาตินี้รู้ตัวแล้วว่าได้เป็นคนรู้จักไหมคะ
คำว่าฟังให้เข้าใจถูกก่อนจิตออกจากร่างกายนี้
อริยสัจจะกำลังเป็นไปตรงทุกคำในพระไตรปิฎก
ตัวเองรู้สึกตัวตามความจริงตามคำสอนตรงกับคำไหนอยู่ล่ะคะ
https://youtu.be/8Tn97IZJLx8



อ้างคำพูด:
สาวก แปลว่า ผู้ฟัง คำสอนเข้าใจถูกตามเป็นจริง

ใครไม่ได้ฟังก็ไม่ได้สะสมปัญญารู้ความจริงตามปกติ

เพราะทุกอย่างเกิดและดับแล้วตามเหตุตามปัจจัยตามลำดับ


นั่นไง ผลไม้พันธ์ผสม

สาวก แปลว่า ผู้ฟัง แค่นี้นะ

แล้วก็นำความคิดความเห็นความเข้าใจของตนเสริมเติมต่อไปอีก อะไรนักก็ไม่รู้เสริมเข้าไป มันจึงกลายเป็นไม้พันธ์ผสม จะว่ามะม่วงก็ไม่ใช่ จะว่าต้นตาลก็ไม่ใช่ คิกๆๆ


ยังไม่รู้สึกตัวอยู่อีก 555 เดี๋ยวนี้คือทุกขะอริยสัจ จะกำลังมีอยู่ และกำลังมีไม่รู้=มีกิเลสเป็นของตัวตนรู้ตอนฟัง
คือทุกข์เพราะไม่รู้ว่าทุกสิ่งกำลังเกิดดับ แปลว่า ไม่มี ไงคะ มีตัวอยู่ไม่ใช่เหรอคะ 555 เนี่ยแหละไม่รู้ว่าไม่มีตัวค่ะ
https://youtu.be/qotFK_pUak4
:b32: :b32: :b32:

เอาอีกแหละ เกิดดับ แปลว่า ไม่มี คิกๆๆๆ

Kiss
จิตไม่อยู่นอกรูปที่กายเลยแม้แต่นิดนึงดับตรงจุด
เอาน่าคิดใหม่ให้ตรงทีละ1ทางถึงจะเข้าใจตามได้นะ
จิตเกิดดับทีละ1ขณะมีภวังคจิตคั่นก่อนจึงส่งไปที่คิดดับในมโนทวารวิถีเกลี้ยงเลยมีภวังคจิตคั่นครั้งที่2
จากนั้นจึงมีจิตทางอื่นเกิดต่อได้จะทางไหนอย่ารู้เลยเพราะมันเลือกรู้ไม่ได้นอกจากคิดตรงทางที่กำลังปรากฏ
ทางไหนที่ตนเองคิดไม่ได้แสดงว่าขาดสติแล้วเพราะเดี๋ยวนี้ไม่ได้กำลังคิดตามคำสอนตรงสัจจะที่กายใจมียุ่
เพราะจิตไม่เกิดนอกกายของคุณดังนั้นที่ส่งออกไปตามเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ก็คิดตามอวิชชาของตัวเองไง
ลองฟังคลิปนี้คลิปเดียวสัก5รอบดูจิตตัวเองว่าตามฟังรู้เรื่องไหมเพราะถ้าไม่มีสมาธิจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวานะ
https://youtu.be/G10eOHxVY_s
:b12:
:b32: :b32:

อ่าน ช้าๆ ชัดๆ ที ละ คำ ทำ ไม่ได้ ต้องฟัง เพื่อ ให้รู้ เพิ่มขึ้น ตาม ลำดับ
เข้าใจความหมายของตามไหม ตามฟังทีละคำ เข้าใจตรงความหมาย
ตามลำดับ ทำตรงขณะคือจิตกำลังเกิดดับตามเหตุตามปัจจัยยุ่แล้ว
ไม่ต้องไปทำไม่รู้เพิ่ม...ที่มีอยู่ตอนนี้คือกำลังมีกิเลสเพราะไม่ฟังยุ่
ประมาทการฟังย่อมไม่ได้ทำตามปัญญาตรงตามที่ตถาคตตรัส
ว่าจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมด้วยการฟังพระธรรม
พระธรรมแทนศาสดาจะทำปัญญาต้องถูกทางตามลำดับ
ทำฟังตอนลืมตาตื่นรู้คือตาไม่บอดหูไม่หนวกถึงจะเข้าใจ
คนละทางกับทำฌานค่ะคือฌานนั้นเริ่มหลับตาทำนะคะ
ตัวเองเป็นคนตรงไหม...รู้...ตาม...คำสอน...ของ...ตถาคต...ทุกคำ...ตรง1คำวาจาสัจจะตรงจริงที่กายกำลังมี
เริ่มทำปัญญาจากการฟังตรงตามคำสอนตรงปัจจุบันขณะฟังตรงทีละ1ทางจนกว่าจะเป็นผู้รู้ตรงทางเข้าใจบ่
:b12:
:b16: :b16:
https://youtu.be/yV1PnZYR7lw
สัญญาณเตือนให้ฟังดังตลอดเลยนะรู้ยังคะ
:b32: :b32:

ฟังคลิปเสียงจากบ้านธรรมะแล้วจะมี กริยามารยาทอย่างนี้ ทิฏฐิวาทะอย่างนี้ มั้ยครับ
ถ้าฟังแล้วกลายเป็นแบบนี้ผมจะได้ไม่ฟัง

:b32:
ทั้งกราบทั้งไหว้ทั้งประเคนเงินให้อลัชชี
นั่นไม่ใช่ภิกษุตามพระธรรมและพระวินัย
คุณตรงต่อการปฏิบัติของตัวเองไหมคะที่
เอาเงินไปประเคนให้คนที่แค่คนที่นุ่งจีวรนั้น
ไม่ใช่บรรพชิตที่บวชเพราะสละอาชีพการงาน
ไม่ประกอบอาชีพสละสมบัติญาติพี่น้องคริคริคริ
แค่นี้ก็ยังคิดไม่ได้ยังละเมิดไม่เชื่อไม่ทำตามคำสอน
แล้วจะมีปัญญาไว้ทำอะไรคะคุณเชื่อคำสอนของตถาคต
หรือเชื่อความคิดตัวเองและทำตามๆกันด้วยการประเคนเงิน555
ทั้งกราบทั้งไหว้ทั้งใจดีเอาเงินให้เขาใช้ใจเขาสูงกว่าคำสอนไหมที่รับเงินนั้นน่ะ
:b32: :b32:

รู้สึกตัวรึยังคะไปอ่านสิคะปัญญามีแค่ไหนเข้าใจอะไรบ้างล่ะเนี่ยถ้าฟังจากพระโอษฐ์นั้น
ตอนที่อลัชชีฟังว่ารับเงินไม่ได้ถึงกระอักเลือดน่ะลาสิกขาเป็นแถวนั่นน่ะอะไรคะ
:b32: :b32:


เดือนหน้านี้ผมจะบวช จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ขอเชิญร่วมอนุโมทนาบุญครับคุณรส
พระดียังมีอยู่อีกมาก ผมคนนึงหล่ะจะเป็นพระดี

555
อยากจะหัวเราะให้ฟันหรอ555
รู้อนาคตได้หรือคะเอางี้นะถ้าฟังไม่เข้าใจก็อย่าบวชเลยค่ะเพราะความจริงรู้ถูกตรงปัจจุบันนะ
การบวชตามคำสอนคือการสละเพศคฤหัสถ์ทรัพย์สินเงินทองอาชีพหมดไม่เหลือแม้แต่เงินในบัญชี
เข้าใจอะไรคะ...มีแต่อยากบวชอยากดีแต่ไม่รู้เลยว่าดีได้ตอนเริ่มฟังคริคริคริอดีตและอนาคตรู้ได้ด้วยเหรอ
:b9:
:b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 พ.ค. 2019, 22:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7416

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss
ไหนใครช่วยยืนยันทีค่ะว่ารู้ตรงปัจจุบันใช่ไหมคะ
พระพุทธเจ้าตรัสว่าอดีตและอนาคตรู้ไม่ได้ไม่ใช่เหรอคะ
อดีตผ่านไปแล้วอนาคตก็ยังมาไม่ถึงและถ้าตายก่อนบวชล่ะไปเกิดเป็นแมวและอนุโมทนาอนาคตชาติไหนคะ
:b32: :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2019, 05:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7416

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Kiss
ไหนใครช่วยยืนยันทีค่ะว่ารู้ตรงปัจจุบันใช่ไหมคะ
พระพุทธเจ้าตรัสว่าอดีตและอนาคตรู้ไม่ได้ไม่ใช่เหรอคะ
อดีตผ่านไปแล้วอนาคตก็ยังมาไม่ถึงและถ้าตายก่อนบวชล่ะไปเกิดเป็นแมวและอนุโมทนาอนาคตชาติไหนคะ
:b32: :b32: :b32:

ชาตินี้รู้แล้วว่าได้เกิดเป็นคนและได้พบคำสอนของพระพุทธเจ้าค่ะ
ทำมาเยอะแล้วถึงได้ทำอีกโดยไม่ฟังเพื่อไตร่ตรองเหตุผลตามคำสอน
อวิชชามีเดี๋ยวนี้ละอวิชชาได้ทันทีที่ฟังเข้าใจดับเห็นผิดทันทีเมื่อคิดตรงทาง
ทุกคำในพระไตรปิฎกมีตรงแล้วทุกคำเดี๋ยวนี้เพราะตถาคตตรัสรู้สิ่งที่ไม่มีใครรู้
จะรู้ได้เมื่อเริ่มต้นฟังและคิดตามอยู่พอขาดการพึ่งคำสอนจากการฟังก็คิดตามเห็นผิด
มีแล้วจิตเจตสิกรูปและนิพพานตรงตามที่ทรงตรัสรู้แล้วทรงรู้แล้วละเอียดถึงชั่ว-ดีทีละ1ขณะจิตมีถึง7ชวนะ
คือชั่วทีละ7ทีและดีทีละ7หนเพราะ1ขณะจิตมีเจตสิกเกิดร่วมถึง7ประเภทไปท่องชื่อคำทำไมคะเข้าใจไหมคะ
สภาพธรรมที่เป็นตัวจริงธัมมะที่ทรงตรัสรู้เกิดดับถึง1ล้านขณะจิตคูณแสนครั้งคูณ7ชวนะชั่วเพราะไม่คิดตาม
คำสอนคือความจริงที่ปรุงแต่งจิตไปตามเจตสิกต่างๆปรุงแต่งจิตเอาเองโดยไม่พึ่งปัญญาตถาคตคือปรุงกิเลส
คำจริงคิดถูกตามได้ตรงที่กายใจกำลังมี1คำก็ดับหมดคือปัญญาตัวเองมีเท่าจงอยปากยุงจุ่มลงมหาสมุทร
มีอวิชชาถึงยังมาลืมตาปริบๆอ่านตามเห็นผิดยู่เนี่ยเมื่อไหร่จะเริ่มต้นฟังพึ่งคำตถาคตแหวกกิเลสตัวเองค่ะ
https://youtu.be/ykBD4fJbQeY
:b12:
:b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2019, 13:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
จักไม่เสื่อมจากบุญ ขอท่านทั้งหลายจงให้ปฏิญญาแก่ข้าพเจ้า
ทั้งหลาย เพื่อจะอยู่ในที่นี้ ดังนี้ แล้วให้สร้างสถานที่อยู่ในพระ-
ราชอุทยาน บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ตลอดชั่วอายุ
เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ปรินิพพานแล้ว ให้เล่นสาธุกีฬา
แล้ว ให้ทำการฌาปนกิจด้วยไม้หอมเป็นต้น แล้วให้เก็บธาตุ

บรรจุเป็นพระเจดีย์ เกิดความสังเวชว่า ความตายยังมีแก่ท่าน
ผู้มีอานุภาพมาก แม้เห็นปานนี้ จะป่วยกล่าวไปใยถึงคนเช่น
พวกเราเล่า จึงทรงตั้งพระราชโอรสองค์ใหญ่ ไว้ในราชสมบัติ
ส่วนพระองค์เองทรงผนวชเป็นดาบส. ฝ่ายพระเทวีคิดว่า เมื่อ
พระราชา ทรงผนวชแล้ว เราจักทำอะไร ดังนี้ จึงทรงผนวช.

แม้ทั้ง ๒ พระองค์ก็อยู่ในพระราชอุทยาน ทำฌานให้บังเกิดแล้ว
ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌาน ในเวลาสิ้นอายุ บังเกิดในพรหมโลก.
ได้ยินว่า พระเจ้านันทราชนั้น ได้เป็นพระมหากัสสปเถระ พระ
สาวกผู้ใหญ่ แห่งพระศาสดา ของเราทั้งหลาย. พระอัครมเหสี
ของพระเจ้านันทราชนั้น ได้เป็นผู้ชื่อว่า ภัททากาปิลานี.

ก็พระเจ้านันทราชนี้ทรงนุ่งห่มผ้าทิพย์ ด้วยพระองค์เอง
ถึง ๑๐,๐๐๐ ปี ทรงทำแว่นแคว้นของพระองค์ทั้งหมดทีเดียว
ให้เป็นเหมือนอุตตรกุรุทวีป ได้ให้ผ้าทิพย์แก่พวกมนุษย์ผู้มาถึง
แล้ว ๆ. นางเปรตนั้นหมายเอาความสำเร็จผ้าทิพย์นี้นั้น และความ
สำเร็จแห่งผ้าทั้งปวง จึงกล่าวว่า ยาวตา นนฺทราชสฺส วิชิตสฺมึ

ปฏิจฺฉทา วัตถุเครื่องปกปิดในแว่นแคว้นของพระเจ้านันทราช
มีประมาณเท่าไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชิตสฺมึ แปลว่า
ในแว่นแคว้น. บทว่า ปฏิจฺฉทา ได้แก่ ผ้าทั้งหลาย. จริงอยู่ ผ้า
เหล่านั้น เขาเรียกว่า ปฏิจฉทา เพราะเป็นเครื่องปกปิด.

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2019, 13:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
บัดนี้ นางเปรตนั้น เมื่อจะแสดงว่า บัดนี้ ความสำเร็จ
ของเราไพบูลย์กว่าความสำเร็จของพระเจ้านันทราช จึงกล่าวคำ
มีอาทิว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผ้าและเครื่องปกปิดของเรา มากกว่า
ผ้าของพระเจ้านันทราชนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตโต
ความว่า ผ้าและเครื่องปกปิดของเรา ยังมากกว่าผ้าอันเป็นเครื่อง
หวงแหนของพระเจ้านันทราช บทว่า วตฺถานจฺฉาทนานิ ได้แก่
ผ้าสำหรับนุ่งและผ้าสำหรับห่ม. บทว่า โกเสยฺยกมฺพลียานิ
ได้แก่ ผ้าไหมและผ้ากัมพล. บทว่า โขมกปฺปาสิกานิ ได้แก่
ผ้าเปลือกไม้และผ้าอันสำเร็จด้วยฝ้าย.

บทว่า วิปุลา ได้แก่ กว้างทั้งส่วนยาวและส่วนกว้าง.
บทว่า มหคฺฆา ได้แก่ มากโดยมีค่ามาก คือ ควรแก่ค่ามาก.
บทว่า อากาเสวลมฺพเร ได้แก่ ห้อยไว้บนอากาศนั้นเอง. บทว่า
ยํ ยํ หิ มนโส ปิยํ มีวาจาประกอบความว่า เราถือเอาผ้าที่เรา
พอใจแล้วนุ่งและห่ม.

บทว่า ถาลกสฺส จ ปานียํ วิปากํ ปสฺส ยาทิสํ ได้แก่
น้ำดื่มพอเต็มขันที่เขาให้ คือ ที่เขาอนุโมทนา. ก็นางเปรตเมื่อ
จะแสดงว่า ท่านจงดูวิบากของน้ำดื่มนั้น เช่นใด คือมีมากเพียงใด
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า คมฺภีรา จตุรสฺสา จ. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า คมฺภีรา แปลว่า หยั่งไม่ถึง. บทว่า จตุรสฺสา แปลว่า มี

ทรวดทรง ๔ เหลี่ยม. บทว่า โปกฺขรฺโ ได้แก่ สระโบกขรณี.
บทว่า สุนิมฺมิตา ได้แก่ เนรมิตด้วยดีด้วยอานุภาพแห่งกรรม
นั่นเอง.

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2019, 13:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
บทว่า เสโตทกา แปลว่า น้ำมีสีขาว. คือ เกลื่อนกล่นไป
ด้วยทรายขาว. บทว่า สุปฺปติตฺถา แปลว่า ท่างาม. บทว่า สีตา
ได้แก่ น้ำเย็น. บทว่า อปฺปฏิคนฺธิยา แปลว่า มีกลิ่นหอมระรื่น
เว้นจากกลิ่นปฏิกูล. บทว่า วาริกิญฺชกฺขปูริตา ความว่า เต็มไปด้วย
น้ำอันดารดาษ ด้วยเกษรดอกบัว และบัวสายเป็นต้น.

บทว่า สหํ ตัดเป็น สา อหํ แปลว่า เรานั้น. บทว่า รมามิ
แปลว่า ประสบความยินดี. บทว่า กีฬามิ ได้แก่ บำเรออินทรีย์.
บทว่า โมทามิ ได้แก่ เป็นผู้บรรเทิงด้วยโภคสมบัติ. บทว่า
อกุโตภยา แปลว่า ไม่เกิดภัยแม้แต่ที่ไหน ๆ คือ เราเป็นผู้มีเสรี

อยู่อย่างเป็นสุข. บทว่า ภนฺเต วนฺทิตุมาคตา ความว่า ท่านผู้เจริญ
ดิฉันมา คือเข้ามาหาท่านผู้เป็นเหตุให้ได้ทิพยสมบัตินี้. ก็ในที่นี้
คำใดที่ข้าพเจ้าไม่ได้จำแนกไว้โดยอรรถ คำนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าว
ไว้แล้วในที่นั้น ๆ แล.

เมื่อนางเปรตกล่าวอย่างนั้น ท่านพระสารีบุตรแสดงความนั้น
โดยพิสดาร ในเมื่อพวกคนชาวบ้านทั้ง ๒ คือ บ้านอิฏฐกวดี และ
บ้านทีฆราชี ผู้มายังสำนักตน ให้พวกเขาสลดใจ ให้พ้นจากสงสาร
และกรรมชั่ว ให้ตั้งอยู่ในภาวะเป็นอุบาสก. เรื่องนั้นปรากฏ

แล้วในหมู่ภิกษุ. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแก่พระผู้มีพระภาค-
เจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ
แล้วทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว เทศนานั้นได้มี
ประโยชน์แก่มหาชนแล.
จบ อรรถกถาสังสารโมจกเปติวัตถุที่ ๑

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2019, 13:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
อรรถกถาสาริปุตตเถรมาตุเปติวัตถุที่ ๒
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร
ทรงปรารภนางเปรตผู้มารดาของท่านพระสารีบุตรเถระ โดยชาติ
ที่ ๕ แต่ปัจจุบันชาตินี้ จึงตรัสคาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า นคฺคา
ทุพฺพณฺณรูปาสิ ดังนี้.

วันหนึ่ง ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ท่านพระอนุรุทธะ และท่านพระกัปปินะ ได้อยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง
ไม่ไกลแต่กรุงราชคฤห์. ก็สมัยนั้นแล ในกรุงพาราณสี มีพราหมณ์
คนหนึ่ง เป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก เป็นดุจบ่อที่ดื่มกิน
ของสมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก และยาจก ได้ให้

สิ่งของมีข้าว น้ำ ผ้า และที่นอนเป็นต้น และเมื่อจะให้ ย่อมปฏิบัติ
ตามความพอใจทุกอย่าง ตามลำดับของการให้มีน้ำล้างเท้า และ
ผ้าเช็ดเท้าเป็นต้น ตามเวลาและตามความเหมาะสมแก่คนผู้มาถึง
แล้ว ๆ. ในเวลาก่อนอาหารได้อังคาสภิกษุทั้งหลายด้วยข้าวและ
น้ำเป็นต้น โดยเคารพ. เธอเมื่อจะไปถิ่นอื่นจึงกล่าวกะภรรยาว่า.

นางผู้เจริญ เธออย่าได้ทำทานวิธีนี้ตามที่บัญญัติให้เสื่อมเสีย
จงหมั่นดำรงไว้โดยเคารพ. ภรรยารับคำแล้ว พอสามีหลีกไป
เท่านั้น ก็ตัดขาดวิธีที่บัญญัติไว้เพื่อภิกษุทั้งหลาย เป็นอันดับแรก
แต่เมื่อคนเดินทางเข้าไปเพื่ออยู่อาศัย ก็แสดงศาลาที่เก่าที่ทอดทิ้ง

ไว้หลังเรือนด้วยคำว่า พวกท่านจงอยู่ที่ศาลานี้. เมื่อคนเดินทาง
มาในที่นั้นเพื่อต้องการข้าวและน้ำเป็นต้น จึงกล่าวว่า จงกินคูถ
ดื่มมูตร ดื่มโลหิต กินมันสมองของมารดาท่าน แล้วจึงระบุชื่อ
ของสิ่งที่ไม่สะอาด น่าเกลียด แล้วถ่มน้ำลาย

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2019, 13:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
สมัยต่อมา นางทำกาละแล้ว อันอานุภาพกรรมซัดไป บังเกิด
ในกำเนิดเปรต เสวยทุกข์อันเหมาะสมแก่วจีทุจริตของตน หวน
ระลึกถึงความสัมพันธ์กันในชาติก่อน มีความประสงค์จะมายัง
สำนักของท่านพระสารีบุตร จึงถึงประตูวิหาร. เทวดาผู้สิงอยู่
ที่ประตูวิหารของท่านพระสารีบุตรนั้น ห้ามเข้าวิหาร. ได้ยินว่า
นางเปรตนั้นได้เคยเป็นมารดาของพระเถระ ในชาติที่ ๕ แต่ปัจจุบัน

ชาตินี้. เพราะฉะนั้น เธอจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดิฉันเป็นมารดาของ
พระผู้เป็นเจ้าสารีบุตรเถระ ในชาติที่ ๕ แต่ปัจจุบันชาติ ขอท่าน
จงให้ดิฉันเข้าประตู เพื่อเยี่ยมพระเถระ. เทวดาได้ฟังดังนั้นจึง
อนุญาตให้นางเข้าไป นางครั้นเข้าไปแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สุดที่
จงกรมแสดงตนแก่พระเถระ. พระเถระครั้นได้เห็นนางเปรตนั้น
เป็นผู้มีใจอันความกรุณาตักเตือน จึงถามด้วยคาถาว่า

ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด
ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูก่อนนาง
ผู้ซูบผอม มีแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครหรือ จึงมา
ยืนอยู่ในที่นี้.
นางเปรตนั้นถูกพระเถระถาม เมื่อจะให้คำตอบจึงได้กล่าว
คาถา ๕ คาถา ความว่า

เมื่อก่อนดิฉันเป็นมารดาของท่าน ในชาติ
อื่น ๆ ดิฉันเข้าถึงเปตวิสัย เพียบพร้อมไปด้วย
ความหิว และความกระหาย เมื่อถูกความหิว
ครอบงำ ย่อมกินน้ำลาย น้ำมูก เสมหะ ที่เขาถ่ม
ทิ้ง และกินมันเหลวของซากศพ ที่เขาเผาที่เชิง

ตะกอน กินโลหิตของพวกหญิงที่คลอดบุตร และ
โลหิตของพวกบุรุษที่ถูกตัดมือ เท้า และศีรษะ
ที่เป็นแผล กินเนื้อ เอ็น และข้อมือข้อเท้าเป็นต้น
ของชายหญิง กินหนองและเลือดของปศุสัตว์
และมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีที่เร้น ไม่มีที่อยู่อาศัย

นอนบนเตียงของคนตายที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ลูก
เอ๋ย ขอลูกจงให้ทานแล้วอุทิศส่วนบุญแก่เราบ้าง
ไฉนหนอแม่จึงจะพ้นจากการกินหนองและเลือด.

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2019, 13:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหํ เต สกิยา มาตา ความว่า
เราเองเป็นมารดาของท่านโดยกำเนิด. ด้วยคำว่า ปุพฺเพ อฺาสุ
ชาตีสุ นี้ พึงเห็นว่า เราไม่ใช่จะเป็นมารดาแม้แต่ในชาตินี้ โดยที่แท้
ในชาติก่อน คือ ในชาติอื่น ๆ เราก็ได้เป็นมารดาในชาติที่ ๕ แต่ชาติ
ปัจจุบันนี้. บทว่า อุปปนฺนา เปตฺติวิสยํ ความว่า เข้าถึงเปตโลก
โดยปฏิสนธิ. บทว่า ขุปฺปิปาสสมปฺปิตา แปลว่า ถูกความหิวและ
ความกระหายครอบงำ อธิบายว่า ถูกความหิวและความกระหาย
ครอบงำอยู่ไม่ขาดระยะ.

บทว่า ฉฑฺฑิตํ ได้แก่ เป็นเดน อธิบายว่า อันเขาคายแล้ว.
บทว่า ขิปิตํ ได้แก่ มลทินที่ออกจากปากพร้อมกับอาหารที่เขาทิ้ง.
บทว่า เขฬํ แปลว่า การถ่มน้ำลาย. บทว่า สงฺฆาณิกํ ได้แก่ มลทิน
ที่ไหลออกจากสมอง แล้วไหลออกทางจมูก. บทว่า สิเลสุมํ ได้แก่
เสมหะ. บทว่า วสญฺจ ฑยฺหมานานํ ได้แก่ น้ำมันเหลวของซากศพ

ที่ถูกเผาบนเชิงตะกอน. บทว่า วิชาตานญฺจ โลหิตํ ได้แก่ โลหิต
ของหญิงผู้คลอด มลทินครรภ์ท่านสงเคราะห์ด้วย จ ศัพท์. บทว่า
วณิกานํ ได้แก่ แผลที่เกิดขึ้นเอง. บทว่า ยํ เชื่อมด้วยบทว่า ยํ
โลหิตํ. บทว่า ฆานสีสจฺฉินฺนานํ ได้แก่ โลหิตใด ของผู้ถูกตัดจมูก
และถูกตัดศีรษะ. มีวาจาประกอบความว่า เรากินซึ่งโลหิตนั้น.

บทว่า ฆานสีสจฺฉินฺนานํ นี้ เป็นหัวข้อแห่งเทศนา ด้วยบทว่า
ฆานสีสจฺฉินฺนานํ นี้ พึงเห็นว่า เพราะเหตุที่โลหิต แม้ของคนที่
ถูกตัดมือและเท้าเป็นต้น เราก็กินเหมือนกัน อนึ่งด้วยบทว่า วณิกานํ
นี้ พึงเห็นว่า ท่านสงเคราะห์เอาโลหิตของคนที่ถูกตัดมือและเท้า
เป็นต้นแม้เหล่านั้น. บทว่า ขุทาปเรตา ได้แก่ เป็นผู้ถูกความหิว

ครอบงำ. ด้วยบทว่า อิตฺถีปุริสนิสฺสิตํ นี้ ท่านแสดงว่า เราจะกิน
หนัง เนื้อ เอ็น และหนองเป็นต้น ที่อาศัยร่างกายของสตรีและ
บุรุษ และอย่างอื่นตามที่กล่าวแล้ว.

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2019, 17:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7416

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss
เนี่ยกำลังเห็นและไม่รู้ว่าเห็นอะไร
จิตตัวเองไม่ได้เกิดนอกรูปกายตน
เพราะจิตเห็นดับตรงกระทบที่ตาดำ
ดับแล้วเห็นอะไรนอกตาน่ะคือเห็นผิด
จำผิดว่าเป็นตัวเรามองเห็นตัวอักษร555
โอ๊ย...จะไปรู้สึกตัวกันตอนไหนคะกำลังเห็นผิดอยู่ไม่รู้ก็คือมีกิเลสแล้วค่ะ...ขาดฟังคร่าาาา
https://youtu.be/rCfiwCvuj-4
:b32: :b32: :b32: :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ค. 2019, 20:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
บทว่า ปสูนํ ได้แก่ แห่งแพะ โค และกระบือ เป็นต้น.
บทว่า อเลณา แปลว่า ไม่มีที่พึ่ง. บทว่า อนคารา แปลว่าไม่มีที่อยู่.
บทว่า นีลมญฺจปรายนา ได้แก่ นอนบนเตียงที่สกปรก ที่เขาทิ้งไว้
ในป่าช้า. อีกอย่างหนึ่ง พื้นที่ป่าช้าที่มากไปด้วยเถ้าและถ่านเพลิง
ท่านประสงค์เอาว่า นีล, อธิบายว่า นอนทับพื้นที่ป่าช้านั้นนั่นแหละ

เหมือนนอนทับบนเตียง. บทว่า อนฺวาทิสาหิ เม ความว่า ท่าน
จงให้ปัตติทานอุทิศ โดยประการที่ส่วนบุญที่ให้แล้วจะสำเร็จแก่
เราได้. บทว่า อปฺเปว นาม มุจฺเจยฺยํ ปุพฺพโลหิตโภชนา ความว่า
ไฉนหนอ เราพึงพ้นจากชีวิตเปรต อันมีหนองและเลือดเป็นอาหาร
นั่นเพราะการอุทิศของท่าน.

ท่านพระสารีบุตรเถระ ได้สดับดังนั้นแล้ว ในวันที่สองจึง
เรียกพระเถระ ๓ รูป มีท่านพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้นมา
พร้อมด้วยพระเถระเหล่านั้นเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์
ได้ไปถึงพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสาร. พระราชาเห็น
พระเถระแล้ว จึงถามถึงเหตุแห่งการมาว่า ท่านขอรับ ท่านมา

ทำไม? ท่านพระมหาโมคคัลลานะ จึงได้ทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา
พระราชาตรัสว่า โยมรู้แล้ว แล้วจึงละพระเถระ รับสั่งให้เรียก
อำมาตย์ผู้สำเร็จราชการ ทรงพระบัญชาว่า เธอจงสร้างกุฎี ๔
หลังในที่นี้อันสมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำ อันวิจิตร ไม่ไกลแต่เมือง
และในภายในพระราชวัง ให้แบ่งเป็น ๓ ส่วน โดยที่มีความพิเศษ

เพียงพอแล้วให้รับกุฎี ๔ หลัง. และพระองค์เองก็ได้เสด็จไปใน
ที่นั้น ได้ทรงกระทำพระราชกรณียกิจที่ควรทำ. เมื่อกุฎีสำเร็จแล้ว
จึงให้ตระเตรียมพลีกรรมทั้งหมด เข้าไปตั้งข้าวน้ำและผ้าเป็นต้น
และเครื่องบริขารทุกอย่างที่สมควรแก่ภิกษุสงฆ์ที่มาจากทิศ
ทั้ง ๔ มี พระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วมอบถวายสิ่งทั้งหมดนั้น

แด่ท่านพระสารีบุตรเถระ. ลำดับนั้น พระเถระ ได้ถวายสิ่งทั้งหมด
นั้น แด่ภิกษุสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
อุทิศแก่นางเปรตนั้น. นางเปรตนั้น ได้อนุโมทนาส่วนบุญนั้นแล้ว
บังเกิดในเทวโลก เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทุกอย่าง

ในวันต่อมา ก็ได้เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ไหว้แล้ว
ยืนอยู่. พระเถระสอบถามนางเปรตนั้น. นางเปรตนั้น ได้แจ้ง
เหตุที่ตนเข้าถึงความเป็นเปรต และเข้าถึงความเป็นเทวดาอีก.
ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า :-

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ค. 2019, 20:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
ท่านพระสารีบุตรเถระผู้มีจิตอนุเคราะห์
ได้ฟังคำของมารดาแล้ว จึงปรึกษากับท่านพระ-
มหาโมคคัลลานะเถระ ท่านพระอนุรุทธะและ
ท่านพระกัปปินะ แล้วให้สร้างกุฎี ๔ หลัง ถวาย
กุฎีทั้งข้าวและน้ำแด่พระสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔
อุทิศส่วนกุศลไปให้แก่มารดา. ในทันใดนั้นเอง

วิบากคือ ข้าว น้ำ และผ้าก็เกิดขึ้น นี้เป็นผลแห่ง
ทักษิณา ภายหลังนางมีร่างกายบริสุทธิ์สะอาด
นุ่งห่มผ้าอันมีค่า ยิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี ประดับ
ด้วยวัตถาภรณ์อันวิจิตร เข้าไปหาท่านพระมหา-
โมคคัลลานะเถระ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺเฆ จาตุทฺทิเส อทา ความว่า
ได้ถวาย คือมอบถวาย แก่สงฆ์ ผู้มาแต่ทิศทั้ง ๔. คำที่เหลือมีนัย
ดังกล่าวแล้วนั่นแล.
ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ถามนางเปรตนั้นว่า

ดูก่อน นางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่ง
นัก ส่องสว่างไสวไปทุกทิศ สถิตอยู่ ดุจดาว
ประกายพรึก. ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะกรรม
อะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะ
กรรมอะไร และโภคะทุกสิ่งทุกอย่าง อันเป็นที่
พอใจ ย่อมบังเกิดแก่ท่าน เพราะกรรมอะไร.

ดูก่อน นางเทพธิดา ผู้มีอานุภาพมาก
อาตมภาพขอถามท่าน เมื่อท่านเป็นมนุษย์ ได้ทำ
บุญอะไรไว้ อนึ่งท่านมีอานุภาพรุ่งเรือง และมี
รัศมีกายสว่างไสวไปทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญ
อะไร.

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ค. 2019, 20:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
ลำดับนั้น นางเปรตจึงตอบโดยนัยมีอาทิว่า ดิฉัน เป็น
มารดาของท่านพระสารีบุตร. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเถระ ได้กราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำเรื่องนั้น
ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้เข้าถึง
พร้อมแล้ว. เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชน ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาสาริปุตตเถรมาตุเปติวัตถุที่ ๒

อรรถกถามัตตาเปติวัตถุที่ ๓
เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภนางเปรตชื่อว่า มัตตา จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาสิ ดังนี้.

ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี ได้มีกฎุมพีผู้หนึ่ง เป็นคนมีศรัทธา
มีความเลื่อมใส. แต่ภริยาของเขา ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส
มักโกรธและเป็นหมัน โดยชื่อมีชื่อว่า มัตตา. ลำดับนั้น กฎุมพีนั้น
เพราะกลัววงศ์สกุลจะขาดศูนย์ จึงได้นำหญิงอื่นชื่อว่า ติสสา
มาจากสกุลเสมอกัน. นางเป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใส ทั้งเป็น

ที่รัก เป็นที่ชอบใจของสามี. ไม่นานนัก นางก็ตั้งครรภ์ โดยล่วงไป
๑๐ เดือน นางจึงคลอดบุตรคนหนึ่ง บุตรคนนั้นมีชื่อว่า ภูตะ.
นางเป็นแม่บ้าน อุปัฏฐากภิกษุ ๔ รูป โดยเคารพ, ส่วนหญิงหมัน
ริษยานาง.

วันหนึ่ง หญิงทั้งสองคนนั้น สระผม ได้ยืนผมเปียกอยู่แล้ว.
กฎุมพีมีความเสน่หาผูกพันในนางชื่อว่า ติสสา ด้วยอำนาจคุณ
ความดี มีใจฟูขึ้น ได้ยืนเจรจามากมาย กับนางติสสานั้น. นางมัตตา
อดทนต่อเหตุการณ์นั้นไม่ได้ ถูกความริษยาครอบงำ จึงเอาหยาก-
เหยื่อที่กวาดสุมไว้ในเรือนมาโปรยลงบนกระหม่อมของนางติสสา.

สมัยต่อมา นางมัตตา ทำกาละแล้ว บังเกิดในกำเนิดเปรต เสวย
ทุกข์ ๕ ประการ เพราะพลังแห่งกรรมของตน. ก็ทุกข์นั้น จะรู้ได้
ตามพระบาลีนั่นเอง. ภายหลัง ณ วันหนึ่ง นางเปรตนั้น เมื่อการ
ก่อกรรมผ่านไป จึงแสดงตนแก่นางติสสา ผู้กำลังอาบน้ำ อยู่
ด้านหลังเรือน. นางติสสา เห็นนางนั้น จึงสอบถามด้วยคาถาว่า :-

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ค. 2019, 20:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด
ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูก่อนนาง
ผู้ซูบผอม มีแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครมายืนอยู่ใน
ที่นี้.
ฝ่ายนางเปรต ได้ให้คำตอบด้วยคาถาว่า :-
เมื่อก่อน ฉันชื่อมัตตา ท่านชื่อติสสา เป็น
หญิงร่วมสามีกับท่าน ได้ทำกรรมชั่วไว้ จึงจาก
มนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหํ มตฺตา ตุวํ ติสฺสา ความว่า
ดิฉันชื่อมัตตา, ท่านชื่อติสสา. บทว่า ปุเร แปลว่า ในอัตภาพ
ก่อน. บทว่า เต ความว่า ดิฉันได้เป็นผู้ร่วมสามีกับท่าน. นาง
ติสสา จึงถามถึงกรรมที่เขาทำไว้ ด้วยคาถาอีกว่า :-

ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา
ใจ เพราะวิบากของกรรมอะไร ท่านจึงจาก
มนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก.
ฝ่ายนางเปรตจึงบอกกรรมที่ตนทำไว้ ด้วยคาถาอีกว่า :-
ดิฉันเป็นหญิงดุร้าย และหยาบช้า มัก
ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด ได้กล่าววาจาชั่วกะท่าน
ไว้ จึงจากมนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จณฺฑี แปลว่า ผู้มักโกรธ.
บทว่า ผรุสา แปลว่า ผู้มักกล่าวคำหยาบ. บทว่า อาสึ แปลว่า
ได้เป็นแล้ว. บทว่า ตาหํ ตัดเป็น ตํ อหํ. บทว่า ทุรุตฺตํ แปลว่า
กล่าวคำชั่ว คือ คำที่ไม่มีประโยชน์. เบื้องหน้าแต่นี้ไป หญิงทั้งสอง
คนนั้น ได้ประกาศคาถาว่าด้วยการกล่าวและการกล่าวโต้ตอบกัน
เท่านั้นว่า :-
ติสสา : เรื่องทั้งหมดนั้น แม้ฉันก็รู้ว่าท่านเป็นคนดุร้ายอย่างไร
แต่อยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่งว่า ท่านมีสรีระเปื้อน
ฝุ่น เพราะกรรมอะไร.

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ค. 2019, 20:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
นางเปรต: ท่านกับฉันพากันอาบน้ำแล้ว นุ่งห่มผ้าสะอาด ตบแต่ง
ร่างกายแล้ว แต่ฉันแต่งร่างกายเรียบร้อยยิ่งกว่าท่าน
เมื่อฉันแลดูท่านคุยอยู่กับสามี ลำดับนั้น ความริษยา
และความโกรธ ไ ด้เกิดแก่ฉันเป็นอันมาก ทันใดนั้น
ฉันจึงกวาดเอาฝุ่นโปรยรดท่าน ฉันมีร่างกายเปื้อนฝุ่น
เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น.

ติสสา : เรื่องทั้งหมดนั้น เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านเอาฝุ่น
โปรยใส่ฉัน แต่ฉันอยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่ง ท่าน
เป็นหิดคันไปทั้งตัว เพราะกรรมอะไร
นางเปรต: เราทั้งสอง เป็นคนหายา ได้พากันไปป่า ส่วนท่านหา
ยามาได้ แต่ฉันนำเอาผลหมามุ่ยมา เมื่อท่านเผลอ ฉัน
ได้โปรยหมามุ่ยนั้นลงบนที่นอนของท่าน ฉันเป็นหิด
คันไปทั้งตัว เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น.

ติสสา : เรื่องทั้งหมดเป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านโปรย
ผลหมามุ่ยลงบนที่นอนของฉัน แต่ฉันอยากจะถามท่าน
สักอย่างหนึ่ง ท่านเป็นผู้เปลือยกาย เพราะกรรมอะไร
นางเปรต : วันหนึ่งได้มีการประชุมพวกมิตรสหายและญาติ
ส่วนท่านได้รับเชิญ แต่ฉันผู้ร่วมสามีกับท่าน ไม่มี
ใครเชิญ เมื่อท่านเผลอ ฉันได้ลักผ้าของท่านไปซ่อน
เสีย ฉันเป็นผู้เปลือยกาย เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น.

ติสสา : เรื่องทั้งหมดนั้น เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านได้
ลักผ้าของฉันไปซ่อน แต่ฉันอยากจะถามท่านสักอย่าง
หนึ่ง ท่านมีกลิ่นกายเหม็นดังคูถ เพราะกรรมอะไร.
นางเปรต : ฉันได้ลักของหอม ดอกไม้ และเครื่องลูบไล้ อันมีค่า
มากของท่านไป ทิ้งลงในหลุมคูถ บาปนั้นฉันได้ทำไว้
แล้ว ฉันมีกลิ่นกายเหม็นดังคูถ เพราะวิบากกรรมนั้น.

ติสสา : เรื่องทั้งหมดนั้น เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า บาปนั้น
ท่านทำไว้แล้ว แต่ฉันอยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่ง
ว่า ท่านเป็นคนยากจน เพราะกรรมอะไร

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 355 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12 ... 24  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 13 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร