วันเวลาปัจจุบัน 17 เม.ย. 2021, 21:25  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 11 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2009, 17:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 พ.ย. 2009, 16:20
โพสต์: 537

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


การปฏิบัติภาวนาสมาธินั้น
จะให้ผลเร็วช้าเท่าเทียมกันเป็นไปไม่ได้
บางคนได้ผลเร็ว บางคนก็ช้า หรือยังไม่ได้ผลลิ้มรสแห่งความสงบเลยก็มี
แต่ก็ไม่ควรท้อถอย ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบความเพียรทางใจ
ย่อมเป็นบุญกุศลขั้นสูงต่อจากการบริจาคทานรักษาศีล

เคยมีลูกศิษย์จำนวนมากเรียนถามหลวงปู่ดุลย์ว่า
อุตส่าห์พยายามภาวนาสมาธินานมาแล้ว
แต่จิตไม่เคยสงบเลย แส่ออกไปข้างนอกอยู่เรื่อย
มีวิธีอื่นใดบ้างที่พอจะปฏิบัติได้


หลวงปู่ดุลย์แนะวิธีอย่างหนึ่งว่า

"ถึงจิตจะไม่สงบ(ไม่มีสมาธิ)ก็ไม่ควรให้มันออกไปไกล
ใช้สติระลึกไปแต่ในกายนี้
ดูให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภสัญญา ว่าหาสาระแก่นสารไม่ได้
เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว
จิตก็จะเกิดความสลดสังเวช เกิดนิพพิทา ความหน่าย คลายกำหนัด
ย่อมตัดอุปาทานขันธ์ ๕ ได้เช่นเดียวกัน"

...........................................................
การวิปัสสนา พิจารณาถอดถอนกิเลส เหมือนการตัดต้นไม้
สติปัญญา เปรียบเสมือนมีด
การพิจารณาบ่อยๆเสมือนเป็นการลับมีดให้คม
สมาธิเสมือนกำลังในการยกมีด

การใช้สติปัญญาเข้าไปพิจารณาถอดถอน
อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดไม่ท้อถอย ต้นไม้ย่อมขาดสักวันหนึ่ง
การใช้สมาธิเป็นเครื่องหนุนย่อมมีแรงหนุนให้ตัดต้นไม้ได้เร็วขึ้น

สมาธิอย่างเดียวไม่สามารถหลุดพ้นได้
การเร่งวิปัสสนาเพียงมีสมาธิเล็กน้อย สามารถหลุดพ้นได้เพียงไม่นาน
(หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท วัดป่าเจริญธรรม จ.ชลบุรี)



แจกหนังสือและMP3 หลักพิจารณาเพื่อตัดอุปาทานขันธ์ ๕ ครับ
จัดส่งให้ฟรี เพียงทิ้งชื่อและที่อยู่ไว้ที่เว็บไซต์ด้านล่างนี้ครับ

http://www.watpachareongtham-chonburi.com


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2009, 19:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




4.jpg
4.jpg [ 103.56 KiB | เปิดดู 3883 ครั้ง ]
tongue
อนุโมทนาสาธุ เป็นอย่างยิ่งกับกระทู้ธรรมของคุณพงพัน
:b8:
ขออนุญาตแสดงความเห็นสนับสนุนอีกนัยยะหนึ่งเพื่อให้เกิดประโยชน์มากขึ้น นะครับ
:b6:
ไม่ต้องนั่งสมาธิ จะตัดอุปาทานขันธ์ทั้ง 5 (ตัดกิเลส) ได้หรือ
:b16:
ตอบว่า ได้ ดังตัวอย่างที่หลวงปู่ดุลย์ และพระอาจารย์ของคุณพงพันสอน
:b27:
อีกวิธีหนึ่งคือ เจริญสติ ปัญญา เฝ้าดู เฝ้าสังเกต พิจารณา เข้าไปใน รูป นาม กาย ใจ หรือขันธ์ 5 ก้อนนี้ โดยมีหลักสำคัญว่า เฝ้าดู เฝ้าสังเกต พิจารณาเฉพาะที่ ปัจจุบันขณะ ปัจจุบันอารมณ์ ด้วยความจดจ่อ ต่อเนื่อง ด้วยวิริยะ อุตสาหะ ตบะ ขันติ มิท้อถอย เหมือนนักวิจัย เฝ้าสังเกตการณ์ ธรรมชาติ (1 รอบการสังเกตการณ์แต่ละครั้งประมาณ 1 - 4 ชั่วโมง) ไม่ช้าก็จะได้เรียนรู้ว่า อุปาทาน คือความยึดมั่นในขันธ์ 5 นี้
:b1:
ใคร หรือ อะไร เป็นผู้ยึดขันธ์ (อัตตา ความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน กู เรา เขา )
:b1:
เพราะเหตุอันใด จึงยึดขัธ์ (เพราะไม่รู้ อวิชชา จึงเห็นผิด(มิจฉาทิฐิ) )
:b1:
ทำอย่างไรจึงจะละอุปาทาน หรือความยึดในขันธ์ (ถ้า เฝ้าดู เฝ้าสังเกต พิจารณา เข้าไปใน รูป นาม กาย ใจ หรือขันธ์ 5 ก้อนนี้ จนถึงที่สุด จะได้เห็นความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เป็น อนัตตา สัมมาทิฐิ ความเห็นถูกต้อง เต็ม 100 % จะเกิดขึ้นมา แทนที่หรือทำลาย มิจฉาทิฐิความเห็นผิด อุปาทานในขันธ์ 5 ก็ดับ)
:b8: :b20:
smiley

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2009, 22:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 20:26
โพสต์: 1589

แนวปฏิบัติ: อรหัตตมัคค
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฎก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เป็นไปไม่ได้หรอกครับ
สมาธิคือ กุศลจิตที่สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย
จิตสมาธิเป็นจิตที่ปราศจากนิวรณ์ 5
นิวรณ์ 5 เป็นเครื่องกั้นจิต กั้นญาณปัญญาให้เกิดขึ้นไม่ได้

วิปัสสนาต้องทำลายนิวรณ์ 5 ก่อนพร้อมเกิดสมาธิในจิตดวงเดียวกัน

สมถะและวิปัสสนา เป็นองค์ธรรมที่เกิดร่วมเกิดพร้อมในกุศลจิตเสมอ



เจริญในธรรมครับ


แก้ไขล่าสุดโดย มหาราชันย์ เมื่อ 27 พ.ย. 2009, 22:42, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2009, 22:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 20:26
โพสต์: 1589

แนวปฏิบัติ: อรหัตตมัคค
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฎก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


[๑๗๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สิ่งอะไรเราได้บอกแล้ว เราได้บอกแล้วว่า
นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย
นี้ทุกขนิโรธ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

ก็เพราะเหตุไรเราจึงบอก...
เพราะสิ่งนั้นประกอบด้วยประโยชน์
เป็นพรหมจรรย์เบื้องต้น
ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย
ความคลายกำหนัด
ความดับ
ความสงบ
ความรู้ยิ่ง
ความตรัสรู้
นิพพาน
เพราะฉะนั้น เราจึงบอก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.



เจริญในธรรมครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2009, 10:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


มหาราชันย์ เขียน:
เป็นไปไม่ได้หรอกครับ
สมาธิคือ กุศลจิตที่สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย
จิตสมาธิเป็นจิตที่ปราศจากนิวรณ์ 5


ที่คุณมหาเห็นว่า "เป็นไปไม่ได้" เพราะไม่เข้าใจว่า
เวลาเกิดสติ นั่นแหละสมาธิ นั่นแหละศีล
มันรวมกันอยู่ตรงนั้น

มีใครกล้าพูดบ้างว่า "เวลามีสติแล้วไม่มีสมาธิ"
ไม่มีหรอก สติจริงๆมันเป้นสมาธิในตัว ศีลในตัว
พระรัตนตรัยมันรวมกันอยู่ในเวลานั้น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมด



ดูอีกครั้งหนึ่งว่าหลวงปู่วางคำว่าสติไว้ตรงไหน
อ้างคำพูด:
"ถึงจิตไม่สงบก็ไม่ควรปล่อยให้มันออกไปไกล
ใช้สติระลึกไปแต่ในกายนี้
ดูให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภสัญญา หาสาระแก่นสารไม่ได้
เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว
จิตก็เกิดความสลดสังเวช เกิดนิพพิทา ความหน่าย คลายกําหนัด
ย่อมตัดอุปาทานขันธ์ได้เช่นเดียวกัน"



ผมจะแปลให้ฟัง

อ้างคำพูด:
ใช้สติระลึกไปแต่ในกายนี้

นี้คือ กายานุปัสนา

อ้างคำพูด:
ดูให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภสัญญา หาสาระแก่นสารไม่ได้

นี้คือธรรมานุปัสนา

อ้างคำพูด:
เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว

นี้คือเอกัตคตาจิต มีผู้รู้ มีสิ่งถูกรู้ ผู้รู้ก็เห็นสิ่งที่ถูกรู้
กล่าวคือจิตมีสติ จิตตั้งมั่น ทรงสมาธิ
นอกจากนี้ ยังหมายถึงปัญญาที่แก่รอบตามลำดับด้วย



อ้างคำพูด:
จิตก็เกิดความสลดสังเวช เกิดนิพพิทา ความหน่าย คลายกําหนัด
ย่อมตัดอุปาทานขันธ์ได้เช่นเดียวกัน

ตรงกับพุทธพจน์ว่า
"เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี"


เวลาสวดมนต์ เรามีท่อนที่ว่า "สังฆังสรณัง คัจฉามิ"
อย่าลืมข้อนี้

เว้นเสียแต่ท่านมหาเองจะเป็น สังฆังสรณังให้ตนและคนอื่นได้พึ่ง

ถ้าท่านยังไม่เป้น ท่านต้องพึ่งสังฆังสรณัง
ในที่นี้ ระหว่างท่านกับหลวงปู่ดูลย์
ท่านควรจะทราบว่าใครเป้นสังฆังสรณัง ใครยังพึ่งตัวเองไม่ได้


แก้ไขล่าสุดโดย ชาติสยาม เมื่อ 28 พ.ย. 2009, 10:18, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2009, 13:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2009, 09:31
โพสต์: 639

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


แม้มีสมาธิก็ตัดอุปาทานในขันธ์ ๕ ได้หมดค่ะ ผู้ที่จะตัดได้มีเพียง พระนิพพาน และ พระมหาโพธิสัตว์ค่ะ

ส่วนขั้น พระโพธิสัตว์ อรหันต์ ก็ตัดได้ไม่เท่า แต่น้อยกว่ากันไม่มากนัก ถ้าเป็น อนาคามี สกิทาคมี ก็น้อยลงอีกหน่อย ส่วนโสดาบัน นั่นเท่าคนทั่วๆไปค่ะ

ข้อนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ และสมองที่ต้องคิดเพื่อแยกแยะให้ออกว่านั่นเป็นนั่น นี่เป็นนี่ และมันไม่ยั่งยืนค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2009, 16:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 20:26
โพสต์: 1589

แนวปฏิบัติ: อรหัตตมัคค
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฎก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ชาติสยาม เขียน:
มีใครกล้าพูดบ้างว่า "เวลามีสติแล้วไม่มีสมาธิ"
ไม่มีหรอก สติจริงๆมันเป้นสมาธิในตัว ศีลในตัว
พระรัตนตรัยมันรวมกันอยู่ในเวลานั้น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมด


สวัสดีครับทุก ๆ ท่าน
มีนิวรณ์เครื่องกั้นจิตอยู่ แต่จิตก็เป็นกุศลได้
สติและสมาธิที่เกิดจึงเกิดในจิตที่เป็นกามาวจรกุศล...แต่ไม่ใช่อริยะมัคคจิต ไม่ใช่โสดาปัตติมัคคจิต
ผมจึงกล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ครับคุณชาติสยาม..

เพราะถ้าเป็นไปได้พระอริยะน่าจะเต็มบ้านเต็มเมืองแล้วครับ เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ และท่านผู้อ่านมีสติกันทั้งนั้นครับ ผู้อ่านท่านก็มีสติครับ



พงพัน เขียน:
เคยมีลูกศิษย์จำนวนมากเรียนถามหลวงปู่ดุลย์ว่า
อุตส่าห์พยายามภาวนาสมาธินานมาแล้ว
แต่จิตไม่เคยสงบเลย แส่ออกไปข้างนอกอยู่เรื่อย
มีวิธีอื่นใดบ้างที่พอจะปฏิบัติได้


พงพัน เขียน:
หลวงปู่ดุลย์แนะวิธีอย่างหนึ่งว่า

"ถึงจิตจะไม่สงบ(ไม่มีสมาธิ)ก็ไม่ควรให้มันออกไปไกล
ใช้สติระลึกไปแต่ในกายนี้
ดูให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภสัญญา ว่าหาสาระแก่นสารไม่ได้
เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว
จิตก็จะเกิดความสลดสังเวช เกิดนิพพิทา ความหน่าย คลายกำหนัด
ย่อมตัดอุปาทานขันธ์ ๕ ได้เช่นเดียวกัน"


การดูไตรลักษณ์ด้วยจิตกามาวจรกุศล ซึ่งมีนิวรณ์ 5 เครื่องกั้นจิตอยู่ ปัญญาญาณเพื่อมัคคผลย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ครับ

อโศกะ เขียน:
ไม่ต้องนั่งสมาธิ จะตัดอุปาทานขันธ์ทั้ง 5 (ตัดกิเลส) ได้หรือ

ตอบว่า ได้ ดังตัวอย่างที่หลวงปู่ดุลย์ และพระอาจารย์ของคุณพงพันสอน



ปัจจุบันคุณชาติสยามก็มีสติ แล้วจิตคุณชาติสยามเป็นสมาธิสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมด้วยหรือไม่ครับ ??
เป็นจิตที่หลุดพ้นแล้วหรือไม่ครับ ??

หรือว่าที่จริงจิตคุณชาติสยามเป็นกามาวจรกุศลแบบข้างล่างนี้...



พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์



จิตตุปปาทกัณฑ์
กุศลธรรม
กามาวจรมหากุศลจิต ๘
จิตดวงที่ ๑ บทภาชนีย์

[๑๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน

กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ หรือ มีเสียงเป็นอารมณ์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์ มีรสเป็นอารมณ์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา อัพยาปาทะ (สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ) กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา ปัคคาหะ อวิกเขปะ
มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล


กามาวจรกุศลจิตแบบนี้มีสติ มีสมาธิ แต่มีนิวรณ์ 5 ครอบงำครับ มัคคญาณ ผลญาณเกิดขึ้นไม่ได้ครับ ที่เกิดขึ้นได้เรียกว่ากามาวจรกุศลวิบากจิตครับ

บรรลุฌานเจริญสติปัฏฐาน 4 แล้ว ใช่ว่าจะสำเร็จมัคคผลลทุกคนครับ นี่ไม่มีสมาธิระดับฌาน การจะหลุดพ้นย่อมเป็นไปไม่ได้ครับ
เพราะต้องมีปัญญาเครื่องทำลายกิเลสและองค์ธรรมที่เป็นกุศลอื่น ๆ ประกอบด้วยครับจิตจึงจะหลุดพ้น


คุณชาติสยามลองพิจารณาดูดี ๆ อีกครั้งครับ


เจริญในธรรมครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 พ.ย. 2009, 18:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 พ.ย. 2009, 16:20
โพสต์: 537

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุการครับ :b1:

เอาเป็นว่าสมาธิ(สมถะ)ต้องควบคู่ไปกับปัญญา(วิปัสสนา)แล้วกันนะครับ


จุดประสงค์ของผมเพียงจะสื่อว่าเร่งวิปัสสนาโดยไม่ต้องมีสมาธิมากมายมหาศาล
ก็สามารถละอุปาทานขันธ์ได้ครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 พ.ย. 2009, 11:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


มหาราชันย์ เขียน:
สติและสมาธิที่เกิดจึงเกิดในจิตที่เป็นกามาวจรกุศล...แต่ไม่ใช่อริยะมัคคจิต ไม่ใช่โสดาปัตติมัคคจิต
ผมจึงกล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ครับคุณชาติสยาม..[/color]


คุณมหาพูดถูกต้องครับ แต่ถูกในคนละประเด็น


ถ้าการเกิดอริยมรรคเหมือนเงิน 1 ล้านบาท
การเจริญสติ ก็เหมือนการเก็บทีละสตางต์ ทีละนิด ทีละหน่อย
คุณพูดถูก ที่ว่า ไม่ใช่ว่าเก็บเงิน 1 สตางค์ปั๊บ จะได้เงินล้าน
อย่างที่คุณพูดทำนองว่า ถ้าแค่นี้บรรลุ งั้นอริยะก็เต็มบ้านเต็มเมืองสิ

คุณมหามีความเชื่อว่า ต้องทำ อริยมัคคจิต ให้เกิดก่อน
อริยมัคคจิตเท่านั้นถึงจะบรรลุธรรมได้ อันนี้ผมไม่ค้านเลย
แต่ทำยังไงล่ะครับคุณมหา จะให้ได้อริยมัคคจิตทำยังไง?
ถ้าไม่เจริญสติใน"ทุกสถาน" แล้วจะเอาอริยมัคคจิตมาจากไหน


ปัญหาของคุณมหาคือไม่เข้าใจว่าการเจริญสติมันเป็นเจริญสมาธิชนิดหนึ่ง
เป็นสัมมาสมาธิ เพราะเกิดร่วมกับสติ
และยังไม่เชื่อว่า สมาธิที่เกิดจากการเจริญสติทีละเล็กทีละน้อยนี่
มันจะสะสมเป็นเงินล้านขึ้นมาได้

และเพราะอาจจะไม่เคยสัมผัสกับภาวะ"สติ"
จึงไม่เข้าใจว่าชั่วเลาที่มีสตินั้นปราศจากอกุศล
ไม่เชื่อผมท้าคุณมหาไปหามาเลยว่า
มีจิตชนิดไหนในโลกที่อกุศลเกิดร่วมกับสติ

ที่พูดทั้งหมดนี้ คือ 1 ขณะจิตนะ

ที่คุณพูดเรื่องอริยมัคคจิตน่ะ ก็ 1 ขณะจิตเหมือนกัน แต่เป็นขณะจิตที่ 1 ล้านพอดี
ถ้าเอาไปพูดเทียบใส่อีก 999,999 ขณะจิตก่อนหน้านั้น จะผิดทันที

ถ้าลองย้อนไปดูคำของหลวงปู่ใหม่อีกรอบ
หลวงปู่ใช้คำว่า "เมื่อจิตเห็นชัด"
และผมก็ได้อธิบายแต่แรกแล้วว่ามันหมายถึง "ปัญญาแก่รอบ"

หรือถ้าคุณมหาอยากฟังเต็มๆว่า 1 ขณะจิต
จิตลำดับที่ 1 ล้านของหลวงปู่ท่านว่ายังไง
ลองดุนี่ครับ

หลวงปู่ดูลย์ เขียน:
จิตที่ส่งออกนอก... เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก....เป็นทุกข์
จิตเห็นจิตเป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต....เป็นนิโรธ



มหาราชันย์ เขียน:
ปัจจุบันคุณชาติสยามก็มีสติ
แล้วจิตคุณชาติสยามเป็นสมาธิสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมด้วยหรือไม่ครับ ??
เป็นจิตที่หลุดพ้นแล้วหรือไม่ครับ ??

- คำถามนี้ ถ้าถามรวมๆ ถือว่าถามผิด
- แต่ถ้าหมายเฉพาะเจาะจงลงไปที่ "1 ขณะจิตที่เกิดสติ"
ฟันธงโช๊ะเลยว่า "สงัดจากอกุศลทั้งปวง"
ไม่เชื่อคุณมหาไปหามาให้ผมดูหน่อยสิ ว่ามีจิตชนิดไหนที่"สติเกิดร่วมกับอกุศล"


มหาราชันย์ เขียน:
เป็นจิตที่หลุดพ้นแล้วหรือไม่ครับ ??

- หลุดครับ แต่หลุด 1 ขณะ
ถ้าคำว่า "จิตหลุดพ้น" ของคุณมหาหมายถึงอริยบุคคล
ผมจะบอกให้ฟังว่า สิง่ที่ทำให้หลุดพ้นไม่ใช้สติ
แต่เป็นปัญญาที่แจ้งขึ้นมาถอดถอนความเห็นเดิม
แจ้งในความจริง
การหลุดพ้นแบบแจ้งด้วยปัญญา ถ้าเกิดอริยมรรค 1 ที แล้ว ไม่เกิดอีก
ถอดถอนแล้วถอดถอนเลย ถอดสังโยชน์ข้อไหน ข้อนั้นขาด
นี่ถึงเรียกว่าจิตหลุดพ้น หลุดเพราะปัญญา



มหาราชันย์ เขียน:
หรือว่าที่จริงจิตคุณชาติสยามเป็นกามาวจรกุศลแบบข้างล่างนี้...
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์.....
......

บรรลุฌานเจริญสติปัฏฐาน 4 แล้ว ใช่ว่าจะสำเร็จมัคคผลลทุกคนครับ นี่ไม่มีสมาธิระดับฌาน การจะหลุดพ้นย่อมเป็นไปไม่ได้ครับ
เพราะต้องมีปัญญาเครื่องทำลายกิเลสและองค์ธรรมที่เป็นกุศลอื่น ๆ ประกอบด้วยครับจิตจึงจะหลุดพ้น


คุณมหาพูดถูก แต่ผิดประเด็น อย่างที่ผมอธิบายตอนต้นเรื่อง

แน่นอนว่าคุณมหาย่อมไม่ทราบว่า เวลาจิตมันเกิดอริยมรรค "มันเกิดในสมาธิ"
ญานสัมปยุตทั้งหมดเกิดในสมาธิ
เพียงแต่ไปเข้าใจว่าการเจริญสติไม่มีเป็นสมาธิเท่านั้นเอง

ศีล สติ สมาธิ เป็นอันเดียวกันหรือเปล่าคุณมหา?
(ผมไม่ได้ใส่คำว่าปัญญานะ ผมใช้แต่ ศีล สติ สมาธิ)


แก้ไขล่าสุดโดย ชาติสยาม เมื่อ 30 พ.ย. 2009, 11:54, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 พ.ย. 2009, 11:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7422

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue
:b13:
...ถึงแม้ผู้น้อยอย่างข้าพเจ้า...จะไม่สามารถออกบวชเป็นสมณะได้...
...แต่ก็เข้าใจลึกซึ้งถึงก้นบึ้งหัวใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า...
...คำสอนที่พระบวชใหม่พึงได้รับจึงให้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง...
...เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ...ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา...
...ข้าพเจ้าท่องได้จำขึ้นใจและสวดบทเต็มและแปลได้และพิจารณาอยู่เนืองๆ...

:b8: :b20: :b12:
...จิตมันก็เบื่อมากๆ...ไม่อยากเกิด...พอนั่งสมาธิก็ได้ความอัศจรรย์ของจิต...
...จิตเป็นสิ่งที่ฝึกได้...ต้องขยันทำทั้งสมถะกับวิปัสสนา...จึงจะละและวางได้บ้าง
...แก้กิเลสที่หยาบได้แล้ว...มันก็ยังมีที่ละเอียดกว่ามาให้แก้...ไม่ใช่มันลดนะ...
...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...ที่เรารักและหวงนักหนานี่แหละ...
...มันช่างขยันสร้างกิเลสอันใหม่มาเพิ่มซะจริงๆเลย...

:b12: :b12: :b12:
:b41: :b41: :b41:
:b53: :b53: :b53:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 พ.ย. 2009, 14:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 พ.ย. 2009, 16:20
โพสต์: 537

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุการครับ :b1:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 11 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร