วันเวลาปัจจุบัน 20 ก.ย. 2020, 08:27  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 542 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 32, 33, 34, 35, 36, 37  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2011, 13:59 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
เรารู้จักทำให้การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ทางจิต หยุดเสียทั้งหมดเท่านั้น และเพราะเหตุนั้น ย่อมได้รับความสงบอันแท้จริง โดยแน่นอนเราไม่ควรตั้งต้นด้วยการคิดสิ่งต่าง ๆ ออกมามากมาย แล้วจบลงแค่ความฉงนสนเท่ห์นานาชนิด


eragon_joe เขียน:

โมคคัลลานสูตร
[๕๘]
.....
.....

เมื่อเธอพิจารณาเห็นอย่างนั้นๆ อยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อม
ไม่สะดุ้ง
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
มิได้มี ดูกรโมคคัลลานะ โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงเป็นผู้
หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน เป็นผู้เกษมจากโยคะล่วงส่วน
เป็นพรหมจารีล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ

จบสูตรที่ ๘


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2011, 14:14 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


:b12: ไม่เอาดีกว่า... :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2011, 14:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 เม.ย. 2010, 09:39
โพสต์: 219

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ไม้หลักปักเลน กระดุ๊กกระดิ๊กไปตามตำรา อะป่าว หึหึ onion

.....................................................
.................................................ธ ทรงครองแผ่นดินโดยทศพิธราชธรรม
........................................................พระปฐมบรมราชโองการว่า
.......................“ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม “

........................ขอพ่อเจ้าอยู่หัว ทรงพระเจริญ มีพระชนย์มายุ ยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2011, 14:53 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


ผงธุลีดิน เขียน:
ไม้หลักปักเลน กระดุ๊กกระดิ๊กไปตามตำรา อะป่าว หึหึ onion


ถ้ามีไม้หลักปักเลน กระดุ๊กกระดิ๊กไปตามตำราอยู่
อะไร ที่กระดุ๊กกระดิ๊ก กันเล่า

:b13: :b13:

หวังในตนว่าจะไม่กระดุ๊กกระดิ๊กนั้น มันสมควรอยู่
จะคาดหวังว่า ไม้หลักนั่นจะไม่กระดุ๊กกระดิ๊ก ก็... อิอิ... แล้ว

:b16: :b16:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2011, 15:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 เม.ย. 2010, 09:39
โพสต์: 219

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


งั้นก็เชิญท่านกระดุ๊กกระดิ๊กไปตามวิสัยของท่านต่อไปเถิด ตามสบาย :b27: :b27:

.....................................................
.................................................ธ ทรงครองแผ่นดินโดยทศพิธราชธรรม
........................................................พระปฐมบรมราชโองการว่า
.......................“ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม “

........................ขอพ่อเจ้าอยู่หัว ทรงพระเจริญ มีพระชนย์มายุ ยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2011, 15:12 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


:b13: :b13:

:b4: :b4:

:b27: :b27:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2011, 22:00 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ม.ค. 2011, 12:57
โพสต์: 337


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
รู้ปล่อย ปล่อยรู้ หรือขณะคืออะไร
ขณะมีนัยยะ 2 มิติ คือมิติของรูปและมิติของนาม ในมิติของรูปคือแรงยึดเหนี่ยวของรูปทั้งหมด ในภาพใหญ่คือความยึดเหนี่ยวกันของทุกมวลที่ร้อยเรียงกันของดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลาง กับดวงดาวต่างๆในระบบสุริยจักรวาล ที่มีขนาดลดหลั่นกันลงมา จนถึงเล็กที่สุดคือระดับอะตอมในร่างกายมนุษย์ แรงยึดเหนี่ยวหรือแรงดึงนี้เมื่อดึงแล้วจะมีแรงผลักออก เกิดเป็นขณะใน 1 วินาที แรงนี้ทำให้ทุกสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้ทุกสรรพสิ่งตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ นอกเหนือจากรูปแล้วสิ่งมีชีวิตยังมีส่วนของนาม หรือมิติของนาม ซึ่งมีแรงยึดเหนี่ยวจากหทัยวัตถุ(หัวใจ)เป็นศูนย์กลางของธาตุรู้ในร่างกาย แรงนี้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับรูปคือเกิดเป็นขณะใน 1 วินาที แรงที่เป็นมิติของรูปและนามนี้อาจถือเป็นสิ่งเดียวกัน และทำให้นามตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์เช่นเดียวกัน :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2011, 23:12 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan เขียน:
.... นอกเหนือจากรูปแล้วสิ่งมีชีวิตยังมีส่วนของนาม หรือมิติของนาม ซึ่งมีแรงยึดเหนี่ยวจากหทัยวัตถุ(หัวใจ)เป็นศูนย์กลางของธาตุรู้ในร่างกาย แรงนี้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับรูปคือเกิดเป็นขณะใน 1 วินาที แรงที่เป็นมิติของรูปและนามนี้อาจถือเป็นสิ่งเดียวกัน และทำให้นามตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์เช่นเดียวกัน :b8:



ทันทีที่อ่านก็รู้ว่าท่านจะกล่าวถึงอะไร และ...
อาจ
ก็ปรากฎในตำแหน่งนั้น ๆ เป๊ะเลย :b16:

:b17: :b17: :b17:

อิอิ นึกไม่ถึง จริง ๆ
ว่าผู้ที่มีความละเอียดละออเช่นท่าน เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ยังต้องใช้ "อาจ"


:b17: :b17: :b17:

จิต แสวงหาสิ่งใดอยู่ ก็รู้

:b32: คิดว่าท่านจะเสร็จมันมั๊ย :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ส.ค. 2011, 07:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ธ.ค. 2010, 23:02
โพสต์: 93

ชื่อเล่น: tongka
อายุ: 36
ที่อยู่: tongka34@gmail,com

 ข้อมูลส่วนตัว


สติมา อาตาปี สัมปะชาโน วิเเนยย โลเก อภิชฌาโทมะนัสสัง
เมื่อผู้โยคีบุคคลประกอบความเพียร มีสติ ความเพียร สัมปะชัญญะ อยู่ ก็สามารถนำอภิชฌาและโทมนัสสออกเสียได้
แสดงให้เห็นได้ว่าเป้าหมายแห่งการปฏิบัติขัดเกลานั้นอันดับแรกต้องทำลายอภิชฌาโทมนัส จิตที่คอยจ้องจับผิดเพ่งโทษผู้อื่นออกเป็นอันดับแรกทีเดียว
อภิชฌา คือการเพ่ง เพ่งจ้อง เพ่งเล็ง เพ่งโทษ ในทำนองนี้
โทมนัส คือ ใจร้าย ใจเลว ใจทราม ใจชั่ว (เพราะประกอบด้วยอกุศลธรรมอยู่นั่นเอง)

ธรรมเนียมทั่วไปอันเป็นภัย ที่ใครๆกำหนดรู้ตนได้ยากคือ
คือการตำหนิติโทษผู้อื่นอย่างรุนแรงด้วยอำนาจความสำคัญว่าตนว่ารู้ว่าเห็น เรียกว่าอภิชฌา
ภัยของผู้รู้ คือการเพ่งจ้องข่มผู้อื่น ท้าทายผู้อื่นด้วยทิฏฐิ ถือตัวว่าตนรู้ ตนเห็น ตนเข้าใจ

สิ่งเหล่านี้เท่าที่เราสังเกตุเห็นแล้วน้อยคนที่มากำหนดรู้ ละ ดัับ ออกจากกรงขังเหล่านี้ เขาจึงเที่ยวก่อกวนไปทุกที่ สร้างความร้อนให้เกิดขึ้นแล้วไม่พอยังปล่อยให้แผดเผาผู้อื่นให้ร้อนไปด้วย
เราน่าจะพากันควบคุมไว้อย่าให้แผดเผาผู้ื่อื่นจนเป็นเวรเป็นกรรมนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ส.ค. 2011, 10:00 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


tongka เขียน:
สติมา อาตาปี สัมปะชาโน วิเเนยย โลเก อภิชฌาโทมะนัสสัง
เมื่อผู้โยคีบุคคลประกอบความเพียร มีสติ ความเพียร สัมปะชัญญะ อยู่ ก็สามารถนำอภิชฌาและโทมนัสสออกเสียได้
แสดงให้เห็นได้ว่าเป้าหมายแห่งการปฏิบัติขัดเกลานั้นอันดับแรกต้องทำลายอภิชฌาโทมนัส จิตที่คอยจ้องจับผิดเพ่งโทษผู้อื่นออกเป็นอันดับแรกทีเดียว
อภิชฌา คือการเพ่ง เพ่งจ้อง เพ่งเล็ง เพ่งโทษ ในทำนองนี้
โทมนัส คือ ใจร้าย ใจเลว ใจทราม ใจชั่ว (เพราะประกอบด้วยอกุศลธรรมอยู่นั่นเอง)

ธรรมเนียมทั่วไปอันเป็นภัย ที่ใครๆกำหนดรู้ตนได้ยากคือ
คือการตำหนิติโทษผู้อื่นอย่างรุนแรงด้วยอำนาจความสำคัญว่าตนว่ารู้ว่าเห็น เรียกว่าอภิชฌา
ภัยของผู้รู้ คือการเพ่งจ้องข่มผู้อื่น ท้าทายผู้อื่นด้วยทิฏฐิ ถือตัวว่าตนรู้ ตนเห็น ตนเข้าใจ

สิ่งเหล่านี้เท่าที่เราสังเกตุเห็นแล้วน้อยคนที่มากำหนดรู้ ละ ดัับ ออกจากกรงขังเหล่านี้ เขาจึงเที่ยวก่อกวนไปทุกที่ สร้างความร้อนให้เกิดขึ้นแล้วไม่พอยังปล่อยให้แผดเผาผู้อื่นให้ร้อนไปด้วย
เราน่าจะพากันควบคุมไว้อย่าให้แผดเผาผู้ื่อื่นจนเป็นเวรเป็นกรรมนะ


smiley smiley

กล่าวได้น่าฟัง น่าฟัง

smiley smiley


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ส.ค. 2011, 10:32 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan เขียน:
ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
รู้ปล่อย ปล่อยรู้ หรือขณะคืออะไร
ขณะมีนัยยะ 2 มิติ คือมิติของรูปและมิติของนาม ในมิติของรูปคือแรงยึดเหนี่ยวของรูปทั้งหมด ในภาพใหญ่คือความยึดเหนี่ยวกันของทุกมวลที่ร้อยเรียงกันของดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลาง กับดวงดาวต่างๆในระบบสุริยจักรวาล ที่มีขนาดลดหลั่นกันลงมา จนถึงเล็กที่สุดคือระดับอะตอมในร่างกายมนุษย์ แรงยึดเหนี่ยวหรือแรงดึงนี้เมื่อดึงแล้วจะมีแรงผลักออก เกิดเป็นขณะใน 1 วินาที แรงนี้ทำให้ทุกสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้ทุกสรรพสิ่งตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ นอกเหนือจากรูปแล้วสิ่งมีชีวิตยังมีส่วนของนาม หรือมิติของนาม ซึ่งมีแรงยึดเหนี่ยวจากหทัยวัตถุ(หัวใจ)เป็นศูนย์กลางของธาตุรู้ในร่างกาย แรงนี้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับรูปคือเกิดเป็นขณะใน 1 วินาที แรงที่เป็นมิติของรูปและนามนี้อาจถือเป็นสิ่งเดียวกัน และทำให้นามตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์เช่นเดียวกัน :b8:


ถาม
อา่จ ปรากฎเนื่องด้วยปัจจัยใด :b1:
ทุกความเห็นที่ท่านแสดงมา ท่านชัดเจนในความเห็นเหล่านั้น
จนกระทั่ง มาถึงตรงนี้

ปัจจัยใดที่จะทำให้เกิดการเคียร์พิกัด อาจ นี้ไปได้
เท่าที่ข้าพเจ้าพอจะไปหยิบมาใช้อยู่ก็คือ ทางตามคำสอนของพระพุทธองค์ดังกล่าว
กะอีกทาง ... :b21:
แต่ปัจจัยที่จะดำเนินในทางที่สองนั้น ยังไม่ปรากฎ จึงต้องอยู่บนทางแรกอยู่
และ มีชีวิตอยู่เหมือนรอคอยการปรากฎของบางสิ่งอยู่
ความรอคอยนี้ ช่างเป็นทุกข์ เหลือเกิน
เอาธรรมคำสอนมาบำบัด ก็ลืมเลือนไปได้เพียงชั่วคราว
แต่ในความเห็นมันฝังเป็นความทรงจำอยู่ลึก ๆ และรู้ว่าจิตมันยังคงจับจ้องที่ นัยยะนั้นตลอดเวลา
และ การแสวงหาคำตอบ ในความเห็นที่ยังคลุมเครือนั้น ยังคงดำเนินอยู่เงียบ ๆ ลึก ๆ ในใจตลอดเวลา

:b1:

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2011, 09:17 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ม.ค. 2011, 12:57
โพสต์: 337


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
ความยึดเหนี่ยวกันของทุกมวลที่ร้อยเรียงกันของดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลาง กับดวงดาวต่างๆในระบบสุริยจักรวาลโดยเฉพาะแรงนี้ที่กระทำต่อโลกหรือเส้นแรงแม่เหล็กโลกที่มีความไม่ปกติ(ไม่ร้อยเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ)ในปัจจุบัน เกิดการตกค้างร่างกายของเรา ส่งผลให้ร่างกายของเรามีอาการหนักปวดเมื่อย ทำให้การปฏิบัติธรรมยากขึ้นไปอีกเพราะนอกจากจะต้องคลายตัณหา อาสวะ(สารอินทรีย์ที่สะสมในร่างกาย)แล้ว ยังต้องละลายเส้นแรงแม่เหล็กโลกที่ตกค้างในร่างกายนี้อีก ถือเป็นกรรมที่มนุษย์และสัตว์ทุกตัวตนต้องรับผล

เมื่อแรงดังกล่าวกระทำต่อร่างกายและแรงของตัณหากระทำต่อจิต ทุกๆ 1 วินาที การจะหลุดพ้นจากแรงทั้ง 2 ได้จิตต้องเคลื่อนไปกับสภาวะธรรมทุกๆ 1 วนาที และหากจิตมีความถี่สูงกว่า 1 วินาทีได้ ก็จะหลุดออกจากแรงดึงทั้ง 2 ความถี่ที่สูงกว่า 1 วินาทีจะทำให้รอบการสร้างแรงของตัณหาต่ำกว่าการทำลายแรงของตัณหาโดยสัมปชัญญะ เกิดมรรคสมังคีเข้าประหารกิเลสบรรลุถึงธรรมในที่สุด :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2011, 09:45 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan
ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
ความยึดเหนี่ยวกันของทุกมวลที่ร้อยเรียงกันของดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลาง กับดวงดาวต่างๆในระบบสุริยจักรวาลโดยเฉพาะแรงนี้ที่กระทำต่อโลกหรือเส้นแรงแม่เหล็กโลกที่มีความไม่ปกติ(ไม่ร้อยเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ)ในปัจจุบัน เกิดการตกค้างร่างกายของเรา ส่งผลให้ร่างกายของเรามีอาการหนักปวดเมื่อย ทำให้การปฏิบัติธรรมยากขึ้นไปอีกเพราะนอกจากจะต้องคลายตัณหา อาสวะ(สารอินทรีย์ที่สะสมในร่างกาย)แล้ว ยังต้องละลายเส้นแรงแม่เหล็กโลกที่ตกค้างในร่างกายนี้อีก ถือเป็นกรรมที่มนุษย์และสัตว์ทุกตัวตนต้องรับผล

เมื่อแรงดังกล่าวกระทำต่อร่างกายและแรงของตัณหากระทำต่อจิต ทุกๆ 1 วินาที การจะหลุดพ้นจากแรงทั้ง 2 ได้จิตต้องเคลื่อนไปกับสภาวะธรรมทุกๆ 1 วนาที และหากจิตมีความถี่สูงกว่า 1 วินาทีได้ ก็จะหลุดออกจากแรงดึงทั้ง 2 ความถี่ที่สูงกว่า 1 วินาทีจะทำให้รอบการสร้างแรงของตัณหาต่ำกว่าการทำลายแรงของตัณหาโดยสัมปชัญญะ เกิดมรรคสมังคีเข้าประหารกิเลสบรรลุถึงธรรมในที่สุด :b8:

:b1:

ท่านพอจะกล่าวถึงสิ่งนี้เป็นภาษาธรรมที่สอดคล้องกับในคัมภีร์ได้มั๊ย

:b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2011, 20:05 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ม.ค. 2011, 12:57
โพสต์: 337


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
จิตที่มีความถี่ 1 วินาที = ปัจจุบันขณะ ปัจจุบันขณะคือความจริงที่เผชิญอยู่เฉพาะหน้า ซึ่งตรงข้ามกับอดีตขณะซึ่งเป็นเพียงความทรงจำ(สัญญา)และอนาคตขณะ ซึ่งเป็นความคิดคำนึง ปรุงแต่ง(สังขาร) เป็นสภาวะที่ไม่มีอยู่จริงในขณะนี้ ในอดีตก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ ปุถุชนทุกคนจึงตกเป็นทาสของอดีตขณะและอนาคตขณะ

ปัจจุบันขณะ แสดงไห้เห็นด้วยตัวอย่าง ถ้าคุณมีแก้ว 1 ใบ หากคุณใช้ฝ่ามือสัมผัสที่ผิวแก้วโดยหลับตา ทุก 1 วินาที คุณจะรู้สึกถึงความแข็ง ความเย็น และรู้สึกเฉยๆ โดยไม่รู้ว่าเป็นแก้ว แต่ถ้าคุณใช้ฝ่ามือรูปคลำ สัมผัสนานกว่า 1 วินาทีคุณจะรู้ทันทีว่าเป็นแก้ว โดยคุณได้ใช้ความทรงจำในอดีตเป็นตัวกำหนด และหากที่ผิวแก้วเปอะเปื้อน คุณจะรู้สึกขยะแขยงและไม่ชอบ นั่นคือการปรุงแต่ง กระบวนการปฏิจสมุปบาทจึงเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2011, 21:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan เขียน:
ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
จิตที่มีความถี่ 1 วินาที = ปัจจุบันขณะ ปัจจุบันขณะคือความจริงที่เผชิญอยู่เฉพาะหน้า ซึ่งตรงข้ามกับอดีตขณะซึ่งเป็นเพียงความทรงจำ(สัญญา)และอนาคตขณะ ซึ่งเป็นความคิดคำนึง ปรุงแต่ง(สังขาร) เป็นสภาวะที่ไม่มีอยู่จริงในขณะนี้ ในอดีตก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ ปุถุชนทุกคนจึงตกเป็นทาสของอดีตขณะและอนาคตขณะ



ภาษาน่า Onion_L อิอิ

ขอบคุณค่ะ
รบกวนถามอะไรท่านไป
ท่านก็ตอบอย่างเงียบเชียบเรียบร้อย

:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 542 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 32, 33, 34, 35, 36, 37  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: รสมน และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron