ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

ทุกสิ่งคืออารมณ์จิต (หนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๕๒)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=90&t=66683
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  sirinpho [ 07 พ.ค. 2026, 20:06 ]
หัวข้อกระทู้:  ทุกสิ่งคืออารมณ์จิต (หนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๕๒)

รูปภาพ

ทุกสิ่งคืออารมณ์จิต
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

สภาวธรรมอันเป็นอารมณ์จิตคือกายกับใจ
สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เรารู้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
แม้แต่วิชาความรู้ทางโลกศาสตร์ไหนที่เราเรียนมา
สิ่งนั้นก็คืออารมณ์จิต เป็นสภาวธรรมทั้งนั้น
เมื่อจิตสมาธิมันเป็นเองโดยธรรมชาติของสมาธิ สารพัดที่มันจะปรุงแต่งไป
บางทีบางท่านรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ว่าจิตมันฟุ้งซ่าน แต่แท้ที่จริงมันเกิดปัญญา
ใครข้องใจอยู่ที่ไหน จิตใต้สำนึกมันยึดอะไรไว้ มันก็จะไปค้นคว้าอยู่ในสิ่งนั้น

บางท่านก็ว่าต้องให้มันอยู่ในกรอบแห่งธรรมะ
ท่านผู้นี้เข้าใจคำว่า ธรรมะ อยู่ในวงแคบ
เข้าใจว่า ธรรมะ มีแต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ในเมื่อจิตไปถึงขั้นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วนี่
มันมีแต่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ทรงอยู่ ดับไป เกิดขึ้น ทรงอยู่ ดับไป
จิตมันไม่ได้ว่าดอก อันนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
พอมันจะเกิดความรู้ มันก็มาว่าเอาต่อเมื่อออกจากสมาธิมาแล้ว

ที่หลวงพ่อบอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นโลกวิทู
ในขณะที่จิตอยู่ในสมาธิขั้นสมถะ ไม่มีใครเชื่อ
หลวงพ่อเอาหลวงปู่เทสก์เป็นครู ไปกราบ จะไปถามปัญหาท่าน
ปัญหาที่จะถามยังไม่ได้ถาม ท่านตอบก่อน พอไปกราบ
“เออ...เจ้าคุณมาแล้ว ดีแล้ว จะพูดอะไรให้ฟัง
ผมพูดแล้วไม่มีใครเชื่อ มีแต่เจ้าคุณองค์เดียวจะเชื่อผม”

พอเสร็จแล้วท่านบอกว่าสมาธิในฌานมันโง่ สมาธิในอริยมรรคมันฉลาด
สมาธิในฌานมันไปรู้นิ่งอยู่ในสิ่งๆ เดียว
สมาธิในอริยมรรค พอจิตสงบแล้วมันมี วิตก วิจาร
วิตก ก็คือความคิดที่มันปรุงแต่งขึ้น
วิจาร ก็คือสติที่รู้พร้อมอยู่ในขณะจิตนั้น
เพราะฉะนั้นในเมื่อจิตมันเกิดปรุงแต่ง บางทีมันรู้อยู่ข้างใน บางทีไปรู้อยู่ข้างนอก
ผลที่มันมองเห็นได้ชัดก็คือ สติที่คอยจ้องรู้อยู่นั่นแหละ

ท่านบอกว่า บางทีจิตตัวหนึ่งมันปรุงแต่งไป อีกตัวหนึ่งมันเฝ้าดู
ไปถึงจุดจุดหนึ่ง มันแยกเป็น ๓ มิติ
มิติหนึ่ง คิดอยู่ไม่หยุด อีกมิติหนึ่ง เฝ้าดู
อีกมิติหนึ่ง นิ่งเฉยอยู่ในท่ามกลางของร่างกาย
แล้วท่านบอกว่า มิติที่คิดไม่หยุด คือ จิตเหนือสำนึก
ตัวที่เฝ้าดู คือ สติสัมปชัญญะ ตัวผู้รู้
ตัวนิ่งเฉยอยู่ คือ จิตใต้สำนึก ตัวคอยเก็บผลงาน

ท่านแยกแยะออกไปอย่างนี้

ทีนี้ในเมื่อมันปรุงไป ร่างกายหายไป
เหลือแต่จิตดวงเดียว นิ่ง สว่างไสว กิเลสทั้งหลายจะมาวนรอบจิต
พอถึงความสว่างของจิต มันจะตกไป ตกไปๆ เหมือนแมลงบินเข้ากองไฟ
ในที่สุดมันจะไป ถึงจุดที่เรียกว่า ฐีติภูตัง แบบหลวงปู่มั่นท่านอธิบายให้ฟัง

เพราะฉะนั้นช่วงใดจิตต้องการสงบ นิ่ง สว่าง ให้มันสว่างไป
ถ้าช่วงใดมันสงบแล้วเกิดความคิดผุดขึ้น ผุดขึ้นๆ ปล่อยให้มันคิดไป
เราเอาสติอย่างเดียว แต่อย่าลืมว่า
สิ่งที่จะพาให้เราพ้นทุกข์ สำเร็จอริยมรรคอริยผลจริงๆ นี่คือ ศีล ๕ ข้อ
ถ้าผู้สามารถรักษาศีล ๕ ให้ บริสุทธิ์สะอาดได้ ภาวนาไม่เป็นก็ไม่ตกนรก



:b8: :b8: :b8: คัดมาจาก...หนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๕๒
รวมเกร็ดธรรมคำสอนของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย


:b49: ประวัติและปฏิปทา “หลวงพ่อพุธ ฐานิโย”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=50583

:b49: รวมคำสอน “หลวงพ่อพุธ ฐานิโย”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=40915

:b49: ประมวลภาพ “หลวงพ่อพุธ ฐานิโย” วัดป่าสาลวัน
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=28489

เจ้าของ:  น้องพลอย [ 11 พ.ค. 2026, 11:45 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ทุกสิ่งคืออารมณ์จิต (หนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๕๒)

:b8: Kiss

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/