วันเวลาปัจจุบัน 23 ต.ค. 2019, 17:38  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มิ.ย. 2009, 20:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2008, 10:19
โพสต์: 246


 ข้อมูลส่วนตัว www




images.jpg
images.jpg [ 2.8 KiB | เปิดดู 2674 ครั้ง ]
ปุจฉา

ท่าน ว. คะ ขณะนี้บ้านเมืองของเราสับสนวุ่นวายเหลือเกิน ข้าวยากหมากแพง รัฐบาลก็ไม่มีเสถียรภาพ ราษฎรตาดำๆ ต้องต่อสู้เพื่อปากท้องของตัวเอง หนำซ้ำยังต้องวิตกกังวลกับอนาคตของประเทศชาติอีก ในภาวะเช่นนี้ จะทำอย่างไร ถึงจะอยู่อย่างไม่ทุกข์และไม่เครียดตายไปเสียก่อนคะ

อุสาวดี/กรุงเทพฯ

วิสัชนา

เมืองไทยในยุคนี้ ต้องถือว่าเป็นยุคแห่งวิกฤติ (ถ้ามองด้วยความเครียด) และเป็นยุคแห่งโอกาส (ถ้ามองอย่างมีสติ) พร้อมๆ กัน เพราะมีปัญหามากมายประดังถั่งโถมเข้าสู่สังคมไทยในเวลาเดียวกันอย่างคาดไม่ถึง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง สังคม มองไปทางไหน จึงสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของความเครียดที่แผ่ปกคลุมไปทั่ว

ความเครียดมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับคนทุกคนที่ขาด “การเจริญสติ” แต่สำหรับใครก็ตามที่เคยเรียนรู้เรื่องการเจริญสติ จนสามารถตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะได้ คนนั้นสามารถที่จะบริหารใจให้ลอยอยู่เหนือความเครียดได้อย่างสบายๆ

เคยสังเกตไหมว่า เมื่อเราเดินเข้าไปในพระอุโบสถ ก็จะพบว่า พระประธานที่ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถนั้น ทรงมีพระพักตร์ที่ยิ้มละไมอย่างมีความสุขอยู่เสมอ ทั้งยังเป็นความสุขที่มาพร้อมกับความสงบ ความสง่างามอีกต่างหาก

พระประธานนี่เอง คือ สิ่งที่เราควรจะน้อมมาเตือนตนเองว่า แท้ที่จริงนั้น เราทุกคนควรจะเป็นบุคคลที่มีความสุข และพยายามฝึกตนให้มีรอยยิ้มละไมระบายอยู่บนดวงหน้าของตนอยู่ตลอดเวลา

เคล็ดลับง่ายๆ ของการขจัดความเครียดก็คือ การฝึกตนให้เป็นบุคคลที่มีสติอยู่ตลอดเวลา เพราะวินาทีที่เรามีสตินั้น ความทุกข์จะแทรกเข้าสู่จิตใจส่วนลึกของเราไม่ได้ เมื่อใจไม่ถูกความทุกข์ยึดครอง ใจจึงผ่องใส สงบ เย็น เป็นสุข

แต่สำหรับคนทั่วไป ที่ยังไม่คุ้นชินกับคำว่า “การเจริญสติ” ก็ขอแนะนำวิธีสลายความเครียดในระดับสัมมาทิฐิก่อนดังต่อไปนี้

๑.เวลาเกิดความเครียดขึ้นมาในชีวิตไม่ว่าจะด้วยเรื่องใดก็ตาม อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย แต่ให้ลองหันกลับมาสังเกตลมหายใจของตัวเอง หายใจเข้ายาวๆ หายใจออกยาวๆ ช้าๆ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องคาดหวัง ดูลมหายใจของตัวเองสบายๆ ทำไปสักห้านาทีสิบนาที จิต สมอง กล้ามเนื้อ จะเกิดการผ่อนคลาย ความเครียดจะค่อยๆ เจือจางลงไปโดยลำดับ ถ้าทำแล้วรู้สึกดีจะเพิ่มเป็นกี่นาทีก็ได้

๒.พอสัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายแล้ว ให้ลองสังเกตความคิดของตัวเองดูว่า กำลังคิดเรื่องใด สังเกตเฉยๆ อย่าพยายามตัดสิน เป็นผู้ “สังเกตการณ์” อย่างเดียว พอเราเริ่มสังเกตความคิด ความฟุ้งซ่านที่มาพร้อมการคิดจะหายไป จิตจะเกิดการสว่าง คลี่คลาย ในบางกรณีจะเกิดปัญญาสว่างวาบ ทำให้สามารถปล่อยวางความเครียดให้หลุดผัวะออกไปได้อย่างทันตาเห็น

๓.เมื่อเครียดมากๆ ด้วยเรื่องใดก็ตาม ถ้าเรามองตนเองเทียบกับคนที่สูงกว่า เราจะรู้สึกแย่มากที่สู้เขาไม่ได้ แต่ถ้ามองเทียบกับคนที่ต่ำกว่า เราจะรู้สึกลำพองอหังการ ขณะเดียวกันถ้าเรามองตัวเองเทียบกับคนทั่วไป ก็จะพบว่า ยังมีคนอีกมากมายที่เขาก็พบกับปัญหา มีความทุกข์มากมายในชีวิตเหมือนกันกับเรา และนั่นจะทำให้เราค้นพบความจริงว่า เรายังคงมีเพื่อนทุกข์อีกมากมายในโลกใบนี้

๔.เวลาที่เครียดมากๆ ด้วยเรื่องใดก็ตาม ควรหาวิธีระบายออกมาบ้าง ด้วยการพูด ด้วยการทำงาน ด้วยการเดินออกจากสภาพแวดล้อมที่ทำให้เครียด และด้วยการทำงานอดิเรกอะไรก็ได้ จะทำให้จิตใจได้พักผ่อนและความเครียดลดลง

๕.หากความเครียดนั้นมาจากสาเหตุทางเศรษฐกิจ ก็ควรเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตให้หันมายืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงให้มากขึ้น เช่น ลดความอยากให้น้อยลง บริโภคตามความจำเป็น (ไม่ใช่ตามความอยาก) กิน ดื่ม เสพ ใช้ ปัจจัยสี่อย่างมีสติ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เสี่ยงต่อการเสียเงินโดยใช่เหตุ เช่น งดการเที่ยวห้างสรรพสินค้า งดการทานข้าวนอกบ้าน งดการเที่ยวเตร่ตามสถานเริงรมย์ ใช้บริการของขนส่งมวลชนแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว ลดรายจ่ายที่เป็น “ส่วนเกิน” ของชีวิตลงให้มากที่สุด กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ต้องพยายาม “จมให้ลง” อย่าแสร้งสร้างภาพเป็นคนร่ำรวยทั้งๆ ที่ภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย

๖.ในส่วนของปัญหาการเมืองนั้น ควรมองด้วยความเข้าใจว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นการปกครองที่ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการวิวัฒนาการไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ต้องใช้เวลากว่า ๑๐๐ – ๑๕๐ ปี ประชาธิปไตยจึงจะเข้าที่เข้าทาง เมืองไทยเพิ่งเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเพียง ๗๐ กว่าปี จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ยังจะต้องพบกับปัญหามากมายเป็นระยะๆ ส่วนความขัดแย้งทางการเมือง ก็เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน และแทนที่จะมองความขัดแย้งว่าเป็นเรื่องอันตราย ควรมองด้วยความเข้าใจว่า ความขัดแย้งคือส่วนผสมอย่างหนึ่งของการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย, ประชาธิปไตยที่ไม่มีความขัดแย้งเลยต่างหาก ที่เป็นอันตรายที่สุด

๗.ควรมองโลกในแง่ดีว่า เราเกิดมาโชคดีมาก ที่ในชั่วชีวิตหนึ่งได้พบเห็นปัญหาต่างๆ มากมาย ได้ผ่านความขัดแย้งทางการเมืองหลายครั้ง ได้ผ่านช่วงชีวิตที่ทั้งราบรื่นและเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม ได้เรียนรู้วิธีสู้ชีวิตในรูปแบบต่างๆ มากมาย สิ่งต่างๆ ดังกล่าวมาทั้งหมด ล้วนเป็น “บทเรียน” ของชีวิตดีๆ ทั้งนั้น ซึ่งวันหนึ่งเมื่อเราผ่านปัญหาทั้งหลายไปได้ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นสีสันที่น่าจดจำสำหรับชีวิต

๘.ไม่ว่าจะเครียดแค่ไหนก็ตาม ควรจะเตือนตัวเองไว้อย่างหนึ่งว่า เราจะต้องหยัดยืนสู้ต่อไปให้ได้ สู้ตรงๆ ไม่ได้ก็ต้องสู้แบบอ้อมๆ ที่สำคัญที่สุดต้องไม่คิดสั้น ตัดช่องน้อยแต่พอตัวด้วยการฆ่ายกครัว หรือทำร้ายตัวเองหนีความเครียด ต้องไม่ลืมว่า คนที่เครียดหนักหนาสาหัสแล้วฆ่าตัวตายนั้น ปัญหาไม่เคยจบแค่นั้น เพราะหากคุณตายไปด้วยสภาพจิตที่อมทุกข์ เกิดภพไหน คุณก็จะเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในความทุกข์อีกนั่นเอง เพราะจิตดวงสุดท้ายจะถ่ายทอดแต่สภาพจิตที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยความทุกข์นั้นตามติดชีวิตไปทุกภพทุกชาติ

๙.สรรพสิ่งในโลกล้วนตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ที่ว่า “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป” หรือ “ไม่แน่ ไม่ได้ดั่งใจ ไม่มีอะไรสมบูรณ์” ความเครียดก็เช่นกัน เมื่อมันเกิดขึ้นได้ ไม่เร็วก็ช้า ความเครียดนั้นก็ต้องดับไป เพราะไม่มีอะไรเที่ยงแท้ อย่าชิงดับตัวเองไปเสียก่อน เพราะในที่สุดแล้ว ความเครียดจะดับไปเอง ขอเพียงเราไม่ท้อ ไม่หวั่น ไม่ถอย ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง วันนี้เราเครียดแทบตาย แต่วันพรุ่งอาจเป็นวันที่ดีที่สุดของชีวิตก็เป็นได้ เหมือนกับที่ปราชญ์ท่านว่าไว้ว่า “เวลาที่มืดมิดที่สุดนั้น เป็นสัญญาณเตือนอยู่ในตัวว่า อีกไม่นานก็จะสว่างแล้ว”
ขอบคุณคุณจั่นเจาครับ :b6: :b4: :b8: :b16: :b12:

.....................................................
ธรรมะคือธรรมชาติ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2009, 11:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


เคล็ดลับง่ายๆ ของการขจัดความเครียด
ก็คือ การฝึกตนให้เป็นบุคคลที่มีสติอยู่ตลอดเวลา
เพราะวินาทีที่เรามีสตินั้น ความทุกข์จะแทรกเข้าสู่จิตใจส่วนลึกของเราไม่ได้
เมื่อใจไม่ถูกความทุกข์ยึดครอง ใจจึงผ่องใส สงบ เย็น เป็นสุข


สาธุ สาธุ สาธุึค่ะ

ธรรมะสวัสดีค่ะ

รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2009, 14:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


โมทนาครับ สาธุ :b8:

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ย. 2009, 11:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 เม.ย. 2009, 06:18
โพสต์: 731

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โกธัง ฆัตตะวา สุขัง เสติ
ฆ่าความโกรธได้มีความสุข


ควรจะฆ่าความโลลภ ความโกรธ ความหลง
ความริษยาพยาบาท ความแข่งดี ความถือตัว
เรียกว่ากิเลสทุกประเภท เป็นเรื่องน่าโกรธ น่าเกลียด
แล้วน่าฆ่ามันเสียเลย อย่าเอาไว้ นี่แหละตัวร้าย
เป็นตัวที่เราเห็นหน้ามันแล้ว ต้องเล่นงานมันเลยทีเดียว
อย่าปล่อยให้มันโจมตีเรา อย่าให้มันมาเป็นนายเหนือเรา

ขอกราบอนุโมทนาบุญ สาธุ............. tongue


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 16:29 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ม.ค. 2009, 20:45
โพสต์: 1095

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตั้งสติเพ่งมองอารมณ์เครียด...

อารมณ์พวกนี้มักจะอายการจ้องมอง

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
[รอยยิ้ม...ก็เช่นแสงแดดในฤดูหนาว และลมเย็นในฤดูร้อน..]


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร