ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

บ่ต้องรื้อ เผามันโลด (หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=48958
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  Hanako [ 09 ธ.ค. 2014, 06:13 ]
หัวข้อกระทู้:  บ่ต้องรื้อ เผามันโลด (หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร)

รูปภาพ

หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
วัดถ้ำสหายจันทร์นิมิต
ต.ทับกุง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี



ท่านอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร วัดถ้ำสหายฯ
ท่านเล่าถึงเรื่อง หลวงปู่ชอบ ฐานสโม สั่งท่านให้รื้อกุฏิแม่ชี
ที่วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน
ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

ท่านว่า เดือนมกราคม ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ปีนั้นท่านว่า
อากาศที่เมืองเลยหนาวมากจนมือเท้าเป็นตะคริว
หลวงปู่ชอบท่านจึงพาพระเณร ตาผ้าขาว
ออกไปหาฟืนในบริเวณป่ารอบๆ หมู่บ้านโคกมน

ท่านอาจารย์จันทร์เรียนบอก
หลวงปู่ชอบท่านเป็นผู้ที่มีความละเอียดอ่อน
รู้คุณค่าของเครื่องใช้ไม้สอยทุกอย่าง
ไม้ฟืนหากนำมาก่อไฟหุงต้มแล้วหากฟืนท่อนนั้นยังเหลือ
หลวงปู่ท่านจะเอาน้ำมาดับไฟให้มอดสนิท
และองค์ท่านจะจัดเก็บฟืนท่อนนั้นไว้ใช้หุงต้มในครั้งต่อๆ ไป
ท่านจะไม่ทิ้งฟืนให้ไหม้ไฟไปโดยเสียประโยชน์


หลวงปู่ชอบท่านจะไม่ให้พระเณรเถรชีในวัดก่อไฟผิงแก้หนาว
ท่านจะให้ลูกศิษย์แก้หนาวโดยการเดินจงกรมให้มากๆ
เพื่อปลุกเร้าธาตุไฟอบอุ่นร่างกาย
เว้นไว้แต่พระเณรเถรชีรูปนั้นๆ มีอาพาธรบกวนธาตุขันธ์
ท่านจึงจะอนุญาตให้ก่อไฟผิง

องค์ท่านเทศน์สอนลูกศิษย์ว่า
ถ้ามัวแต่พากันมานั่งสุมหัวผิงไฟ
มันก็จะสุมหัวคุยกันตามประสากิเลสกิโลมันจะพาคุย
เรื่องที่คุยกันก็มีแต่เรื่องกิเลสตัณหาลามก
คุยกันแล้วก็ไม่พากันทำความเพียรเดินจงกรมภาวนา
พอดึกค่อนคืนก็ง่วงเหงาหาวนอน
ต่างคนต่างคลานเข้ามุ้ง
ไปนอนกอดอีสาดอีหมอนทิ้งวันทิ้งคืนไปเฉยๆ

เอะอะขึ้นมาพออากาศหนาวนิดๆ หน่อยๆ
มันก็จะพากันเตรียมก่อไฟผิงอย่างเดียว
มัวแต่ห่วงร้อนห่วงหนาวอยู่อย่างนี้
เวลาไปอยู่ในป่าในเขาเจออากาศที่มันเย็นหนาวมหาโหดแล้ว
มันจะไม่พากันแข็งกระด้างค้างตายกันหรือ
ต้องฝึกฝนตนเองให้อยู่ได้กับทุกสภาพอากาศซิ
ฝึกตนเองให้อยู่กับร้อนให้เป็นอยู่กับเย็นให้ได้
ถ้าอยากอยู่สบายจริงต้องอยู่กับทุกข์ให้เป็น
เอาทุกข์เวทนานั้นแหละมาฝึกฝนจิตใจของตนเองให้เข้มแข็ง

ถ้าหนาวมากก็อย่านอนขดอี้จู้เป็นครูหมอนกิ่ว
ถ้านั่งภาวนาอาการเหน็บชามันก็จะเกิดเร็ว
เวทนามันก็จะโหมใจอย่างหนัก ให้เดินจงกรมเอา
เดินให้มากๆ เดินให้นานๆ เดินเพื่อปลุกเร้าธาตุไฟ
ให้มาช่วยสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย
หัดมีปัญญาตั้งแต่หนุ่มแต่น้อยสิ
เฒ่าชะแรแก่ชราแล้วมันจะได้ไม่โง่เง่าเต่าตุ่น
จะได้เอาสติปัญญาที่ตนฝึกฝนอบรมมา
ไปบอกสอนคนรุ่นหลังเพื่อสืบทอดปัญญาต่อๆ ไป...


ฟังท่านอาจารย์จันทร์เรียนเล่า
ถ่ายทอดคำสอนขององค์ท่านหลวงปู่ชอบแล้ว
อาจารย์จันทร์เรียนท่านก็หัวเราะอย่างใหญ่
ท่านปล่อยเสียงหัวเราะออกมาจนลั่นถ้ำสหายฯ
เวลาท่านอาจารย์จันทร์เรียนเล่าเรื่ององค์ท่านหลวงปู่ชอบแล้ว
ดูสีหน้าแววตาท่านฮึกเหิมห้าวหาญดี
ฟังท่านเล่าแล้วเราพลอยสนุกสนานไปกับท่าน
ถึงแม้จะต่างยุคสมัยกันก็ตาม...

พระเณรเถรชีที่อยู่ปฏิบัติกับองค์ท่านหลวงปู่ชอบสมัยก่อน
แต่ละท่านจึงมีความอดทนต่อดินฟ้าอากาศ
และความหิวโหยมากเป็นพิเศษ
เรื่องใดที่องค์ท่านหลวงปู่ชอบสั่งห้ามแล้ว
พระเณรเถรชีจะต้องถือปฏิบัติกันให้ได้
หากผู้ใดปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์ท่านไม่ได้แล้ว
จะอยู่ปฏิบัติร่วมสำนักกับท่านไม่ได้
พระเณรสมัยนั้นจึงไม่มีใครกล้าดื้อด้านฝืนคำขององค์ท่าน...

อาจารย์จันทร์เรียนท่านว่าปีนั้นอากาศมันหนาวมาก
แม่ชีที่วัดจึงพากันแอบเอาฟืนที่หลวงปู่ชอบและพระเณรหามาไปก่อไฟผิง
แม่ชีพากันนั่งผิงไฟคุยกันจนดึกดื่นค่อนคืนจึงแยกย้ายกันกลับที่พัก
โดยทิ้งท่อนฟืนไหม้ไฟไว้เป็นอนุสรณ์
การพูดคุยสนทนากันของแม่ชีกลุ่มนี้ในคืนนั้น
ท่านอาจารย์จันทร์เรียนว่าคงจะมีเรื่องอะไร
ที่ไปกระทบกับ “ความรู้” ขององค์ท่านหลวงปู่ชอบ


พอรุ่งเช้าก่อนที่องค์ท่านจะออกไปบิณฑบาต
หลวงปู่ชอบท่านพาพระอาจารย์จันทร์เรียน
เดินไปดูที่โรงครัววัดป่าสัมมานุสรณ์
หลวงปู่ชอบพาพระอาจารย์จันทร์เรียน
เดินตรงดิ่งมาที่กองไฟข้างโรงครัว
หลวงปู่ท่านเห็นท่อนฟืนไหม้ไฟทิ้งไว้อย่างเสียประโยชน์
องค์ท่านถึงกับพูดขึ้นมาว่า...

“ปาดโธ้ พวกนกกระยางขาวหมู่นี้
มันคือพากันมักง่ายใช้ของบ่เป็นแท้
มันบ่คิดเห็นอกเห็นใจพ่อแก่มันบ่
มันบ่คิดเห็นอกเห็นใจพระเณรเถรเฒ่าบ้างหรือ
มันบ่ฮู้หรือว่าพ่อแก่ของมันกับพระเณร
พากันไปลากฟืนจากป่ามาเมื่อยขนาดไหน
มันพากันเอาฟืนมาสุมไฟคุยกันเล่นจนดึกดื่น
ทิ้งให้ไหม้ไปโดยไม่เกิดประโยชน์อะไร”


พอว่าจบหลวงปู่ชอบท่านเดินเข้าไปดุแม่ชีที่โรงครัว
เล่นเอาแม่ชีโขลกพริกไม่แหลก สับมะละกอไม่เป็นเส้น
มือสั่นใจสั่นกันทั้งโรงครัว องค์ท่านดุให้แม่ชีอย่างหนัก
และไล่แม่ชีหนีให้ไปอยู่ที่วัดอื่น
เล่นเอาแม่ชีกลุ่มนี้คอพับน้ำตาร่วงต่อหน้าองค์ท่าน
หลังจากหลวงปู่ท่านดุแม่ชีแล้ว
องค์ท่านก็ออกไปบิณฑบาตในหมู่บ้านโคกมน

หลังฉันอาหารเสร็จแล้วหลวงปู่ท่านบอกพระอาจารย์จันทร์เรียน
และพระเณรว่าให้ท่านจันทร์เรียนกับพระเณรทั้งหมด
เอาบริขารไปเก็บไว้ที่กุฏิแล้วพากันออกมารวมตัวกันที่ศาลา
เรามอบหมายให้ท่านจันทร์เรียนเป็นหัวหน้า
พาพระเณรไปรื้อกุฏิแม่ชีออกจากวัดให้หมดทุกหลัง
อย่าให้หลงเหลือแม้แต่หลังเดียว
พวกนกกระยางขาวหมู่นี้เราจะไม่ให้อยู่ที่นี่อีกต่อไป
พวกว่ายากสอนยากแบบนี้เราจะไม่เอาไว้ให้หนักวัดหนักวา


คำสั่งองค์ท่านดูดุดันเด็ดขาด
เล่นเอาพระเณรในวัดงงไปตามกัน
แต่ไหนแต่ไรก็เห็นแต่องค์ท่านไล่พระเณรเถรชี
ที่ว่ายากสอนยากให้ออกไปจากสำนักเท่านั้น
แต่ครั้งนี้หลวงปู่ท่านถึงกับสั่งให้รื้อถอนกุฏิแม่ชีออกไปจากวัดทั้งหมด
พระเณรได้แต่สงสัยไม่มีใครกล้าที่จะถามถึงเหตุผลจากองค์ท่าน

เมื่อพระเณรเอาบริขารของตนเองไปเก็บยังที่พักแล้ว
ต่างองค์ต่างหยิบเอาเครื่องมือในการรื้อถอนมารวมตัวกันที่ศาลา
พระอาจารย์จันทร์เรียนท่านบอกกับหมู่เพื่อนว่า
พวกท่านไม่ต้องทำหรอก พากันกลับไปกุฏิเดินจงกรมภาวนาซ่ะ
เรื่องนี้ผมจะเป็นคนทำเองเพียงผู้เดียวเอง


หมู่เพื่อนถามท่านว่าครูบาจะทำองค์เดียวได้หรือ
กุฏิแม่ชีมีตั้งหลายหลัง กว่าจะรื้อถอนได้ทั้งหมด
ก็กินเวลาไปหลายวันถึงจะเสร็จ

พระอาจารย์จันทร์เรียนบอกหมู่คณะว่า
ไม่เป็นไรหรอกผมทำองค์เดียววันเดียวก็เสร็จ
ท่านบอกหมู่เพื่อนให้กลับไปกุฏิเดินจงกรมภาวนาเถอะ
เรื่องนี้ท่านจะเป็นธุระจัดการเอง
หมู่เพื่อนจึงพากันแยกย้ายกลับไปยังที่พักของตน

พอคล้อยหลังที่หมู่เพื่อนกลับไปแล้ว
พระอาจารย์จันทร์เรียนท่านก็เดินไปยังที่พัก
ขององค์ท่านหลวงปู่ชอบที่ริมฝากฝั่งแม่น้ำสวย
ท่านอาจารย์จันทร์เรียนเข้าไปกราบเรียนองค์ท่านหลวงปู่ชอบว่า

ขอโอกาสขอรับพ่อแม่ครูบาอาจารย์
ข้าน้อยมีเรื่องอยากกราบเรียนครูบาอาจารย์ซักเล็กน้อย
ข้าน้อยคิดว่าการรื้อถอนกุฏิแม่ชีออกไปทั้งหมดนั้นมันเป็นเรื่องไม่ยากหรอก
ใช้เวลาวันเดียวก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นการตัดปัญหาทั้งหมด
ข้าน้อยว่าไม่ต้องรื้อมันหรอกกุฏิแม่ชี เอาไฟเผามันทิ้งทุกหลังไปเลยขอรับ
เอาไฟเผาทิ้งทั้งหมดไม่ต้องให้มันเหลือซากเหลือตอ
พอที่จะเอากลับมาสร้างใหม่ได้อีก


สิ้นคำพูดของท่านอาจารย์จันทร์เรียน
องค์ท่านหลวงปู่ชอบถึงกับอุทานขึ้นมาว่า

“บ๊ะ...ท่านเรียนนี่ ท่านจะเอาไฟไปเผากุฏิทิ้งแบบนี้ได้ยังไง
นี่มันเป็นของสงฆ์นะ ถ้าท่านทำแบบนั้น
มันจะเป็นการกระทำผิดต่อพระธรรมวินัยนะ
ท่านเรียนนี่เว้าไปทั่วทีปทั่วแดน (ท่านเรียนนี่ก็พูดไปเรื่อยเปื่อย)
เราบอกให้ท่านไปรื้อบ้านแม่ขาว
เราไม่ได้บอกให้ท่านไปเผาบ้านแม่ขาวซ่ะหน่อย
ท่านไม่เข้าใจในคำพูดของเราหรือ”


อาจารย์จันทร์เรียนท่านก็ว่า

“อ้าว...ในเมื่อพ่อแม่ครูอาจารย์ไม่ต้องการให้แม่ขาวอยู่ที่นี่แล้ว
ก็เผามันทิ้งเลยสิ รื้อออกไปมันก็ยังเหลือไม้เก่าอยู่เหมือนเดิม
เวลาที่พ่อแม่ครูอาจารย์ไม่อยู่วัดไปเที่ยววิเวกที่อื่น
พวกนี้เขาก็จะแอบเอาไม้เก่ามาสร้างกุฏิขึ้นมาใหม่อีก
มันก็จะวนเวียนกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้อีกเหมือนเดิม
ผมว่าไม่ต้องรื้อมันหรอก เผามันทิ้งทั้งหมดโลด
เพื่อตัดปัญหาที่เขาจะเอาไม้เก่ากลับมาสร้างกุฏิใหม่อีก”


หลวงปู่ชอบท่านว่า

“อ้าว...ถ้าหากวันข้างหน้ามีผู้มาขออาศัยใบบุญของวัดนี้ล่ะ
เราจะไปหาไม้ที่ไหนมาสร้างกุฏิให้เขาอยู่ล่ะ
ท่านเรียนนี่ก็ว่าไปเรื่อย เอะอะมะเทิ่งมาก็จะเผาทิ้งๆ อย่างเดียว
อย่างนี้มันไม่ถูกธรรมวินัยนะ”


ท่านอาจารย์จันทร์เรียน

“ถ้าท่านอาจารย์ยังจะให้โอกาสคนอื่นเข้ามาพักอยู่ที่วัดนี้อีก
ข้าน้อยว่าบ่ต้องรื้อถอนมันออกไปหรอก มันเหนื่อยเสียเปล่า
รื้อออกแล้วยังจะเอากลับมาสร้างใหม่อีก
แบบนี้หมู่คณะเขาก็จะเหนื่อยเสียเปล่าๆ”


องค์ท่านหลวงปู่ชอบนิ่งฟังเหตุผลของท่านอาจารย์จันทร์เรียน
ท่านอาจารย์จันทร์เรียนว่าสักพักหลวงปู่ชอบท่านก็ยิ้มขึ้นมา
หลวงปู่ท่านบอกอาจารย์จันทร์เรียนว่า
ถ้าอย่างนั้นท่านเรียนกลับไปบอกหมู่คณะว่าไม่ต้องรื้อถอนกุฏิแม่ขาวแล้ว
ให้พากันกลับไปเดินจงกรม ภาวนาทำความพากความเพียรของใครของมัน


ท่านอาจารย์จันทร์เรียนบอกเรื่องนี้
พ่อแม่ครูบาอาจารย์ไม่ต้องบอกหมู่คณะให้ยากหรอกขอรับ
ข้าน้อยบอกหมู่คณะแล้ว ข้าน้อยบอกหมู่เพื่อน
ก่อนที่จะเข้ามากราบเรียนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
องค์ท่านหลวงปู่ชอบก็ยิ้มไม่ว่าอะไรให้ท่านอาจารย์จันทร์เรียน
หลวงปู่ท่านได้แต่หัวเราะหึๆ ในลำคอ
ท่านอาจารย์จันทร์เรียนจึงกราบลาองค์ท่านหลวงปู่ชอบ
กลับไปทำความเพียรของตนเอง

:b46:

ท่านอาจารย์จันทร์เรียนเล่าว่า ต่อมาแม่ชีกลุ่มนี้
ได้พากันเข้าไปกราบขอขมาต่อองค์ท่านหลวงปู่ชอบ
ในเรื่องที่พวกตนได้ล่วงละเมิดคำสั่งขององค์ท่าน
เพราะความเห็นแก่ตัวของตนเอง
หลวงปู่ท่านภาคทัณฑ์เรื่องนี้เอาไว้
และอนุญาตให้แม่ชีอยู่ปฏิบัติกับท่านที่วัดต่อไป


พระอาจารย์จันทร์เรียนปฏิภาณไหวพริบของท่านเฉียบแหลมว่องไว
หากเป็นผู้เขียน (ครูบากล้วย - พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท) แล้ว
ถ้าหลวงปู่ชอบท่านสั่งให้ไปรื้อกุฏิเช่นนี้
เราก็ต้องไปรื้อถอนตามคำสั่งขององค์ท่านแล้ว
เพราะเราเป็นพระซื่อ (บื้อ) พลิกไหวสถานการณ์ไม่เป็น
อย่างท่านพระอาจารย์จันทร์เรียน

พระอาจารย์จันทร์เรียนท่านเป็นพระที่มีปัญญาหลักแหลมเฉียบไว
ซึ่งเป็นบุคลิกลักษณะส่วนตัวของท่านโดยเฉพาะ


:b40:

หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร วัดป่าหมู่ใหม่
ท่านสรรเสริญพระอาจารย์จันทร์เรียนให้ผู้เขียนฟังว่า

“อาจารย์จันทร์เรียนท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม
ท่านเป็นชายอาชาไนยที่เข้มแข็ง
อาจารย์จันทร์เรียนท่านเป็นคนใจร้อนใจเร็วเหมือนกับหลวงปู่ชอบ
ท่านจึงเที่ยววิเวกกับหลวงปู่ชอบไปได้ทุกที่
ถ้าท่านเป็นคนไม่อดทนแล้วจะอยู่กับหลวงปู่ชอบไม่ได้เด็ดขาด
อาจารย์จันทร์เรียนท่านเป็นพระใจเด็ด
หลวงปู่ชอบท่านจึงเจียรนัยเพชรเม็ดนี้ไว้ในพระศาสนา
หลวงปู่ชอบท่านวางอาจารย์จันทร์เรียนไว้
ให้เป็นทายาทผู้สืบศาสนาอีกองค์หนึ่งของท่าน
ลูกศิษย์หลวงปู่ชอบก็มีท่านเรียนนี้แหละ
ที่ถอดพิมพ์ธรรมะฤทธิ์จากหลวงปู่ชอบได้มากที่สุด
จริตภายในคือกันคักแท้กับหลวงปู่ชอบ”


รูปภาพ
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

รูปภาพ
หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร

:b45: :b45:

บันทึกโดย ครูบากล้วย - พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท

:b44: ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=48722

:b44: รวมคำสอน “หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=48726

เจ้าของ:  Duangtip [ 16 ก.ย. 2016, 09:19 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: บ่ต้องรื้อ เผามันโลด : หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร

:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:

เจ้าของ:  อุบาสกน้อย [ 28 ก.พ. 2018, 15:29 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: บ่ต้องรื้อ เผามันโลด : หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร

ขออนุโมทนาสาธุนะครับ
:b8: :b8: :b8:

เจ้าของ:  sirinpho [ 06 มี.ค. 2018, 18:23 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: บ่ต้องรื้อ เผามันโลด (หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร)

:b8: :b8: :b8:

เจ้าของ:  น้องพลอย [ 26 ธ.ค. 2018, 12:27 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: บ่ต้องรื้อ เผามันโลด (หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร)

ขอน้อมกราบองค์หลวงปู่ด้วยเศียรเกล้าเจ้าค่ะ
:b8: :b8: :b8:
Kiss

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/