วันเวลาปัจจุบัน 25 ก.ย. 2020, 04:40  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 11 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 เม.ย. 2013, 06:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ปรินิพพาน ๓ ประการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือ
๑. กิเลสปรินิพพาน ๒. ขันธปรินิพพาน ๓. ธาตุปรินิพพาน


คำว่าปรินิพพาน แปลว่า ดับรอบหรือความดับสนิท
ความดับสนิทแห่งกิเลสทั้งหมดโดยไม่มีเหลือ
ทั้งภายใน ภายนอก อดีต อนาคต ปัจจุบัน เรียกว่ากิเลสปรินิพพาน
ความดับสนิทแห่งขันธ์ ๕ โดยไม่เหลือทั้งภายใน ภายนอก
อดีต อนาคต ปัจจุบัน เรียกว่าขันธปรินิพพาน
ความดับสนิทแห่งพระบรมอัฏฐิโดยไม่เหลือเรียกว่า ธาตุปรินิพพาน

กิเลสปริพพานนั้นได้มีมาแล้วบนรัตนบัลลังก์ภายใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ
ขณะเมื่อพระองค์ตรัสรู้ พระปรมาภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ ตัดกิเลสเป็นสมุทเฉทปหาณ
ด้วยอรหันตมรรคญาณเหนือโพธิบัลลังก์ก็ได้ชื่อว่ากิเลสปรินิพพาน ขันธปรินิพพานนั้นก็ได้มีมาแล้ว
เหนือแท่นระหว่างนางรังทั้งคู่ใกล้เมืองกุสินาราราชธานี ธาตุปรินิพพานนั้นจะมีในโอกาสข้างหน้า
ที่โพธิบัลลังก์อันเป็นสถานที่ ๆ กิเลสปรินิพพาน ที่เรียกว่าที่ตรัสรู้นั้นเอง

ปรินิพพานทั้ง ๓ อย่างนั้น กิเลสนิพพาน ขันธปรินิพพานได้มีมาแล้ว
เวลานี้ก็คงเหลือ แต่พระบรมธาตุอย่างเดียวที่ยังมิได้ปรินิพพาน ก็ธาตุปรินิพพาน
ก็จะมีในกาลข้างหน้านั้นเป็นประการใด?

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 เม.ย. 2013, 06:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว




40810.jpg
40810.jpg [ 23.82 KiB | เปิดดู 4046 ครั้ง ]
ธาตุปรินิพพานที่จะมีขึ้นในกาลข้างหน้านั้นคือ
พระสารีริกธาตุแห่งองค์สมเด็จพระบรมโลกนารถที่ประดิษฐานอยู่ที่ต่างๆ นั้น
เมื่อไม่มีผู้ใดบูชาสักการะในที่อันเสด็จอยู่
พระธาตุทั้งปวงก็จะเสด็จไปสู่ที่อันมีเครื่องสักการบูชา
เมื่อมีผู้บูชาในสถานที่ใด พระธาตุทั้งปวงก็จะเสด็จไปสู่สถานที่นั้น
ด้วยกำลังพระอธิษฐานแห่งองค์สมเด็จพระมหากรุณา
หรือมิฉะนั้นถ้าหากว่ามีบุคคลใดมีความเคารพเลื่อมใสอย่างแรงกล้าในพระองค์
ได้จัดตั้งเครื่องบูชาปูลาดอาสนะด้วยผ้าขาว
มีข้าวตอกดอกไม้ของหอมนานาประการ แล้วตนเองก็สมาทานอุโบสถศีล
รับทานเจ เจริญอานาปานัสสติกัมมัฏฐานตั้งจิตอธิษฐานว่า
ขอให้พระธาตุเสด็จมาสู่ที่ของตนที่ได้จัดการบูชาสักการะต้อนรับไว้แล้วนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วพระธาตุก็จะเสด็จมาสู่ ณ สถานที่นั้นได้เหมือนกัน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 เม.ย. 2013, 08:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว


ครั้นจำเนียรกาลล่วงนานมา
ในกาลเมื่อพระพุทธศาสนาจะเสื่อมสูญลงนั้น
ในประเทศถิ่นฐานบ้านเมืองทั้งปวง ก็ไม่มีผู้ใดจะทำความเคารพสักการะบูชา
เมื่อหาผู้ที่จะบูชาไม่ได้แล้วพระธาตุที่อยู่ ณ สถานที่บ้านเมืองทั้งปวงนั้น
ก็จะเสด็จมามั่วสุมกันที่ลังกาทวีปมหาเจดีย์ใหญ่เป็นครั้งแรก ต่อจากนั้น
ก็ได้เสด็จไปสู่ราชายตนะเจดีย์ที่อยู่ในนาคะทวีปเป็นครั้งที่สอง ต่อจากนั้น
ก็ได้เสด็จไปประชุมกันที่โพธิบัลลังก์ภายใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิเป็นครั้งที่สาม
เมื่อพระธาตุในประเทศทั้งปวงได้เสด็จมาประชุมพร้อมกันหมดสิ้นที่โพธิบัลลังก์แล้ว
พระธาตุที่อยู่ในนาคพิภพ ที่อยู่ในเทวโลกและพรหมโลกทั้งหมดต่างก็เสด็จมาสู่โพธิบัลลังก์
พร้อมกันหมดสิ้น ในขณะที่พระธาตุได้เสด็จจากสถานที่ต่างๆ
แล้วมาประชุมพร้อมกัน ณ โพธิบัลลังก์นี้พระธาตุนี้จะได้สาปสูญอันตรายไป
ในระหว่างทางที่เสด็จสักเท่าเมล็ดผักก็หามิได้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 เม.ย. 2013, 14:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

เมื่อพระธาตุทั้งหลายได้เสด็จไปประชุมพร้อมกันที่มหาโพธิบัลลังก์แล้ว
ก็จะถือเพศเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วยทวัตติงสะมหาปุริสลักขณะ
และอสีติยานุพยัญชนะ มีปริมณฑลพระรัศมีล้อมพระองค์ข้างละวาสำแดงซึ่งพระพุทธสิริ
ทรงประทับเหนือรัตนบัลลังก์แทบควงไม้ศรีมหาโพธิ แล้วสำแดงปาฏิหารย์
เหมือนด้วยพระยมกปาฏิหาริย์ใต้ร่มคัณฑามพฤกษ์ แล้วแผ่รัศมีส่องสว่างกระจ่างทั่วหมื่นโลกธาตุ

ครั้งนั้นสัตว์ทั้งหลายที่บังเกิดเป็นมนุษย์จะได้พบเห็นจะไปที่นั้นก็หามิได้
จะได้พบเห็นได้เชยชมก็แต่หมู่สัตว์ที่เป็นเทพยดาทั้งปวงในหมื่นจักวาลเท่านั้น
เวลานั้นเทพยดาทั้งปวงทุกสถานประเทศที่อยู่ในหมื่นโลกธาตุ
ครั้นได้เห็นเช่นนั้นแล้วต่างองค์ก็ร้องบอกต่อๆกันไป เมื่อได้ทราบทั่วถึงกันแล้วต่างองค์
ต่างก็ถือเครื่องสักการะมาบูชามีดอกไม้ ของหอม ประทีปชวาลามีประการต่างๆ
มีพัดโบกจามร ฉัตรน้อยฉัตรใหญ่ธงชัยและธงบรรดาก พวงมาลา ส่องสว่างกระจ่างแจ้งไป
ด้วยประทีปเงินประทีปทอง ครึกครื้นไปด้วยเสียงฆ้องกลองดีดสีตีเป่าเต็มทั่วไปในนภากาศ

เมื่อเทวดาทั้งปวงได้มากระทำสักการบูชาประชุมสันนิบาตพร้อมเพรียงกันแล้วต่างก็ทรงพิไรรำพรรณ
สมเด็จพระทศพลญาณ เสด็จนิพพานในวันนี้แล้ว พระพุทธศาสนาก็จะเสื่อมสูญสิ้นไปในวันนี้ด้วย
พวกเราจะได้เห็นสมเด็จพระพุทธองค์เป็นปัจฉิมที่สุด ณ ครั้งนี้เท่านั้น จำเดิมแต่นี้ไปชาวเรา
จะมีแต่ความมืดมนอนธการ เทพยดาทั้งปวงกระทำซึ่งโศกาลัยพิไรรำพรรณยิ่งไปกว่า
ในวันที่สมเด็จพระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพานเสียอีก เว้นไว้แต่เทพยดา
ที่เป็นพระอนาคามีกับพระขีณาสพ นอกนั้นแล้วมิอาจที่จะกลั้นความโศกเศร้าไว้ได้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 เม.ย. 2013, 05:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว


ครั้งนั้นเตโชธาตุก็บังเกิดพลุ่งขึ้นมาจากพระสารีริกธาตุ
เผาพระสารีริกธาตุให้สิ้นสูญจนสิ้นเชื้อมิให้เหลืออยู่
แล้วก็ลุกโพลงรุ่งโรจน์โชตนาการขึ้นไปตราเท่าพรหมโลก
มีเปลวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อพระธาตุยังไหม้ไม่หมดยังมีอยู่
เท่าพันธุ์เมล็ดผักกาดเปลวเพลิงก็หาดับสิ้นไปไม่ ต่อเมื่อพระธาตุได้ไหม้สูญสิ้นหมด
โดยไม่มีเหลือแล้วเชื้อเพลิงก็จะดับไป พระบรมธาตุทั้งหลายก็จะสำแดง
ซึ่งพุทธานุภาพอันยิ่งใหญ่เป็นที่น่าอัศจรรย์ดังนี้แล้วก็เสด็จนิพพาน
เทพยดาทุกสถานต่างก็ชวนกระทำปทักษิณสิ้นวาระ ๓ รอบเป็นกำหนด
ต่างองค์ต่างก็พากันพิลาปร่ำกำสลดโศกศัลย์ ว่ากันแต่ว่า
แต่นี้ต่อไปเราทั้งหลายจะได้พบได้เห็นก็แต่พระพุทธเจ้าซึ่งจะมาบังเกิดขึ้น
ในอนาคตกาลข้างหน้าเท่านั้น ได้เปล่งวาจาอันเป็นที่บังเกิดธรรมสังเวชด้วยประการฉะนี้แล้ว
ต่างก็เสด็จกลับไปสู่ที่อยู่แห่งตนๆ นี้เป็นปรินิพพาที่จะมีขึ้นในกาลข้างหน้า

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 เม.ย. 2013, 05:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว




l3-246a.jpg
l3-246a.jpg [ 38.81 KiB | เปิดดู 3987 ครั้ง ]
การที่จะนำเอาการปรินิพพาน ๓ ประการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแสดงนั้น ก็เพื่อจะให้ทราบว่า ธาตุปรินิพพานนี้จัดเข้าในปัญจอันตรธานข้อที่ ๕ การที่พระบรมธาตุไม่อาจประดิษฐานตั้งอยู่ต้องเสด็จปรินิพพานลงนั้น ก็เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากปริยัติธรรม และปฏิบัติธรรมทั้งสองต้องอันตรธานสูญหายไปนั้นเอง การที่พระปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรมต้องสูญหายสิ้นไปนั้น ก็เพราะว่าเวลานั้นไม่มีบุคคลใดจะสนใจการศึกษาเล่าเรียนในพุทธภาษิตอรรถกถาฎีกา ซึ่งเป็นหลักใหญ่ของศาสนา เมื่อพระปริยัติธรรมอันเป็นหลักใหญ่ของพระพุทธศาสนาไม่มีแล้ว ปฏิบัติธรรมอันเป็นหลักที่สองรองลงมาก็จะปรากฎขึ้นไม่ได้ พระอรรถกถาจารย์เจ้าทั้งหลายปรารถนาจะให้เห็นแจ้งว่า พระปริยัติธรรมนี้เป็นรากแห่งพระศาสนาจึงนำเอาปัจจุบันนิทานในลังกาทวีปมาแสดงว่า

ในกาลที่มหาภัยใกล้จะบังเกิดมีในลังกาทวีปนั้น สมัยนั้นมีพระยาจัณฑาลดิสเสวยราชสมบัติอยู่ ครั้งนั้นสมเด็จอมรินทราธิราชได้ทรงนิมิตแพใหญ่ไว้ที่ท่าสมุทรแล้วก็ทรงส่งเสียงประกาศก้องร้องเรียนแก่พระสงฆ์ทั้งปวงว่า พระเจ้าข้า มหาภัยจะบังเกิดขึ้นในลังกาทวีปเป็นอันมาก สิ้นกาลนานถึง ๑๒ ปี ฟ้าฝนจะมิได้ตกต้องตามฤดูกาลข้าวกล้าจะตายฝูงชนทั้งหลายจะทำนามิได้ พระภิกษุทั้งปวงจะลำบากด้วยจตุปัจจัยมิอาจที่จะทรงไว้ ซึ่งพระไตรปิฎก พระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงนี้สมควรที่จะข้างฟากไปสู่สมุทรฟากโน้น เพื่อจะรักษาไว้ซึ่งชีวิตและจะได้รักษาไว้ซึ่งพระไตรปิฎก ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวง ลงสู่ท่าสมุทรขึ้นแพใหญ่ข้ามไป และอย่าได้กลัวเลยว่าจะมีอันตรายแก่พระผู้เป็นเจ้านั้นหามิได้ ถ้าแพใหญ่มีที่นั่งไม่พอกัน ก็นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าเอาอกทาบลงเหนือขอนไม้ว่ายข้ามไปเถิด พระภิกษุสงฆ์ทั้งปวงได้ฟังสมเด็จจอมมรินทราธิราชร้องประกาศบอกดังนั้นแล้ว ต่างองค์ก็ต่างชวนกันลงสู่ท่าสมุทรขึ้นแพใหญ่ข้ามไปสู้ฟากโน้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 เม.ย. 2013, 07:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ยังมีพระภิกษุหมู่หึ่ง ๖๐ รูป เมื่อมาถึงฝั่งมหาสมุทรแล้วจะขึ้นแพข้ามไปก็หามิได้
จึงทำกติกาสัญญากันว่า การจะไปสู่ฟากโน้นนั้นพวกเราอย่าได้ไปกันเลย
พวกเราทั้งหลายจงพากันอยู่ในลังกาทวีปนี้เถิด เมื่อได้ทำกติกาสัญญาต่อกันและกันแล้ว
ภิกษุ ๖๐ รูปก็ชวนกันกลับคืนมาจากท่าสมุทรไปสู่มาลัยชนบทฝ่ายข้างทักษิณ

ครั้นมหาภัยได้บังเกิดจนกันดารด้วยอาหารจะหาฉันมิได้แล้ว
ภิกษุทั้งหลายนั้นก็สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วย เผือก มัน รากไม้ ใบไม้ ที่ทายกเขาใส่บาตร
ตามมีตามได้แห่งตนๆ เมื่อตนหาเลี้ยงชีวิตด้วย เผือก มัน รากไม้ ใบไม้ ลำบากถึงเพียงนี้แล้ว
พระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงก็มิได้ละเสียซึ่งความเพียรในอันที่จะสังวัธยายซึ่งพระไตรปิฎก
ในเมื่อกายยังมิได้อิดโรยหิวโหยนัก ยังลุกนั่งได้อยู่พระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงก็นั่งสาวัธยาย

ในเมื่อกายหิวโหยอิดโรยนักจะลุกจะนั่งมิได้แล้ว จึงประมวญทรายเข้าให้เป็นกองทำเป็นหมอน
เอาเศียรประชุมลงในที่อันเดียวกัน อุตส่าห์กระทำความเพียรทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎก
กับทั้งอรรถกถาให้บริบูรณ์ กระทำอยู่เช่นนี้ถึง ๑๒ ปี มหาภัยจึงระงับ

เมื่อมหาภัยระงับลงแล้ว พระภิกษุ ๗๐๐ รูปที่ข้ามไปอยู่ฟากโน้น
ก็ชวนกันกลับมาสู่ลังกาทวีป พระผู้เป็นเจ้า ๗๐๐ รูปนี้เมื่อไปสู้ฟากฝั่งโน้น
ก็อุตส่าห์สังวัธยายพระไตรปิฎกไว้ได้ทั้งบาลีและอรรถกถา
จะหลงลืมมาตรว่าอักษรหนึ่งก็หามิได้ เมื่อกลับมาสู่ลังกาทวีป
พระผู้เป็นเจ้าทั้ง ๗๐๐ รูปั้นก็ชวนกันไปสู่มณฑรารามวิหาร ใกล้กาลคามชนบท

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2013, 14:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว


ฝ่ายพระภิกษุ ๖๐ รูปที่อดทนรักษาพระไตรปิฎกอยู่ในลังกาทวีปนั้น
รู้ข่าวว่าพระเถระเจ้าทั้งหลายได้กลับมายังกาทวีป จึงได้ชวนกันว่า ดูก่อนอาวุโส
มาเถิดพวกเรา จงพากันไปเยี่ยมเยียนพระเถระเจ้าเหล่านั้นเถิด
แล้วพระภิกษุ ๖๐ รูปนั้น ก็พากันไปสู่สำนักแห่งเถระเจ้า
พระเถระเจ้าได้ชำระสอบสวนพระไตรปิฎกกับพระภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น
ก็เห็นสมกันเป็นอันดี จะคลาดเคลื่อนแม้แต่อักษรตัวเดียวก็ไม่มี

การชำระพระไตรปิฎกในครั้งกระนั้น มีคำพระมหาเถระเจ้าโจษจันกันขึ้นว่า
พระปริยัติกับปฏิบัตินั้นอย่างไหนจะเป็นรากฐานของพระศาสนา
หรือจะว่าปริยัติเป็นรากฐานแห่งพระศาสนา หรือจะว่าปฏิบัติเป็นรากฐานแห่งพระศาสนา
เมื่อมีการโจษจันกันขึ้นฉะนี้ พระเถระเจ้าทั้งปวงที่ถือบังสกุลจึงกล่าวขึ้นว่า
ปฏิบัตินั่นแหละเป็นรากฐานแห่งพระศาสนา ส่วนพระเถระเจ้าที่เป็พระธรรมถึกนั้นก็กล่าวแย้งขึ้นว่า
พระปริยัตินั้นแหละเป็นรากฐาน เมื่อมีคำโต้แย้งกันอยู่ดังนี้ พระเถระทั้งปวงที่เป็นสังฆเถระผู้เฒ่า
จึงกล่าวเป็นคำกลางๆ ขึ้นว่าถ้อยคำที่ท่าทั้ง ๒ ฝ่ายได้กล่าวมานั้นเรายังเชื่อไม่ได้
เพียงแต่รับฟังเอาไว้ก่อนเท่านั้น ถ้าจะให้ดีขอให้ท่านทั้ง ๒ ฝ่ายจงนำสูตรที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเทศนาไว้มาแสดงให้เห็นเป็นพยาน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 เม.ย. 2013, 06:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว


ลำดับนั้น พระบังสุกุลิกเถระเจ้าทั้งหลาย จึงได้ชักเอาสูตรมา ๒ สูตร
สูตรหนึ่งเป็นคำพระพุทธเจ้าตรัสเทสนาแก่สุภัททะภิกษุว่า

ดูก่อน สุภัททะ อันว่าภิกษุทั้งหลายในพระพุทธศาสนานี้
ถ้ายังมีการปฏิบัติอยู่ตราบใด โลกนี้ก็มิได้ว่างจากพระอรหันต์ตราบนั้น
อีกสูตรหนึ่งเป็นคำของพระนาคเสนถวายแด่พระเจ้ามิลินทร์ว่า
อันว่าพระศาสนาแห่งสมเด็จพระศาสดาจารย์นี้ มีวัตรปฏิบัติเป็นเค้ามูล
ถ้าผู้ปฏิบัติยังมีอยู่ตราบใดพระศาสนาก็จะตั้งอยู่ตราบนั้น
พระบังสุกุลิกเถระทั้งปวงได้นำเอาสูตรทั้ง ๒ มาแสดงเป็นพยานหลักฐาน
ประกอบถ้อยคำของตนด้วยประการฉะนี้

ฝ่ายพระธรรมถึกทั้งหลายก็ปรารถนาจะหาพยานหลักฐานมาประกอบถ้อยความของตนบ้าง
จึงได้เอาสูตรๆหนึ่งมาแสดง ใจความในสูตรนั้นมีอยู่ว่า พระอภิธรรมปิฎก พระสุตตันตปิฎก
ยังประดิษฐานอยู่ตราบใด สัตว์ทั้งหลายก็ยังมีแสงสว่างอยู่ตราบนั้น
ดุจแสงสว่างของดวงอาทิตย์ ถ้าพระอภิธรรมและพระสูตรต้องเสื่อมสูญสิ้นไม่มี
พระวินัยอันภิกษุทั้งหลายก็ลืมแล้วในกาลใด กาลนั้นสัตว์ทั้งหลายก็จะมืดมนอนธการ
เปรียบปานดุจว่าเพลาอัสดงคตของดวงอาทิตย์ในกาลนั้น

เมื่อพระภิกษุทั้งปวงยังรักษาสูตรไว้ได้ตราบใด
ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาไว้ซึ่งข้อปฏิบัติอยู่ตราบนั้น เมื่อบุคคลนั้น
มาตั้งอยู่ในข้อปฏิบัติอย่างนี้แล้ว จะได้สำเร็จถึงซึ่งนิพพานอันเกษมสานต์
ปราศจากชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ปราศจากทุกข์ โศก โรคภัยสิ้นอาลัยทั้งปวง

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 เม.ย. 2013, 06:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อพระธรรมกถึกทั้งหลายได้ชักสูตรอันนี้มาแสดง พระบังสุกุลิกเถระเจ้าทั้งปวง
ก็มิอาจที่จะกล่าวคัดค้านโต้แย้งสืบไปได้อีก เหตุนี้จึงมีคำกล่าวสืบต่อไปว่าพระปริยัติธรรมนี่
มีครุวนาดุจนางโครักษาไว้ซึ่งประเวณี อันธรรมดาว่าโคนั้นถึงจะมีมากมายหลายพันก็ตาม
ถ้าไม่มีนางโคอยู่ด้วยแล้ววงศ์ประเวณีแห่งโคนั้นก็มิอาจที่จะสืบต่อไป อันนี้ฉันใด พระปริยัตินี้
ถ้าไม่มีต้องเสื่อมสูญเสียแล้ว ถึงภิกษุจะมีวาสนาบารมีจะได้สำเร็จกิจมาปรารภวิปัสสนามากน้อย
เพียงใดก็ตาม จะได้ตรัสรู้ มรรค ผล นิพพานนั้นเป็นอันไม่มี

ข้อนี้อุปไมยดุจโคผู้เป็นร้อยเป็นพัน ถ้าหานางโคอยู่มิได้แล้วการสืบต่อไปแห่งวงศ์โค
ก็มีไม่ได้ อีกประการหนึ่งพระปริยัติธรรมนี้ ดุจอักษรคนจารึกไว้เหนือแผ่นศิลาอันงาม
เพื่อประโยชน์จะให้รู้จักสถานที่อันเป็นที่เก็บขุมทรัพย์ อักษรนั้น ถ้ายังมิได้มีเสื่อมสูญ
ยังตั้งอยู่ด้วยดีตราบใด ขุมทรัพย์ก็เป็นอันตั้งอยู่ด้วยดีตราบนั้น อาศัยหลักฐานของท่าน
อรรถกถาจารย์ที่ท่านได้กล่าวไว้แล้วนี้ จึงเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าพระปริยัติธรรมนี้
เป็นหลักของพระพุทธศาสนา

อนึ่ง ณ ข้างต้นได้กล่าวแล้วว่า สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นไม่มีโอกาสที่จะได้พบเห็น
ธาตุปรินิพพาน และในสถานที่นั้นได้ มวลสัตว์ที่จะได้พบเห็นนั้นก็มีเทพยดาทั้งหลายเท่านั้น
เหตุนี้แหละจึงมีสัปบุรุษบางท่านในปัจจุบันนี้ ได้ตั้งจิตอธิฐานว่า ขอให้ได้พบเห็นธาตุปรินิพพาน
หากว่าการอธิฐานนี้ให้สำเร็จตามความมุ่งหมายของตนแล้วไซร้ ท่านสัปบุรุษก็จะได้เกิดเป็นเทพยดา
มีโอกาสได้พบเห็นพระบรมธาตุทรงถือเพศเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกอบด้วยทวัตติงสะ
มหาปุริสลักขณะและอสีตยานุพยัญชนะประกอบด้วยรัศมีทั้ง ๖ ประการ บังเกิดความชื่นชมโสมนัส
อย่างแรงกล้าสามารถได้ มรรคผลในขณะนั้นโดยแน่แท้ แต่บางคนเข้าใจไปว่าได้ทรงแสดงธรรมด้วย
นั้น ข้อนี้หาได้เป็นดังนี้ไม่

ขอจบเพียงเท่านี้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ส.ค. 2015, 00:06 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1854


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 11 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร