ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

ศีลของคฤหัสถ์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=75&t=53361
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  Hanako [ 08 พ.ย. 2016, 05:37 ]
หัวข้อกระทู้:  ศีลของคฤหัสถ์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)

รูปภาพ

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

สำหรับผู้มีบุญพอปานกลางเช่นนี้ก็อยู่ครองเรือนแต่แล้วก็มีศรัทธาแรงกล้าในการประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าตามฐานะของตนผู้ครองเรือน เพราะธรรมะของผู้ครองเรือนพระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงสั่งสอนไว้ คือ ศีล ๕ กรรมบถ ๑๐ อันนี้เรียกว่าเป็นธรรมะของผู้ครองเรือนหรือการทำบุญบริจาคทานหมู่นี้ การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างนี้ก็เป็นการสั่งสมบุญบารมีให้แก่กล้าขึ้นไป ถึงแม้จะอยู่ครองเรือนก็สามารถสั่งสมบุญกุศลได้ ถ้าผู้ไม่ประมาทแล้วนะ

แต่ว่ามันหากมีน้อยคนที่จะไม่ทำบาป ที่จะตั้งใจทำแต่บุญล้วนๆ นั่นมีน้อยเลย ส่วนมากก็มีศีลอยู่บ้าง ขาดไปบ้าง อย่างนี้นี่มีเป็นจำนวนมากบรรดาผู้นับถือพุทธศาสนานี้นะ สำหรับผู้ที่จะมีศีลเป็นนิจศีลเรื่อยๆ ไปน่ะมีน้อย ไม่มาก ดังนั้นศีลนี่จึงชื่อว่าสำคัญมากทีเดียว ไม่ว่านักบวช ไม่ว่าคฤหัสถ์ถ้าไปล่วงศีลเสียแล้วก็หมายความว่าทำบาปนั่นเองแหละ เมื่อทำบาปแล้วบาปมันก็ครอบงำจิตใจเศร้าหมองขุ่นมัว เหมือนจะบำเพ็ญบุญกุศลคุณธรรมให้สูงขึ้นไปไม่ได้เลยเพราะบาปมันครอบงำจิตไว้แล้ว ไม่มีความสามารถที่จะทำความเพียรให้ก้าวหน้าไปได้

เว้นเสียแต่ผู้นั้นน่ะเห็นโทษของกิเลสมาแต่เบื้องต้น เห็นโทษของบาปมาแต่เบื้องต้นแล้วไม่ทำบาป ละเว้นบาปเสียเรื่อยๆ มา เช่นนั้นแล้วผู้นั้นก็จะมีจิตใจผ่องแผ้วสามารถทำกุศลคุณงามความดีให้สูงขึ้นไปได้ ถ้าผู้ใดเมื่อยังหนุ่มแน่นกำลังเพลิดเพลินมัวเมาในลาภยศสรรเสริญ ในความรักความใคร่อะไรมากมายแล้วก็หลงทำบาปทำกรรมชั่วห้าอย่างนั้น อย่างใดอย่างหนึ่งหรือว่าหลายอย่าง เมื่อต่อมาได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วก็ตื่นตัวได้ว่าเราทำชีวิตให้เป็นหมันไปเสียนานแล้วเพราะไม่ได้ละบาปบำเพ็ญบุญ ทำชีวิตให้มัวหมอง บัดนี้รู้ตัวแล้วเราจะชำระชีวิตนี้ให้มันผ่องใสสะอาดด้วยสมาทานมั่นอยู่ในศีล สมาทานมั่นอยู่ในทานการกุศลต่างๆ คิดได้อย่างนี้แล้วก็สมาทานมั่นอยู่ในศีลลงไป จะทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่ในกรอบแห่งศีลนี่แหละ จะไม่เลยศีลนี้ไปเลย จะได้เท่าไรก็บริโภคเท่านั้นแหละ

เพราะชีวิตนี้มันสั้นเหลือเกิน มันยังน้อยเดียว แม้บุคคลทำบาปได้ข้าวของเงินทองอาหารอันเอร็ดอร่อยมาเลี้ยงอัตภาพนี้เท่าไรมันก็ไม่ยั่งยืนอยู่ร่างกายอันนี้นะ มันก็จะแตกจะดับไปอยู่ เมื่อแตกดับไปแล้วร่างกายนี้มันไม่ได้ไปเสวยทุกข์ มันก็เป็นแต่สภาวะธาตุแตกออกจากกันไปแล้วก็เป็นธาตุดินธาตุน้ำเหมือนเดิม แต่ดวงจิตนี่ซิ มันมีบาปความชั่วนั้นเป็นผู้นำไปสู่ทุกข์ในโลกหน้าต่อไป ก็ต้องให้เข้าใจอย่างนี้เตือนตนอย่างนี้ มันถึงจะละบาปบำเพ็ญบุญได้


:b47: :b47:

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
“ชีวิตจะตกต่ำถ้าเอากิเลสนำทาง”


◇◆ ประวัติ ปฏิปทาและคำสอน “หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ” ◆◇
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43689

:b44: ชวนอ่านพระธรรมเทศนาเต็มกัณฑ์เทศน์
ของ “หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ”

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=75&t=53080

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/