วันเวลาปัจจุบัน 27 ก.ย. 2017, 01:07  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


“อภิธรรม (สันสกฤต: abhidharma) หรืออภิธัมมะ (บาลี: abhidhamma) เป็นชื่อปิฎกศาสนาพุทธฉบับหนึ่งในปิฎกทั้งสามฉบับที่รวมเรียก "พระไตรปิฎก" อภิธรรมแปลว่าธรรมอันยิ่ง ปิฎกฉบับอภิธรรมนั้นเรียก "พระอภิธรรมปิฎก" ซึ่งว่าด้วยประมวลหลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักวิชาล้วนๆ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และบุคคลเลย”



กลับไปยังกระทู้  [ 208 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 10, 11, 12, 13, 14  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ส.ค. 2014, 07:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 4957


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อภัพพบุคคล

อภัพพาคมนบุคคล บุคคลผู้ไม่ควรแก่การบรรลุ มรรค ผล
บุคคลที่ประกอบด้วย กัมมาวรณ์ ประกอบด้วยกิเลสาวรณ์ ประกอบ
ด้วยวิปากาวรณ์ ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม โง่เขลา
เป็นผู้ไม่ควรหยั่งลงสู่นิยามอันถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย
บุคคลเหล่านี้เรียกว่าอภัพพาคมนบุคคล บุคคลผู้ไม่ควรแก่การบรรลุมรรคผล.


หรือเป็นผู้กระทำปัญจานันตริยกรรม ๑ เป็นผู้นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๑
ผู้ถือปฏิสนธิมาด้วยอเหตุกะและทวิเหตุกจิต ๑ ผู้ไม่เชื่อพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ๑
ความพอใจเพื่อจะทำกุศลของผู้ใดไม่มี ๑ ผู้มีภวังคปัญญาไม่บริบูรณ์ ๑
อุปนิสัยมรรคผลของผู้ใดไม่มี ๑ บุคคลเหล่านั้น แม้ทั้งหมดเป็น
ผู้มีภัพพวิปริตไม่พึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามธรรม คือ มรรคผลและนิพพาน
เป็นผู้ที่เกิดมาว่างเปล่าในชาตินี้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ส.ค. 2014, 06:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 4957


 ข้อมูลส่วนตัว




%20_1_~1.JPG
%20_1_~1.JPG [ 30.96 KiB | เปิดดู 1546 ครั้ง ]
เรื่อง อเหตุกจิต

อเหตุกจิต แปลว่า จิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ ทั้งที่เป็นเหตุบุญและเหตุบาป
เรียกว่า อเหตุกวิบากจิต มีจำนวน ๑๘ ดวง แบ่งเป็น ๓ ชนิด
๑. อกุศลวิบากจิต ๗
๒. อเหตุกกุศลวิบากจิต ๘
๓. อเหตุกกิริยาจิต ๓ ดวง

อเหตุกจิตเป็นจิตที่ไม่มีเหตุ ๖ ประกอบ
เหตุบาป หรือ อกุสลเหตุ มี โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ
เหตุบุญ หรือ กุสลเหตุ มี อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ

อกุสลวิบากจิต ๗ เป็นจิตที่เป็นผลของอกุสลกรรม เป็นผลของฝ่ายชั่ว ฝ่ายบาปอกุสล
ซึ่งได้กระทำสั่งสมมาแล้วแต่อดีต จึงต้องมาได้รับผลเป็นอกุสลวิบากจิต อันเป็นผลไม่ดี มี ๗ ดวง

อเหตุกุสลวิบากจิต ๘ เป็นจิตที่เป็นผลของกุสลกรรม เป็นผลของฝ่ายดี ซึ่งได้กระทำสั่งสมมาแล้ว
แต่อดีต จึงต้องมาได้รับผลเป็นกุสลวิบากจิต อันเป็นผลฝ่ายดีดี มี ๘ ดวง

อเหตุกกิริยาจิต ๓ จิตที่เป็นกิริยา ไม่ใช่เหตุและไม่ใช่ผล มี ๓ ดวง

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ส.ค. 2014, 06:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 4957


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อนันตรปัจจัย

อนันตรปัจจัย แปลว่า จิตและเจตสิก ดับลง เป็นปัจจัย
ให้จิตและเจตสิกดวงใหม่เกิดขึ้นโดยไม่มีระหว่างคั่น หมายความว่า จิตและเจตสิก
ที่เกิดร่วมกันดับลง ก็เป็นปัจจัย จิตและเจตสิกดวงใหม่สืบต่อกันไปเรื่อยๆโดยไม่ขาดสาย
โดยไม่มีจิตและเจตสิกใดๆมาเกิดคั่นเลย (ยกเว้นจุติจิตของพระอรหันต์)

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ส.ค. 2014, 06:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 4957


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อัญญมัญญปัจจัย

อัญญมัญญปัจจัย แปลว่า สิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้น
เช่น โลภะเจตสิก ก็ต้องอาศัยจิต และเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยเกิดขึ้น

อุปมาเหมือน หนึ่งโต๊ะ ๓ ขา หรือขาหยั่งซึ่งอาศัยไม้ ๓ อัน
ค้ำจุนอยู่ ซึ่งโต๊ะ ๓ ขาก็ดี หรือไม้ขาหยั่งก็ดี
ถ้าขาดไปขาใดขาหนึ่งแล้วโต๊ะและขาหย่างนั้นไม่สามารถจะตั้งอยู่ได้
การที่โต๊ะและไม้ขาหยั่งนั้นตั้งอยู่ได้ ก็ต้องพร้อมเพรียงด้วยขาทั้ง ๓
ค้ำจุนซึ่งกันและกันอยู่

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ส.ค. 2014, 06:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 4957


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อธิบดี

อธิบดี แปลว่า ความเป็นใหญ่
หรือธรรมที่มีอำนาจยิ่งกว่าธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับตน

อธิบดี เป็นธรรมที่เป็นเจ้า ที่มีอำนาจยิ่ง ธรรมที่เป็นใหญ่ที่มีอำนาจยิ่ง ในการปกครอง
เมื่อในขณะที่เกิดขึ้นในคราวหนึ่งๆ ย่อมเกิดได้เพียงอธิบดีเดียว เช่น ขณะที่ฉันทะเป็นอธิบดี
คือมีความพอใจอันแรงกล้าเกิดขึ้นแล้ว วิริยะ จิต ปัญญา ก็ต้องคล้อยตามฉันทะไปในอารมณ์นั้นๆด้วย
ความเป็นใหญ่ที่เป็นอธิบดีนั้น ในคราวหนึ่งๆ อธิบดีจะเกิดร่วมกันหลายๆ อธิบดีไม่ได้

เหมือนว่าประเทศหนึ่งมีพระราชาเพียงพระองค์เดียว จะเปลี่ยนพระราชาได้ก็ต่อเมื่อ
พระราชาสละราชบัลลังค์ หรือสวรรคต ราชบุตรองค์ที่ ๑ จะมาเป็นอธิบดีแทน ถ้าราชบุตร
องค์ที่ ๑ ไม่รับก็ต้องเป็นองค์ที่ ๒ มาแทน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ส.ค. 2014, 06:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 4957


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อินทรีย์

อินทรีย์ แปลว่า เป็นผู้ปกครอง
หมายความว่า สามารถทำให้สภาวธรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกับตนนั้น
ต้องเป็นไปตามอำนาจของตน หรือเป็นธรรมที่ย่อมกระทำให้ตนเป็นอิสระยิ่งขึ้น

ความเป็นใหญ่ เป็นผู้ปกครองนั้นมี ๒ อย่างคือ

๑. ความเป็นใหญ่เป็นผู้ปกครอง โดยความเป็นอินทรีย์อย่างหนึ่ง
๒. ความเป็นใหญ่เป็นผู้ปกครอง โดยความเป็นอธิบดีอย่างหนึ่ง

ธรรมที่เป็นใหญ่เป็นผู้ปกครอง โดยความเป็นอินทรีย์นั้น
ย่อมเกิดขึ้นพร้อมๆกันหลายๆ อินทรีย์ได้โดยไม่ขัดกัน เพราะธรรมที่เป็นอินทรีย์เหล่านี้
เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตนๆเท่านั้น เช่น จักขุทรีย์ ก็จะเป็นใหญ่เฉพาะในการเห็น
โสตินทรีย์ ก็จะเป็นใหญ่เฉพาะการได้ยิน เป็นต้น ฉะนั้นจักขุนทรีย์ก็จะไม่ไปก้าวก่าย
ในการได้ยิน โสตินทรีย์ก็จะไม่ไปก้าวก่ายในการเห็น เหล่านี้เป็นต้น

ฉะนั้นจะดูเหมือนว่าในคราวหนึ่งๆ จะได้เห็น จะได้ยิน จะได้กลิ่น รู้รส ไปพร้อมกันเป็นต้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ส.ค. 2014, 09:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3760

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ลุงหมาน หยุดไปเฉยเลย...

๒. ความเป็นใหญ่เป็นผู้ปกครอง โดยความเป็นอธิบดีอย่างหนึ่ง... ??

อ่านอยู่ครับ ^ ^

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ส.ค. 2014, 11:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 4957


 ข้อมูลส่วนตัว


เช่นนั้น เขียน:
ลุงหมาน หยุดไปเฉยเลย...

๒. ความเป็นใหญ่เป็นผู้ปกครอง โดยความเป็นอธิบดีอย่างหนึ่ง... ??

อ่านอยู่ครับ ^ ^


ขอบคุณครับที่ติดตามอ่าน

ความเป็นอธิบดี ที่ไม่ได้อธิบายไว้เพราะว่าได้อธิบายไว้ด้านบนแล้ว
จึงไม่อยากจะอธิบายซ้ำอีก กรุณาอ่านข้างบนโดยความเป็นอธิบดีครับ ??

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ก.ย. 2014, 15:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 4957


 ข้อมูลส่วนตัว


หายไปจริงๆ โพสต์ไปถึงหน้า ๑๗ อ้าว..เหลือแค่หน้า ๑๔
มีผู้เข้ามาอ่านจำได้ว่า ๙.๔๐๐ กว่า ตอนนี้ลดลง เหลือ ๗.๕๖๓ คน
เอาใหม่.....เริ่มต้นนับกันใหม่ รอดตายเหลือมาแค่นี้ก็บุญแล้ว

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ก.ย. 2014, 21:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3760

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เหลือเท่าไหร่ ก็ยังเป็นสิ่งดีๆ ^ ^

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ธ.ค. 2014, 06:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 4957


 ข้อมูลส่วนตัว


อักโกธะ

อักโกธะ แปลว่า ความไม่โกรธ หมายถึงความเป็นผู้มีอัธยาศัยประกอบด้วยเมตตาธรรม
ควบคุมอารมณ์ ระงับยับยั้งใจได้

ลักษณะนิสัยของผู้มีอักโกธะ คือเป็นคนใจเย็น อารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ
เป็นคนหนักแน่น ไม่เป็นคนเจ้าอารมณ์ ไม่โกรธง่ายไม่เอาแต่อารมณ์
ไม่ปรารถนาก่อเวรก่อภัยกับใครๆ เป็นคนมีเหตุผล ไม่ขุ่นเคืองใจในเหตุที่ไม่ควรขุ่นเคือง
แม้มีเหตุที่ควรจะขุ่นเคือง ก็สามารถระงับยับยั้งใจไว้มิให้ขุ่นเคืองได้ด้วยโยนิโสมนสิการ

อักโกธะ เป็นธรรมข้อหนึ่งในทศพิธราชธรรม(ดูเรื่องทศพิธราชธรรม)

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ย. 2015, 10:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 4957


 ข้อมูลส่วนตัว


อัตตสัมมาปณิธิ

อตฺตสมฺมาปณิธิ แปลว่า การตั้งตนไว้ชอบ หรือ การประกอบตนไว้ดี
คุณข้อนี้สำคัญที่จะพัฒนาชีวิตไปสู่ความเจริญก้าวหน้า เพราะเหตุว่า บุคคลเมื่อเกิดมา
จำต้องประพฤติตนให้เหมาะสมกับภูมิเดิม ภูมิรู้และภูมิฐานของตน เพื่อจะได้หลีกพ้นอุปสรรค
ข้อขัดข้องทั้งผอง มาประคองชีวิตให้ดำเนินไปได้สะดวกง่ายดายเหมือนคนพายเรือลำน้อยๆ
ข้ามฟาก หากจำต้องประคองตัวประคองเรือ คอยคาดคัดจัดให้เรือแล่นผ่านร่องน้ำ
ไปนำให้ถึงจุดหมายโดยสะดวกไม่ติดขัดฉะนั้น

การตั้งตนไว้ชอบประกอบตนไว้ดีในที่นี้ หาได้หมายถึงการตั้งหลักป้กฐานภายนอก
เช่น การก่อร่างสร้างตนให้เป็นหลักเป็นแหล่งมั่นคง มีครอบครัวเป็นเนื้อเป็นตัวเป็นล่ำเป็นสัน
มีบ้านเรือนเรือกสวนไร่นาเป็นของตนเป็นต้นเท่านั้นก็หาไม่ หากแต่หมายถึงการสร้างตัวภายใน
คือสร้างในตัวของเราเอง เมื่อสร้างตัวได้ก็เสริมตัวได้กล่าวคือ เสริมฐานให้กว้าง เสริมยอดให้สูง
เพราะเมื่อตั้งตัวภายในได้แล้ว การตั้งตัวภายนอกก็จะพลอยมีตามมาด้วย กายกับจิต
รวมกันเป็นตัวตน บุคคลจึงมีการแยกตัวตนออกเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนกาย ส่วนวาจา และส่วนใจ
การตั้งตนไว้ชอบก็คือการตั้งกายชอบ ตั้งวาจาชอบ ตั้งใจชอบ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 มิ.ย. 2017, 18:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 4957


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องอโทสะ

อโทสะ คือ เมตตาแท้ เป็นความปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งหลายอย่างแท้จริงโดยไม่ยึดถือว่าผู้ที่เราแผ่ความปรารถนาดีรักใคร่นั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับเรา เช่น เป็นบิดา มารดา บุตร ธิดา ภรรยา สามี ภรรยา ญาติพี่น้อง เพื่อน ผู้ร่วมงาน ฯลฯ เมื่อไม่มีการยึดถือ แม้เมื่อบุคคลเหล่านั้นจะห่างไกลไปจากเรา เราก็ไม่รู้สึกเดือดร้อน คงปรารถนาให้เขาอยู่ดีมีสุข ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่แห่งใด

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 208 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 10, 11, 12, 13, 14

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร