วันเวลาปัจจุบัน 26 ต.ค. 2020, 14:32  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 16 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2009, 16:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

คนเจ็บไข้...ผู้โชคดี
ธรรมรักษา


“ เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ ”


เราอาศัยอยู่ในโลก และโรคมันก็อาศัยอยู่ในตัวเรา
มีคนในโลกนี้อีกมากมาย ที่เขาเป็นโรคมากกว่าเรา
ร้ายแรงกว่าเรา ทรมานมากกว่าเรา
แถมยังไม่มีเงินรักษาอีกต่างหาก

ท่านที่ยังสามารถหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านได้
ก็ยังจัดว่าเป็น “ คนโชคดี ” อยู่ในแง่ที่ว่า
ยังอาจจะรู้วิธีที่จะหาประโยชน์ อันเกิดจากความเจ็บไข้ได้บ้าง
แทนที่จะนอนรอความตาย หรือปล่อยจิตใจให้มันฟุ้งซ่าน
วิตกกังวลห่วงใยไปสารพัด จนจิตใจไม่มีความสงบเย็น

ถ้าเป็นดังนั้น แทนที่เราจะเป็นโรคทางกายอย่างเดียว
เราก็ยังแถมพ่วงเอาโรคทางใจเข้าไปทับถมอีกด้วย

แล้วใครล่ะจะเป็นคนทุกข์ ? ใครเป็นคนเดือดร้อน ?
ก็ตัวเราเองนั่นแหละ รับเหมาเอาไว้หมดมิใช่หรือ ?


บางคนดูหน้าตาสะสวยดี
อายุก็ยังไม่มากเป็นโรคปวดฟันจนนอนไม่หลับบ้าง
บ้างโรคในท้องบ้าง โรคอะไร ๆ บ้าง
ต่างกันแต่ว่ามันมีไม่ค่อยจะเหมือนกัน
หรือเท่ากันเท่านั้นแหละทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผลของกรรมเก่า และกรรมใหม่

เมื่อมีการให้ผลกรรม คือ เกิดการเจ็บไข้แล้ว
มันก็จะได้ใช้กรรมให้หมดกันไปเสียตอนหนึ่ง
สบายใจว่าได้ใช้หนี้เก่าเขาไปเสียที
จะได้หมดเวรหมดกรรมกันไป


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2009, 16:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ถ้าเรากลัวต่อผลกรรม หรือความเจ็บไข้ในปัจจุบันหรือในอนาคต
ก็มีทางปฏิบัติ วิธี คือ

ก. จงอย่ามาเกิดอีก

จงปฏิบัติธรรมให้จริงจังและถูกต้อง ภพชาติก็จะได้สั้นเข้า

ข. จงเลือกปฏิบัติด้วยปัญญา

จงพิจารณาถึงสิ่งที่เหมาะที่ควรแก่การกระทำ
หรือฉลาดบริโภคโรคก็เกิดน้อย
จงกินด้วยปัญญา อย่ากินด้วยตัณหา ปัญหามันก็จะไม่มี

ค. อย่าเบียดเบียนผู้อื่น

ไม่ว่าจะเป็นคนด้วยกันหรือสัตว์ใหญ่เล็กก็ตาม
จงงดเว้นให้เด็ดขาด ไม่ว่าทางตรง คือการทุบ ตี ทรมาน
หรือทางอ้อมก็คือเอามากักขังให้เขาเสื่อมเสียอิสรภาพ

เคยเห็นมามากแล้ว
คนที่ไม่ค่อยจะเจ็บไข้กะใครเขานั่นแหละ
พอเป็นเข้าทีก็ปางตาย หรือตายไปแล้ว
มันบ่แน่หรอกนาย !
หมั่นท่องไว้บ่อย ๆ


ใจมันย่อมจะสงบก็ย่อมจะเป็นสุขได้ แม้ว่าจะเจ็บไข้อยู่
จงเหลือบมองดูคนที่เขาเจ็บปวดมากกว่าเราบ้างเถิด
แล้วใจของเราก็ย่อมจะสงบและพบสันติสุข
เมื่อถึงเวลาที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็มีเวลาเหลือเฟือ

นี่ก็จัดว่า “ เป็นโชคดี "สัจธรรมที่ปรากฏเป็นของจริงอยู่เฉพาะหน้า

คือความเจ็บปวดก็ตาม ความพิการก็ตาม
ทั้งที่เกิดจากตนเอง และเกิดแก่ผู้อื่นก็ตาม
ล้วนแต่เป็น “ ยอดกรรมฐาน ”
ที่ควรแก่การน้อมนำเอามาพิจารณาเป็นอารมณ์ให้เกิดความสลดสังเวช
จนเป็นเหตุให้จิตเบื่อหน่ายคลายถอน
ความยึดถืออะไร ๆ ในโลกได้อย่างวิเศษสุด

ยิ่งถ้าได้กัลยาณมิตรที่มีปัญญา
หรือมีประสบการณ์ในทางนี้มาช่วยชี้แนะให้ด้วย
ก็จัดว่าเป็น “ มหาโชคลาภ ” อย่างยิ่ง

ขออย่าได้รีรอ “ โอกาสทอง ”
จงถือโอกาสตักตวงเอาสาระให้เต็มที่
ซึ่งในยามปกติท่านมักจะประมาท
มัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่งเสีย ด้วยการทำดังนี้


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2009, 16:21 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ม.ค. 2009, 20:45
โพสต์: 1095

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รีบมาโพสต์นะครับกำลังได้ที่เลย

55

อนุโมทนาครับ
:b8:

.....................................................
[รอยยิ้ม...ก็เช่นแสงแดดในฤดูหนาว และลมเย็นในฤดูร้อน..]


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2009, 16:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

๑. การรักษาทางร่างกาย

จงทำไปตามปกติ ตามที่เห็นสมควรถ้าทำไม่ได้ก็จงปล่อยวางเสีย

๒. ในยามเจ็บไข้เช่นนี้ ให้ถือว่าเรื่องจิตใจ เป็นเรื่องสำคัญสุดยอด

อย่าให้โรคทางใจเข้าไปแทรกกับโรคทางร่างกายโดยเด็ดขาด
เพราะนอกจากจะรักษายากแล้ว
มันยังอาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นมาอีกด้วย

๓. ขอให้แยกร่างกายออกเป็นคนละส่วนกับจิตใจ อย่าให้ปะปนกัน

และจงแยกอีกชั้นหนึ่ง คือ
แยกโรคที่เป็น ออกจากร่างกายเสียด้วย
ถ้าสามารถแยกได้ นอกจากโรคจะหายได้เร็วแล้ว
อาการเจ็บปวดก็จะลดน้อยลงด้วย หรือแม้ว่าจะเป็นโรคที่รักษาไม่หาย
มันก็จะตายด้วยอาการอันสงบ ถ้าควบคุมจิตไว้ได้ด้วยสติ

๔. จงวางภาระทางกายและทางใจเสียให้สิ้น ให้คนอื่นเขารับไปทำแทนเถิด

อย่าคิดว่า “ ฉันคนเดียวเท่านั้นทำได้ ”
บางทีเขาอาจจะฉลาดกว่าเราเสียด้วยซ้ำ
แต่เพราะเราไม่ได้มอบหมายให้เขาทำมาก่อน
เขาจึงทำได้ไม่เหมือนเรา

จงห่วงตัวเองเถิดว่าตายแล้วมันจะไปนรกหรือสวรรค์ ?
เราได้ทำที่พึ่ง (บุญนิธิ) อันเกษมไว้ในภพหน้าดีพอแล้วหรือยัง ?


ขอให้ปลงใจเสียเถิดว่า
ทรัพย์สมบัติ พ่อ แม่ เมีย ผัว ลูก หลาน สัตว์เลี้ยง มิตรสหาย
หรือสิ่งใด ๆ ในโลกมันก็ย่อมจะต้องอยู่ในโลกนี้
เมื่อเราตายไป
มันก็ย่อมจะตกเป็นมรดกของคนรุ่นหลังหรือของแผ่นดิน

คนมีปัญญาย่อมจะใช้จ่ายให้เกิดสาระได้
สิ่งที่เหมือนเงาตามตัวเราไปในชาติหน้านั้น
มีแต่บุญกับบาปเท่านั้น สิ่งอื่นหามีติดไปได้ไม่


อย่าหวังเลยว่า เมื่อเราตายแล้ว
ญาติที่อยู่ภายหลังเขาจะทำบุญส่งไปให้ คือ
เขาอาจจะลืมหรือไม่สนใจ
หรือขี้เหนียวก็ตามเราก็ต้องทนอดแห้งอดแล้งต่อไป
เพราะไม่ได้ทำเอาไว้เองก่อน

เอ้า , สมมุติว่าเขากตัญญูต่อเราทำบุญอุทิศให้เรา
แต่เราไปเกิดในภพหรือภูมิที่รับไม่ได้


เช่นเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์ดิรัจฉาน
หรืออยู่ในภพภูมิที่รับไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร
ดังนั้น การทำกับไม้กับมือของตนเอง ที่ยังเป็น ๆ อยู่
จึงเจ๋งกว่าแน่ ๆ และเป็นของเราแท้ ๆ
ไม่มีใครจะมาแย่งเอาไปได้เลย.

...ว่าแต่ว่าเรามาหาประโยชน์อันเกิดจากความเจ็บไข้กันจะมิดีกว่าหรือ ?

(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2009, 16:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ตามมาให้กำลังใจค่ะ เพราำะเป็น คนเจ็บไข้...ผู้โชคดี เช่นกัน

สาธุ สาธุ สาธุนะคะ

รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2009, 16:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b43: เฉพาะผู้ที่เจ็บป่วยมาก :b43:

๑. สำรวมจิตให้เป็นสมาธิ

ถ้าเคยทำสมาธิแบบไหนมาก่อนแล้วจิตมันสงบดี ก็จงทำวิธีนั้น
ทำพอจิตสงบแล้ว ก็เอาสมาธิคือตัวสงบนั่นแหละ
เพ่งไปที่ความเจ็บปวด ที่ปวดอยู่มาก ๆ นั่นแหละ
ให้จิตมันแน่นิ่งอยู่กับจุดที่ปวดนั้น ๆ
นึกในใจว่า “ ปวดหนอๆ ๆ ” ก็ได้ หรือ “ พุท..โธ ” ก็ได้

๒. สำรวมจิตให้เป็นสมาธิ เหมือนวิธีแรก แต่ไม่ต้องให้จิตแน่วแน่มากนัก
เอาสมาธิเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นแหละ


พิจารณาให้เห็นว่า ความเจ็บปวด (ทุกขัง)
นี่มันก็ไม่เที่ยง (อนิจจัง) ความเจ็บปวดนี้ไม่ใช่อัตตา
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา (อนัตตา)
และเราก็ไม่อาจที่จะบังคับมันได้
ขอให้พิจารณาทบทวนไป-มา วนเวียนอยู่อย่างนี้

๓. สำรวมจิตให้เป็นสมาธิ ตามแบบก่อนนั่นแหละแต่ไม่ต้องมากนัก
เพ่งและพิจารณาโดยความเป็น “ จตุลักษณ์ ”


คือ ทุกข์แท้ แปรผัน เน่าเหม็น แตกดับ
ก็เอา “ ของจริง ” ที่เกิดขึ้นนั่นแหละ
เป็นอารมณ์ของกรรมฐานไปเสียเลย
ถ้าเกิดว่าเดี๋ยวปวดมากเดี๋ยวปวดน้อย
ก็เอาความแปรผันนั่นแหละเป็นอารมณ์กรรมฐานไปเลย

ถ้าเกิดว่า มีกลิ่นเน่าเหม็น อันเกิดจากบาดแผลนั้น
ก็เอากลิ่นเหม็น (ปฏิกูล) นั่นแหละ
เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน
พิจารณาไปตามความเป็นจริง

ถ้าเกิดว่า มันจะตายจริง ๆ คือใจมันจะขาดแล้ว
แต่ยังพอมีสติอยู่บ้าง ก็ให้เจริญมรณานุสติไปด้วย
พอหัวใจจะหยุดเต้นจะหมดลมจริง ๆ
ก็ให้ปล่อยวางความยึดถืออะไร ๆ ในโลกออกให้หมดทั้งสิ้น


ในช่วงนี้ ผู้พยาบาลอย่าได้เรียก
อย่าได้จับตัวผู้ป่วยอย่าเพิ่งเคลื่อนย้ายรอให้เขาตายสนิทก่อน

:b44: ข้อควรคิด :b44:

เมื่อผู้ป่วยใกล้จะตาย
หรือแน่ใจว่าจะตายแน่แล้วขอให้ถอดสายยาง ที่ช่วยหายใจออกเสียเถิด
ผู้ป่วยจะได้อยู่ในภาวะปกติไม่ต้องทรมานเพราะสายยางจะได้เจริญธรรมได้เต็มที่

เมื่อดับจิตไปในขณะนั้น
ก็ย่อมจะไปสู่สุคติอย่างแน่นอน


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2009, 16:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

:b44: เฉพาะผู้ที่เจ็บป่วยน้อย :b44:

๑. อ่านหรือฟังธรรมะ

เอาเทปธรรมะมาเปิดให้ฟังบ่อย ๆ
ตามที่ผู้ป่วยจะพอฟังเข้าใจหรือชอบ
ให้จิตใจเกิดความเพลินเพลินไปในทางธรรม
ใจก็ย่อมจะสงบและสบาย โรคก็ย่อมจะหายเร็ว

๒. คิดแต่สิ่งที่ดี

จงคิดแต่เรื่องดี ๆ นึกถึงความดีที่เคยทำไว้ก่อน
ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส
ถ้าจะหางานอะไรเบา ๆ ทำได้
โดยไม่ขัดรับโรคก็ควรทำ
เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินในบางเวลา

๓. ปฏิบัติธรรม

จะเป็นธรรมประเภทไหนก็ได้
เช่น เจริญสติ สมาธิ และวิปัสสนา เป็นต้น

แต่สติและสมาธิจะมีความจำเป็นมาก

ขอให้เชื่อในคำสอนของพระพุทธศาสนาเถิดว่า
เหตุที่เราเจ็บไข้ได้ป่วยส่วนหนึ่งนั้น
เป็นผลของอกุศลกรรมเก่าในอดีตตามมาให้ผล


เราจึงควรแก้ด้วยการละลายอกุศลกรรมเก่า
ด้วยการทำบุญประเภทต่าง ๆ จากบุญเบาไปหาบุญหนัก ดังนี้

ขั้นที่ ๑. ตักบาตร

จงทำตามกำลังศรัทธาและกำลังทรัพย์
แล้วอุทิศส่วนบุญกุศลนั้นเจาะจง
ไปให้แก่เจ้ากรรมและนายเวรโดยเฉพาะเป็นครั้งคราว
หรือทำทุกวันได้ก็ยิ่งดี
แต่ว่าควรจะทำเป็นอันดับแรกก่อน

ขั้นที่ ๒. ถวายสังฆทาน

เป็นบุญที่สูงขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง
จะต้องสละทั้งทรัพย์และเวลามากขึ้น

ขั้นที่ ๓. การให้ชีวิตสัตว์เป็นทาน

ด้วยการปล่อยสัตว์ คือการให้ชีวิตสัตว์เป็นทาน
จะเป็น เต่า ปลา นก วัว ควาย .. เป็นต้น
ที่เขากำลังจะนำเอาไปฆ่าได้ ก็ยิ่งจะได้บุญแรง

ขั้นที่ ๔. รักษาศีล มีการนุ่งขาว ห่มขาว กินเจได้ด้วยก็ยิ่งดี

รักษาศีล ๕ ศีล ๘ และกุศลกรรมบถ ๑๐
ตามกำลังและความสามารถยิ่งทำมากก็ยิ่งดี

ขั้นที่ ๕. เจริญธรรม

เช่น เจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญอสุภะ เจริญมรณสติ
เจริญวิปัสสนา เจริญกายคตาสติ เป็นต้น

ขอจงพิจารณาดูว่า สิ่งใดเหมาะสะดวกแก่ตน
และอยู่ในความสามารถจะทำได้ ก็ควรทำสิ่งนั้นก่อน
แล้วก็พยายามเลื่อนทำให้สูงขึ้นไป
อุทิศเจาะจงไปให้เจ้ากรรมและนายเวรในอดีต
เพื่อขอให้ท่านได้รับส่วนบุญ และจงให้อโหสิกรรมแก่เราด้วย


มีคนเจ็บไข้ได้หายจากโรคร้าย
เพราะได้บำเพ็ญกุศลต่าง ๆ เหล่านี้

แต่พระพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวไว้ว่า

โรคบางอย่างก็รักษาหาย
โรคบางอย่างก็รักษาไม่หาย
จะหายก็ต่อเมื่อเราได้ตายไป


และเมื่อเราตายไปจริง ๆ
เราก็ย่อมจะมีความอุ่นใจ
เพราะทำที่พึ่งไว้ในชาติหน้าอย่างดีแล้ว


:b8: :b8: :b8:

(ที่มา : คนเจ็บไข้ผู้โชคดี โดย ธรรมรักษา
www.http://www.kanlayanatam.com/sara/sara38.htm)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2009, 21:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 15:36
โพสต์: 435

ที่อยู่: malaysia

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุค่ะ คุณกุหลาบสีชา
สาระดีมากๆเลยค่ะ มีประโยชน์กับทุกๆคน
เพราะมองไปทางไหนก็เจอแต่คนป่วย
ไม่ป่วยกายก็ป่วยใจ บางครั้งก็ตัวเราเองด้วย
:b48: ขอบคุณมากค่ะ :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2009, 22:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2008, 22:40
โพสต์: 1769

แนวปฏิบัติ: กินแล้วนอนพักผ่อนกายา
งานอดิเรก: ปลุกคน
สิ่งที่ชื่นชอบ: Tripitaka
ชื่อเล่น: สมสีสี
อายุ: 0
ที่อยู่: overseas

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาครับคุณกุหลาบสีชา :b8:

ผมเองก็หวังว่าจะได้เป็นคนเจ็บไข้...ผู้โชคดี..เมื่อยามนั้นมาถึง ลำพังการปฏิบัติด้วยตนเองคงพอจะเป็นไปได้ แต่เมื่อบริวารแวดล้อมไม่รู้หรือเข้าใจวิธีการที่จะเอื้ออำนวยให้คนไข้"ไปดี"เมื่อแก้ไขเยียวยาไม่ได้..ตรงนี้ก็น่าคิด ผมเองจึงได้"สั่งอนุญาต"คนรอบตัวไว้แล้วว่า ถ้าผมโคม่า และดูท่าว่าจะแก้ไขไม่ได้จริง(ไม่ต้องปล่อยไว้นาน) ก็ให้ตัดสินใจให้หมอทำการนำอวัยวะอันใดๆที่มีคนไข้รายใดต้องการไปได้ตามที่ผมได้ทำเรื่องบริจาคอวัยวะไว้แล้ว ..จะได้ไม่เป็นภาระค่ารักษายืดเยื้อแก่คนอยู่ ผมยังถามคนรอบข้างว่าหากเขากำลังเจ็บป่วย(แบบหนักสาหัส) เมื่อผมไปเยี่ยมจะให้ผมทำอะไร..

๑. มาเฉยๆไม่พูด
๒. มาสวดมนตร์ให้ฟังหรือจะให้ชวนคุยเรื่องบุญที่เขาเคยทำ
๓.นำธรรมะมาเปิดให้ฟัง..เอารูปพระพุทธรูปหรือเจดีย์มาให้..

ก็ได้คำตอบมาบ้างพอให้รู้อัธยาศัย การบอกกล่าวกันไว้ล่วงหน้า ผมว่ามีประโยชน์ครับ แต่บางคนกลับถือเป็นเรื่องอัปมงคล ต้องดูด้วยว่าใครรับได้แค่ใหน..

.....................................................
ศีล ๕ รักษาตนไม่ให้เกิดในอบายภูมิ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2009, 23:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 02:41
โพสต์: 5637

แนวปฏิบัติ: พอง ยุบ
ชื่อเล่น: เจ
อายุ: 0
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว www


คนเราเมื่อเกิดมาแล้ว อยากเป็นคนป่วยหรือไม่
อยากไปจากโลกนี้หรือไม่ ก็ต้องเป็น ต้องไป อยู่ดี
เตรียมตัวให้พร้อมดีกว่า อนุโมทนา สาธุค่ะ :

เจริญในธรรมb8:

.....................................................
"มิควรหวังร่มเงาจากก้อนเมฆ"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ย. 2009, 00:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


jintana63 เขียน:
อนุโมทนาสาธุค่ะ คุณกุหลาบสีชา
สาระดีมากๆเลยค่ะ มีประโยชน์กับทุกๆคน
เพราะมองไปทางไหนก็เจอแต่คนป่วย
ไม่ป่วยกายก็ป่วยใจ บางครั้งก็ตัวเราเองด้วย
ขอบคุณมากค่ะ


เพราะ "จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว"

หากเราดูแลรักษาจิตไว้ให้มีสติ ผ่องใส เบิกบานอยู่เสมอ
ถึงป่วยกาย แต่ไม่ป่วยใจก็ยังพอทำเนา
แต่ถ้าป่วยทั้งกาย และใจด้วย..น่าเป็นห่วงนัก

สาธุด้วยค่ะ :b8:

:b43: :b43: :b43:

-dd- เขียน:
ผมเองก็หวังว่าจะได้เป็นคนเจ็บไข้...ผู้โชคดี..เมื่อยามนั้นมาถึง ลำพังการปฏิบัติด้วยตนเองคงพอจะเป็นไปได้ แต่เมื่อบริวารแวดล้อมไม่รู้หรือเข้าใจวิธีการที่จะเอื้ออำนวยให้คนไข้"ไปดี"เมื่อแก้ไขเยียวยาไม่ได้..ตรงนี้ก็น่าคิด ผมเองจึงได้"สั่งอนุญาต"คนรอบตัวไว้แล้วว่า ถ้าผมโคม่า และดูท่าว่าจะแก้ไขไม่ได้จริง(ไม่ต้องปล่อยไว้นาน) ก็ให้ตัดสินใจให้หมอทำการนำอวัยวะอันใดๆที่มีคนไข้รายใดต้องการไปได้ตามที่ผมได้ทำเรื่องบริจาคอวัยวะไว้แล้ว ..จะได้ไม่เป็นภาระค่ารักษายืดเยื้อแก่คนอยู่ ผมยังถามคนรอบข้างว่าหากเขากำลังเจ็บป่วย(แบบหนักสาหัส) เมื่อผมไปเยี่ยมจะให้ผมทำอะไร..

๑. มาเฉยๆไม่พูด
๒. มาสวดมนตร์ให้ฟังหรือจะให้ชวนคุยเรื่องบุญที่เขาเคยทำ
๓.นำธรรมะมาเปิดให้ฟัง..เอารูปพระพุทธรูปหรือเจดีย์มาให้..

ก็ได้คำตอบมาบ้างพอให้รู้อัธยาศัย การบอกกล่าวกันไว้ล่วงหน้า ผมว่ามีประโยชน์ครับ แต่บางคนกลับถือเป็นเรื่องอัปมงคล ต้องดูด้วยว่าใครรับได้แค่ใหน..
อนุโมทนาครับคุณกุหลาบสีชา :b8:


ตนเองก็หวังเช่นนั้น ว่าจะเป็นหนึ่งใน "คนเจ็บไข้ผู้โชคดี" ค่ะ คุณ -dd-
ว่าขอให้ตายอย่างมีสติ....
ไม่ว่าจะเกิดจากโรคาพยาธิ หรืออุบัติเหตุ (ใครจะรู้!!!)
ร่างนี้ตั้งใจไว้ว่าจะบริจาคให้เป็นวิทยาทานไปเหมือนกัน
คิดว่าเมื่อยังมีลมหายใจ
ก็จะเพียรสร้างกุศลกรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้น่ะค่ะ

เมื่อเร็วๆนี้เพิ่งไปเยี่ยมรุ่นน้องที่เป็นมะเร็งลำไส้ขั้นสุดท้ายมาค่ะ
โดยปกติที่ผ่านมา เธอเป็นคนไม่ค่อยสนใจเรื่องทำธรรมะ และการทำบุญทำทานเท่าไหร่
แต่ผลจากการป่วยครั้งนี้...ทำให้เธอเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากๆ
ชวนคุยเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ (อย่างผิดวิสัย)
ยังขอให้เราพาไปปฏิบัติธรรมด้วยเลยค่ะ น่าอนุโมทนาจริงๆ

กลับกัน หากเมื่อถึงเวลาที่ตนเองอยู่ในภาวะอย่างนี้
เชื่อว่าคนใกล้ตัว ย่อมทราบดีค่ะ ว่าเราอยากให้ทำข้อไหนบ้าง
:b8:

แต่สำหรับบางคนที่เขาไม่ประสงค์จะให้พุดถึง
ก็เข้าใจนะคะ....แต่นี่คือสัจธรรมที่ไม่มีใครเลี่ยงได้จริงๆ

ก็เหมือนอย่างที่ คุณ taktay กล่าวไว้ น่ะค่ะ

:b43: :b43: :b43:

taktay เขียน:
คนเราเมื่อเกิดมาแล้ว อยากเป็นคนป่วยหรือไม่
อยากไปจากโลกนี้หรือไม่ ก็ต้องเป็น ต้องไป อยู่ดี
เตรียมตัวให้พร้อมดีกว่า อนุโมทนา สาธุค่ะ :


ขออนุโมทนาสาธุด้วยนะคะ คุณ taktay :b8: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ย. 2009, 08:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 พ.ย. 2008, 17:20
โพสต์: 1051

งานอดิเรก: อ่านหนังสือธรรมะ
อายุ: 0
ที่อยู่: Bangkok

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: ธรรมะสวัสดี ตอนเช้าค่ะ :b48:
เมื่อเช้าได้ฟังพระธรรมเทศนาจาก ท่านรองเจ้าอาวาสวัดพระรามเก้าค่ะ
เรื่องการสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง
และมาอ่านธรรมะของคุณกุหลาบสีชา
เป็นธรรมโอสถ จริงๆค่ะ
ชีวิตเราอะไรจะเกิดก็ต้องเกิดนะ
เพียงแต่เราจะเตรียมใจรับมันได้แค่ไหน
ก็...ยังไม่รู้ตัวเองเหมือนกันนะคะ
ก็...คงต้องตามดูต่อไป กลัวจะเป็น...ท่าดีทีเหลว...น่ะค่ะ
onion

.....................................................
    มีสิ่งใด น่าโกรธ อย่าโทษเขา.... ต้องโทษเรา ที่ใจ ไม่เข้มแข็ง
    เรื่องน่าโกรธ แม้ว่า จะมาแรง ....ถ้าใจแข็ง เหนือกว่า ชนะมัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ย. 2009, 10:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2009, 15:28
โพสต์: 307

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณครับ
อนุโมทนาครับ
:b8: :b8: :b8:

.....................................................
สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ย. 2015, 05:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 05:25
โพสต์: 621


 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2015, 10:16 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มิ.ย. 2011, 14:07
โพสต์: 279


 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนาสาธุค่ะ
Kiss :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 16 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร