วันเวลาปัจจุบัน 20 ต.ค. 2019, 07:26  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ม.ค. 2009, 01:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า นั้ น...
เ ป็ น ศ า ส น า แ ห่ ง ค ว า ม จ ริ ง

ท่านเขมานันทะ (อาจารย์โกวิท เอนกชัย)

พระพุทธศาสนานั้นเป็น ศาสนาแห่งความจริง
และทุกคนสามารถปฏิบัติได้ด้วยสติปัญญาของตนเอง
จนได้ลิ้มอิสระด้วยตนเอง


ดังนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ผิดแผกแตกต่างจากศาสนาอื่น
ที่เต็มไปด้วยการให้สัญญาว่าจะได้รับในสวรรค์ หรือกล่าวถึงรางวัลต่าง

คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นการชี้ตรงไปสู่สภาวะที่เป็นอยู่จริงเช่นไร
และตัวการปฏิบัติก็คือการตระเตรียมตัว
มีสติสังวรที่จะรู้เห็นสภาวะที่เป็นอยู่แล้วแต่เดิมทีนั่นเอง


ทางรอดจึงมีในตัวคนทุกคนแล้ว
หากแต่เพราะความหลงผิดยึดติด
และไม่รู้ตัวทำให้ทางรอดอันนั้นเสมือนถูกทอดทิ้ง
แม้มีอยู่ก็เหมือนไม่มี

ด้วยเหตุนี้การเจริญสติ ความรู้ตัวให้ต่อเนื่องไป
ก็คือกรรมวิธีที่จะเปิดเผยสิ่งซึ่งถูกปกปิดห่อหุ้มไว้ให้ได้รู้เห็น
โดยไม่นำพาต่ออำนาจที่มองไม่เห็นตัวอื่นใด
ถือเอาแต่การกระทำความรู้ตัวให้คุ้นเคย
จนเป็นทางจำเพาะของปัจเจกบุคคล
อันใครอื่นรู้เห็นแทนไม่ได้ ของใครของมัน


กรรมวิธีอันนี้ย่อมเหนือหลักทฤษฎีต่างๆ
ไม่ว่าทางศาสนา สังคม หรือ วิทยาศาสตร์
เป็นทางจำเพาะตัว ใครไม่เจริญสติก็ย่อมไม่รู้ความจริง

ยิ่งผู้คงแก่เรียนทางด้านปริยัติ และขาดการปฏิบัติด้วยแล้ว
ธรรมที่ปากก็เป็นสิ่งที่ผิดเพี้ยนจากความจริง
กลับเป็นความจริงกำมะลอ หรือสิ่งที่เทียมความจริง
ซึ่งกลับเป็นสิ่งปิดบังความจริงเสียเอง


ปัจจุบันนี้ ในภาวะระส่ำระสาย-วิกฤติการณ์ทางวัฒนธรรม
กระทำให้มีการใส่ใจและมุ่งฟื้นฟูศีลธรรม จริยธรรม และธรรมปฏิบัติกันยิ่งขึ้น
ถือว่าเป็นการแสวงหาที่พึ่งทางใจ
ธรรมจึงถูกเผยแผ่ยิ่งกว่าสมัยใดก็ว่าได้

ทั้งมีวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้าอุ้มชู-อธิบาย
ขยายอรรถหลักพุทธธรรมอย่างกว้างขวางและไปไกล

เช่น หลักอนัตตาก็ถูกนักวิทยาศาสตร์
หรือนักสอนศาสนาผู้รู้คดีโลก-รักคดีธรรม
ใช้หลักวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่เข้าอธิบายจนเลยเถิดไปว่า

ชีวิตเป็นสิ่งไร้ตัวตนเป็นอนัตตาเพราะประกอบด้วยอานุภาคประจุไฟฟ้า
หรือเห็นไปว่าชีวิตเป็นกระบวนการเคมีไฟฟ้า หรือคลื่นรังสีต่างๆ

คำอธิบายเช่นนี้เป็นวิทยาศาสตร์ หาใช่ศาสนาไม่
ทั้งยังมีแนวโน้มตรงกันข้ามกับศาสนาด้วย
เพราะทำให้ผู้เห็นคล้อยตามหมดความใส่ใจ
ในความเป็นมนุษย์และมนุษยธรรมยิ่งขึ้น
ด้วยถือเสียว่า ชีวิตไม่มีอะไร ว่างเปล่าเป็นอนัตตา


เห็นได้ว่าคำอธิบายเช่นนี้มีผู้อธิบายมาแล้วแต่ครั้งโบราณ
ซึ่งนำความหายนะมาสู่ผู้เชื่อตามทีเดียว

อนิจจังนั้นอธิบายว่า ไม่แน่นอนไม่เที่ยงแท้ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
ซึ่งทำความวิบัติและพิการให้ศาสนาเป็นอย่างยิ่ง
เป็นสิ่งวิปริตเพี้ยนคิดคล้อยตามทางของภาษา
อันผู้ไร้สติจับฉวยเอาแล้วจะให้ผลร้ายมากกว่าผลดี

แท้จริงหลักพระไตรลักษณ์นั้นไม่ใช่หลักคิดเห็น
แต่เป็นหลักที่ผู้เจริญสติเห็นโดยไม่ต้องคาดคิด
และเป็นการเห็นที่ตัวเองอย่างรู้ตัว


เช่น สภาพไม่เที่ยงนั้นก็คือการเคลื่อนไหวอิริยาบถแปรไปต่างๆ
รวมถึงการกระพริบตา กลืนน้ำลาย ก้มเงย
ทั้งในอิริยาบถใหญ่ คือ ยืนเดิน นั่งนอน
และอิริยาบถย่อยคู้ เข้า เหยียดออก รวมถึงการคิดนึก

ผู้เจริญสติรู้เห็นเช่นนี้ จึงจะรู้จักทุกข์ตามความเป็นจริง
ไม่ใช่เป็นเพียงคิดเอาว่าเป็นทุกข์


ความรู้ตัวล้วนๆ เป็นธรรมกลาง ไม่โน้มไปทางใดโดยจำเพาะ
เป็นธรรมชาติที่พื้นๆ ดาด และเป็นสาธารณะแก่ทุกรูปทุกนาม
เรียกว่าเป็นแก่นสาร เป็นสภาพหลุดพ้นอิสระอยู่ทุกเมื่อ

ธรรมชาติอันนี้ย่อมเป็นไปควบคู่กับการเคลื่อนไหวทุกชนิดในตัว
ดังนั้นเมื่อมารู้ตัวเองก็หลุดพ้นจากสภาพมืด
อันนี้ไม่เกี่ยวกับความคิดเรื่องไม่เที่ยง อัตตา อนัตตา

แต่เป็นความจริงที่อยู่นอกเหนือความคิด เป็น ความเป็น (IS=NESS)
ที่ไม่เกี่ยวกับถ้อยคำพร่ำสอนของใคร
ไม่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หรือสามัญสัตว์


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ม.ค. 2009, 01:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


การมุ่งขยายเรื่องไตรลักษณ์ให้ขยายคลุมจักรวาลนั้น
ดูออกจะเกินเลยไปจนกระทำให้ผู้เกี่ยวข้องกลายเป็นนักคิด
อันพัวพันอยู่กับปัญหาเรื่องโลกเที่ยง-ไม่เที่ยง
มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ชีวิตเป็นอันนั้นหรืออันอื่น
ล้วนหาข้อยุติไม่ได้ ด้วยว่าล้วนเป็นสิ่งที่คิดเอาทั้งสิ้น

กลับกลายเป็นเรื่องราวทางอภิปรัชญา
หรือวิทยาศาสตร์ธรรมชาติหรือภววิทยา
แทนที่จะดูเข้ามาที่ตัวเอง กลับคิดแล่นเลยหลักสติไป
ซึ่งผู้รู้ถือกันว่าเป็นความประมาท

การที่นักศาสนามุ่งประจบวิทยาศาสตร์
หรือนักวิทยาศาสตร์ประจบศาสนานั้น
น่าจะมีผลดีต่อความประสานสอดคล้องกันและกัน

กล่าวคือร่วมกันขจัดสิทธิความเชื่ออันงมงายไร้มูลสภาวะ
ได้แต่เพียงชั้นปริยัติเท่านี้
ยังหาขจัดอวิชชารากเหง้าของปัญญาได้ไม่


เมื่อบุคคลหันมาปฏิบัติธรรมนั้น
เขาต้องเริ่มต้นที่ส่วนปัจเจก
ทำความรู้ตัวให้เป็นฐานเพื่อรู้เห็นความจริงๆ
ที่ไม่อาจคาดคิดเองได้


การอธิบายธรรมให้รู้ล่วงหน้านั้นเอง
อาจกลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ไปเลยก็ได้
เพราะถูกหลอกหลอนด้วยสัญญา
สร้างความรู้สึกและคิดเองเองโดยไม่รู้ตัว


สุดท้ายตกอยู่ภายใต้วงล้อมของลัทธิทีถ้อย ดิ้นไม่หลุด
หันไปทางไหน ความคิดก็จับตัวไว้
และไม่อาจประจักษ์แจ้งต่อสภาวะตามที่เป็นจริงได้
ทั้งนี้เพราะติดคิดจนเลยเถิด

ธรรมะก็คือตัวเรานี่เอง
เห็นธรรมก็คือเห็นตัวเองว่าเป็นตามที่เป็นเช่นไร
เป็นการเห็นด้วย สติ สมาธิ ปัญญา
ไม่ใช่ด้วยการคาดคิดเอาซึ่งล้วนเป็นมายาหลอกหลอนทั้งสิ้น


ดังนั้น การเจริญสติจึงกลายเป็นแกนกลางของพระพุทธศาสนามาตลอด
เพื่อการรู้แจ้งเห็นจริง เอาการเปิดเผยซึ่งปกปิดห่อหุ้มอยู่
เพื่อขจัดรากเหง้าของปัญหาเพื่อลุถึงที่สุดแห่งทกข์ ไม่ใช่เพื่อดับทุกข์


การกล่าวว่าการปฏิบัติธรรมเพื่อดับทุกข์นั้นนับว่าพลาดไป
ข้ามขั้นตอนที่สำคัญที่สุดไป และอาจเป็นอันตรายได้ง่าย

กล่าวคือปฏิบัติธรรมเพื่อรู้เห็น
เมื่อไม่รู้ไม่เห็นก็พ้นทุกข์ไปไม่ได้
และเมื่อสุขเทียมเกิดก็จะหลงไหลว่าดับทุกข์ได้แล้วไปก็ได้
เป็นการเพิ่มอุปาทานให้แน่นหนายิ่งขึ้น


อนึ่ง การไม่ยึดมั่นถือมั่นปล่อยวางก็พึงเข้าใจโดยนัยเดียวกันว่า
อาจกลับกลายเป็นการยึดติด
ในการไม่ยึดมั่นถือมั่นปล่อยวางไปได้เหมือนกัน

ทั้งนี้เพราะขาดรากฐานที่สำคัญ
คือการเจริญสติเพื่อรู้เพื่อเห็นความจริงของชีวิต
ตามที่เป็นจริงเช่นไรก็เช่นนั้นเอง

พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาพิเศษที่ไม่เหมือนศาสนาอื่นใด
ที่ตั้งต้นตรงตัวเองเมื่อมีโอกาสฟังถึงธรรมชาติในตัวเอง
จากการนั่งใกล้ท่านผู้รู้ และการทำความเพียรอันผิดจากความเพียรอื่น
ในการเจริญสติสมาธิปัญญา จนหลุดพ้นในตัวเอง
ลุถึงธรรมชาติแห่งความดับในตัวเอง

จนกระทั่งเป็นประโยชน์ต่อสังคม
ก็จากสาระแห่งการลุถึงธรรมชาติแท้ตัวเอง


:b8: :b8: :b8:

(คัดลอกบางตอนมาจาก : คำนำในการพิมพ์ครั้งที่ ๖ “ชีวิตกับความรัก”
โดย เขมานันทะ, พ.ศ. ๒๕๒๗, หน้า ๑๑-๑๙)


:b47: รวมคำสอน “ท่านเขมานันทะ (อาจารย์โกวิท เอนกชัย)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=44291

:b47: ประวัติ “ท่านเขมานันทะ (อาจารย์โกวิท เอนกชัย)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=24878


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ส.ค. 2011, 05:57 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 589


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุๆค่ะ ขอบพระคุณค่ะ :b8: :b8: :b8:
:b45: :b45: :b45:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 พ.ค. 2015, 07:43 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 พ.ค. 2013, 10:07
โพสต์: 407

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 เม.ย. 2019, 09:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2174


 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร