วันเวลาปัจจุบัน 20 ก.ย. 2019, 17:07  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ธ.ค. 2008, 11:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

พระธรรมสิงหบุราจารย์
(หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)

วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี


ขอให้สาธุชนทั้งหลายทำให้ครบทั้ง ทาน ศีล ภาวนา
แม้เราไม่มีทาน แต่เรามีภาวนา ก็จะทำให้เกิดศีลเอง
โดยใช้สติสัมปชัญญะด้วยการปฏิบัติ สติปัฎฐาน 4

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
คือ การสร้างบุญทางกายให้มีศีล
กายมีศีลได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั่นเอง
กายมีศีลก็มีสติสัมปชัญญะดี
เดินจงกรมกำหนดจิต นั่นแหละบุญทางกาย
มีสติสัมปชัญญะบุญทางกายก็เกิดขึ้น
บุญกรรมก็นำแต่งให้ผลเกิดมาด้วยญาณ
ทำให้เรารู้สึกนึกคิดเกิดปัญญาญาณ
เกิดเหตุเกิดผลแก่ตนเองได้ด้วยการเจริญวิปัสสนานี้

การปฏิบัตินี้ ทำให้เกิดผลดีต่อตัวเองโดยเฉพาะ
ต่างคนต่างทำเอาเอง ไม่ใช่คนอื่นทำให้เราได้
เราต้องทำของเราเองโดยเฉพาะ
จึงจะเหมาะเจาะต่อการปฏิบัติธรรม
เราจะได้รู้ตัว รู้อารมณ์ของตัวเองได้อย่างดีที่สุด
จากการปฏิบัติธรรมนั่นเอง

การเจริญวิปัสสนาเป็นการทำบุญทางกาย ทำบุญทางใจ
ทั้งสองอย่างนี้ ถ้าใจคิดปรารภธรรม
มีสติในการเดิน ยืน นั่ง นอน เดินจงกรม
ยืนหนอ 5 ครั้ง กำหนดไว้ให้ได้ในสภาวะของตน
และเดินจงกรมให้ได้ระเบียบเป็นการสร้างบุญทางกาย
กายเดิน บุญได้แล้ว สบายใจ
มีความสุขมีสติสัมปชัญญะ รู้จักตัวทุกข์ รู้จักสุข
รู้จักตัวตัณหาอุปาทาน เกิดขึ้นจากอวิชชา
มีโมหะที่มันเกิดขึ้นในตัวเรา
นี่แหละบุญสำคัญ รู้สึกสำนึกคิด รู้บาปรู้บุญอย่างนี้
ถ้าทำทางกายได้ กำหนดได้ สติก็ดีขึ้น
เราจะไม่ทำบาปทางกาย
เพราะจิตควบคุมกายเข้าไว้ ไม่ให้กายทำบาปนะ
สติก็บอกอย่าไปฆ่าสัตว์ อย่าไป เงื้อง่าราคาแพง
อย่าไปกระทืบมดปลวก อย่าฆ่าสัตว์
ใครเป็นคนห้าม สติจะบอกกับจิต
จิตจึงไม่ทำ นี่บุญทางใจเกิดขึ้นแล้ว
กายก็ไม่ทำตามคำสั่งของใจ
จึงต้องมีการกำหนดจิต
กำหนดหูได้ยิน “เสียงหนอ”
ตาเห็นรูป กำหนด “เห็นหนอ”
จมูกได้กลิ่นก็กำหนด “กลิ่นหนอ” เป็นต้น นี่เป็นบุญ
ทำไมเป็นบุญ ก็เพราะกำหนดกลิ่นเหม็นเป็นหอม
พอปลงตกนี่เป็นบุญ
ถ้าปลงไม่ตกพอได้กลิ่นเหม็นมันก็เกิดโทสะ
เป็นบาปไม่สบายใจ เป็นอาบัติโทษเศร้าหมองใจ
จึงต้องมีสติอยู่ มีความรู้อยู่ก็เป็นบุญทางกาย
ลิ้นรับรสไม่อร่อย ไม่พอใจก็เป็นบาป ไม่เป็นบุญ
หาความทุกข์แล้ว เกิดความเดือนร้อนแล้วปล่อยออกมา
นินทากาเลกันต่อไป นั่นเป็นบาป
นี่ถ้าสติดี บุญทางจิตเกิดขึ้นทางใจแล้ว
มันก็แสดงออกมาเปรี้ยวหวานมันเค็ม
ก็ขอให้อาหารนี้ทำให้เราชีวิตอยู่ไปได้อีกวันหนึ่ง
โดยทำนองนี้มันก็เป็นบุญ

ตอนนี้บุญอยู่ที่ไหน อยู่ทางกายทางลิ้นทางปาก
ก็คือกาย กายรู้กายอ่านเข้าใจ ก็เป็นบุญไป
จิตก็สบายปลงตกไม่ปรารภเรื่องอื่น
ไม่ต้องนินทาใคร ไอ้กูว่ามึง มึงว่ากู พวกนั้นเป็นบาป
ทำให้ไม่ได้เป็นพวกบาป พวกเปรตมันจึงพูดอย่างนั้น
คนที่ดีมีปัญญา มีแต่พูดเป็นบุญไม่ใช่พูดเป็นบาปแต่ประการใด
คนประเภทนี้ทำใจได้ “เสียงหนอ” เขาด่าเรา
ถ้าหูเป็นบุญ กายเป็นบุญ สร้างบุญที่กาย
“เสียงหนอๆ” สติดีปัญญาเกิดล้ำเลิศทุกประการ
จะคิดได้ อ๋อ! คนที่ด่าเราเป็นบาปเอง
เราเป็นบุญเพราะไม่ได้โกรธไม่ได้ลงโทษเขา
เราก็ได้บุญอีกทางกาย
จากหูเป็นสื่อรับ จิตเป็นผู้กำหนด
สติเป็นผู้รู้ร่วมกับจิตบังคับไว้จะได้ตัวปัญญา
ปัญญาก็บอกว่า คนด่าเราเป็นบาป เราโดนด่าเป็นบุญ
เราอย่าไปโกรธตอบ คนโกรธตอบเป็นบาปมากกว่าคนด่า
คนด่าบาป 50 เปอร์เซ็นต์
เราโกรธไปด่าตอบ เราก็บาป 200 เปอร์เซ็นต์
นี่แหละบุญทางกายอย่างนี้

บางคนคอยว่าเขา คอยนินทาคน
เราหันมุมกลับจะคิดได้ว่า คนๆ นี่ทำใจไม่ได้
คนนี้ไม่ได้กรรมฐาน คนนี้ใช้ไม่ได้
ทำใจไม่ได้ซะแล้ว นี่มีมากหลาย
ที่ทำใจไม่ได้เพราะเหตุไร
เพราะบุญทางกายไม่มี บุญทางใจไม่ได้สร้างเลย
แต่ชอบไปสร้างบุญตักบาตร ทำสังฆทาน
ทำบุญหน้าบ้านชอบมาก
บุญที่จะสร้างในชีวิตของตนไม่สร้าง
ทำให้บุญทางกายไม่มี บุญทางใจก็ตกไป
บุญทานที่ทำไว้จึงเป็นการให้ขอทาน
ไม่มีผลงานของบุญแต่ประการใดเลย

จะยกตัวอย่างบุญอยู่ที่กายให้ท่านฟัง
“เสียงหนอ” เขาด่าเรานินทาเรา ว่าเราเป็นคนไม่ดี
นั่นแหละเขาบาปแล้ว
ถ้าตัดตอนรูปนามขันธ์ 5 เป็นอารมณ์ได้
เขาก็ตัดตอนจากเราไป
เขาด่าเราก็คือ ด่าเขานั่นเอง
เขาก็เป็นบาปคนเดียว เดือดร้อนมาก
ใจเศร้าหมองที่ด่าเรา เราทำใจได้ เราทำจิตใจดีมีปัญญา
เราก็ได้บุญที่รับฟังคำด่าได้
เราได้บุญที่ปลงตกแล้ว
เสียงกับหูคนละอัน บาปกับบุญคนละอัน
แล้วเขาเอาบาปไป เราเอาบุญไว้
คือ ความสุขจากการทำใจได้

“เห็นหนอ เห็นหนอ” เห็นคนทำท่าจะตีเรา
“เห็นหนอ” คนยักคิ้วหลิ่วตาให้เรา
“เห็นหนอ” ปากบุ้ยด่าเราทำท่าทำทางจะเตะเรา จะตีเรา
“เห็นหนอ” อ๋อ! เขาจะตีเรา เขาจะด่าเรา
เห็นทั้งท่าทั้งทางเช่นนี้แสดงความไม่พอใจกับเรา
แล้วเห็นหนอปัญญาเกิด อ๋อ! เขาบาปแล้ว
เราเกิดโมโหที่เขาทำท่าทำทางกับเรา
เราก็ต้องบาป 200 เปอร์เซ็นต์
ส่วนเขาที่ทำเราบาป 50 เปอร์เซ็นต์ ทำนองนี้เป็นต้น
นี่แหละมีหลายคนไม่เข้าใจมาก ทำใจไม่ได้เชียวหรือ
บางคนนั่งกรรมฐานกันมานานแล้วยังทำใจไม่ได้
ว่าคนโน้น ยังน้อยเนื้อต่ำใจคนนี้
อะไรอย่างนี้เรียก ทำใจไม่ได้
บุคคลใดทำใจไม่ได้ก็ไปนรก
ทุกขติง ปาฏิกังขา แน่นอนที่สุด
ดังนั้นจงทำใจตั้งแต่บัดนี้

โจมตีคนโน้น โจมตีคนนี้
คนโดนโจมตีนั่นแหละได้บุญ
ส่วนคนไปตีเขานั่นแหละได้บาป
คนที่โดนตีได้บุญถ้าทำใจได้
นี่แหละรูปนามขันธ์ 5 เป็นอารมณ์
กายกับจิตแยกออกมา เวทนาแยกออกไป
บุญกับบาปแยกออกจากกันเสีย อย่าไปปนกัน
บุญก็ให้ผลไปทางความสุข
บาปก็ให้ผลไปทางความเดือดร้อนและเบียดเบียนตน
นี่มันแยกออกได้เหมือนแยกรูปแยกนามขันธ์ 5 เป็นอารมณ์
กายกับจิตแยกกันได้
อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม อะไรเป็นกิจกรรม
และอะไรเป็นตัวทำบาป อะไรเป็นตัวทำบุญ
อะไรเป็นตัวให้คุณประโยชน์ ตัวอันใดทำให้เกิดโทษ

บางคนก็ช่างน้อยเนื้อต่ำใจเหลือเกิน
ฉันทำดีไม่ได้ดี เหมือนมันมีกรรมบัง
โปรดอย่าไปคิด ทำใจให้ได้
ทำใจไม่ได้เป็นบาปคนเดียวนะ
ไม่มีใครเขาไปช่วยหรอกจะบอกให้
นอกเหนือจากตัวเองเท่านั้น เพราะเป็นผู้กระทำเอง
แยกรูปออกไป อะไรเป็นนาม อะไรเป็นรูป
อะไรเป็นเวทนา อะไรที่บังคับบัญชาไม่ได้
แล้วก็หันกลับไปแล้วก็ดับวูบไปเหมือนหูดับ
บุญทางกายคนเขาเอาบาปมายัดเยียดให้ทางหู
แล้วเราก็มีแต่บุญกุศล บาปจะเข้าหูเราไม่ได้
บาปมันก็ตกไปหาเจ้าของเองที่มาด่าเรา
ตาของเรากำลังทำบุญ ตาของเรากำลังมีความสุข
มีรูปมีนาม มีบุญมีบาป อยู่ในตาของเรา
ตาเรามีศีล ตาเรามีทรัพย์ ตาเรามีองค์ภาวนา
ถ้าหากใครที่ไม่ถูกกับเรามาทำท่าทำทาง
เราก็มีแต่บุญ อยากจะด่าเรา
ที่เราเห็นเขานั้นแสดงกิริยามารยาทที่ไม่ดีออกมา
เราก็ใช้ตาเป็นบุญ “เห็นหนอ”
ทรัพย์อยู่ที่ตา ศีลอยู่ที่ตา เป็นบุญอยู่ที่ตา
บาปก็เป็นของเขาไป กลับไปหาเขาเอง
อย่าไปน้อยเนื้อต่ำใจเลย
พุทธศาสนิกชนที่รักทั้งหลายเอ๋ย
นี่บุญอยู่ตรงนี้ บาปอยู่ตรงนี้
นี่แหละคนที่ว่าเขาเป็นบาป ทำใจไม่ได้นี่
ถ้าหันมุมกลับจะนึกได้
ทำไมนักกรรมฐานถึงเป็นคนแบบนี้
ทำใจไม่ได้จึงเป็นเช่นนี้

บาปบุญคุณโทษที่มีอยู่กับเราเหมือนเป็นเงาตามตัว
ถ้าตัวเราสวย กายเป็นบุญ จิตเป็นบุญ
เงามันก็ตามเป็นบุญไปด้วย เหมือนกระจกส่องเงาฉะนั้น
กายไม่เป็นบุญ เป็นบาป จิตเป็นบาป
กระจกที่ตามเราเป็นเงาก็เป็นบาป
สะท้อนย้อนเงากระจก
เป็นเงาบาปเป็นเงาโทษติดตัวเราไป
เราแยกรูปแยกนาม แยกบาปแยกบุญออกเป็นสัดส่วน
บาปนั้นเราจะไม่ทำให้เดือดร้อนอีก
มันก็มีแต่บุญเพราะขจัดความบาปความเศร้าหมองใจ
ออกไปด้วยการกำหนดจิต
กำหนด “รู้หนอ” ที่ลิ้นปี่
กำหนด “โกรธหนอ” ตัวโกรธหายไปตัวบุญเข้ามาแทนที่
คนที่ด่าเราก็กลับกลายไปหาตัวบาปต่อไป
แล้วตัวริษยาตัวจองเวรจองกรรมก็เกิดขึ้นมาเป็นเงาติดตัวไป

บางคนก็บอกคนนั้นไม่ดี คนนี้ใช้ไม่ได้
นั่นมันเป็นเรื่องของเขา
มันเรื่องของคนบาปเขาทำกัน
เรื่องบุญอย่าเอาไปผสมกับบาปอย่างนั้น
คนดีอย่าไปผสมกับคนชั่ว คนชั่วอย่าไปผสมกับคนดี
เลยกลัวกันไป ไม่รู้บุญรู้บาป
ไม่รู้ดีรู้ชั่วแต่ประการใดเลย
เข้าข้างตัวเองว่า ตัวเก่งคนเดียว ตัวดีคนเดียว
คนอื่นเอาดีไม่ได้ อย่างนี้ต้องแยกรูปแยกนาม
แยกบุญแยกบาปออกไป
แล้วเราจะรู้ว่าตัวเราเป็นบาปหรือเป็นบุญด้วยปัจจัตตัง
รู้ได้ด้วยการกระทำของเราทั้งสิ้น

พระพุทธเจ้าทรงแสดงโลกธรรมว่า
อย่าหวั่นไหว จงทำใจให้ได้
จงทำใจเสียเถิดเมื่อมีทุกข์
จงทำใจให้ได้อย่าไปเกิดเป็นคนอีกเลย มันมีแต่ทุกข์
จงทำใจเสียให้ได้ เราบังคับบัญชาไม่ให้แก่ไม่ได้
ทุกคนต้องแก่ ฟันก็ต้องหัก ผมก็ต้องหงอก
ตัวหนังเต่งตึงทั้งนั้น ทั้งเส้นโลหิตเต่งตึงดี
บัดนี้นานไปก็หย่อนยาน ห้ามไม่ได้ บังคับไม่ได้
หนุ่มสาวนั่นมันเป็นของหลอกลวงกันชั่วคราวเท่านั้น
ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิตเลย
จงอย่าทำบาปเลย อย่าทำชั่วเลย
นี่แก่ก็เป็นทุกข์
เวลาเป็นหนุ่มเป็นสาว กระชุ่มกระชวยหน้าสวยก็ชื่นใจ
ในเมื่อยามแก่ชราแล้ว ความกระชุ่มกระชวยก็ลดไป
จิตใจก็ฝ่อแฝ่แล้วตลอดรายการ
บังคับไม่ได้เลยก็เสียใจ
มันก็เกิดความไม่แน่นอนของอนิจจังนี้
โปรดทำใจเถิดอย่าไปคิดอย่างอื่นเลย
ปลงให้ตกว่าเราต่อไปจะแก่
หน้าขาวก็ย่นย่อตกกระ
แล้วฟันก็หักก็หลอ
หายในก็ผลุบเข้าผลุบออก น้ำลายไหล
น้ำตาก็ร่วง หน่วงหัวใจ
นี่ทำใจเถิดนะ จะเสียใจตลอดชาติที่ทำใจไม่ได้
เราเป็นหนุ่มเป็นสาว อย่าคิดว่าเป็นหนุ่มตลอดไป
อย่าคิดว่าเราเป็นสาวตลอดกาล
บัดนี้เราแก่โดยไม่รู้ตัว
เนื้อหนังก็โทรมไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว
มันมีแต่ความทุกข์
มันมีแต่ความยากลำบากตลอดรายการ
หาความสุขไม่ได้เลย
มีแต่ความทุกข์ระทมขมขื่นแทบจะกลืนไม่ลงแล้ว
มีทั้งรักทั้งแค้นแน่นในทรวงหึงหวงหนักหน่วงในหัวใจ
เงินทองหามาได้ก็สิ้นไป
เหมือนร่างกายสังขารหาความแน่นอนไม่ได้
บ้านเรือนก็ทรุดโทรม หลังคาก็รั่วแล้ว
ข้างฝาก็จะพัง ปลวกจะกินอย่างนี้
เรือก็เซก็ทรุดหมดอาลัยตายอยากทุกราย
นี่เรามีแต่ความทุกข์
เราเกิดมาต้องแก่เป็นทุกข์ทั้งหมด ก็แย่ลงไป
ในที่สุดก็ต้องเข้าไปสู่เมรุกันทุกคน
นี่หรือหนุ่มสาว หลอกลวงกันทุกคน ชั่วคราวเท่านั้น
มันไม่มีความจริงเลย หาความจริงไม่ได้เลย
เธอสวยหรูในวันนี้เธอจะไม่น่าดูในวันหน้า
โรคกายโรคใจเจ็บระทวยป่วยไข้ก็มารุมเร้าทุกวัน
มันก็ทรุดโทรมมีแต่ความทุกข์
มีแต่ความยากลำบาก โปรดทำใจให้ได้ท่าน
ความรักหนุ่มสาวมันชั่วคราว
ไม่ช้าเราก็จะตายจากกัน
แล้วก็จะเจ็บละเมอเพ้อพก ในยามสวยก็ชอบใจกัน
เวลาแก่ก็แย่ลงไป เวลาเจ็บไข้ก็ไม่อยากจะดูแลกัน
มันไม่สวยแล้ว ร่างกายก็ซูบผอมน้ำลายไหล
กินน้ำไม่เข้าปาก ความยากก็เกิดขึ้น
จะไม่รักกันแล้ว จะแย่ลงไป
นี่หรือสวย นี่หรือสาว
นี่หรือหนุ่มกระชุ่มกระชวยไปเที่ยวกันสรวลเสเฮฮา
สาวก็ไปเที่ยวหนุ่มก็พากันไป ว่านอนสอนยาก
ยังไม่เห็นความจริงของชีวิตเลย
เพราะเธอหนุ่มสาวไม่เคยนั่งเจริญวิปัสสนาให้แจ้งถึงใจ
หิวมันก็เป็นทุกข์ ร้อนก็เป็นทุกข์
หนาวก็เป็นทุกข์ตลอดรายการ
เจ็บระทวยป่วยไข้ก็เป็นทุกข์
โปรดทำใจให้ได้เถิด หิวเป็นทุกข์ตลอดรายการ
กระหายก็เป็นทุกข์ หาความสุขไม่ได้เลย
หลอกลวงกันมาว่า นอนคู้นอนเหยียดขาแข้งยังแข็งแรง
บัดนี้เจ็บแล้ว บัดนี้จะจอดแล้ว
เราที่นั่งนี่เป็นคนเจ็บยังไม่ใช่คนตาย
เจ็บเป็นอย่างไรหรือ เมื่อยมันก็เรียกว่า เจ็บ
ปวดโน่นปวดนี่ก็เรียกว่า เจ็บ
ไม่สบายใจก็เรียกว่า เจ็บ
ไม่สบายกายก็เรียกว่า เจ็บ
เราเข้าใจผิดคิดว่า
ต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มถึงเรียกว่า เจ็บ
ไม่ใช่ พระท่านเรียกว่า จอด
เรือจะไม่ไปจะตายแล้ว เรือจอดแล้ว พังแล้ว ผุแล้ว
คือ จอดแจวไม่ไปแล้ว ไปไหนไม่รอดปลอดภัยแล้ว
จะเข้าเมรุแล้ว จงทำใจนะเรือจอดแล้วไปไม่ไหว
เพราะไม่เคยปฏิบัติธรรมทำใจไม่ได้
ทุกขติง ปาฏิกังขา ก็ไปนรก
ไม่เคยไปสวรรค์กับเขา เพราะไม่เคยเข้าวัด
ไม่เคยปฏิบัติธรรมเลย
แม้กิจกรรมประจำวันก็ทำไม่ได้
มีแต่ความทุกข์ระทมขมขื่นตลอดรายการ
นี่แหละบทความที่ ทำใจได้
ทำตรงไหน เจริญสติปัฏฐาน 4 ให้ได้
มีสติทุก อิริยาบถเรียกว่า ทำใจ
คนที่ทำใจได้เพราะมีสติควบคุมใจได้
ไม่ว่าใครคนที่ว่าเก่งๆ หันมุมกลับ
เหมือนกระจกเงาคนนั้นใช้ไม่ได้
เงาคนนั้นไม่ดีแน่ เพราะกระจกเงาเป็นอย่างนั้นก็ตามเขาไป
นี่จงทำใจเสียให้ได้เถิด
คนทำใจได้ นั่นแหละคนนั่งกรรมฐานได้รับผล
มีสติติดตัวไป เป็นอาวุธของตนตลอดไป

เตรียมตัวก่อนตาย เราจะตายเสียแล้ว
เราเจ็บเสียแล้ว ลูกเอ๋ยช่วยแม่หน่อย
ลูกเอ๋ยช่วยพ่อหน่อย ลูกเขาไม่ช่วยก็เสียใจ
เลยไปนรกทำใจไม่ได้ เตรียมทำใจเสียบัดนี้ทุกคน
ทั้งหนุ่มทั้งสาว เตรียมทั้งตัวเตรียมทั้งใจ
จะต้องเจอแต่ระทมขมขื่นตลอดไป
ไม่มีใครทำใจได้ ก็ฝากความเสียใจ
ฝากนรกไว้ในใจของเราคนเดียว
เปล่าเปลี่ยวหัวใจแล้ว
เราจะไม่รอดปลอดภัยอย่างแน่นอน รีบทำใจเถิด
เวลาเจ็บมีคนมาพยาบาล
ถ้าเจ็บคราวใดไม่มีใครพยาบาล ก็ทำใจเสียให้ได้
ลูกก็ไม่เห็นหน้า หลานก็ไม่มา ทำใจเถิด
เรามาคนเดียวก็ไปคนเดียว มันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ
ถึงแม้ไม่มีใครมาช่วยก็ไม่เป็นไร
ทำใจเสียก่อน อย่าไปหวังอะไรจากใคร
“ปวดหนอ” ลูกเอ๋ยมาช่วยบีบให้พ่อแม่หน่อย
ลูกเขาไม่มาบีบก็เสียใจ
แล้วให้สมบัติเขาไปแล้วหวังผลตอบแทนจากเขา
เขาก็ไปดีแล้วก็ตามใจ
เลี้ยงลูกเอาบุญเถอะ อย่าเอาคุณประโยชน์
ทำใจให้ได้เถอะ เราจะได้ไปสวรรค์นิพพานได้ โปรดทำใจ
เรารักลูก หวังจะพึ่งลูกนี้แล้วไม่ได้พึ่ง
เตรียมทำใจไว้ก่อน
เจ็บนี่ลูกเขาจะมาปฏิบัติไหม จะเอาใจเราไหม
โปรดอย่าคิดอย่างนั้นเลย จงทำใจเสียให้ได้ ณ บัดนี้
แฟนเขาไม่ได้รักเราด้วยใจจริง
เขารักเราด้วยกามคุณทั้ง 6
ไม่ได้รักด้วยน้ำใจด้วยเมตตาเลย เขาจึงไม่มาช่วยเรา
ดังนั้น ทั้งเงินทองทรัพย์สินสมบัติพัสถาน
เราช่วยใครไป อย่าหวังผลตอบแทนเลย
มิฉะนั้น เราจะเสียใจไปนรก
ถ้าท่านผู้ใดเจริญวิปัสสนากรรมฐานจิตมั่นคง
จะไม่ง้อใครแล้ว เราต้องช่วยตัวเองได้ ทำใจได้
เราจะไม่เสียใจ ไม่น้อยใจต่อบุคคลใด
ความเสียใจน้อยใจเป็นเมืองอบาย
เป็นเมืองนรก หมกไหม้ตัวเอง
ถ้าทำใจได้แล้วไม่ต้องไปเสียใจไม่ต้องไปน้อยใจ
ไม่ต้องไปให้ใครเขามาลำบากเพราะเราเลย
เราเจ็บก็เป็นเรื่องของเรา เราจอดก็เป็นเรื่องของเรา
ไม่มีใครช่วยเราได้แน่ อย่าเสียใจเลย
ท่านทั้งหลายเอ๋ย จงตั้งหน้าเจริญวิปัสสนาทำใจให้ได้
อย่าไปว่าคนโน้นคนนี้เขา
เราไม่เคยว่าใครแล้ว เขาดีแค่นั้น
ธาตุสังกะสีเอาดีไม่ได้ ไปว่าเขาทำไม
คนดีมันก็ดี คนชั่วมันก็ดีไม่ได้
คนดีมันจะชั่วไม่ได้ โดยวิธีนี้เราจะชื่นใจ เพราะเราทำใจได้
ที่ได้ชี้แจงมานี้ตามเหตุผลของภาคปฏิบัติธรรม
ถ้าผู้ใดทำได้ตั้งสติไว้ทุกอิริยาบถ
กำหนดโกรธได้และกำหนดให้หายไปเลย
อย่าผูกความโกรธเอาไว้ในใจเลย
โปรดทำใจให้ได้ เจ็บก็เรื่องของเรา จะจอดก็เรื่องของเรา
ไม่ต้องไปพะเน้าพะนอใคร
เพราะบุพการีค้นหาได้ยากอย่างยิ่งในโลก ไม่ค่อยมี
พระพุทธเจ้าสอนมาแล้ว
คนที่กตัญญูกตเวทีจะเป็นผู้มีปัญญา
คนไม่มีปัญญาจะไม่มีลักษณะนี้เลย
จะไม่กตัญญูกตเวที
ถ้าคนปฏิบัติธรรมจะมีพร้อมทั้งบริวารทั้งเครื่องครบ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ได้ชี้แจงมานี้
เกิดมีแต่ทุกข์ เกิดมาแล้วก็ต้องแก่
ไม่เกิดก็ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย
แต่ถ้าเกิดมาเมื่อไรมีแก่เมื่อนั้น
เป็นเรื่องธรรมดา จงทำใจให้ได้
ทำใจได้มีแต่ความสุขไม่มีทุกข์ เพราะปลงตกแล้ว
รู้เหตุผลด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สมปรารถนา ทุกประการเทอญ

ที่มา...หนังสือกฎแห่งกรรม - ธรรมปฏิบัติ เล่มที่ ๗
http://jarun.org

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ธ.ค. 2008, 12:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2008, 09:39
โพสต์: 219


 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุเจ้า.. :b8: :b20:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ธ.ค. 2008, 15:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2008, 10:19
โพสต์: 246


 ข้อมูลส่วนตัว www


ขอบคุณธรรมะครับ

.....................................................
ธรรมะคือธรรมชาติ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ธ.ค. 2008, 03:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


อนุโมทนาด้วยนะคะคุณลูกโป่ง :b8: :b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ธ.ค. 2008, 16:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ธ.ค. 2008, 13:10
โพสต์: 43


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: สุธุครับ ได้คำสอนนี้แล้วได้สติที่จะปฏิบัิติตัวได้ดีขึ้นเลยครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.พ. 2009, 14:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 807

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: สาระดีมีประโยชน์ เกิดสติปัญญา เข้าใจถึงคำว่าศีลยิ่งขึ้น...
"หลวงพ่อบอกว่า หากเราไม่มีเงินทำบุญทำทาน เราก็สามารถทำทานกับตัวเองได้ ซึ่งวิธีทำทานที่ให้ผลชั้นเลิศที่สุด ก็คือสละความชั่วออกจากจิตใจตัวเอง จึงได้ชื่อว่าได้ทำทานอย่างสมบูรณ์100%...."

:b1: หรือจะพูดอีกอย่างก็คือมีศีลประจำไว้ที่ใจให้เกิดขึ้นที่ใจเสียก่อน(นี่ผมพูดเองครับ) :b42:

.....................................................
"มีสติเป็นเรือนจิต ใช้ชีวิตเป็นเรือนใจ ใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างส่องทางเดินไปเถิด จะได้ล้ำเลิศในชีวิตของท่าน มีความหมายอย่างแท้จริง"
ในการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อท่านบอกว่า ให้ตัดปลิโพธกังวลใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ลูก สามี ภรรยา ความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง อย่าเอามาเป็นอารมณ์ จากหนังสือ: เจริญกรรมฐาน7วันได้ผลแน่นอน หัวข้อ12: ระงับเวรด้วยการแผ่เมตตา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 มี.ค. 2009, 15:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 มี.ค. 2009, 20:11
โพสต์: 2


 ข้อมูลส่วนตัว


สติมา ปัญญาเกิด
:b39:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 เม.ย. 2009, 08:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ม.ค. 2009, 18:00
โพสต์: 64


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร