วันเวลาปัจจุบัน 31 ต.ค. 2020, 02:58  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 14 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ต.ค. 2010, 21:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ส.ค. 2010, 13:48
โพสต์: 9

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ช่วงพักหลังๆก่อนจะสิ้นปี ผมมีสภาวะจิตใจที่มีความโหวงๆ โดดเดี่ยว ไม่อิ่มไม่เต็ม ไม่ยอมรับ ดูจิตเข้าไปอีกพบความไม่มั่นคงเต็มไปหมด ดูเข้าไปลึกๆเจอความกลัวอะไรต่อมิอะไรสาระพัด (แบบนี้เรียกว่าวิบากจากอะไร?)ผมเป็นแบบนี้กว่าสามอาทิตย์แล้ว พยายามมองที่สมุทัย พยายามเรียบเรียงว่ามันคืออะไร มันทำให้ผมสับสนไปหมดว่ามันคืออะไร ? มองเข้ามาที่ตัว ก็ยังมีศีลห้าครบ แต่ทำไมเป็นแบบนี้ ?

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมานี้ผมไปให้อาหารปลา ไปนั่งสมาธิในโบทย์และที่บ้านก็แล้ว แต่เหมือนไม่ช่วยอะไรกับสภาวะนี้เลย (เหมือนกับสภาวะที่เกิดขึ้นใหม่ๆเมื่อสามปีที่แล้ว) วันนี้พาลูกไปเดินเล่นแถวๆสะพานพุทธ เห็นคนตกปลากัน และบางคนก็ตกปลา(ปลาเนื้ออ่อน) เอาขึ้นมาให้มันพะงาบใกล้ตาย ผมรีบสั่งให้ลูกวิ่งไปขอซื้อแต่คนขายบอกว่าอย่าเอาไปเลยเพราะมันช๊อกแล้ว ทันทีจิตผมหล่นอีก มีอาการมือสั่น มองดูพบความไม่มั่นคงและโหวงๆ ตามมาอีก กระทั่งตอนเขียนอีเมลนี้ก็มีอาการแบบนี้ครับ , วันนี้จบได้ด้วยการไปเที่ยววัดพระธรรม (วัดใกล้บ้านคือวัดพิชัยญาติ คลองสานครับ) ขอความคิดเห็นจากสภาพแบบนี้ด้วยครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ต.ค. 2010, 22:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2009, 00:02
โพสต์: 111

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b48: :b48: เคยเป็นเช่นนี้เหมือนกันค่ะ แต่มีสาเหตุจากการหย่ากับสามีแต่พอได้ปฏิบัติธรรมอย่างตั้งใจบ่อยๆ ทุกๆวัน เดี๋ยวนี้หายสนิท ไม่ต้องการอะไรมาเติมเต็มให้กับชีวิต มีแต่จะให้ความรู้สึกดีๆ ที่จะมอบให้กับคนรอบข้าง จิตใจที่เคยหดหู่ เงียบเหงา โดดเดี่ยวไม่มีอีกแล้ว มีแต่สุข กับ อุเบกขา

:b44: ลองค้นหาสาเหตุดูนะคะ ว่ามีอะไรกังวลใจหรือเปล่า ถ้ารู้สาเหตุก็น่าจะแก้ไขได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ต.ค. 2010, 05:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อาแปะ เขียน:
ช่วงพักหลังๆก่อนจะสิ้นปี ผมมีสภาวะจิตใจที่มีความโหวงๆ โดดเดี่ยว ไม่อิ่มไม่เต็ม ไม่ยอมรับ ดูจิตเข้าไปอีกพบความไม่มั่นคงเต็มไปหมด ดูเข้าไปลึกๆเจอความกลัวอะไรต่อมิอะไรสาระพัด (แบบนี้เรียกว่าวิบากจากอะไร?) ผมเป็นแบบนี้กว่าสามอาทิตย์แล้ว พยายามมองที่สมุทัย พยายามเรียบเรียงว่ามันคืออะไร มันทำให้ผมสับสนไปหมดว่ามันคืออะไร ? มองเข้ามาที่ตัว ก็ยังมีศีลห้าครบ แต่ทำไมเป็นแบบนี้ ?

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมานี้ผมไปให้อาหารปลา ไปนั่งสมาธิในโบทย์และที่บ้านก็แล้ว แต่เหมือนไม่ช่วยอะไรกับสภาวะนี้เลย (เหมือนกับสภาวะที่เกิดขึ้นใหม่ๆเมื่อสามปีที่แล้ว) วันนี้พาลูกไปเดินเล่นแถวๆสะพานพุทธ เห็นคนตกปลากัน และบางคนก็ตกปลา(ปลาเนื้ออ่อน) เอาขึ้นมาให้มันพะงาบใกล้ตาย ผมรีบสั่งให้ลูกวิ่งไปขอซื้อแต่คนขายบอกว่าอย่าเอาไปเลยเพราะมันช๊อกแล้ว ทันทีจิตผมหล่นอีก มีอาการมือสั่น มองดูพบความไม่มั่นคงและโหวงๆ ตามมาอีก กระทั่งตอนเขียนอีเมลนี้ก็มีอาการแบบนี้ครับ , วันนี้จบได้ด้วยการไปเที่ยววัดพระธรรม (วัดใกล้บ้านคือวัดพิชัยญาติ คลองสานครับ) ขอความคิดเห็นจากสภาพแบบนี้ด้วยครับ


ขอถามอะไรหน่อยนะครับ อย่าเพิ่งรำคาญ การสนทนาเพื่อทำความเข้าใจกันในเบื้องต้น ที่ขีดเส้นใต้ไว้

คุณคงปฏิบัติมานานไม่น้อยกว่าสามปีแล้วเท่าที่บอก

คุณใช้วิธีดูจิตยังไงครับ

สมุทัยที่คุณพยายามองอะไรครับ ที่ว่าสมุทัย

ที่ว่านั่งสมาธิ คุณทำยังไงวิธีทำสมาธิน่าครับ

ตอบให้ประเด็นหนึ่งก่อน คืออาการมือสั่น เกิดจากจิตหรือความคิดซึ่งหวั่นไหวต่ออารมณ์ที่กระทบทางตานั่นเอง คือจิตยังไม่แข็งแรง

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ต.ค. 2010, 08:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ก.ย. 2010, 09:07
โพสต์: 762

แนวปฏิบัติ: อานาปาฯ
งานอดิเรก: ศึกษาพุทธธรรม
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม
ชื่อเล่น: ปลีกวิเวก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue สวัสดีค่ะ คุณอาแปะ

อาการอย่างนี้เรียกว่า จิตอ่อน หรือ กำลังของสติ ยังมีน้อย พอมีสิ่งกระทบทางอายตนะก็มีอาการหวั่นไหวได้ง่าย ดังนั้นถ้ามีเวลา ควรจะนั่งสมาธิหลังสวดมนต์ ให้สม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มกำลังของสติ การฝึกสมาธิเพื่อให้มีสติรู้เท่าทันสิ่งที่มากระทบ จะสามารถต้านแรงกิเลสได้ การดูจิตเพียงอย่างเดียวอาจจะทำให้กำลังของสติแก่รอบได้ช้ากว่าการฝึกสมาธิร่วมด้วย
ศีล สมาธิ ปัญญา ตามหลักของไตรสิกขา เมื่อมีศีล จะเกิดเป็นกำลังของสมาธิได้ง่าย และเมื่อมีสมาธิ
เพียงพอ ก็จะเกิดปัญญาเห็นแจ้งได้ ตามหลักคำสอนของของพระพุทธองค์ที่บัญญัติไว้

ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม :b8:

.....................................................
วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน โส เสฏฺโฐ เทวมานุสเส
ผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้คู่ความดี คือผู้ที่ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์และเทวดา
วรรคทอง วรรคธรรม โดยท่าน ว.วชิรเมธี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ต.ค. 2010, 09:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ส.ค. 2010, 18:54
โพสต์: 615

สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฏก อรรถกถา
ชื่อเล่น: พุทธฏีกา
อายุ: 0
ที่อยู่: ดอยสัพพัญญู

 ข้อมูลส่วนตัว www


เหตุแห่งทุกข์ ในโลก คือตัณหา
อวิิชชา หัวหน้า คอยหัวร่อ
นั่งคุมเกม ทดสอบคน ใจท้อ
ใจอ่อนหนอ ต้องเลือกรัก มักชัง

:b41: :b39:

ต้องพลัดพราก จากสิ่งที่ ตนรัก
เหมือนต้องหัก หาญทิ้ง กิ่งรวงรัง
ขาดจุดยืน จะฝืนไป ก็ห่วงหลัง
ขาดพลัง ใจแทบขาด บาดใจ

:b41: :b43:

ตัณหาพา ปัญหา มาเยือนพี่
จะสามปี ตีสาม เวลาไหน
จิตปรุงแต่ง ยกมา ใคร่ควรไว้
น้ำดับไฟ ไหลท่วม ทับรู้ตัว

:b41: :b46:

แบ่งปัญหา ที่เร็วช้า หนักเบา
จัดสรรเอา ไม่เดาก่อน หลังมั่ว
เรื่องสับสน ปะปน ไม่น่ากลัว
มืดสลัว รู้ตัวตื่น ทุกข์ใคร

:b41: :b45:

สภาวะ จะเป็นไร ช่างมัน
โลกคือฝัน ทันรู้ ดูอาศัย
ใช่ดูแบก ดูเป็น ดูเข็ญใจ
ยิ้มเอาไว้ ยอมรับ ตามเป็นจริง


:b50: :b48: :b47: :b45: :b47: :b48: :b50:



รูปภาพ




Credit image by:
http://xchange.teenee.com/index.php?showtopic=48265

.....................................................
39777.กฎกติกา มารยาท และบทลงโทษ ในการใช้บอร์ด

42529.สีลัพพตปรามาส - สีลัพพตุปาทาน (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
44772.e-Book สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 1 (ลานธรรมเสวนา)
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 2 (ลานธรรมเสวนา)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ต.ค. 2010, 10:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มิ.ย. 2010, 13:15
โพสต์: 34

แนวปฏิบัติ: สมาถะ วิปัสสนาญาน ลมหายใจมิมีสิ้นสุด มิมีประมาณ
งานอดิเรก: ธรรมะเกิดที่ใจ ไปให้ถึงธรรม จึ่งมีธรรมประจำใจ บ้านเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม
สิ่งที่ชื่นชอบ: ธรรมะ ทุกแนว "รอยเท้าสัตว์ย่อมรวมลงในเท้าช้าง"ฉันใด ก็ฉันนั้น
ชื่อเล่น: out
อายุ: 47
ที่อยู่: จังหวัดแพร่

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ผมมีสภาวะจิตใจที่มีความโหวงๆ โดดเดี่ยว ไม่อิ่มไม่เต็ม ไม่ยอมรับ


สรรพสัตว์ย่อมมีกรรมเป็นของของตนเอง..มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ .ย่อมหนีกรรม..ไปไม่ได้

บุญพอใจ "ว่าด้วย ความทุกข์"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ความทุกข์ เป็นความจริงประการหนึ่งที่ชีวิตทุกชีวิตจะต...้องประสบไม่มากก็น้อย ความทุกข์ที่กล่าวนี้มีอะไรบ้าง? ภิกษุทั้งหลาย ! ความเกิดเป็นความทุกข์ ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็เป็นความทุกข์ ความแห้งใจ หรือความโศก ความพิไรรำพันจนน้ำตานองหน้า ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ความพลัดพรากจากบุคคล หรือสิ่งของอันเป็นที่รัก ความต้องประสบกับบุคคล หรือสิ่งของอันไม่เป็นที่พอใจ ปรารถนาอะไรมิได้ดังใจหมาย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความทุกข์ที่บุคคลต้องประสบทั้งสิ้น เมื่อกล่าวโดยสรุป การยึดมั่นในขันธ์ห้า ด้วยตัณหาอุปาทานนั่นเอง เป็นความทุกข์อันยิ่งใหญ่"
พุทธวจนะธรรมอันประเสริฐ รวมพุทธวจนะ คือ คำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตัดไว้ดีแล้ว และจะคงอยู่เป็นความจริง ตลอดไป
โดย:ธรรมทาน

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก

อำนาจของกรรมใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก... แม้อำนาจของกรรมดี... ก็ไม่อาจทำลายอำนาจของกรรมชั่ว...และอำนาจของกรรมชั่ว... ก็ไม่อาจทำลายอำนาจของกรรมดี มีเมตตาต่อเขาผู้เป็นทุกข์นั้นดีนัก แต่...อย่าลืมเมตตาตน...โดย:ธรรมะ

สัจจธรรมคือความจริง..ตามความเป็นจริงของสรรพสิ่ง..
1...แสวงหาความสุข อยู่บนกองทุกข์แล้ว จะไม่เจอะความสุขเลยเด็ดขาด แต่ค้นหาความสุขในความทุกข์แล้ว ทุกข์นั้นจะหายไป
2...ถ้าคิดสิ่งที่เป็นธรรมแล้ว ต้องกลับเข้ามาหาตัวเอง ถ้าเป็นโลกแล้วจะมีแต่ส่งออกไปข้างนอกตลอดเวลา
3.....ถ้าจะชนะโลกได้ ต้องเอาชนะตนเองเสียก่อน ความชนะโลกย่อมไม่มีแก่บุคคลที่ไม่ชนะตนเอง
4...สันติสุขเป็นความชนะของผู้ชนะโลกนี้ ผู้มีอำนาจดับโลกแต่หาสันติไม่ได้ ได้ชื่อว่า ผู้แพ้อยู่ร่ำไป

บันทึกธรรมภาษิต
ของ พระราชนิโรธรังสีฯ

"เมื่อคำถามคำตอบมอบใจเห็น ตัวตนเป็นเช่นไรใฝ่ใจรู้
ความจริงคือความจริงนิ่งตื่นดู สักว่ารู้สักว่าเห็นมิเค้นใจ
...พบนิมิตจิตสงสัยได้แค่รู้ จิตนิ่งดูรู้เห็นเป็นสิ่งไร้..
อยากมิอยากมีพากษ์อยู่ที่ใจ ทุกสิ่งไร้ใช่ตัวใช่ตนเอง
อันเกิดแก่เจ็บตายไม่มีสุข ใจกายทุกข์เสกสรรมารข่มเหง
มิใช่ตัวใช่ตนใยหวั่นเกรง ปรุงแต่งเองจากใจไร้ความจริง
ในความจริงสรรพสิ่งล้วนเป็นทุกข์ แม้มีสุขคือทุกข์จากมารสิง
สุขมิเที่ยงเปลี่ยนพลันทุกสรรสิ่ง เห็นความจริงผ่านมาแล้วผ่านไป..."

"อันปัญญาหาญกล้ามิล้าสมัย
แม้สิ่งใดบังอาจยังขาดเขลา
อยู่ในจิตคือพุทธะชนะใจเรา
ปัญญาเขลาเมื่อเจ้าแพ้ใจตน..

ธรรมรักษา tongue tongue


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ต.ค. 2010, 10:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


อย่าไปพยามอยากให้มันเป็นสภาวะธรรมที่วิเศษณ์อะไรเลยครับ
เท่าที่เล่ามา มันคือจิตตกธรรมดาๆนี่เอง

ลองหาวิธีแก้จิตตกดีกว่า
ว่าทำไมจิตตก กังวลอะไร หรือมีอะไรในใจช่วงนี้ ไปเคลียร์ตรงนั้นดีกว่า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ต.ค. 2010, 11:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 เม.ย. 2009, 07:04
โพสต์: 4

ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


มันคือสภาวะอะไรครับ

ยิ่งคิดยิ่งฟุ้งปรุงกระจาย
ยิ่งอ่านไปใจไหลลู่สู่สมมุติ
ยิ่งทบทวนยิ่งวุ่นวายท้ายที่สุด
จิตจะหลุดเพราะแค่ "รู้" ไม่ไหลตาม

คนนี้ว่าอย่างนี้ก็ดีหนา
อีกคนว่าอย่างโน้นพ้นทุกข์ได้
คนนั้นว่าอย่างนั้นนั่นประไร
เอ๊ะ! เชื่อใคร? ใจจึงได้คำตอบจริง

ลองนิ่งดูอาจจะรู้ปรมัตถ์
ไม่บัญญัติสิ่งใดให้ไหลหลง
ไม่ปรุงแต่งวุ่นวายจึงได้ปลง
จิตรู้ลงตรง รูป-นาม แค่ความจริง

:b1: เลียนแบบท่านพุทธฎีกาค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ต.ค. 2010, 14:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ย. 2010, 23:16
โพสต์: 77

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ที่ว่ามันคือสภาวะอะไรนั้นขอตอบให้ทราบ ทุกอย่างที่คุณเล่ามานั้นมันเป็นอาการของจิตทั้งนั้น อาการของจิตล้วนแล้วแต่มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นตั้งอยู่ชั่วขณะและก็ดับไปในที่สุดหาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้สักอย่างเดียวสิ่งที่ความใส่ใจสนใจคือผู้รู้ สิ่งต่างๆที่เกิดๆดับๆเขาไม่รู้เรื่องรู้ราว อาการต่างๆของจิตเขาเกิดขึ้นแล้วก็ดับตามกฏธรรมชาติของเขาจิตที่ไม่มีสติ,ปัญญา,ไปรู้อาการของจิตที่เกิดๆดับๆแล้วก็ทำให้เป็นสมุทัยเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที อริยะสัจจ์ ๔ ของจิต

จิต รู้เกิด-รู้ดับ เป็น สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์
ผลที่เกิดจากจิต รู้เกิด-รู้ดับ เป็น ทุกข์
จิต รู้ไม่เกิด-ไม่ดับเป็น มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
ผลที่เกิดจากจิต รู้ไม่เกิด-ไม่ดับ เป็น นิโรธความดับทุกข์
อริยะสัจจ์ ๔ ล้วนแล้วแต่เป็นแค่อาการของจิตทั้งนั้น จิตที่พ้นจากอริสัจจ์ ๔ จึงไม่มีอาการของสมมติใดๆทั้งสิ้น การไปการมา การตั้งอยู่หรือการดับไปของจิตจึงไม่มี สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของสมมติทั้งสิ้น ที่กล่าวกันว่าจิตที่พ้นจากสมมติแล้วเป็นจิตดับความรู้ก็ดับด้วยนั้น เป็นความรู้ความเห็นของนักปฏิบัติธรรมประเภทสุ่มเดาต่อให้ด้นเดาต่อไปอีกนับกัปป์ นับกัลป์ไม่ถ้วนก็ไม่มีโอกาสพบพระนิพพานของจริง ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้ จิตที่พ้นจากอริยะสัจจ์ ๔ นั่นเองท่านให้ชื่อให้นามว่า พระนิพพาน ความจริงแล้วจะเรียกว่าอย่างไรก็ไม่มีปัญหาสำหรับจิตที่พ้นแล้วจากสมมติโดยประการทั้งปวง จิตเป็นอกาลิโกตลอดอนันตการท่านเรียกว่า จิต ที่เป็นวิสังขาร สังขารไม่อาจปรุ่งแต่งจิตนั้นได้อีกต่อไป สิ่งใดก็ตามขึ้นชื่อว่าสมมติย่อมตกอยู่ภายใต้กฏอะนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา จิตที่อยู่ภายใต้ความเกิดและความดับจึงเป็นจิตที่อยู่กับสมมติของกิเลสดีๆนี่เอง จิตประเภทนี้ย่อมอยู่กับความเกิด-ความดับตลอดอนันตกาลเหมือนกัน เป็นจิตที่อยู่กับความเกิด-ความตายนั่นเอง แล้วจะเสกให้เป็นพระนิพพานได้ยังไง ? ผู้ที่ปัญญาเท่านั้นไม่ไว้วางใจกับจิตประเภทนี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ต.ค. 2010, 15:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2010, 09:55
โพสต์: 2

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ความรู้ยังน้อยขอเอาใจช่วย แก้ไขสำเร็จโดยเร็วครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ต.ค. 2010, 09:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


จขกท. ยังติดตามกระทู้ของตนเองอยู่ไหม หรือภาวการนั้นดับไปแล้ว เลยมะมีอะไรอยากรู้แล้ว :b1: :b12: :b32:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2010, 08:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ม.ค. 2010, 11:43
โพสต์: 523

แนวปฏิบัติ: ดูปัจจุบันอารมณ์ เจริญมรรค ๘
งานอดิเรก: ปฏิบัติธรรม
สิ่งที่ชื่นชอบ: ประทีปแห่งเอเซีย
ชื่อเล่น: อโศกะ
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www




067dsq.jpg
067dsq.jpg [ 29.51 KiB | เปิดดู 3203 ครั้ง ]
tongue คุณอาแปะครับที่คุณว่ามา ช่วงพักหลังๆก่อนจะสิ้นปี ผมมีสภาวะจิตใจที่มีความโหวงๆ โดดเดี่ยว ไม่อิ่มไม่เต็ม ไม่ยอมรับ ดูจิตเข้าไปอีกพบความไม่มั่นคงเต็มไปหมด ดูเข้าไปลึกๆเจอความกลัวอะไรต่อมิอะไรสาระพัด (แบบนี้เรียกว่าวิบากจากอะไร?)ผมเป็นแบบนี้กว่าสามอาทิตย์แล้ว พยายามมองที่สมุทัย พยายามเรียบเรียงว่ามันคืออะไร มันทำให้ผมสับสนไปหมดว่ามันคืออะไร ? มองเข้ามาที่ตัว ก็ยังมีศีลห้าครบ แต่ทำไมเป็นแบบนี้ ?


ทั้งหมดนี้เป็นวิบากของการที่คุณอาแปะ มีจิตผูกติดอยู่กับอดีตอารมณ์ มีวิจิกิจฉาความสงสัยคอยตามซ้ำเติม กระพือไฟใส่ฟืนให้อยู่ตลอดเวลา

ตัดใจ ลืมทิ้งเสียทั้งหมด แล้วตั้งต้นใหม่ นับหนึ่งใหม่ ที่จะมีชีวิตใหม่อยู่กับปัจจุบันธรรม ปัจจุบันอารมณ์ ถ้าทำได้ ความสุข สงบ เย็น เป็นปกติ จะกลับมามาปรากฏ ให้คุณได้รับวิบากแห่งการฝึกทำใจให้อยู่กับปัจจุบันบ้าง กลับข้างกับที่คุณกำลังทำอยู่ขณะนี้

ละเหตุทุกข์เก่า สร้างเหตุสุขใหม่ แล้วผล หรือวิบากใหม่ก็จะเป็นวิบากแห่งสุข เอวัง เจริญในธรรมนะครับอาแปะ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2010, 15:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


แม้สภาวะอะไรก็แล้วแต่ ก็ปลงซะเถอะ
เพราะมันไม่ใช่ของเรา
แม้แต่เราเองยังไม่มีจริง แล้วจะไปยึดถืออะไร
แล้วที่นั่งพิมพ์ดีดอยู่นี่ ใคร
เป็นแค่สภาวะธรรม ที่เกิดขึ้นชั่วคราว แล้วดับไปเกิดใหม่ตลอดเวลา
เราเกิดจาก ธาตุหลายๆ ธาตุมาประชุมกัน
ดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณธาตุ
หรือพูดอีกแง่คือ ประกอบด้วยจิต เจตสิก รูป มาประชุมกัน
จิต เจตสิก รูป เป็นสิ่งที่มีจริง เกิดขึ้น และดับไปตลอดเวลา
เกิดขึ้นด้วยปัจจัยต่างๆ หลายปัจจัย
รูป เกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร
จิต และ เจตสิก เกิดจากอะไร ก็ต้องศึกษากันต่อไปว่า เกิดจากอะไร มันมีหลายปัจจัย
สลับซับซ้อนพอสมควร เช่น อนันตรปัจจัย สหชาตปัจจัย เป็นต้น
จิตบางขณะ เกิดเพราะผลกรรม ในอดีต เรียกว่าวิบากจิต
จิตบางขณะ เกิดขึ้นโดยไม่ได้เกิดจากผลกรรมในอดีต เรียกกิริยาจิต
จิตบางขณะ เกิดขึ้นเพื่อสร้างกรรมดี เรียก กุศลจิต
จิตบางขณะ เกิดขึ้นเพื่อสร้างกรรมชั่ว เรียกว่า อกุศลจิต

พระอรหันต์ ไม่สร้างกรรมดีหรือกรรมชั่วอีกต่อไป ไม่มีกุศลจิตและอกุศลจิต
แต่พระอรหันต์ ยังต้องรับผลกรรม คือมีวิบากจิตเกิดขึ้นทางทวารทั้ง6
พระอรหันต์ ยังต้องมี การกระทำ เรียกว่า กิริยาจิต....ผมเองยังอธิบายได้ไม่เต็มปาก
เป็นพระอรหันต์ จึงยังหนีกรรมเก่าไม่พ้น
แต่ท่านก็ไม่สร้างกรรมใหม่ อีกต่อไปเหมือนกัน

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ต.ค. 2010, 22:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ม.ค. 2010, 20:54
โพสต์: 163

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ดีคับ....มีความโหวงๆ โดดเดี่ยว ไม่อิ่มไม่เต็ม ไม่ยอมรับ ดูจิตเข้าไปอีกพบความไม่มั่นคงเต็มไปหมด มันไม่มีอะไรมั่นคงสักอย่างแล้วจะไปสนใจมันทำไม ไปมองตัวสมุททัยจะเจอได้อย่างไรในเมื่อยังมองไม่เห็นทุกข์ ดูเข้าไปลึกๆเจอความกลัวอะไรต่อมิอะไรสาระพัด สรณะไตรหาเจอหรือยัง ผู้ที่มีสรณะไตร(พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์)เป็นที่พึ่งแล้วไม่มีอะไรที่น่ากลัวเลยแม้กระทั้งความตายจิตเป็นกุศลตลอดเวลา ......ผู้คนสมัยนี้ได้แต่จะทำบุญ ไปวัด นั่งสมาธิ ทั้งที่ยังไม่สามารถสามารถเข้าถึงพระรัตนไตรได้อย่างถูกต้องเลยพอมีความสงสัยก็เลยไปกันใหญ่ว่าทำไม่เกิดนั้นเกิดนี้สับสนมั้ง ไม่สงบมั้ง กลัวมั้ง ทุกข์มันเกิดจากอะไรเล่า ความสับสนมันเกิดจากอะไรเล่า ความกลัวมันเกิดจากอะไรเล่า ก็ใจของเราทั้งนั้น (พระรัตนไตรอยู่ไม่ใกล แต่เรามองกันว่าใกล อยู่ในตัวของเราทั้งนั้น เราเห็นแจ้งได้ด้วยพระธรรมเราก็จะบริสุทธ์ได้ดังสงฆ์ ดังพระพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้ว่าผู้ใดประฎิบัติธรรมผู้นั้นเห็นเรา


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 14 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 13 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron