วันเวลาปัจจุบัน 03 ส.ค. 2020, 22:55  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2011, 12:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 09:26
โพสต์: 1517

แนวปฏิบัติ: วิปัสสนาภาวนา
อายุ: 39
ที่อยู่: ลำพูน

 ข้อมูลส่วนตัว


อุปาทาน ที่เป็น ได้แก่ อุปาทาน ๔ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน มีอธิบายโดยย่อ ดังต่อไปนี้

๑) กามุปาทาน ความติดใจยึดมั่นในวัตถุกามทั้ง ๖ มี รูปารมณ์ เป็นต้น องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิก

๒) ทิฏฐุปาทาน ความติดใจยึดมั่นในการเห็นผิด มีนิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓, มิจฉาทิฏฐิ ๖๒ และ อันตัคคาหิกทิฏฐิ ๑๐ องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่นอกจาก สีลัพพตทิฏฐิ และสักกายทิฏฐิ

๓) สีลัพพตุปาทาน ความติดใจยึดมั่นในการปฏิบัติที่ผิด มีการปฏิบัติเยี่ยงโค และเยี่ยงสุนัข เป็นต้น องค์ธรรมได้แก่ สีลัพพตทิฏฐิ

๔) อัตตวาทุปาทาน ความติดใจยึดมั่นในขันธ์ ๕ ของตน และทั้งของผู้อื่น ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นบุคคลเป็นเราเป็นเขา องค์ธรรมได้แก่ สักกายทิฏฐิ

ในข้อ ๑ กามุปาทาน ความติดใจยึดมั่นในวัตถุกามทั้ง ๖ นั้น เลยเรียกกันว่า กามุปาทาน ๖ ได้แก่ รูปกามุปาทาน, สัททกามุปาทาน, คันธกามุปาทาน, รสกามุ ปาทาน, โผฏฐัพพกามุปาทาน และธัมมกามุปาทาน

ในข้อ ๒ ทิฏฐุปาทาน ความติดใจยึดมั่นในความเห็นผิดนั้น

ก. นิยตมิจฉาทิฏฐิ หรือบางทีก็เรียกว่า มิจฉัตตนิยตะ นั้นมี ๓ ได้แก่

(๑) อเหตุกทิฏฐิ มีความเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายที่กำลังเป็นไปอยู่นั้น ไม่ได้อาศัย เนื่องมาจากเหตุแต่อย่างใด (ไม่เชื่อเหตุ, อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ ๒)
(๒) นัตถิกทิฏฐิ มีความเห็นว่า การที่สัตว์ทั้งหลายกระทำอะไร ๆ ก็ตาม ผลที่จะได้รับนั้นย่อมไม่มี (ไม่เชื่อผล, อุจเฉททิฏฐิ ๗)
(๓) อกริยทิฏฐิ มีความเห็นว่า การที่สัตว์ทั้งหลายกระทำกิจการต่าง ๆ นั้น ไม่สำเร็จเป็นบุญหรือเป็นบาปแต่อย่างใดทั้งสิ้น(ไม่เชื่อทั้งเหตุทั้งผล,สัสสตทิฏฐิ ๔)

ข. มิจฉาทิฏฐิ ๖๒ ซึ่งจำแนกเป็นสาขาใหญ่ได้ ๒ สาขา คือ ปุพพันต กัปปิกทิฏฐิ ๑๘ และ อปรันตกัปปิกทิฏฐิ ๔๔

ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ไม่เชื่อเหตุในอดีต มี ๑๘ คือ

(๑) สัสสตทิฏฐิ ๔ เห็นว่า อัตตาและโลกเที่ยง (อกริยทิฏฐิ)
(๒) เอกัจจสัสสตเอกัจจอสัสสตทิฏฐิ ๔ เห็นว่าอัตตาและโลกบางอย่าง เที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
(๓) อันตานันติกทิฏฐิ ๔ เห็นว่าโลกมีที่สุด และไม่มีที่สุด
(๔) อมราวิกเขปิกทิฏฐิ ๔ ความเห็นซัดส่ายไม่ตายตัว จะว่าใช่ก็ไม่เชิง จะว่าไม่ใช่ก็ไม่เชิง
(๕) อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ ๒ เห็นว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ ไม่มีเหตุ (อเหตุกทิฏฐิ)

อปรันตกัปปิกทิฏฐิ ไม่เชื่อผลในอนาคต มี ๔๔ คือ

(๑) สัญญีวาททิฏฐิ ๑๖ เห็นว่าอัตตาไม่เสื่อมสลาย ตายแล้วมีสัญญา
(๒) อสัญญีวาททิฏฐิ ๘ เห็นว่าอัตตาไม่เสื่อมสลาย ตายแล้วไม่มีสัญญา
(๓) เนวสัญญีนาสัญญีวาททิฏฐิ ๘ เห็นว่าอัตตาไม่เสื่อมสลาย ตายแล้วมี สัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่เชิง
(๔) อุทเฉททิฏฐิ ๗ เห็นว่าตายแล้วสูญ (นัตถิกทิฏฐิ)
(๕) ทิฏฐธัมมนิพพานวาททิฏฐิ ๕ เห็นว่าพระนิพพานมีในปัจจุบัน (คือ ๑.ว่ากามคุณ ๕ เป็นพระนิพพาน, ๒.ว่าปฐมฌาน, ๓.ว่าทุติยฌาน, ๔.ว่าตติยฌาน, ๕.ว่าจตุตถฌาน เป็นพระนิพพาน)

ค. นัตถิกทิฏฐิ มีความเห็นที่ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมซึ่งตรงกันข้ามกับ กัมมัสสกตาปัญญา ที่รู้เห็นว่าสัตว์มีกรรมเป็นสมบัติของตน อันตัคคาหิกทิฏฐิมี ๑๐ ได้แก่

(๑) นตฺถิ ทินฺนํ เห็นว่าการทำบุญไม่ได้รับผลแต่อย่างใด
(๒) นตฺถิ ยิฏฺฐํ เห็นว่าการบูชาต่าง ๆ ไม่ได้รับผลแต่อย่างใด
(๓) นตฺถิ หุตํ เห็นว่าการเชื้อเชิญต้อนรับต่าง ๆ ไม่ได้ผล
(๔) นตฺถิ สุกตทุกฺกตานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก เห็นว่าการทำดีและทำชั่ว ไม่ได้รับผลทั้งทางตรงและทางอ้อมแต่อย่างใด
(๕) นตฺถิ อยํ โลโก เห็นว่าโลกนี้ไม่มี (ผู้ที่จะมาเกิด ไม่มี)
(๖) นตฺถิ ปโรโลโก เห็นว่าโลกหน้าไม่มี (ผู้ที่จะไปเกิด ไม่มี)
(๗) นตฺถิ มาตา เห็นว่าการทำดีทำชั่วต่อมารดา ไม่ได้รับผลในภายหน้า
(๘) นตฺถิ ปิตา เห็นว่าการทำดีทำชั่วต่อบิดา ไม่ได้รับผลในภายหน้า
(๙) นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา เห็นว่าสัตว์นรก เปรต เทวดา พรหมนั้น ไม่มี
(๑๐) นตฺถิ โลเก สมฺณพฺรหฺมณา สมฺมาปฏิปนฺนา เห็นว่า สมณพราหมณ์ ที่ปฏิบัติชอบในโลกนี้ ไม่มี

ในข้อ ๓ สีลัพพตุปาทาน ที่ประพฤติปฏิบัติเยี่ยงโคเยี่ยงสุนัขเป็นต้นนั้น ก็ เพราะมีความเห็นผิดโดยสำคัญไปว่า การที่เราเป็นลูกหนี้ ไม่มีเงินและไม่สามารถ ที่จะหาเงินไปใช้หนี้ได้ แต่ถ้ายอมมอบตัวเราให้เจ้าหนี้ใช้การงานแทน ก็ย่อมปลด เปลื้องหนี้สินได้ ข้อนี้ฉันใด การที่เราได้กระทำบาปกรรมไว้มากมาย ถ้ายอมตัว กระทำการให้ได้รับความลำบากเช่นเดียวกับสัตว์ดิรัจฉาน ก็คงจะเปลื้องปลดบาป กรรมได้ฉันนั้น มีความเห็นผิดเช่นนี้ จึงทำตนให้ได้รับความลำบากเยี่ยงโค เยี่ยง สุนัข ใช้หนี้เสียแต่ในชาตินี้ ชาติหน้าจะได้ไม่ต้องไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน

ในข้อ ๔ อัตตวาทุปาทาน ติดใจยึดมั่นว่าเป็นตัวเป็นตน ก็คือยึดมั่นใน สักกายทิฏฐินั่นเอง ซึ่งจำแนกรายละเอียดไปตามขันธ์ ๕ จึงเป็นสักกายทิฏฐิ ๒๐ ดังต่อไปนี้

(๑) รูปขันธ์ เห็นว่า รูปเป็นตน ตนเป็นรูป รูปอยู่ในตน ตนอยู่ในรูป
(๒) เวทนาขันธ์ เห็นว่า เวทนาเป็นตน ตนเป็นเวทนา เวทนามีอยู่ในตน ตนมีอยู่ในเวทนา
(๓) สัญญาขันธ์ เห็นว่า สัญญาเป็นตน ตนเป็นสัญญา สัญญามีอยู่ในตน ตนมีอยู่ในสัญญา
(๔) สังขารขันธ์ เห็นว่า สังขารทั้งหลายเป็นตน ตนเป็นสังขาร สังขารทั้ง หลายมีอยู่ในตน ตนมีอยู่ในสังขาร
(๕) วิญญาณขันธ์ เห็นว่าวิญญาณเป็นตน ตนเป็นวิญญาณ วิญญาณมีอยู่ใน ตน ตนมีอยู่ในวิญญาณ

บุคคลทั่วไป ยกเว้นพระอริยเจ้าแล้ว ย่อมมีสักกายทิฏฐิด้วยกันทั้งนั้น จึงว่า สักกายทิฏฐินี้เป็นทิฏฐิสามัญ มีแก่บุคคลทั่วไปทั่วหน้ากัน และก็สักกายทิฏฐินี่ แหละที่เป็นพืชพันธ์ของมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย

.....................................................
"ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา..."
"... ไม่เที่ยง เกิดดับ ..."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ส.ค. 2011, 10:10 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 590


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุขอบพระคุณในธรรมทานค่ะ :b8: :b8: :b8:


กรรมอย่างเดียวเป็นที่มาและที่ไป
:b41: :b41: :b41:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร