วันเวลาปัจจุบัน 15 ก.ย. 2019, 14:27  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 11 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ก.ค. 2010, 13:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7082

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
พระธรรมดา..ที่ “ไม่” ธรรมดา

ในวันที่แดดร้อนระอุวันหนึ่งก่อนฤดูฝนจะมาเยือน ดิฉันได้มีโอกาสเดินทางไปสนทนาธรรมกับ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ถึง “อาศรมอิสรชน” สถานที่ปลีกวิเวกของท่านที่เชียงราย

ด้วยความแตกฉานทางธรรมของพระมหาวุฒิชัย บวกกับความเมตตาของท่านที่กรุณาตอบทุกคำถามอย่างละเอียด ทำให้คำถามธรรมดาๆ กลับได้รับคำตอบที่ลึกซึ้งและ “ไม่ธรรมดา”

อย่างไรก็ดี การตัดทอนเนื้อความที่เปี่ยมด้วยเนื้อหาสาระทุกบททุกตอน เพื่อถ่ายทอดลงในพื้นที่อันจำกัด ยากนักที่จะทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่กระนั้นก็เชื่อว่า เพียงบางส่วนที่คัดมา คงทำให้หลายๆ คนได้รู้จักพระที่เรียกว่าตัวท่านเองว่า พระธรรมดา รูปนี้ได้ดียิ่งขึ้น

ที่มาของ “อาศรมอิสรชน”

ประมาณปี ๒๕๔๓ ช่วงที่อาตมาเรียนจบเปรียญธรรม ๙ ประโยคแล้ว พบว่าเรียนจนถึงจุดสูงสุดแล้ว แต่ก็ไม่ใช่คำตอบ ช่วงนั้นได้คุยกับเพื่อนที่เป็นเลขานุการเจ้าคณะจังหวัด ท่านทำงานที่ต้องแบกภาระบริหารงานเอกสารมากมาย ท่านรับทุกเรื่องจนเครียดมาก จึงตัดสินใจลาออก ประกอบกับอาตมาเองก็เบื่อวงการสงฆ์ มองไปทางไหนไม่เห็นครูบาอาจารย์ที่จะช่วยยกจิตวิญญาณของเราให้สูงขึ้นมา เห็นแต่พระซึ่งมักใหญ่ใฝ่สูง แก่งแย่งแข่งขัน อิจฉาริษยา พระบางรูปมีความเป็นนักการเมืองมากกว่าความเป็นพระเสียอีก เวลาวัดความเจริญในสมณเพศกันก็ไม่ถามว่า ท่านมีศีล สมาธิ ปัญญา เพิ่มขึ้นหรือเปล่า กลับถามว่า ปีนี้จะได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคุณแล้วหรือยัง เป็นเจ้าอาวาสแล้วหรือยัง บรรยากาศแบบนี้ไม่เอื้อต่อการพัฒนาจิตใจ

พออาตมาได้ไปสวนโมกข์ เห็นความสงบ วิเวก ก็รู้ว่าชีวิตพระน่าจะเป็นชีวิตที่สงบงามและเรียบง่าย กลับมาอาตมากับเพื่อนก็เลยไปเรียนปริญญาโทที่มหาจุฬาลงกรราชวิทยาลัยเพื่อหาความรู้ไว้เป็นไม้กันหมา ระหว่างนั้นก็เดินทางขึ้นเชียงรายมาด้วยกัน ที่นี่ทุกตารางนิ้วก่อให้เกิดความสุขอย่างยิ่ง มองไปทางไหนเห็นแต่ป่าดงพรไพร ได้ยินเสียงจักจั่นเรไรขับร้องเหมือนซิมโฟนีวงใหญ่ มองขึ้นไปบนฟ้า อาตมาก็เห็นแต่ดวงดาวพราวพรายนับแสนนับล้านดวงเหมือนจะเอื้อมมือไปหยิบได้ ตื่นเช้าขึ้นมาอาตมาก็ได้เดินเหยียบไปบนน้ำค้างเหนือยอดหญ้าแสนสดชื่น ธรรมชาติที่นี่อบอุ่น ให้เราได้เป็นพระเต็มเวลา พอวันมาฆบูชาปี ๒๕๔๕ ก็เลยคุยกับเพื่อนว่า เรามาทำอาศรมอยู่กันเลยดีกว่า อาตมาตั้งชื่อว่า อาศรมอิสรชน ความหมายคือ ชนที่เป็นอิสระจากกิเลส หรือแปลอีกนัยหนึ่งคือ พระอรหันต์ นั่นเอง เพราะเป้าหมายสูงสุดของอาศรมอิสรชนก็คือการเป็นพระอรหันต์

รูปภาพ

ทำไมพระอาจารย์จึงเน้นมากเรื่องการมีอิสรภาพ

เพราะเราจะได้ทำงานโดยที่ไม่ต้องมานั่งเกรงอกเกรงใจใคร ถ้าเราไปรับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะพระสังฆาธิการแล้ว เราก็จะมีเจ้านาย พอมีเจ้านาย จะเทศน์ จะสอน จะทำอะไรก็ต้องระวัง กลัวนายไม่ปลื้ม พอนายไม่ปลื้มก็แป้ก แต่เป็นพระลูกวัดอย่างนี้ อาตมามีความสุขมาก สามารถเทศน์ได้ สอนได้เต็มกำลังสติปัญญา ไม่ต้องเกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหม พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างไร ก็ถ่ายทอดไปอย่างนั้นตรงๆ เพราะฉะนั้นอิสรภาพทางปัญญาจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องรักษาไว้ให้ยาวนานที่สุด ถ้ารักษาได้ทั้งชีวิตยิ่งดี เพราะคนที่จะได้รับประโยชน์คือชาวบ้าน เขาจะได้ฟังธรรมะแท้ๆ ไม่ใช่ธรรมะฉบับอ้อมแอ้มหรือฉบับเห็นแก่หน้า ประนีประนอมกับคนทั้งโลก เพื่อแสวงหาความมั่นคงทางการเมืองให้ตัวเอง

เพราะอะไรพระซึ่งน่าจะสละแล้วซึ่งกิเลสตัณหา จึงยังปรารถนายศถาบรรดาศักดิ์อยู่อีกล่ะคะ

ระบบศักดินาของพระเป็นระบบที่ฝ่ายรัฐมอบให้พระ มีการแบ่งลำดับชั้นการปกครองเพื่อให้เอื้อต่อการปกครองได้ง่ายขึ้น แต่การมีชั้นยศเลื่อนขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้เกิคความยึดติดถือมั่น กลายเป็นเครื่องวัดความเจริญก้าวหน้าของสมณเพศในเมืองไทย ซึ่งเป็นการจับประเด็นที่ผิดพลาดมาก เพราะแท้ที่จริงความก้าวหน้าในสมณเพศควรจะหมายถึงการที่ท่านมีศีล สมาธิ ปัญญา เพิ่มขึ้นทุกวัน ไม่ใช่มียศช้างขุนนางพระเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่คุณธรรมเสื่อมลง อาตมาเชื่อมั่นว่า เมื่อไรก็ตามที่เรามีเขี้ยวเล็บมากขึ้น สิ่งที่จะหายไปก็คือคุณงามความดี ทางของพระควรเป็นทางที่สงบ เรียบง่าย และควรเป็นทางที่ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด ไม่ใช่ทางซึ่งห้อมล้อมด้วยอำนาจราชศักดิ์ ถ้าเราจับประเด็นตรงนี้ไม่ชัด เราก็จะตะเกียกตะกายไปหาตำแหน่ง พอมีตำแหน่ง มีหัวโขนแล้ว ก็ตะเกียกตะกายให้มันสูงขึ้นอีกไปจนสุดสายพาน สำหรับอาตมาความสุขไม่ใช่เรื่องในอนาคต แต่เป็นเรื่องของปัจจุบัน เราไม่ต้องไขว่คว้า เนื่องจากว่ามันมีอยู่แล้ว และอาตมาคิดว่าชีวิตพระก็ควรจะเป็นเช่นนั้น

อำนาจราชศักดิ์กับพระไม่น่าจะอยู่คู่กันนะคะ

เวลานี้คณะสงฆ์ไทยกำลังขาดกัลยาณมิตร เหมือนกับนักการเมืองไทยขาดกัลยาณมิตร ไม่มีใครเตือนใคร ต่างคนต่างก็วิ่งอยู่บนลู่วิ่งแห่งความเสื่อมด้วยกัน แล้วก็หลงวนอยู่กับยศ ทรัพย์ และอำนาจ เวลานี้พระสงฆ์จำนวนมากจัดงานวันเกิดจนกลายเป็นเทรนด์ ทั้งท่านจัดเอง ทั้งญาติโยมจัดให้ เป็นเหมือนงานสโมสรที่ทุกคนแห่ไปรวมกัน แล้วพระซึ่งอยู่ในระดับต่างๆ ก็ต้องแห่กันไปเหมือนลูกน้องตบเท้าไปให้นายเห็นหน้า เป็นค่านิยมโลกๆ ที่นำมาใช้ในแวดวงพระ แล้วก็ใช้เงินมากมายไปกับงานซึ่งไร้สาระเหล่านั้น แทนที่จะเป็นบรรยากาศของความสงบ ความเรียบง่าย ความตื่นรู้ กลายเป็นบรรยากาศของการแสดงอำนาจเดชบารมีที่เราเรียกกันสมัยนี้ว่า เวลา

ที่เห็นและเป็นท่าน ว.

แม่อาตมาชอบธรรมะมาแต่ไหนแต่ไร แม่จะไปวัดทุกวันพระ กระทั่งพรรษาหนึ่งแม่ได้รับรางวัลสตรีดีเด่นผู้ไปวัดโดยไม่ขาดตลอดพรรษา และทุกครั้งที่แม่ไปวัด อาตมาก็ไปด้วย ช่วยถือดอกไม้ธูปเทียน ตะกร้า ปิ่นโต ตามแม่ไป ไปจนชอบ ชอบธรรมะ พระ และวัด อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เป็นตัวเราอย่างที่เห็นทุกวันนี้คือ อาตมาตื่นตีห้าตามโยมแม่ทุกวัน แม่ลุกขึ้นมานึ่งข้าวนึ่งปลา แล้วก็จะเปิดวิทยุฟังข่าว อาตมาคลุกคลีอยู่ในครัวกับแม่โดยที่มีวิทยุเสียงดังลั่นบ้าน ทำให้อาตมาเกิดการใฝ่เรียน ใฝ่รู้เหตุการณ์บ้านเมือง พอไปโรงเรียน เช้าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย เรารู้หมดแล้ว นี่คือได้จากแม่ ที่บ้านเขาเรียกโยมแม่อาตมาว่า สำนักข่าวหัวเขียวประจำหมู่บ้าน ทุกวันนี้แม้แม่ไม่อยู่แล้ว แต่อาตมาก็ยังเป็นคนที่บริโภคข่าวสารเหมือนกับตอนที่แม่ยังอยู่

ส่วนโยมพ่อเป็นผู้ชายที่ไม่รู้หนังสือ เพราะว่าตอนหนุ่มๆ พ่อเป็นมือขวาของกำนัน ไม่มีเวลาเรียนหนังสือ แต่พ่อก็เป็นมือหาปลาประจำหมู่บ้าน เก่งมาในเรื่องหาปลา ไปน้ำไปหนองพ่อไม่เคยกลับบ้านมือเปล่า แล้วด้วยความที่พ่อไม่รู้หนังสือ เวลาสอนลูกพ่อก็จะใช้วิธีเล่านิทาน นิทานของพ่อไม่เคยได้รับอิทธิพลจากใครเลย พ่อเล่าเอง ผลก็คือ อาตมาได้ความใฝ่รู้จากแม่ ได้ความเป็นนักจิตนาการจากพ่อ อาตมาเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ตอนวัยเยาว์ทั้งหมดคือเงาของอนาคต ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคลุกคลีตีโมงอยู่ตอนเป็นเด็กมีผลต่อชีวิตของเราทั้งชีวิต

โชว์พระ ปีหนึ่งก็โชว์กันครั้งหนึ่งในงานวัดเกิด เวลานี้จะหาพระที่จะยืนหยัดเผยแผ่ธรรมะแบบตรงไปตรงมาก็ได้น้อยลง นั่นเป็นเหตุให้ชาวบ้านที่มีความรู้มากๆ รวมกันไปศึกษาพระพุทธศาสนา สอนสมาธิภาวนากันเองจนเป็นเรื่องปกติ การสอนวิปัสสนากรรมฐานเดี๋ยวนี้ทำกันในโรงแรม ในรีสอร์ต ในบ้านของคหบดีเศรษฐี ไม่ก็ในหอประชุมของบริษัทชั้นนำ งานพวกนี้เคยเป็นงานพระ จะว่าไปผลดีก็มีอยู่ แต่ข้อเสียก็คือ ถ้าคฤหัสถ์สามารถทำบทบาทตรงนี้ได้ดีกว่า ต่อไปพระก็ถูกทิ้งให้อยู่ในปริมณฑลอันจำกัดของท่าน นี่เป็นเรื่องที่เราชาวพุทธจะต้องมองให้เห็น ถ้าเรามองไม่เห็น พระพุทธศาสนาก็จะกลายเป็นศาสนาซึ่งมีแต่เปลือก ชาวบ้านจะนำหน้าพระมุ่งไปหาแก่นแท้ แต่พระแท้ๆ จะหลงวนอยู่กับเปลือก

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 07:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7082

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

:b44: • ถามแบบผู้ไม่รู้-ตอบแบบผู้หยั่งรู้ • :b44:

เราจะสามารถบรรลุธรรมได้ไหมคะ ถ้าไม่เข้าป่าเพื่อแสวงหาความวิเวกและความลำบาก

ได้ แต่ว่าไม่ง่ายเหมือนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อ การอยู่ในที่ทำงาน เจอสภาพแวดล้อมเดิมๆ มีการอิจฉาริษยา มีสารพัดสิ่งที่ยั่วยวนกวนประสาท พอหนีไปหาความวิเวกก็เหมือนเอาหินทับหญ้า แต่พอกลับไปที่ทำงานเอาหินออกหญ้าก็ขึ้นเหมือนเดิม สภาพแวดล้อมจึงเอื้อให้เราเดินทางได้สั้นขึ้น อย่างไรก็ตาม การบรรลุธรรมถ้าเราจับหลักได้ อยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น เพราะใจเราบรรลุ ไม่ใช่ร่างกายบรรลุ ขอให้เรียนรู้การเจริญสติ ฝึกตื่นรู้ดูใจของคุณไป ไม่จำเป็นต้องอยู่ป่าอยู่ดง ไม่จำเป็นต้องสร้างกฎอะไรขึ้นมาก็ได้ แต่การที่เรามีกฎ มีระเบียบวินัย ก็เพื่อจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการประพฤติปฏิบัติได้ง่ายขึ้น คนบางประเภทไม่ต้องจัดสภาพแวดล้อมให้ เขาก็ดูแลตัวเองได้ บางคนยิ่งจัดยิ่งไม่ชอบ ถ้าเป็นปัญญาชนยิ่งจัดยิ่งไม่เอา

แล้วทำไมพระส่วนใหญ่จึงต้องเข้าป่าล่ะคะ

การไปนอนในป่าช้า การฉันมื้อเดียว การนุ่งห่มผ้าบังสุกุลจีวรที่พวกโยมถวาย การฝึกหัดขัดเกลาตัวเองให้ลำบากอย่างนี้เรียกว่าธุดงค์ การปฏิบัติธุดงค์อยู่ป่าเป็นวัตรก็ดี ฉันมื้อเดียวก็ดี นอนในป่าช้าก็ดี เหล่านี้เป็นข้อปฏิบัติพิเศษซึ่งพระพุทธเจ้าทรงกำหนดขึ้นมาให้เอื้อต่อการปฏิบัติธรรมแบบ “เข้มข้น” แต่ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรถ้าเราจะไม่ทำ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะไปยึดติดถือมั่นว่า อ๋อ ! ทางนี้เท่านั้นนะ ทางอื่นไม่ใช่ ท่านทรงบัญญัติเอาไว้ว่าอย่างน้อยควรจะ

มีช่วงเวลาหนึ่งที่เราควรปลีกตัวเองออกจากหมู่คณะเพื่อไปฝึกหัดขัดเกลาอย่างเข้มข้น เพราะเมื่อเราทิ้งบ้านทิ้งเมืองเข้าป่า มันก็จะไม่มีสิ่งล่อหูล่อตา จิตใจเราจะมุ่งไปทางเดียวคือมุ่งบรรลุธรรม แต่ถ้าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งเต็มไปด้วยกิเลส กว่าคุณจะตัดใจจากของสักอย่างหนึ่งได้เนี่ยแทบตายนะ มีมนุษย์กี่คนที่อยู่ในเมืองดีๆ อยู่ในบ้านดีๆ ลุกขึ้นมาประกาศวางความเคยชิน ไม่อ่านหนังสือ ไม่ดูทีวี ไม่พูดโทรศัพท์ ส่วนมากเสพติดความเคยชิน เสพติดความสุข เสพติความสบาย ถ้าเรามาอยู่ป่าถือสภาพแวดล้อมจะช่วยให้วางกิเลสได้ง่ายขึ้น ทำให้เราได้เดินทางลัดถือเป็นทางเลือกแห่งการปฏิบัติธรรม

การเรียนรู้ธรรมะผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น อ่านหนังสือธรรมะ ฟังเทศน์จากซีดี ถ้าเข้าใจและจับหลักได้ จะสามารถบรรลุธรรมได้ไหมคะ

ได้ มีพระอรหันต์หลายรูปที่บรรลุธรรมในขณะทำงาน ถ้าเป็นคนไทยยุคนี้ก็อย่างเช่น มาซาโนบุ ฟุกุโอกะ ผู้เป็นต้นกำเนิดการเกษตรธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมีในระดับโลก การบรรลุธรรมนั้นถ้าจับหลักได้จริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในแบบแผนที่ใครๆ วางเอาไว้ วิถีทางที่จะปฏิบัติธรรมเป็นวิถีของอิสรภาพ พุทธศาสนาเริ่มต้นด้วยอิสรภาพและจบลงด้วยอิสรภาพ อิสรภาพในการเลือกวิธีในการเข้าถึงพระพุทธศาสนา และที่สุดคือ อิสรภาพในการหลุดพ้นจากกิเลส แต่พอมีการจัดองค์กรสงฆ์ มีการตั้งเป็นสำนัก และมีการสถาปนาตนเป็นครูบาอาจารย์ ก็เกิดการยึดติดถือมั่นในยศช้างขุนนางพระ ในครูบาอาจารย์ และในสำนัก พอมีสำนักก็ต้องมีการปกป้องทฤษฎีแบบแผนของสำนัก โลกของการปฏิบัติธรรมจึงเข้าสู่ความคับแคบ และการปฏิบัติธรรมที่เป็นเรื่องง่ายๆ ก็กลายเป็นเรื่องยุ่งยากหยุมหยิม ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด รื่นรมย์ที่สุด แต่เวลานี้กลับกลายเป็นเรื่องรกเรื้อไปด้วยโครงสร้าง รุงรังไปด้วยแบบแผน และบางทีกลายเป็นเรื่องจำกัดเฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น ถ้าเราจับหลักได้ เข้าใจอย่างนี้แล้วปฏิบัติธรรมทำที่ใจ เพราะฉะนั้นจะอยู่กรุงเทพฯ หรืออยู่ป่าก็มีค่าเท่ากัน แต่งหน้าหรือไม่แต่ง แต่งตัวหรือไม่แต่ง ก็ไม่ต่างกัน

หมั่นฝึกดูกาย ดูเวทนา ดูจิต ดูธรรม ฝึกดูฝึกรู้ไปเรื่อยๆ บางทีโหนรถไฟฟ้าอยู่ดีๆ ก็อาจบรรลุธรรมได้ การไปนิยามว่า การปฏิบัติธรรมหมายถึงการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น เป็นการเข้าใจผิด บางคนไปวิปัสสนากรรมฐานกลับมาแล้ว เที่ยวดูถูกคนอื่นคิดว่าตัวเองปฏิบัติธรรมขั้นสูงอยู่คนเดียว บางทีคนที่ไม่เคยปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามรูปแบบเลย อาจจะเจริญทางธรรมได้ดีกว่าก็ได้

ถ้าเช่นนั้น การแสวงหาครูบาอาจารย์ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นใช่ไหมคะ

คงต้องบอกว่า เป็นสิ่งที่จำเป็นในระดับหนึ่ง แต่ใช้ไม่ได้กับทุกคนเสมอไป ในโลกนี้มีคน ๓ ประเภท (๑) ได้พบหรือไม่ได้พบครูบาอาจารย์ก็บรรลุธรรมได้ (๒) ได้พบจึงบรรลุ ไม่ได้พบก็ไม่บรรลุ (๓) ได้พบก็ไม่บรรลุ ไม่ได้พบก็ยิ่งไม่บรรลุ เพราะฉะนั้นถ้าเจอครูบาอาจารย์ได้ก็จะดีมาก แต่สำหรับบางคนซึ่งเขาเรียกว่าเป็นคนประเภทบัวเหนือน้ำ เป็นพวกอัจฉริยบุคคล คนเช่นนี้เขาไม่จำเป็นต้องง้อ เขาค้นพบทางของเขาเอง เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์ถือว่าจำเป็น ถ้ามีได้ก็เป็นความโชคดีของคุณ แต่ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ก็อาจจะมาในรูปอื่น เช่น หนังสือ ประสบการณ์ชีวิต หรือการหยั่งรู้โดยวิธีธรรมชาติ

หลวงพ่อชา สุภัทโท เมื่อท่านบรรลุธรรมนั้นท่านบอกว่า ท่านเห็นกาน้ำไม่ใช่กาน้ำ เห็นบาตรไม่ใช่บาตร ที่แท้แล้วของพวกนี้เป็นสิ่งสมมุตินะ อย่างโต๊ะตัวนี้อาตมาอาจจะเรียกว่ากุหลาบก็ได้ หรือจะเรียกพัดลมว่าโทรศัพท์ก็ได้ ชื่อเหล่านี้เป็นสิ่งสมมุติทั้งหมด พอสมมุติขึ้นมา มนุษย์ก็ยึดติด พอใครไปเรียกอย่างอื่นนี่รับไม่ได้เลยนะ หารู้ไม่ว่าชื่อที่เราเรียกมันเป็นแค่สิ่งสมมุติ โดยเนื้อหาสาระแล้วทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้มันไม่มีชื่อ มันเป็นแค่สิ่งสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ แต่เราไปบอกว่าอย่างนี้เรียกว่าคน อย่างนี้เรียกว่าผู้หญิง อย่างนี้เรียกว่าผู้ชาย อย่างนี้เรียกว่าพระ ถ้าเราถอดออกเหลือแต่ปรมัตถธรรม คือความจริงล้วนๆ ก็ไม่รู้จะเรียกอะไรดี ถ้าเราเข้าใจธรรมะแล้ว และถ้าเราถอดถอนสมมุติได้ ความทุกข์ในใจจะหายไปเลย ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ได้ ชีวิตจะเบา

มีอะไรเป็นเครื่องสังเกตคะว่า พระรูปไหนเป็นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี หรือเป็นพระอรหันต์

ท่านบอกว่า โจรย่อมรู้ในโจร อรหันต์ย่อมรู้ในอรหันต์ คนที่ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันไม่มีทางรู้หรอก ทำได้แค่สันนิษฐาน แต่ก็มีเกณฑ์อยู่บ้างเหมือนกัน เช่น คนเป็นพระโสดาบันจะต้องละได้ ๓ อย่าง (๑) สักกายทิฐิ ความยึดติดถือมั่นในตัวตนไม่มีแล้ว (๒) วิจิกิจฉา ไม่สงสัยในคุณของพระรัตนตรัยแล้ว (๓) สีลัพพตปรามาส ไม่พึ่งเครื่องรางของขลังอีกแล้ว อยู่ได้ด้วยปัญญาบริสุทธิ์ล้วนๆ

ส่วนพระสกทาคามียังมีความรัก ความโลภ ความโกรธอยู่ แต่จะลดดีกรีความเข้มข้นลงมา พระอนาคาความรักหายเลย บริจาคสามี ภรรยา และทรัพย์สมบัติได้เลย

ส่วนพระอรหันต์ทิ้งโลกทั้งโลกได้ ไม่เอาอะไรเลย หลุดพ้นจากกิเลสทุกรูปแบบ แต่คำถามคือ ทั้งๆ ที่รู้เกณฑ์อย่างนี้แล้ว แต่เรารู้ได้อย่างไร คำตอบคือ เราต้องเป็นเอง ถ้าไม่เป็นเอง ก็มีสิทธิ์ถูกหลงกล แต่แม้จะบอกไม่ได้ เราก็พอจะสันนิษฐานได้จากสภาพแวดล้อมที่ท่านดำรงชีวิตอยู่ เหมือนเราฟังคนพูดภาษาอังกฤษแล้วรู้ว่าสำเนียงก็ส่อภาษา กิริยาก็บอกภาวะในจิตใจของท่านเหมือนกัน ดีที่สุดคือ เราต้องลงมือประพฤติปฏิบัติเองจนสามารถหยั่งรู้ด้วยตัวเอง

ผู้ที่มีศีล ปฏิบัติธรรม จิตใจดี มีเมตตา แต่ยังติดเรื่องสวยงามเพราะต้องทำงาน เข้าสังคม คนประเภทนี้จะมีโอกาสเจริญก้าวหน้าทางธรรมไหมคะ

ถ้าเขาติดด้วยความไม่รู้ก็เป็นอุปสรรคต่อการเจริญก้าวหน้าในทางธรรม แต่ถ้าเขารู้ แล้วเขาทำเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างพอเหมาะพอควร อย่างนี้ไม่เป็นไร อยากแต่งก็แต่งไป คุณจะบริโภคเวอร์ซาเช่ หลุยส์ วิตตอง อาร์มานี ปราด้า ถ้ามีเงินคุณก็ทำไปเถอะ หากทำด้วยความรู้และทำอย่างพอเหมาะพอสมเพื่อเข้าสังคม คนอย่างนี้เราเรียกว่ารู้จักสมมุติและรู้จักใช้สมมุติ ถ้าคุณรู้ว่าการแต่งหน้าก็ดี การเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือการใช้ของแบรนด์เนมก็ดี เป็นสิ่งสมมุติ คุณอาจใส่ชุดสักสามหมื่นงานสังคมไฮโซ แต่พอกลับถึงบ้านคุณก็แต่งตัวธรรมดา ไม่ได้ยึดติดถือมั่น เหมือนใช้ไฟฉายส่องทาง เสร็จถึงเป้าหมายคุณก็วางไฟฉาย ถ้าอย่างนี้ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม และมีความก้าวหน้าในทางธรรมได้

พระอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรคะ กรณีที่เดี๋ยวนี้พระเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วกันเยอะมาก

อาตมาเข้าใจว่าเราไม่สามารถออกแบบชีวิตของเราได้ทั้งหมด ศาสนาพุทธมีวินัยว่า คนเป็นตุ๊ดเป็นเกย์ห้ามบวช ดังนั้น ท่านก็ควรต้องรู้ตั้งแต่แรกว่าท่านบวชไม่ได้ แต่ถ้าท่านบวชมาแล้วมันก็สายเกินกว่าที่จะไปไล่ท่านให้ลาสิกขาไป ฉะนั้นพบกันครึ่งทางดีกว่า ถ้าเรามองด้วยความเข้าใจจะเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องการความเห็นใจและต้องการการปฏิบัติอย่างละมุนละม่อม ทางแก้อาตมาคิดว่า

(๑) วัดจะต้องวางระบบการเลือกคัดกลั่นกรองคนเข้ามาบวชให้รัดกุม

(๒) เมื่อท่านบวชไปแล้ว วัดจะต้องมีระบบการศึกษาที่ดีพอที่จะเปลี่ยนท่าน ท่านอาจจะเป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว กระตุ้งกระติ้งเข้ามา วัดจะต้องมีระบบการศึกษาที่จะฝึกหัดขัดเกลาให้ท่านสงบ สำรวม รู้จักวางเนื้อวางตัว แต่ละวัดควรจะเปิดสอนวิชาสมบัติผู้ดี เพื่อให้ท่านมีศีลาจารวัตรอันงดงามชวนให้เกิดศรัทธา โรงเรียนเตรียมสามเณรของอาตมาปีนี้ก็เปิดสอนวิชาสมบัติผู้ดีสำหรับพระภิกษุและสามเณรด้วยเช่นกัน

(๓) พระภิกษุสามเณรทุกรูปควรได้เรียนวิปัสสนากรรมฐานเพราะเมื่อท่านมีความสุขทางจิตใจแล้ว ท่านจะไม่ไปแสวงหาความสุขทางโลกิยอีก

:b8: พระอาจารย์คิดว่าผู้หญิงควรจะได้รับการยอมรับให้บวชเป็นภิกษุณีไหมคะ

:b44: ผู้หญิงมีศักยภาพที่จะบวชได้ และควรส่งเสริมให้บวช และพระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตอยู่แล้ว แต่ที่เป็นปัญหาขึ้นมาในเมืองไทยเพราะวงศ์ของภิกษุณีขาดไป การบวชเป็นภิกษุณีต้องบวชจากสงฆ์สองฝ่าย บวชจากภิกษุณีเสร็จแล้วไปบวชจากภิกษุ ถ้าครบสองอย่างนี้ผู้หญิงก็ไปบวชเป็นภิกษุณีได้ทุกเมื่อ ปัญหาของสังคมไทยคือ ไม่มีภิกษุณีที่จะเป็นพระอุปัชฌาย์ แต่ตอนนี้มีทางออกแล้ว คือ ไปบวชเป็นภิกษุณีที่ศรีลังกาแล้วเข้ามาประเทศไทย ต่อไปถ้ามีคณะสงฆ์มากพอก็ไปตั้งภิกษุณีสงฆ์ เช่นนี้แล้วก็สามารถบวชให้ผู้หญิงไทยได้ ฉะนั้น แนวโน้มในอนาคต ก็คือ ผู้หญิงในเมืองไทยจะสามารถบวชเป็นภิกษุณีได้เหมือนในสมัยพุทธกาล ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นอาตมาคิดว่าสังคมไทยจะมีมาตราฐานทางจริยธรรมที่ดีขึ้น เพราะรอให้พระทำงานอย่างเดียวไม่ไหวหรอก เรื่องบางเรื่องผู้หญิงทำได้ดีกว่า เราต้องก้าวข้ามอคติทางเพศให้ได้

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 07:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7082

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
ท่านพุทธทาส

รูปภาพ
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)


:b44: • กล้าถามมา-กรุณาตอบให้ • :b44:

อยากทราบว่าพระอาจารย์เป็นพระสายไหนคะ

อาตมาคิดว่าตัวเองเป็นทะเล ได้รับประโยชน์จากแม่น้ำทางปัญญาและจิตวิญญาณทุกสายที่ไหลมาจากทุกทิศ ฉะนั้นเราไม่รู้หรอกว่าเป็นสายอะไร แต่รู้อย่างหนึ่งว่า เรามีความพอใจกับสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และเรามีความสุขกับเส้นทางที่เราเลือก ความสุขของเราก็ไม่ใช่เรื่องอนาคต แต่เป็นเรื่องของวันนี้ เรื่องของปัจจุบันขณะ ทุกวันเมื่อหัวถึงหมอนอาตมาก็หลับ ตื่นขึ้นมาก็สดชื่นพร้อมทำงาน ทำงานเสร็จอาตมาก็ไม่แบกอะไรเลย ในหัวไม่มีอะไรนอกไปจากเท่าที่เห็นและเป็นอยู่ แต่ถ้าจะให้นิยามจริงๆ อาตมาคงเป็นพระสายพระพุทธเจ้า

ถ้าเช่นนั้นไอดอลหรืออาจารย์ในดวงใจของพระอาจารย์หรือใครคะ

ครูบาอาจารย์ในดวงใจอาตมามีเยอะมาก

(๑) ท่านพุทธทาส ท่านให้แรงบันดาลใจในแง่ของการเป็นคนคิดนอกกรอบ กล้าเทศน์ กล้าสอน กล้าลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ

(๒) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ให้แรงบันดาลใจในแง่ของการเป็นพระนักวิชาการชั้นนำ ต้องมีความแม่นยำในพระธรรมวินัย รู้ทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถบูรณาการพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี ท่านยังเป็นแรงบันดาลใจให้อาตมาเรียนจนได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคด้วย ท่านทำให้อาตมาเกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าต้องการเผยแผ่พระศาสนาให้เป็นที่ยอมรับ พระต้องมีการศึกษาที่ดี

(๓) หลวงพ่อชา สุภัทโท ตอนเป็นเณรน้อยอยู่จังหวัดเชียงราย ทุกๆ วันอาตมาจะหลับไปพร้อมกับเสียงธรรมบรรยายของหลวงพ่อชา ก่อนนอนจะต้องกดเทปฟังเสียงหลวงพ่อชาแล้วก็หลับไปพร้อมกับเทศนาของท่าน อาตมาสะสมเสียงธรรมบรรยายของท่านแทบทุกชุด ซึ่งเป็นเหตุให้อาตมาได้เสพคุ้นธรรมะของหลวงพ่อชา เรียกว่าอ้างได้แทบทุกบททุกตอน หลวงพ่อชาเป็นอีกรูปหนึ่งที่ทำให้มีอาศรมอิสรชนขึ้นมา เพราะอาตมามีความฝันว่าอยากจะเป็นพระป่าเหมือนท่าน

(๔) ท่านทะไลลามะ ให้แรงบันดาลใจแก่อาตมาในแง่ที่ว่า ธรรมะไม่ควรจะถูกจำกัดเฉพาะในหมู่ชาวพุทธ แต่ธรรมะควรจะแพร่หลายไปทั่วโลก ท่านเป็นต้นแบบของพระในพุทธศาสนาที่มีชีวิตชีวามาก เป็นพระที่มีชีวิต หัวเราะได้ ยิ้มได้ โอบกอดคนได้ รู้ร้อนรู้หนาวกับสังคม ท่านมีอิทธิพลกับอาตมามากในแง่นี้ ทำให้เราสามารถทะลุกรอบเดิมๆ ของเถรวาทออกมาได้ อาตมากล้าพูดได้เลยว่า ก่อนหน้าอาตมาขึ้นไป เราแทบจะไม่เห็นพระถ่ายรูปแล้วยิ้ม เดี๋ยวนี้มีพระถ่ายรูปแล้วก็ยิ้มอยู่ทั่วไป อาตมาคิดว่า ทุกครั้งที่คนเห็นพระควรให้ความรู้สึกเหมือนเห็นดอกไม้บาน ไม่ใช่ทุกครั้งที่เห็นพระแล้วรู้สึกว่าชีวิตมันตึงเครียดไปหมด

(๕) ท่านติช นัท ฮันห์ หนังสือของท่านถือเป็นแรงบันดาลใจให้อาตมาหลายเรื่อง เดิมก็ไม่รู้หรอกว่าท่านคือใคร ซื้อมาอ่านด้วยความรักความชอบของเราเอง พออ่านแล้วรู้สึกดีจังเลย อ่านจบปุ๊บ ฝึกเจริญสติวันนั้นเลย แล้วอาตมาก็ค้นพบปาฏิหาริย์ รู้สึกรื่นรมย์มากกับการล้างห้องน้ำ รื่นรมย์มากกับการจิบน้ำชา รื่นรมย์มากกับการเดินบิณฑบาต เติมสติเข้าไปในทุกอิริยาบถของชีวิต แค่นั้นความรื่นรมย์ก็เกิดขึ้น ทั้งห้ารูปนี้คือไอดอลทางจิตวิญญาณของอาตมา

รูปภาพ
หลวงพ่อชา สุภัทโท

รูปภาพ
ท่านทะไลลามะ

รูปภาพ
ท่านติช นัท ฮันห์


ดูเหมือนลูกศิษย์พระอาจารย์จะมีแต่ดาราหรือคนดังๆ ทั้งนั้น ชาวบ้านธรรมดาจะมาพบและสนทนาธรรมกับพระอาจารย์จะทำอย่างไรคะ

จริงๆ อาตมาไม่มีเกณฑ์ในการเข้าพบนะ เพียงแต่ว่าไปปรุงแต่งกันเองว่า พบยาก เข้าถึงยาก จริงๆ ไม่ว่าใครก็เข้ามาพบอาตมาได้ทั้งนั้น ไม่ว่าที่วัดป่าที่เชียงรายหรือในกรุงเทพฯ แล้วก็มีทั้งคนดังและไม่ดังมาพบ แต่ว่าคนไม่ดังก็ไม่เป็นข่าวใช่ไหม ครั้งหนึ่งมีโยมสองสามีภรรยามาขอพบอาตมาที่กุฏิวัดเบญจมบพิตรฯ พอขึ้นมาก็เจออาตมานั่งรอ เขาก็ตกใจมากว่าทำไมพบง่ายจัง เขาคิดว่าน่าจะยาก น่าจะมีกองเลขาฯ มีอะไรเยอะแยะ จริงๆ อาตมาเป็นพระเรียบง่ายมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว อีกสาเหตุหนึ่งที่หาว่าพบยาก เข้าถึงยาก ก็คงเป็นเพราะอาตมาไม่รับโทรศัพท์เอง เหตุผลก็เพื่อป้องกันการโทรศัพท์มาคุยด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ใครมีอะไรก็ให้คุยกับลูกศิษย์ จากนั้นทุกเย็นลูกศิษย์จะทำบันทึกส่งว่ามีใครติดต่อเข้ามาบ้าง ถ้าไม่ทำอย่างนี้ อาตมาคงไม่มีเวลามาทำสิ่งที่มีประโยชน์ในระยะยาว

อยากทราบว่าการที่พระถ่ายรูปเพื่อลงปกนิตยสารนี่ผิดพระวินัยไหมคะ

อาตมานึกถึงคำของพระพุทธเจ้าที่ตรัสเอาไว้ว่า ถ้าการที่เราอายุยืนยาวแล้วมีความหมาย ได้ยังประโยชน์ให้บังเกิดแก่มนุษยชาติ นั่นเป็นการคู่ควรที่จะมีชีวิตที่ยืนยาว แต่ถ้าเราอายุยืนยาวแล้วทำให้มนุษยชาติเดือดร้อน อย่างนั้นอายุสั้นเสียยังดีกว่า เช่นเดียวกันอาตมาคิดว่า ถ้ามีคนขอถ่ายรูปแล้วรูปของเราเป็นแรงบันดาลใจให้คนหันมาสนใจธรรมะมากขึ้น อาตมาก็คิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ อาตมาจึงยินดีเสมอเวลาที่มีคนมาขอสัมภาษณ์และขอถ่ายรูป เพราะว่าถ้ารูปของเราชักนำคนเข้าสู่ธรรมะได้ ก็ถือว่ามีประโยชน์ในตัวของมันเอง แต่ถ้าเรารู้ว่ารูปเป็นสิ่งสมมุติ และเรารู้จักใช้สมมุติชักนำคนเข้าสู่โลกแห่งธรรมะ นี่แหละคือศิลปะในการรู้จักใช้สมมุติ ถ้าใช้ศัพท์ในสไตล์ของอาตมาก็คือ “การยืมแสงดาวมาสกาวแสงธรรม”

ในชีวิตนี้พระอาจารย์เคยล้มเหลวหรือทำอะไรผิดพลาดบ้างไหมคะ

ถ้าจะมีก็เรื่องเดียว คือตอนที่โยมแม่อยู่ อาตมาไม่เคยสอนให้ท่านเจริญวิปัสสนากรรมฐานแบบเป็นเรื่องเป็นราว อาตมารู้สึกเสียใจ เพราะตอนที่ท่านจะสิ้น ท่านนอนป่วยอยู่โรงพยาบาล ๑๕ วัน อาตมาพยายามจะสอนท่านในวาระสุดท้ายแล้ว ท่านก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ท่านพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า ลำพังแม่จะหายใจยังต้องอาศัยเครื่องช่วยหายใจ แม่จะเอาแรงที่ไหนมาเจริญสติ อาตมารู้สึกว่าตรงนี้เป็นปมที่อยู่ในใจ และนั่นเป็นเหตุให้อาตมาฝันว่า อยากจะทำสำนักวิปัสสนากรรมฐาน จะได้ชวนคนมาเจริญสติก่อนที่นาทีสุดท้ายจะมาถึง ทั้งนี้ก็เพื่อชดใช้ให้แม่และให้แก่ตัวเองด้วย แต่ความรู้สึกนี้ก็อยู่ไม่นาน เพราะพอเราทำใจได้ เราก็เห็นว่าในชีวิตนี้ไม่มีใครได้ทั้งหมด ทุกคนจะได้บางอยางและก็เสียบางอย่าง แม่อาจจะไม่ได้เรียนรู้การเจริญสติจนรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมคำสอน แต่แม่ก็มีชีวิตที่แม่พอใจ ถึงขนาดก่อนจะสิ้นวันหนึ่ง เมื่ออาตมากลับไปเยี่ยมบ้าน แม่พูดกับอาตมาว่า “ลูก...ทุกวันนี้ในหมู่บ้านของเราไม่มีใครมีความสุขเท่าแม่” อาตมาจึงคิดว่า แม่อาจจะไม่ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานจนถึงที่สุด แต่แม่ก็มีความสุขทางโลกิยะจนถึงที่สุด จึงพูดประโยคนี้ออกมา แค่นี้ก็พอแล้ว พอคิดได้อย่างนี้ อาตมาก็ไม่มัวนั่งเสียอกเสียใจหรือรู้สึกผิดอะไรอีกต่อไป เพราะท่านก็เสียไปแล้ว เมื่อสุดมือสอยก็ต้องปล่อยไป อาตมาก็เลยลืมความหลัง ตั้งต้นใหม่ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาจนทุกวันนี้

สำหรับพระอาจารย์ เคล็ดลับการมีความสุขมาจนทุกวันนี้

การฝึกเจริญสติ ทำอะไรก็ตามฝึกตระหนักรู้ เรากำลังก้าวเดินอยู่ เมื่อกี้มันก้าวพรวดๆ อ้อ ! ขาดสติ นึกขึ้นมาได้ เดินใหม่ช้าลงอีกนิดหนึ่ง หลุดก็ทำใหม่ ทำไปเรื่อยๆ พยายามเติมความรู้สึกตัวเข้าไปทีละนิด ถ้าทำถูกเหตุถูกปัจจัยแล้ว จะเห็นพัฒนาการของมันโดยอัตโนมัติ คนเราจะไม่เปลี่ยนเพราะมีความรู้มาก แต่จะเปลี่ยนเพราะมีความรู้สึกตัวมาก ถ้าเมืองไทยมีคนมีความรู้สึกตัวมากเมืองไทยจะเจริญกว่านี้ เพราะถ้าแต่ละคนรู้สึกตัวอยู่เสมอคงจะไม่ทำร้ายประเทศไทยอย่างทุกวันนี้หรอก พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า “ถ้าเธออยากจะดูแลคนอื่นก็จงเริ่มต้นที่การดูแลตัวเอง เพราะการดูแลตัวเองคือการดูแลคนอื่น” การเจริญสติจึงไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคล แต่เป็นเรื่องของส่วนรวมและเป็นเรื่องของโลก

พระอาจารย์เดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกเมื่อไร ไปประเทศไหนและรู้สึกตื่นเต้นบ้างไหมคะ

อาตมาเดินทางครั้งแรกเมื่อสิบปีที่แล้วมั้ง ไปดูงานพระศาสนาในประเทศจีน ตื่นเต้นบ้างแต่ไม่มาก เพราะเราอ่านหนังสือมาก่อนพอสมควร ก่อนจะไปข้อมูลทั้งหมดอยู่ในหัวหมดแล้ว การเดินทางครั้งแรกอาตมารู้สึกเหมือนกบที่ได้ออกจากกะลา จนทุกวันนี้อาตมาก็คิดว่ากบอย่างอาตมาต้องออกจากกะลาเสมอๆ ดังนั้น เวลามีคนนิมนต์ไปต่างประเทศ ถ้าไม่ติดขัดอะไรจริงๆ อาตมาจึงพยายามจะรับนิมนต์ เพราะอาตมาเชื่อมั่นในพลังของการเดินทาง การเดินทางของความคิดนั้นเป็นการเดินทางที่ไม่รู้จบ ยิ่งเราเดินทางไกลออกไปเรียนรู้โลกมากเท่าไร การเข้าใจโลกจะลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น อาตมาคิดว่าพระสงฆ์ควรจะเดินทางบ้าง เพราะเมื่อเดินทางโลกทัศน์ของท่านจะเปลี่ยนไป และเมื่อโลกทัศน์ของท่านเปลี่ยนไปแล้ว ท่านอาจมีศักยภาพในการเปลี่ยนโลกด้วย ฉะนั้น อาตมาจึงศรัทธาในการเดินทางและมีความสุขกับการเดินทางมาก เคยบอกกับตัวเองว่า ทุกครั้งที่เราออกเดินทางภายนอก การเดินทางภายในก็เริ่มต้นขึ้นด้วยเช่นกัน

เวลาที่เดินทางไปในที่ที่ธรรมชาติสวยงาม จะชื่นชมได้ไหมคะ เป็นการผิดพระวินัยไหม

ไม่ผิดจริงๆ ยิ่งบรรลุธรรมจะยิ่งเห็นความสวยได้มากกว่าชาวบ้าน คือ ชาวบ้านมองแค่ตา แต่ถ้าบรรลุธรรมแล้ว จิตจะยิ่งสัมผัสกับความละเมียดละไม ดอกไม้จะหอมกว่าปกติ ต้นไม้ก็จะเขียวขจีกว่าธรรมดา

ถ้าจิตมีความละเอียดขนาดนั้นจะเกิดเป็นกิเลสไหมคะ

ไม่ใช่กิเลส แต่ว่าเป็นสภาวะที่จิตหยั่งรู้ความลึกซึ้งของธรรมชาติ ผู้ที่บรรลุธรรมแล้วจะมีสุนทรีภาพในหัวใจมากกว่าคนปกติ เพราะจิตจะละเอียดอ่อน ประณีต ในพระไตรปิฎกมีคัมภีร์หนึ่ง ชื่อคัมภีร์เถรคาถา คัมภีร์นี้รวบรวมคาถาหรือกวีนิพนธ์ซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจของพระอรหันต์หลายร้อยรูป ซึ่งเมื่อบรรลุธรรมแล้วได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติก็พรรณนาถึงความงามออกจากจิตที่บริสุทธิ์ ท่านเหล่านี้เป็นคนไร้กิเลสทั้งนั้น แต่เนื่องจากว่าจิตไปกระทบกับธรรมชาติเป็นจิตที่บริสุทธิ์ก็พรรณนาขึ้นมา คำศัพท์พระเรียกว่า อุทานธรรม พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วได้เปล่งอุทานธรรมเอาไว้จำนวนมาก มีผู้รวบรวมเอาไว้เป็นกวีพันธ์ ๔๒๓ บท และกวีนิพนธ์ของพระพุทธเจ้าได้รับการแปลมากที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นยิ่งบรรลุธรรมสุนทรีภาพในหัวใจยิ่งมากขึ้น

ความรู้สึกเช่นนี้ต่างจากกิเลสอย่างไรคะ

คือถ้าพูดอย่างเห็นธรรมจะบอกว่า สวยนะ แล้วเราก็ทิ้งไปได้เลย เราเพียงแค่รับรู้หรือตระหนักรู้ แต่ความยึดติดถือมั่นและความหลงไม่เหลืออยู่แล้ว พระพุทธเจ้าเคยตรัสเอาไว้ว่า ผู้ที่บรรลุธรรมแล้วกับปุถุชนทั่วไป แม้จะยังคงเสพเสวยโลกด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกัน แต่ปฏิกิริยาต่อการเสพเสวยโลกไม่เท่ากัน ปุถุชนเสพเสวยโลกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วยึดติดถือมั่นปรุงแต่งทำให้เป็นทุกข์ ผู้รู้เสพสิ่งต่างๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ตระหนักรู้แล้วก็วาง ฉะนั้นดูภายนอกบางทีแทบไม่เห็นความต่าง แต่ภาวะภายในใจไม่เหมือนกัน

เวลาเดินทางไปต่างประเทศพระอาจารย์ใช้สบงจีวรกี่ผืน และในช่วงอากาศหนาวจัดๆ ทำอย่างไรคะ

อาตมามีจีวร ๒ ผืน สบงคือผ้านุ่ง ๒ ผืน แค่นั้นเอง แล้วก็ย่าม ๑ ใบ ไม่ว่าจะไปที่ไหน อาตมาไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ บางครั้งใช้จีวรแค่ผืนเดียวตลอดการเดินทาง ผืนที่ใช้อยู่ตอนนี้ไปอเมริกากับอาตมาตั้ง ๓ ครั้งแล้ว และก็ยังคงใช้จนถึงวันนี้ มีคนถวายจีวรอาตมาเยอะมาก ถ้าจะเก็บปีหนึ่งมีเป็นพันผืนนะ แต่อาตมาไม่ได้เก็บหรอก จีวรที่มีผู้ถวายมา อาตมานำไปถวายพระภิกษุสามเณรในชนบทที่ขาดแคลนสบงจีวร และเป็นพระนักศึกษา กลายเป็นว่าบุญของผู้ให้ยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะคุณตั้งใจจะทำบุญให้อาตมาเท่านั้น แต่อาตมาขยายบุญให้อีกต่อ ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นสบง จีวร แปรงสีฟัน หรือว่ารองเท้า อาตมาจะใช้จนถึงที่สุดทั้งหมดเลย ไม่ใช่ว่านึกอยากจะอินเทรนด์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงนะ แต่เพราะอาตมาคำนึงถึงคุณค่าแท้มากกว่าคุณค่าเทียม มุ่งไปที่ประโยชน์ใช้สอยมากกว่าประโยชน์ใช้สวย

เวลาไปต่างประเทศ ถ้าอากาศหนาวก็จะมีชุดที่อุ่นๆ อยู่ข้างใน แต่ว่าจะต้องเป็นชุดสุภาพสอดคล้องกับพระธรรมวินัย และเมื่อสวมใส่แล้วต้องไม่เป็นที่ระคายหูระคายตาของพุทธบริษัทญาติโยม รองเท้าก็ใส่รองเท้าแตะ และใส่ถุงเท้ายาว พระเถรวาทจะใส่หุ้มส้นเหมือนพระทิเบตไม่ได้ ต้องรักษาพระวินัยทั้งในเมืองไทยและเมืองนอก

เวลาเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ พระอาจารย์ต้องซักจีวรเองหรือเปล่าคะ

ในที่ที่ไม่มีลูกศิษย์ลูกหา อาตมาจะซักเอง ของใช้ส่วนตัวต่างๆ ถ้ามีเวลาอาตมาจะทำเองเสมอ ห้องน้ำยังคงล้างเอง ถ้าไม่มีใครดูแลอยู่ใกล้ชิด อาตมาจะปัดกวาดเช็ดถูกกุฎิวิหารเองทั้งหมด และมีความสุขมากที่ได้ทำด้วยตัวเอง เพราะจะได้รู้ว่าเราเป็นที่พึ่งของตัวเองได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะอันที่จริงมนุษย์ทุกคนมาเดี๋ยวไปเดี๋ยวอยู่แล้ว ถ้าชีวิตของเราต้องขึ้นอยู่กับวัตถุภายนอก วันหนึ่งไม่มีสิ่งภายนอกให้พึ่ง เราจะเดือดร้อน พัดลมถ้าใช้อยู่แล้วพังไป อาตมาไม่ใช้เลยก็มี เพราะอาตมาอยากรู้ว่า ถ้าไม่มีพัดลมแล้ว โลกของฉันจะเป็นอย่างไร ล่าสุดอาตมาไปนำภาวนาที่แคนเบอร์รา ลูกศิษย์เตรียมทำพรีเซ็นเทชั่นประกอบการบรรยายไปเรียบร้อย แต่พอถึงเวลาจะใช้ ลูกศิษย์บอกว่าลืมไว้ที่ที่พัก อาตมาบอกไม่เป็นไร ตัวเรานี่แหละคือสื่อสอนธรรมที่ดีที่สุด ไม่ใช่คอมพิวเตอร์

ใครถามอะไรมา พระอาจารย์ก็ตอบได้หมด เคยมีคำถามไหนที่พระอาจารย์ตอบไม่ได้บ้างไหมคะ

ยังไม่มีนะ รู้สึกว่าถามอะไรมาก็ตอบได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันใช้ได้ทั้งหมดนะ วันหนึ่งไปต่างประเทศด้วยกันกับ คุณสุทธิชัย หยุ่น (รายการชีพจรโลก) เราตั้งวงถกปัญหากัน คุณสุทธิชัยบอกญาติโยมว่า ใครอยากถามอะไรถามมากเถอะไม่ต้องห่วง ผมยังไม่เคยเห็นพระอาจารย์ตอบปัญหาอะไรไม่ได้ อาตมาก็เลยบอกว่าอาตมาตอบได้หมด แต่ใช้ได้ไม่ได้เป็นเรื่องของโยม เลยได้ฮากันครืนทั้งคณะ

พระอาจารย์ต้องเจริญมรณานุสติอยู่เสมอ อยากทราบว่าถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้าย พระอาจารย์จะเทศน์เรื่องอะไรคะ

อาตมาคิดว่าคง เทศน์ให้คนฝึกเจริญสติ ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าคือ ให้ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท นัยของความไม่ประมาทก็คืออยู่อย่างมีสติ พระพุทธเจ้าเคยตรัสเอาไว้ว่า ในบรรดารอยเท้าของสัตว์เดียรัจฉาน รอยเท้าช้างเป็นรอยเท้าที่ใหญ่ที่สุด รอยเท้าสัตว์รวมกันทุกชนิดรวมลงในรอยเท้าช้างได้ทั้งหมดฉันใด ในบรรดาองค์ธรรมทั้งหมด สติก็เป็นมารดาแห่งธรรมทุกข้อฉันนั้น เพราะฉะนั้นเทศนาสุดท้ายที่อาตมาอยากจะเทศน์คือเรื่องศิลปะของการดำรงชีวิตอย่างมีสติ


บทสัมภาษณ์พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
“พระธรรมดา..ที่ “ไม่” ธรรมดา” นิตยสาร Secret
เรื่องโดย อุษาวดี สินธเสน
:b8: :b8: :b8:
http://www.kanlayanatam.com/sara/sara167.htm

:b47: = รวมคำสอน “พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ท่าน ว.วชิรเมธี)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=38561

:b47: = ประวัติและผลงาน “ท่าน ว.วชิรเมธี”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=31140

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ก.พ. 2011, 10:52
โพสต์: 257

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณ คุณสาวิกาน้อย ที่คัดมาให้ได้อ่าน ท่าน ว วชิรเมธี ท่านเป็นพระธรรมดา....ที่ไม่ธรรมดาจริงๆ

หลายครั้งที่พบว่าท่านมีคำตอบที่เฉียบคมมาก บางคำถามที่ไม่คาดคิดว่าจะมีใครกล้าถามและไม่สมควรถาม

แต่ก็ได้ถาม และท่านก็มีคำตอบที่ทำให้ผู้ถามอี้งไปเลยเหมือนกัน และก็ยอมรับในคำตอบนั้น

ท่านเป็นพระที่เปิดกว้าง และรู้เท่าทันโลกยุคปัจจุบันนี้มากมาย เป็นพระอีกรูปหนึ่งที่น่าศึกษาและ

น่าติดตามผลงาน พระธรรมดา.......ที่ไม่่ธรรมดา....พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ขอบคุณ คุณสาวิกาน้อยมากค่ะ :b8: :b20: :b8:

:b45: :b45: :b41: :b45: :b45:

.....................................................
ทำดี ดีแล้ว เป็นพร
ทำดี ดีแล้ว เป็นพร ไม่ต้อง อ้อนวอน ขอพร กะใคร ให้กวน
พรที่ ให้กัน ผันผวน เป็นเหมือน ลมหวน อวลไป อวลมา อย่าหลง
พรทำ ดีเอง มั่นคง วันคืน ยืนยง ซื่อตรง ต่อผู้ รู้ทำ
อยากรวย ด้วยพร เพียรบำ - เพ็ญบุญ กุศลนำ ให้ถูก ให้พอ ต่อตน
ทุกคน เกิดมา เป็นคน ชั่วดี มีจน เป็นผล แห่งกรรม ทำเอง
ถือธรรม เชื่อกรรม ยำเยง บาปชั่ว กลัวเกรง ทำแต่ กรรมดี ทวีพรฯ

ท่านพุทธทาสภิกขุ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ส.ค. 2011, 11:50 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 589


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุๆค่ะ ขอบพระคุณท่านสาวิกาน้อยค่ะ :b8: :b8: :b8:

ทาน ศีล ภาวนา ภาวนา ภาวนา
:b47: :b47: :b47:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ค. 2012, 19:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ม.ค. 2009, 18:43
โพสต์: 6


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาด้วยค่ะ อ่านแล้วมีความสุขใจ เกิดปัญญา :b18: :b41: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มี.ค. 2016, 14:23 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1771

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.ย. 2016, 08:39 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 เม.ย. 2015, 09:43
โพสต์: 545

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ม.ค. 2017, 09:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 05:25
โพสต์: 621


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: Kiss


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 พ.ค. 2018, 08:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2110


 ข้อมูลส่วนตัว


น้อมกราบท่านพระอาจารย์เจ้าค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ค. 2019, 09:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2007, 13:49
โพสต์: 664


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ทำความดีทุกๆ วัน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 11 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร