วันเวลาปัจจุบัน 04 เม.ย. 2020, 05:58  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 60 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2013, 14:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
ลำพังการตีความตามตัวหนัวสือจึงยังไม่พอ...(อย่างมาก)

ตอนที่เรามีอวิชชาอยู่...ไม่ใช่เราจะอยากอะไรไม่ได้เลย...อยากอะไรก็ผิดไปหมด...อยากพ้นทุกข์ก็ไม่ได้..แบบนมันไม่ใช่
ไม่งั้น อิทธิบาท4 จะเป็นธรรมเพื่อความหลุดพ้นหรอ

อิอิ..ทำไปเถอะ...จะของกิเลสหรือไม่กิเลส...ก็เรื่องของมันไปก่อน...ทำแล้ว..กุศลเกิด...อกุศลลด...ก็ใช้ได้

ในขั้น สัพพปาปัสสะ อกรณัง...ละชั่วทั้งปวง....กุลัสสูปสัมปทา..ทำความดีให้ถึงพร้อม...ยังมีกิเลสอยู่...แต่เราก็ต้องทำจริงมั้ย?...อย่างน้อยก็อยากดี...หาไม่แล้ว...สจิตตปริโยทปนัง...ชำระใจให้ผ่องใสไร้กิเลส...จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

เมตตา...ยังมีกิเลสอยู่..ก็อย่าไปซีเรียต...ทำไปเถอะพี่น้อง...อิอิ

สิ่งที่เอามาบอกไม่ใช่เพื่อให้คนในนี้เอาไปปฏิบัติ แค่รู้อะไรมาก็เอามาเล่าสู่กันฟัง
ผมน่ะเข้าใจดีว่า พวกเรายังไม่รู้ในส่วนนี้ เพราะเป็นธรรมเป็นขั้นตอนของพระอนาคามีท่าน

จุดประสงค์ที่โพสความเห็นแบบนี้ก็เพื่อ ให้ซักถามในสิ่งที่ไม่รู้หรือไม่เห็นด้วย
ไม่ใช่โพสเพื่อให้เพื่อน เอาไปตีคำเล่นสำนวน :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2013, 14:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.พ. 2009, 20:42
โพสต์: 699


 ข้อมูลส่วนตัว


ลูกพระป่า เขียน:
... ถ้าอย่างนั้นพระพุทธศาสนาคงไม่อุบัติขึ้นมาเพราะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่มีพระเมตตาเหลืออยู่แล้วหลังจากตรัสรู้ชอบดับทุกข์และกิเลสได้สิ้นเชิง ความเมตตาต่อสัตว์โลกทั้งหลายของพระองค์ต้องไม่เหลืออยู่ แล้วพระองค์จะเสียเวลามาสั่งสอนสัตว์โลกอีกทำไม....


เป็นหน้าที่ของซูเปอร์ฮีโร่กั๊บ... :b32: :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2013, 14:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3922

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
ในพรหมวิหารสี่ยกเว้น เมตตา ทุกอย่างล้วนเป็น สังขารขันธ์(เจตสิก)
ในพระอภิธรรมที่ว่าด้วเรื่องปรมัตถ์ จะไม่มีอธิบายเรื่องเมตตาไว้ว่ามันเป็นอาการใดในปรมัตถ์
เป็นเพราะเหตุว่า เมตตาไม่ใช่จิตหรือเจตสิก

แต่ความเมตตาเป็นสังโยชน์ที่เข้ามาพร้อมกับอายตนะภายนอก ทำให้เกิดการปรุงแต่ง
เป็นอกุศลจิต ราคะ(โลภะ) โทสะ โมหะ

พระอภิธรรม คือ โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ อันนำไปสู่ปรมัตถธรรม คือมรรค ผล นิพพาน
การเจริญเมตตาอัปปมัญญา เป็นการเจริญมรรคปฏิปทาอันมีรูปเป็นอารมณ์ประการหนึ่ง
เมื่อเป็นการเจริญเมตตา และมีวิบากอันประกอบด้วยเมตตา
เมตตา จึงเป็นสังขารขันธ์
เมตตา ไม่ใช่จิต แต่เป็นอาการของจิตที่ประกอบเมตตา อรรถาจารย์เรียกว่า เจตสิก
เมตตา เป็นบารมี เพื่อขัดเกลา อาสวะที่มี โทสะกิเลสเป็นเหตุ
เมตตา จึงเป็นบารมี เพราะมีอโทสะเป็นเหตุ
เมตตา จึงไม่ใช่สังโยชน์ เพราะเมตตากำจัดปฏิฆะสังโยชน์ ในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง
แต่ถ้า โยคาวจรเจริญเมตตา แล้วไปติดในรูปที่เห็นว่างาม
รูปที่เห็นว่างามนั้นเป็นที่ตั้งแห่งรูปราคะ หาใช่เพราะเหตุจากเมตตา
ดังนั้นพระโยคาวจร จึงยกจิตพ้นอารมณ์พ้นจากรูปราคะเข้าสู่มรรคภาวนาอันมีอรูปเป็นอารมณ์
เพราะรู้โทษแห่งรูปราคะ แต่จิตก็ดำรงอยู่ในเมตตาอัปปมัญญาได้ เป็นเจโตวิมุติจากปฏิฆานุสัย

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


แก้ไขล่าสุดโดย เช่นนั้น เมื่อ 26 เม.ย. 2013, 15:03, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2013, 14:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ลูกพระป่า เขียน:
สวัสดีครับพี่โฮฮับ
หลังจากอ่านสิ่งที่พี่พูดอธิบายข้างบนผมก็เกิดคำถามขึ้นมาถามตัวเองว่า ถ้าเมตตานับเป็นกิเลสหรือสังโยชน์อย่างที่พี่ให้เหตุผลจริง ถ้าอย่างนั้นพระพุทธศาสนาคงไม่อุบัติขึ้นมาเพราะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่มีพระเมตตาเหลืออยู่แล้วหลังจากตรัสรู้ชอบดับทุกข์และกิเลสได้สิ้นเชิง ความเมตตาต่อสัตว์โลกทั้งหลายของพระองค์ต้องไม่เหลืออยู่ แล้วพระองค์จะเสียเวลามาสั่งสอนสัตว์โลกอีกทำไม....พอเกิดคำถามนี้ขึ้นมาในใจผม ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่พี่พูดอธิบายนั้นมันไม่ถูกต้องครับ
ขอบคุณครับ :b8:

แบบนี้เขาเรียกฟุ้งบัญญัติครับ ถ้าคุณยังไม่ลงไปในเนื้อของธรรมแท้
คุณก็จะมีอาการ วิจิกิจฉาเช่นนี้แหละ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทำ ปุถุชนที่ยังเข้าไม่ถึงธรรม
ก็จะมองเป็นความเมตตา แท้จริงแล้วพระพุทธ์องค์ได้ทรงวางอุเบกขาสิ่งนี้ลงแล้ว

เมตตาเป็นสังโยชน์ของฝ่ายกุศล ซึ่งธรรมทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล เป็นกรรมที่ก่อให้เกิดวิบาก
ทำให้ยังวนเวียนในวัฏฏสงสาร สิ่งที่พระพุทธเจ้าทำ ซึ่งเรามองว่าเป็นความเมตตาใช่
เพราะสิ่งที่เรามองเป็นกายใจของเรา เรายังเป็นปุถุชน......
สิ่งที่พระพุทธเจ้าทำ มันไม่ได้เกิดจากจิตที่เป็นเมตตาดังที่ปุถุชนเข้าใจ
แต่สิ่งที่เกิดในกายใจพระพุทธเจ้า พระองค์เรียกสิ่งนั้นว่า มหากิริยาจิต


อันที่จริงแล้ว พรหมวิหารสี่ เป็นธรรมที่พระอนาคามียังติดข้องอยู่
จะต้องปฏิบัติในสติปัฏฐานสี่เพื่อวางอุเบกขาธรรมนี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2013, 18:03 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ธ.ค. 2011, 16:32
โพสต์: 324


 ข้อมูลส่วนตัว


เช่นนั้น เขียน:
พระอภิธรรม คือ โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ อันนำไปสู่ปรมัตถธรรม คือมรรค ผล นิพพาน
การเจริญเมตตาอัปปมัญญา เป็นการเจริญมรรคปฏิปทาอันมีรูปเป็นอารมณ์ประการหนึ่ง
เมื่อเป็นการเจริญเมตตา และมีวิบากอันประกอบด้วยเมตตา
เมตตา จึงเป็นสังขารขันธ์
เมตตา ไม่ใช่จิต แต่เป็นอาการของจิตที่ประกอบเมตตา อรรถาจารย์เรียกว่า เจตสิก
เมตตา เป็นบารมี เพื่อขัดเกลา อาสวะที่มี โทสะกิเลสเป็นเหตุ
เมตตา จึงเป็นบารมี เพราะมีอโทสะเป็นเหตุ
เมตตา จึงไม่ใช่สังโยชน์ เพราะเมตตากำจัดปฏิฆะสังโยชน์ ในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง
แต่ถ้า โยคาวจรเจริญเมตตา แล้วไปติดในรูปที่เห็นว่างาม
รูปที่เห็นว่างามนั้นเป็นที่ตั้งแห่งรูปราคะ หาใช่เพราะเหตุจากเมตตา
ดังนั้นพระโยคาวจร จึงยกจิตพ้นอารมณ์พ้นจากรูปราคะเข้าสู่มรรคภาวนาอันมีอรูปเป็นอารมณ์
เพราะรู้โทษแห่งรูปราคะ แต่จิตก็ดำรงอยู่ในเมตตาอัปปมัญญาได้ เป็นเจโตวิมุติจากปฏิฆานุสัย

:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2013, 18:17 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ธ.ค. 2011, 16:32
โพสต์: 324


 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
ลูกพระป่า เขียน:
สวัสดีครับพี่โฮฮับ
หลังจากอ่านสิ่งที่พี่พูดอธิบายข้างบนผมก็เกิดคำถามขึ้นมาถามตัวเองว่า ถ้าเมตตานับเป็นกิเลสหรือสังโยชน์อย่างที่พี่ให้เหตุผลจริง ถ้าอย่างนั้นพระพุทธศาสนาคงไม่อุบัติขึ้นมาเพราะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่มีพระเมตตาเหลืออยู่แล้วหลังจากตรัสรู้ชอบดับทุกข์และกิเลสได้สิ้นเชิง ความเมตตาต่อสัตว์โลกทั้งหลายของพระองค์ต้องไม่เหลืออยู่ แล้วพระองค์จะเสียเวลามาสั่งสอนสัตว์โลกอีกทำไม....พอเกิดคำถามนี้ขึ้นมาในใจผม ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่พี่พูดอธิบายนั้นมันไม่ถูกต้องครับ
ขอบคุณครับ :b8:

แบบนี้เขาเรียกฟุ้งบัญญัติครับ ถ้าคุณยังไม่ลงไปในเนื้อของธรรมแท้
คุณก็จะมีอาการ วิจิกิจฉาเช่นนี้แหละ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทำ ปุถุชนที่ยังเข้าไม่ถึงธรรม
ก็จะมองเป็นความเมตตา แท้จริงแล้วพระพุทธ์องค์ได้ทรงวางอุเบกขาสิ่งนี้ลงแล้ว

เมตตาเป็นสังโยชน์ของฝ่ายกุศล ซึ่งธรรมทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล เป็นกรรมที่ก่อให้เกิดวิบาก
ทำให้ยังวนเวียนในวัฏฏสงสาร สิ่งที่พระพุทธเจ้าทำ ซึ่งเรามองว่าเป็นความเมตตาใช่
เพราะสิ่งที่เรามองเป็นกายใจของเรา เรายังเป็นปุถุชน......
สิ่งที่พระพุทธเจ้าทำ มันไม่ได้เกิดจากจิตที่เป็นเมตตาดังที่ปุถุชนเข้าใจ
แต่สิ่งที่เกิดในกายใจพระพุทธเจ้า พระองค์เรียกสิ่งนั้นว่า มหากิริยาจิต


อันที่จริงแล้ว พรหมวิหารสี่ เป็นธรรมที่พระอนาคามียังติดข้องอยู่
จะต้องปฏิบัติในสติปัฏฐานสี่เพื่อวางอุเบกขาธรรมนี้

สวัสดีครับพี่โฮฮับ
สิ่งที่พี่พูดมานั้นก็ถูกครับ เพราะบุคคลที่จิตยังไม่บริสุทธิ์อย่างเราๆย่อมมีความเห็นที่ต่างกัน และเพราะเหตุคือความเห็นที่ต่างกันนี้จึงถูกแล้วที่จะทำให้เราพูดในสิ่งนั้นๆออกมา เพราะความเห็นเป็นปัจจัยความคิดและคำพูดเหล่านั้นจึงออกมา ดั่งเช่นอุบายธรรมที่ปรากฏขึ้นในใจผมเมื่อปีที่แล้วว่า"สิ่งที่พูดนั้นถูกแต่ความเห็นนั่นเองที่ผิด" ดังนั้นแม้แต่ความเห็นของผมเองก็หาได้จะต้องถูกเสมอไปอย่างเช่นที่พี่โฮฮับได้กล่าวไว้ครับ
ขอบคุณครับ :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2013, 18:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ลูกพระป่า เขียน:
โฮฮับ เขียน:
ลูกพระป่า เขียน:
สวัสดีครับพี่โฮฮับ
หลังจากอ่านสิ่งที่พี่พูดอธิบายข้างบนผมก็เกิดคำถามขึ้นมาถามตัวเองว่า ถ้าเมตตานับเป็นกิเลสหรือสังโยชน์อย่างที่พี่ให้เหตุผลจริง ถ้าอย่างนั้นพระพุทธศาสนาคงไม่อุบัติขึ้นมาเพราะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่มีพระเมตตาเหลืออยู่แล้วหลังจากตรัสรู้ชอบดับทุกข์และกิเลสได้สิ้นเชิง ความเมตตาต่อสัตว์โลกทั้งหลายของพระองค์ต้องไม่เหลืออยู่ แล้วพระองค์จะเสียเวลามาสั่งสอนสัตว์โลกอีกทำไม....พอเกิดคำถามนี้ขึ้นมาในใจผม ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่พี่พูดอธิบายนั้นมันไม่ถูกต้องครับ
ขอบคุณครับ :b8:

แบบนี้เขาเรียกฟุ้งบัญญัติครับ ถ้าคุณยังไม่ลงไปในเนื้อของธรรมแท้
คุณก็จะมีอาการ วิจิกิจฉาเช่นนี้แหละ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทำ ปุถุชนที่ยังเข้าไม่ถึงธรรม
ก็จะมองเป็นความเมตตา แท้จริงแล้วพระพุทธ์องค์ได้ทรงวางอุเบกขาสิ่งนี้ลงแล้ว

เมตตาเป็นสังโยชน์ของฝ่ายกุศล ซึ่งธรรมทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล เป็นกรรมที่ก่อให้เกิดวิบาก
ทำให้ยังวนเวียนในวัฏฏสงสาร สิ่งที่พระพุทธเจ้าทำ ซึ่งเรามองว่าเป็นความเมตตาใช่
เพราะสิ่งที่เรามองเป็นกายใจของเรา เรายังเป็นปุถุชน......
สิ่งที่พระพุทธเจ้าทำ มันไม่ได้เกิดจากจิตที่เป็นเมตตาดังที่ปุถุชนเข้าใจ
แต่สิ่งที่เกิดในกายใจพระพุทธเจ้า พระองค์เรียกสิ่งนั้นว่า มหากิริยาจิต


อันที่จริงแล้ว พรหมวิหารสี่ เป็นธรรมที่พระอนาคามียังติดข้องอยู่
จะต้องปฏิบัติในสติปัฏฐานสี่เพื่อวางอุเบกขาธรรมนี้

สวัสดีครับพี่โฮฮับ
สิ่งที่พี่พูดมานั้นก็ถูกครับ เพราะบุคคลที่จิตยังไม่บริสุทธิ์อย่างเราๆย่อมมีความเห็นที่ต่างกัน และเพราะเหตุคือความเห็นที่ต่างกันนี้จึงถูกแล้วที่จะทำให้เราพูดในสิ่งนั้นๆออกมา เพราะความเห็นเป็นปัจจัยความคิดและคำพูดเหล่านั้นจึงออกมา ดั่งเช่นอุบายธรรมที่ปรากฏขึ้นในใจผมเมื่อปีที่แล้วว่า"สิ่งที่พูดนั้นถูกแต่ความเห็นนั่นเองที่ผิด" ดังนั้นแม้แต่ความเห็นของผมเองก็หาได้จะต้องถูกเสมอไปอย่างเช่นที่พี่โฮฮับได้กล่าวไว้ครับ
ขอบคุณครับ :b8:

ผมว่าคุณ อย่าคุยกับผมเลยครับ เท่าที่คุยกันมา ผมหาประโยชน์อะไรจากคุณไม่ได้เลยครับ
ถ้อยคำของคุณมันไม่ได้ให้ความรู้แก่ใครเลย เห็นมีแต่การปั่นแต่งคำพูดให้สวยหรูแต่สอดแทรก
ด้วยคำพูดกระทบกระเทียบ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2013, 19:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เช่นนั้น เขียน:
โฮฮับ เขียน:
ในพรหมวิหารสี่ยกเว้น เมตตา ทุกอย่างล้วนเป็น สังขารขันธ์(เจตสิก)
ในพระอภิธรรมที่ว่าด้วเรื่องปรมัตถ์ จะไม่มีอธิบายเรื่องเมตตาไว้ว่ามันเป็นอาการใดในปรมัตถ์
เป็นเพราะเหตุว่า เมตตาไม่ใช่จิตหรือเจตสิก

แต่ความเมตตาเป็นสังโยชน์ที่เข้ามาพร้อมกับอายตนะภายนอก ทำให้เกิดการปรุงแต่ง
เป็นอกุศลจิต ราคะ(โลภะ) โทสะ โมหะ

พระอภิธรรม คือ โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ อันนำไปสู่ปรมัตถธรรม คือมรรค ผล นิพพาน

พระอภิธรรมไม่ใช่ โพธิปักขิยธรรม๓๗ประการ ตามที่คุณบอก
โพธิปักขิยธรรม เป็น....
หลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เพื่อเป็นหลักในการปฏิบัติ เพื่อการตรัสรู้

ส่วนพระอภิธรรม เป็นบัญญัติที่ใช้อธิบาย ความเป็นปรมัตถ์ธรรม


เช่นนั้น เขียน:
การเจริญเมตตาอัปปมัญญา เป็นการเจริญมรรคปฏิปทาอันมีรูปเป็นอารมณ์ประการหนึ่ง
เมื่อเป็นการเจริญเมตตา และมีวิบากอันประกอบด้วยเมตตา
เมตตา จึงเป็นสังขารขันธ์

พูดมั่วแล้ว มันมีด้วยหรือเจริญเมตตา ไอ้ทีคุณพูดผิดๆถูกๆนั้นน่ะมันเป็นกุศลธรรม
มันยังไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ก็บอกเองว่าเป็นวิบาก วิบากเป็นกรรมที่สกัดกันนิพพานเข้าใจมั้ย

อันที่จริงมันต้องเป็นแบบนี้
การเจริญมรรคปฏิปทา อันมีรูปฌาณเป็นอารมณ์ (ไม่ใช่รูป)
รูปฌาณนั้นก็คือเมตตา รูปฌาณสหรตค(ประกอบ)กับผัสะนั้นแสดงว่า
เมตตาหรือรูปฌาณเป็นอายตนอก มาประกอบกับจิตภายหลัง
จิตวิบากที่เกิดภายหลัง ไม่ใช่เมตตาแต่มีเหตุมาจากเมตตา
และเจตสิกที่ว่าก็ไม่ใช้เมตตาแต่แต่เป็น โมหะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2013, 19:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เช่นนั้น เขียน:
เมตตา ไม่ใช่จิต แต่เป็นอาการของจิตที่ประกอบเมตตา
อรรถาจารย์เรียกว่า เจตสิก

นี้ก็พูดจับต้นชนปลายไม่ถูก เมตตาไม่ใช่จิตน่ะถูกแล้ว
แต่ที่บอกว่า เมตตาเป็นเจตสิก อรรถาจารย์ท่านนั้นบอก
เอาหลักฐานมายันหน่อยซิครับ

คำพูดประโยคนี้"แต่เป็นอาการของจิตที่ประกอบเมตตา" ดูก็รู้ว่ามั่ว
พูดไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัย พูดมาได้ไงว่าเป็นอาการของจิตที่ประกอบเมตตา
แล้วยังซ้ำคำศัพท์ไปอีกว่า เป็นเจตสิก
เช่นนั้น เขียน:
เมตตา เป็นบารมี เพื่อขัดเกลา อาสวะที่มี โทสะกิเลสเป็นเหตุ
เมตตา จึงเป็นบารมี เพราะมีอโทสะเป็นเหตุ

ในพระอภิธรรมมีด้วยหรือคำว่า บารมี บารมีเป็นอะไรในปรมัตถ์ธรรม
เป็นธรรมตัวไหนลองบอกมาหน่อยซิ กำลังพูดปรมัตถ์ธรรมกันอยู่
ดันเอาคำศัพท์มาละเลงมั่ว
เช่นนั้น เขียน:
เมตตา จึงไม่ใช่สังโยชน์ เพราะเมตตากำจัดปฏิฆะสังโยชน์ ในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง
แต่ถ้า โยคาวจรเจริญเมตตา แล้วไปติดในรูปที่เห็นว่างาม

ปฏิฆะสังโยชน์ จะต้องดับด้วยการเจริญสติปัฏฐานสี่(ดับด้วยปัญญา)

แต่การเอาเมตตามากำจัดปฏิฆะ ไม่ใช่เป็นการดับที่ถาวร มันเป็นการเอาสังโยชน์เบื้องสูง
ที่เป็นกุศลธรรมมาแทนที่ สังโยชน์เบี้องต่ำ เขาเรียกสิ่งนี้ว่า....สติ(ไม่ใช่สติปัฏฐาน)
สติที่ว่า คือการกำหนดรู้กุศลเพื่อมาละอกุศลมันเป็นสติธรรมดาไม่ใช่ปัญญา
เช่นนั้น เขียน:
แต่ถ้า โยคาวจรเจริญเมตตา แล้วไปติดในรูปที่เห็นว่างาม
รูปที่เห็นว่างามนั้นเป็นที่ตั้งแห่งรูปราคะ หาใช่เพราะเหตุจากเมตตา
ดังนั้นพระโยคาวจร จึงยกจิตพ้นอารมณ์พ้นจากรูปราคะเข้าสู่มรรคภาวนาอันมีอรูปเป็นอารมณ์
เพราะรู้โทษแห่งรูปราคะ แต่จิตก็ดำรงอยู่ในเมตตาอัปปมัญญาได้ เป็นเจโตวิมุติจากปฏิฆานุสัย

อันนี้ก็มั่ว ยังแยกแยะไม่ได้เลยว่า รูปมันเป็นกามคุณห้า มันเป็นสังโยชน์เบื้องต่ำ
ส่วนรูปราคะมันเป็นสังโยชน์เบื้องสูง เป็นคนละอย่างกัน
เช่นนั้นไปทำความเข้าใจใหม่แล้วค่อยกลับมาพูดก็ได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2013, 20:31 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ธ.ค. 2011, 16:32
โพสต์: 324


 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
ผมว่าคุณ อย่าคุยกับผมเลยครับ เท่าที่คุยกันมา ผมหาประโยชน์อะไรจากคุณไม่ได้เลยครับ
ถ้อยคำของคุณมันไม่ได้ให้ความรู้แก่ใครเลย เห็นมีแต่การปั่นแต่งคำพูดให้สวยหรูแต่สอดแทรก
ด้วยคำพูดกระทบกระเทียบ

สวัสดีครับพี่โฮฮับ
ผมยอมรับในสิ่งที่พี่พูดข้างบนด้วยความเต็มใจครับ เพราะพี่พูดถูกแล้วครับว่าผมไม่มีความรู้อะไรจะมอบให้คนอื่นได้ แค่ที่จะหาให้ตัวผมเองยังแทบจะไม่ได้เลยถึงได้ก็เพียงเม็ดทรายไม่กี่เม็ดเท่านั้น ผมถึงรู้สึกขอบคุณและอนุโมทนาในความรู้ที่พี่ๆในที่นี้แบ่งบันมาให้เสมอ แน่นอนว่ารวมถึงสิ่งต่างๆหลายอย่างที่พี่นำมาแบ่งบันด้วย ถึงผมอาจจะไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมดแต่ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธทั้งหมดเช่นกันครับ
ขอบคุณครับ :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2013, 22:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3922

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
พระอภิธรรมไม่ใช่ โพธิปักขิยธรรม๓๗ประการ ตามที่คุณบอก
โพธิปักขิยธรรม เป็น....
หลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เพื่อเป็นหลักในการปฏิบัติ เพื่อการตรัสรู้

ส่วนพระอภิธรรม เป็นบัญญัติที่ใช้อธิบาย ความเป็นปรมัตถ์ธรรม

โฮฮับถ้าจะมั่ว
ก็ไปเปิด กินนติสูตร ฉบับมหาจุฬาอ่าน
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงรับรองด้วยพระองค์เองว่า
Quote Tipitaka:
"[๓๕] ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้วแก่เธอ
ทั้งหลายในที่นี้ด้วยความรู้ยิ่ง คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ เธอทั้งหมดพึงเป็นผู้
สามัคคีกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน ตั้งใจศึกษาในธรรมเหล่านั้น แต่เมื่อเธอ
ทั้งหลายสามัคคีกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ จะพึงมีภิกษุ ๒ พวก
ที่มีวาทะต่างกันในอภิธรรมบ้าง"

อภิธรรม หมายถึง โพธิปักขิยธรรมที่พระองค์หมายถึง
ดังนั้น ผู้ที่บอกจึงเป็นพระศาสดา ไม่ใช่ "เช่นนั้น" เป็นผู้บอก
สิ่งที่ โฮฮับ ให้คำนิยามพระอภิธรรม จึงเป็นการเขียนลอยๆ ออกมาโดยปราศจากการรับรองโดยพุทธวจนะ
เช่นเดิม

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


แก้ไขล่าสุดโดย เช่นนั้น เมื่อ 26 เม.ย. 2013, 23:03, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2013, 22:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3922

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:

เช่นนั้น เขียน:
การเจริญเมตตาอัปปมัญญา เป็นการเจริญมรรคปฏิปทาอันมีรูปเป็นอารมณ์ประการหนึ่ง
เมื่อเป็นการเจริญเมตตา และมีวิบากอันประกอบด้วยเมตตา
เมตตา จึงเป็นสังขารขันธ์

พูดมั่วแล้ว มันมีด้วยหรือเจริญเมตตา ไอ้ทีคุณพูดผิดๆถูกๆนั้นน่ะมันเป็นกุศลธรรม
มันยังไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ก็บอกเองว่าเป็นวิบาก วิบากเป็นกรรมที่สกัดกันนิพพานเข้าใจมั้ย

อันที่จริงมันต้องเป็นแบบนี้
การเจริญมรรคปฏิปทา อันมีรูปฌาณเป็นอารมณ์ (ไม่ใช่รูป)
รูปฌาณนั้นก็คือเมตตา รูปฌาณสหรตค(ประกอบ)กับผัสะนั้นแสดงว่า
เมตตาหรือรูปฌาณเป็นอายตนอก มาประกอบกับจิตภายหลัง
จิตวิบากที่เกิดภายหลัง ไม่ใช่เมตตาแต่มีเหตุมาจากเมตตา
และเจตสิกที่ว่าก็ไม่ใช้เมตตาแต่แต่เป็น โมหะ


เมื่อไม่รู้จัก การเจริญเมตตาอัปปมัญญา
ก็อย่ามั่วเขียนอะไรออกมานะโฮฮับ
ในพระอภิธรรมปิฏก 12 เล่มสุดท้ายแห่งพระไตรปิฏก พระสังคยาจารย์ได้เขียนไว้ว่า
Quote Tipitaka:
" [๑๙๐] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?
โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ที่สหรคตด้วยเมตตา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ
อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.

อย่าสู่รู้ใส่คำว่ารูปฌาน วงเล็บต่อท้ายว่า ไม่ใช่รูป นะโฮฮับ

การเขียนบรรยายเช่นอย่างโฮฮับที่เขียนออกมาแสดงว่า ไม่เคยเจริญเมตตาอัปปมัญญา และบรรลุปฐมฌานมาก่อน แน่นอน

โฮฮับ นั่งเทียนอีกแล้ว

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


แก้ไขล่าสุดโดย เช่นนั้น เมื่อ 26 เม.ย. 2013, 23:02, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2013, 22:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.พ. 2012, 12:27
โพสต์: 2372

แนวปฏิบัติ: ปฏิจจสมุปบาท และกรรมฐาน
งานอดิเรก: สวดมนต์รภาวนา
อายุ: 27

 ข้อมูลส่วนตัว


เช่นนั้น เขียน:
โฮฮับ เขียน:
ในพรหมวิหารสี่ยกเว้น เมตตา ทุกอย่างล้วนเป็น สังขารขันธ์(เจตสิก)
ในพระอภิธรรมที่ว่าด้วเรื่องปรมัตถ์ จะไม่มีอธิบายเรื่องเมตตาไว้ว่ามันเป็นอาการใดในปรมัตถ์
เป็นเพราะเหตุว่า เมตตาไม่ใช่จิตหรือเจตสิก

แต่ความเมตตาเป็นสังโยชน์ที่เข้ามาพร้อมกับอายตนะภายนอก ทำให้เกิดการปรุงแต่ง
เป็นอกุศลจิต ราคะ(โลภะ) โทสะ โมหะ

พระอภิธรรม คือ โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ อันนำไปสู่ปรมัตถธรรม คือมรรค ผล นิพพาน
การเจริญเมตตาอัปปมัญญา เป็นการเจริญมรรคปฏิปทาอันมีรูปเป็นอารมณ์ประการหนึ่ง
เมื่อเป็นการเจริญเมตตา และมีวิบากอันประกอบด้วยเมตตา
เมตตา จึงเป็นสังขารขันธ์
เมตตา ไม่ใช่จิต แต่เป็นอาการของจิตที่ประกอบเมตตา อรรถาจารย์เรียกว่า เจตสิก
เมตตา เป็นบารมี เพื่อขัดเกลา อาสวะที่มี โทสะกิเลสเป็นเหตุ
เมตตา จึงเป็นบารมี เพราะมีอโทสะเป็นเหตุ
เมตตา จึงไม่ใช่สังโยชน์ เพราะเมตตากำจัดปฏิฆะสังโยชน์ ในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง
แต่ถ้า โยคาวจรเจริญเมตตา แล้วไปติดในรูปที่เห็นว่างาม
รูปที่เห็นว่างามนั้นเป็นที่ตั้งแห่งรูปราคะ หาใช่เพราะเหตุจากเมตตา
ดังนั้นพระโยคาวจร จึงยกจิตพ้นอารมณ์พ้นจากรูปราคะเข้าสู่มรรคภาวนาอันมีอรูปเป็นอารมณ์
เพราะรู้โทษแห่งรูปราคะ แต่จิตก็ดำรงอยู่ในเมตตาอัปปมัญญาได้ เป็นเจโตวิมุติจากปฏิฆานุสัย

เหมือนได้คนมาวินิจฉัยโรคให้เลยเจ้าค่ะ :b1:
:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2013, 23:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3922

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
เช่นนั้น เขียน:
เมตตา ไม่ใช่จิต แต่เป็นอาการของจิตที่ประกอบเมตตา
อรรถาจารย์เรียกว่า เจตสิก

นี้ก็พูดจับต้นชนปลายไม่ถูก เมตตาไม่ใช่จิตน่ะถูกแล้ว
แต่ที่บอกว่า เมตตาเป็นเจตสิก อรรถาจารย์ท่านนั้นบอก
เอาหลักฐานมายันหน่อยซิครับ

คำพูดประโยคนี้"แต่เป็นอาการของจิตที่ประกอบเมตตา" ดูก็รู้ว่ามั่ว
พูดไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัย พูดมาได้ไงว่าเป็นอาการของจิตที่ประกอบเมตตา
แล้วยังซ้ำคำศัพท์ไปอีกว่า เป็นเจตสิก

แสดงออกมาเช่นนี้ แสดงว่า ไม่รู้ว่าเจตสิกเป็นพฤติของจิตที่เกิดกับจิต แต่ไม่ใช่จิต
โฮฮับ เขียน:
เช่นนั้น เขียน:
เมตตา เป็นบารมี เพื่อขัดเกลา อาสวะที่มี โทสะกิเลสเป็นเหตุ
เมตตา จึงเป็นบารมี เพราะมีอโทสะเป็นเหตุ

ในพระอภิธรรมมีด้วยหรือคำว่า บารมี บารมีเป็นอะไรในปรมัตถ์ธรรม
เป็นธรรมตัวไหนลองบอกมาหน่อยซิ กำลังพูดปรมัตถ์ธรรมกันอยู่
ดันเอาคำศัพท์มาละเลงมั่ว

ปรมัตถธรรม คือมรรค ผล นิพพาน เป็นธรรมอันสูงสุด ที่สุเมธดาบสปราถนา และได้ปฏิบัติเพื่อสั่งสมปรมัตถบารมีมาเป็นเวลา 4อสงไขยกับอีกแสนกัปป์ และบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

บารมี มีปรากฏอยุ่ในพระสูตรอันเป็นคำตรัสของพระศาสดา
เช่นทานบารมี เมตตาบารมี ปัญญาบารมี
ไม่มีปรมัตถ์ธรรม คือ รูป จิต เจตสิก นิพพาน ที่อรรถาจารย์เรียบเรียงขึ้นใหม่ในภายหลังว่า เป็นปรมัตถธรรม
โฮฮับ เขียน:
เช่นนั้น เขียน:
เมตตา จึงไม่ใช่สังโยชน์ เพราะเมตตากำจัดปฏิฆะสังโยชน์ ในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง
แต่ถ้า โยคาวจรเจริญเมตตา แล้วไปติดในรูปที่เห็นว่างาม

ปฏิฆะสังโยชน์ จะต้องดับด้วยการเจริญสติปัฏฐานสี่(ดับด้วยปัญญา)

แต่การเอาเมตตามากำจัดปฏิฆะ ไม่ใช่เป็นการดับที่ถาวร มันเป็นการเอาสังโยชน์เบื้องสูง
ที่เป็นกุศลธรรมมาแทนที่ สังโยชน์เบี้องต่ำ เขาเรียกสิ่งนี้ว่า....สติ(ไม่ใช่สติปัฏฐาน)
สติที่ว่า คือการกำหนดรู้กุศลเพื่อมาละอกุศลมันเป็นสติธรรมดาไม่ใช่ปัญญา
เช่นนั้น เขียน:
แต่ถ้า โยคาวจรเจริญเมตตา แล้วไปติดในรูปที่เห็นว่างาม
รูปที่เห็นว่างามนั้นเป็นที่ตั้งแห่งรูปราคะ หาใช่เพราะเหตุจากเมตตา
ดังนั้นพระโยคาวจร จึงยกจิตพ้นอารมณ์พ้นจากรูปราคะเข้าสู่มรรคภาวนาอันมีอรูปเป็นอารมณ์
เพราะรู้โทษแห่งรูปราคะ แต่จิตก็ดำรงอยู่ในเมตตาอัปปมัญญาได้ เป็นเจโตวิมุติจากปฏิฆานุสัย

อันนี้ก็มั่ว ยังแยกแยะไม่ได้เลยว่า รูปมันเป็นกามคุณห้า มันเป็นสังโยชน์เบื้องต่ำ
ส่วนรูปราคะมันเป็นสังโยชน์เบื้องสูง เป็นคนละอย่างกัน
เช่นนั้นไปทำความเข้าใจใหม่แล้วค่อยกลับมาพูดก็ได้

เป็นการแสดง ความเห็นที่ ไม่เข้าใจ ในเหตุของเมตตา ว่ามี อโทสะเป็นเหตุ
และไม่รู้จักเมตตาอัปปมัญญา เลยแม้แต่น้อย

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2013, 23:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3922

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนา ต่อ คุณ NongKong ด้วยจ้ะ :b8:

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 60 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร