วันเวลาปัจจุบัน 21 พ.ค. 2019, 23:55  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง





กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2014, 02:08 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

หนังสือเทศน์ ๑๒ นักษัตร

คำนำ
หนังสือ ๑๒ นักษัตรเล่มนี้ พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ได้ทรงพบในหนังสือเก่า
เป็นที่พอพระทัย จึงได้คัดมาเป็นต้นฉบับ ขอ
ให้พระราชกวีเป็นผู้ตรวจ เพื่อพิมพ์ขึ้น
ให้แพร่หลาย และทรงเห็นว่าหน้ากระดาษยังน้อย
ขอให้ข้าพเจ้าแต่งเพิ่มเติมขึ้นอีก ในข้อที่จะ
เป็นประโยชน์ พอเป็นคติแก่ผู้อ่านผู้ฟัง ข้าพเจ้าเห็นว่า
๑๒ นักษัตรและอริยสัจ
ที่เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์แสดงไว้นี้
เป็นของดีควรฟัง เป็นคติดีอยู่แล้ว จึงได้อธิบาย
โดยอัตโนมัติ ให้ลงสู่สมัย
ใหม่ของพวกเราอีกวาระหนึ่ง
เป็นการเพิ่มพูนสวนานุตริยกุศล ถ้าผู้ฟังฟัง
ด้วยศรัทธาไม่อาศัยความประมาท อาจจักได้ที่พึ่งคือ
ถึงพระไตรสรณคมน์โดยแท้
การพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้น ก็
โดยทรงเห็นประโยชน์แก่พวกพุทธบริษัท
เป็นสาธารณประโยชน์แท้ เพราะเหตุนั้น ขออุทิศ
ส่วนกุศลสาธารณประโยชน์นี้ ถวายเป็น
ส่วนราชพลี เทวตาพลี ปุพพเปตพลี ญาติพลี
ด้วยอำนาจปัตติทานมัยกุศลนี้ จง
เป็นผลสำเร็จแก่ท่านผู้อนุโมทนาทุกประการเทอญ.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2014, 02:13 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เทศน์ ๑๒ นักษัตร
(ตรวจและเพิ่มเติม เมื่อเป็นพระราชกวี พ.ศ.
๒๔๕๖ จากต้นฉบับของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต)
วัดระฆังโฆสิตาราม.)
หนังสือ เทศน์ ๑๒ นักษัตร
ในส่วนเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (
โต)
ท่านพระยา
ผู้หนึ่งเคยนิมนต์พระมาแสดงธรรมเทศนาให้ฟัง
อยู่เนืองๆ ที่บ้านของท่าน วันหนึ่ง ท่านคิดอยาก
จะฟังเทศน์จตุราริยสัจ จึงใช้บ่าวคนหนึ่งว่า
เจ้าจงไปนิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จฯ
ที่วัดมาเทศน์อริยสัจสักกัณฑ์หนึ่งในค่ำวันนี้ ท่านหา
ได้เขียนฎีกาบอกชื่ออริยสัจให้บ่าวไปไม่
บ่าวก็รับคำสั่งไปนิมนต์เจ้าประคุณไปแสดงธรรมที่บ้านค่ำวันนี้
เจ้าประคุณสมเด็จฯ จึงถามว่า ท่านจะ
ให้เทศน์เรื่องอะไร บ่าวลืมชื่ออริยสัจเสียจำไม่ได้
นึกคะเนได้แต่ว่า สิบสองนักษัตร จึงกราบเรียนว่า
สิบสองนักษัตรขอรับผม แล้วก็กราบลามา
ฝ่ายเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็คิดว่า เห็นท่านพระยาจะ
ให้เทศน์อริยสัจแต่บ่าวลืมชื่อไป
จึงมาบอกว่าสิบสองนักษัตรดังนี้ พอ
ถึงเวลาค่ำท่านก็มีลูกศิษย์ติดตาม
เข้าไปแสดงธรรมเทศนาที่บ้านท่านพระยาผู้นั้น
มีพวกอุบาสกอุบาสิกามาคอยฟังอยู่ด้วยกันมาก
เจ้าประคุณสมเด็จจึงขึ้นธรรมาสน์
ให้ศีลบอกพุทธศักราช และตั้งนโม ๓ หน จบแล้ว
จึงว่าชนนีบทสิบสองนักษัตรว่า มุสิโก อุสโภ พฺยคฺโฆ
สโส นาโค สปฺโป อสฺโส เอฬโก มกฺกโฏ กุกฺกุโฏ สุนกฺโข
สุกโร
แล้วแปลเป็นภาษาไทยว่า
มุสิโก หนู
อุสโภ วัวผู้
พฺยคฺโฆ เสือ
สโส กระต่าย
นาโค งูใหญ่
สปฺโป งูเล็ก
อสฺโส ม้า
เอฬโก แพะ
มกฺกโฏ ลิง
กุกฺกุโฏ ไก่
สุนกฺโข สุนัข
สุกโร สุกร
ฝ่ายท่านพระยาเจ้าของกัณฑ์กับพวกสัปบุรุษทายกก็มี
ความสงสัยว่า ทำไมเจ้าประคุณสมเด็จฯ
จึงมาเทศน์สิบสองนักษัตรดังนี้เล่า และสงสัยว่าบ่าว
จะไปนิมนต์ท่านเรียกชื่ออริยสัจผิดไปดอกกระมัง
ท่านพระยาจึงเรียกบ่าวคนนั้นเข้ามาถามว่า
เจ้าไปนิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จเทศน์เรื่องอะไร
บ่าวก็กราบเรียนว่า
นิมนต์เทศน์เรื่องสิบสองนักษัตรขอรับผม
ท่านพระยาจึงว่านั่นเป็นไรเล่า
เจ้าลืมชื่ออริยสัจไปเสียแล้ว
ไปคว้าเอาสิบสองนักษัตรเข้า ท่าน
จึงมาเทศน์ตามเจ้านิมนต์นั่นซี
ฝ่ายเจ้าคุณสมเด็จฯ ก็เป็นผู้ฉลาดเทศนา ท่าน
จึงอธิบายรำพันหน้าธรรมาสน์ว่า อาตมภาพก็นึกอยู่
แล้วว่า ผู้ไปนิมนต์จะลืมชื่ออริยสัจเสีย
ไปบอกว่าท่านให้นิมนต์เทศน์สิบสองนักษัตร
อาตมภาพก็เห็นว่าสิบสองนักษัตรนี้ คือ
เป็นต้นทางของอริยสัจแท้ทีเดียว ยากที่บุคคลจะ
ได้ฟังธรรมเทศนาเรื่องสิบสองนักษัตรสักครั้งสักหน
เทศน์ที่ไหน ๆ ก็มีแต่เทศน์อริยสัจทั้งนั้น ไม่มีใคร
จะเทศน์สิบสองนักษัตรสู่กันฟังเลย ครั้งนี้
เป็นบุญลาภของมหาบพิตรเป็นมหัศจรรย์ เทพยเจ้า
ผู้รักษาพระพุทธศาสนาจึงได้ดลบันดาลให้ผู้รับ
ใช้เคลิบเคลิ้มไป ให้บอกว่าสิบสองนักษัตรดังนี้
อาตมภาพก็มาเทศน์ตามผู้นิมนต์ เพื่อจะให้สาธุชน
และมหาบพิตรเจ้าของกัณฑ์
ได้ฟังธรรมเทศนาเรื่องสิบสองนักษัตร อัน
เป็นต้นทางของอริยสัจทั้ง ๔ จะได้
เป็นธรรมสวนานิสงส์อันล้ำเลิศ ซึ่งจะได้
ให้ก่อเกิดปัจจเวกขณญาณในอริยสัจทั้งสี่
แท้ที่จริงธรรมเนียมนับ ปี เดือน วัน คืนนี้
นักปราชญผู้รู้โหราศาสตร์แต่ครั้งโบราณ
ต้นปฐมกาลในชมพูทวีป บัญญัติตั้งแต่งขึ้นไว้
คือกำหนดหมายเอาชื่อดวงดาราในอากาศเวหา มาตั้ง
เป็นชื่อ ปี เดือน วัน ดังนี้ คือ :-
๑) หมายเอาชื่อดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวอังคาร
ดาวพุธ ดาวพฤหัสบดี ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ รวม ๗ ดวง
มาตั้งเป็นชื่อวันทั้ง ๗ วัน และ
ให้นับเวียนไปเวียนมาทุกเดือนทุกปี
๒) หมายเอาชื่อดวงดาวรูปสัตว์ และดาวรูปสิ่งอื่น ๆ
มาตั้งเป็นชื่อเดือน ทั้งสิบสองเดือนมีดังนี้ คือ :-
๑. เดือนเมษายน ดาวรูปเนื้อ
๒. เดือนพฤษภาคม ดาวรูปวัวผู้
๓. เดือนมิถุนายน ดาวรูปคนคู่หนึ่ง
๔. เดือนกรกฎาคม ดาวรูปปูป่าหรือปูทะเล
๕. เดือนสิงหาคม ดาวรูปราชสีห์
๖. เดือนกันยายน ดาวรูปนางสาวที่น่ารักใคร่
๗. เดือนตุลาคม ดาวรูปคันชั่ง
๘. เดือนพฤศจิกายน ดาวรูปแมลงป่อง
๙. เดือนธันวาคม ดาวรูปธนู
๑๐. เดือนมกราคม ดาวรูปมังกร
๑๑. เดือนกุมภาพันธ์ ดาวรูปหม้อ
๑๒. เดือนมีนาคม ดาวรูปปลา
รวมเป็นดาว ๑๒ ดวง หมายเป็นชื่อ ๑๒ เดือน
และหมายเอาดาวรูปสัตว์ ๑๒ เดือน หมายเป็นชื่อปีทั้ง
๑๒ ปี
๓) ที่ประจำอยู่ในท้องฟ้าอากาศดังนี้ คือ :-
๑. ปีชวด ดาวรูปหนู
๒. ปีฉลู ดาวรูปวัวผู้
๓. ปีขาล ดาวรูปเสือ
๔. ปีเถาะ ดาวรูปกระต่าย
๕. ปีมะโรง ดาวรูปงูใหญ่ หรือดาวนาค
๖. ปีมะเส็ง ดาวรูปงูเล็ก หรืองูตามธรรมดา
๗. ปีมะเมีย ดาวรูปม้า
๘. ปีมะแม ดาวรูปแพะ
๙. ปีวอก ดาวรูปลิง
๑๐. ปีระกา ดาวรูปไก่
๑๑. ปีจอ ดาวรูปสุนัข
๑๒. ปีกุน ดาวรูปสุกร
รวมเป็นชื่อดาวรูปสัตว์ ๑๒ ดวง ตั้งเป็นชื่อปี ๑๒ ปี ใช้
เป็นธรรมเนียมเยี่ยงอย่างนับ ปี เดือน วัน คืน นี้
เป็นวิธีกำหนดนับอายุกาลแห่งสรรพสิ่งสรรพสัตว์
ในโลกทั่วไป ที่นับของใหญ่ ๆ ก็คือนับอายุโลกธาตุ
นับเป็นอันตรกัลป์มหากัลป์ ภัทรกัลป์เป็นต้น
และนับอายุชนเป็นรอบ ๆ คือ ๑๒ ปี
เรียกว่ารอบหนึ่ง และ ๑๒ รอบ เป็น ๑๔๔ ปี
แต่มนุษย์เราเกิดมาในกลียุคครั้งนี้
กำหนดอายุขัยเพียง ๑๐๐ ปี และ
ในทุกวันนี้อายุมนุษย์ก็ลดถอยลงมากกว่า ๑๐๐
ปีก็มีมาก ที่มีอายุกว่า ๑๐๐ ปีขึ้นไปถึง ๑๕๐ ปี หรือ
๒๐๐ ปี ก็มีบ้าง
ในบางประเทศตามจดหมายเหตุของประเทศต่าง ๆ
ได้กล่าวมา แต่มีเป็นพิเศษแห่งละ ๑ คน ๒ คน หรือ
๓ คน ๔ คนเท่านั้น หาเสมอทั่วกันไปไม่ แต่ที่อายุต่ำกว่า
๑๐๐ ปีลงมานั้น มีทั่วกันไปทุก ๆ ประเทศ จึง
เป็นที่สังเกตได้ว่า คำเรียกว่ากลียุคนี้
เป็นภาษาพราหมณ์ ชาวชมพูทวีปแปลว่า
ความชั่วร้าย คือว่าสัตว์เกิดมาในภายหลัง อัน
เป็นครั้งคราวชั่วร้ายนี้ ย่อมทำบาปอกุศลมาก จน
ถึงอายุสัตว์ลดน้อยถอยลงมาก ด้วยสัตว์ที่เกิด
ในต้นโลกต้นกัลป์นั้น เห็นจะมากไป
ด้วยเมตตากรุณาแก่กันและกัน ชักชวน
กันทำบุญกุศลมาก อายุจึงยืนหลายหมื่นหลายพันปี
และยังจะต่อลงไปข้างปลายโลก บางทีสัตว์
จะทำบาปอกุศลยิ่งกว่านี้ อายุสัตว์บางทีก็
จะเริ่มน้อยถอยลงไป จนถึง ๑๐ ปี เป็นขัย
และสัตว์มีอายุเพียง ๕ ปี จะแต่งงาน
เป็นสามีภรรยาต่อกัน ก็อาจจะเป็นไปได้ และ
ในสมัยเช่นนั้น อาจเกิดมิคสัญญีขาดเมตตาต่อกันและ
กัน อย่างประหนึ่งว่านายพรานสำคัญในเนื้อ จะฆ่าฟัน
กันตายลงเกลื่อนกลาดดังมัจฉาชาติต้องยาพิษทั่วไป
ในโลก แต่สัตว์ที่เหลือตายนั้น จะกลับบ่ายหน้า
เข้าหาบุญก่อสร้างทางกุศล ฝูงคนในครั้งนั้น
จะกลับมีอายุยืนยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนอายุตลอดอสงไขย
ซึ่งแปลว่านับไม่ได้นับไม่ถ้วน ภายหลังสัตว์
ทั้งปวงก็กลับตั้งอยู่ในความประมาท
ก่อสร้างบาปอกุศลครุ่น ๆ ไปอีกเล่า
อายุสัตว์ก็กลับลดน้อยถอยลงมาอีก
ตามธรรมดาของโลกเป็นไปดังนี้
สมเด็จพระพุทธเจ้าของเรา ผู้เป็นพระสัพพัญญู
ตรัสรู้แจ้งในธรรมทั้งปวง พระองค์
จึงทรงแสดงธรรมที่จริง ๔ ประการ ไว้ให้สัตว์
ทั้งปวงรู้แจ้ง คือ
๑) ความทุกข์มีจริง
๒) สิ่งให้เกิดทุกข์มีจริง
๓) ธรรมเป็นที่ดับทุกข์มีจริง
๔) ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์มีจริง
นี่แหละเรียกว่าอริยสัจ ๔ คือเป็นความจริง ๔
ประการ ซึ่งเพิ่มอริยะเข้าอีกคำหนึ่ง
นั้นคืออริยะแปลว่าพระผู้รู้อย่างหนึ่ง พระผู้ไกล
จากกิเลสอย่างหนึ่ง รวมอริยสัจจะสองคำ
เป็นนามเดียวกัน เรียกว่าอริยสัจ
และเติมจตุรสังขยานามเข้าอีกคำหนึ่งและแปลงตัว
ะ เป็นตัว า เพื่อจะให้เรียก
เพราะสละสลวยแก่ลิ้นว่า จตุราริยสัจ แปลว่า
ความจริงของพระอริยเจ้า ๔ อย่าง
ซึ่งท่านอ้างว่าความจริง ๔ อย่างนี้ เป็นของพระอริยะ
นั้น อธิบายว่า ต่อเป็นพระอริยเจ้าจึงจะเห็นจริง
คือพระอริยเจ้าเห็นว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ
ความตาย ซึ่งสัตว์เวียนว่ายทนรับความลำบากอยู่
ในวัฏสงสารนั้น ให้เกิดความทุกข์จริง
ตัณหา คือความอยาก ความดิ้นรน ของสัตว์นั้น ให้เกิด
ความทุกข์จริง
พระอมตมหานิพพาน ไม่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย
เป็นที่ดับทุกข์จริงและสุขจริง
พระอริยะมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
ย่อมเห็นจริงแจ้งประจักษ์ในธรรม ๔ อย่างดังนี้
และสั่งสอนสัตว์ให้รู้ความจริง เพื่อจะให้ละทุกข์
เข้าหาความสุขที่จริง
แต่ฝ่ายปุถุชนนั้นเห็นจริงบ้างเล็กน้อย แต่เห็น
ความจริงแจ้งประจักษ์เหมือนอย่างพระอริยเจ้า
ทั้งปวง พวกปุถุชนเคยเห็นกลับไปว่า เกิดแล้วตาย ๆ
แล้วเกิดก็ดี ไม่เป็นทุกข์อะไรนัก บ้างก็ว่าเจ็บ ก็เจ็บ
สนุกก็สนุก ทุกข์ก็ทุกข์ สุขก็สุข จะกลัวทุกข์ทำไม
บ้างก็ว่าถ้าตายแล้วเกิดใหม่ ให้เกิดที่ดี ๆ
เป็นท้าวพระยามหาเศรษฐีมั่งมีทรัพย์สมบัติมาก
แล้ว ก็หากลัวทุกข์อะไรไม่ ขอแต่อย่าให้ยากจนเท่า
นั้น
บ้างก็ว่าถ้าตายแล้วไปเกิดในสวรรค์
ได้เสวยทิพยสมบัติ มีนางฟ้านับพันแวดล้อม
เป็นบริวาร เป็นสุขสำราญชื่นอกชื่นใจดังนั้นแล้ว
ถึงจะตายบ่อย ๆ เกิดบ่อย ๆ ก็
ไม่กลัวทุกข์กลัวร้อนอะไร
บ้างก็ว่าถ้าไปอมตมหานิพพาน ไปนอนเป็นสุข
อยู่นมนานแต่ผู้เดียวไม่มีคู่เคียงเรียงหมอนจะนอนด้วย
แล้ว เขาก็ไม่อยากจะไป เขาเห็นว่าอยู่เพียงเมืองมนุษย์
กับเมืองสวรรค์เท่านั้นดีกว่า เขาหาอยากไปหาสุข
ในนิพพานไม่ พวกปุถุชนที่เป็นโลกิยชนย่อมเห็นไปดังนี้
นี่แหละการฟังเทศน์อริยสัจ จะให้รู้ความจริง
แลเห็นธรรมที่ดับทุกข์
เป็นสุขจริงของพระอริยเจ้าทั้ง ๔ อย่างนั้น
ก็ควรฟังเทศน์เรื่องสิบสองนักษัตรเสียก่อน จะ
ได้เห็นว่า วัน คืน เดือน ปี ซึ่ง
เป็นอายุของเราย่อมล่วงไปทุกวันทุกเวลา
ประเดี๋ยวก็เกิด ประเดี๋ยวก็แก่ ประเดี๋ยวก็เจ็บ
ประเดี๋ยวก็ตาย เราเวียนวนทนทุกข์อยู่ด้วย
ความลำบาก ๔ อย่างนี้แหละไม่รู้สิ้นรู้สุด
เมื่อเราสลดใจเบื่อหน่ายต่อความเกิดแก่เจ็บตาย
ในโลกแล้ว เราก็ควร
จะรีบเร่งก่อสร้างบุญกุศล จนถึงจะ
ได้มีบารมีแก่กล้า จะได้ความสุขในสวรรค์
และสุขในอมตมหานิพพานในภายหน้า ซึ่งไม่มีความเกิด
แก่ เจ็บ ตาย เป็นสุขเที่ยงแท้ถาวรส่วนเดียว
ไม่มีทุกข์มาเจือปนเลย
และเรื่อง ๑๒ นักษัตร คือดาวชื่อเดือน ๑๒ ดาว
และดาวชื่อปี ๑๒ ปี และดาวชื่อวันทั้ง ๗ วันนี้
เป็นที่นับอายุของเราไม่ให้เราประมาท และ
ให้คิดพิจารณาเห็นความจริงในอริยสัจทั้ง ๔
ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงสั่งสอนเราไว้ ให้รู้ตาม
นั้นทีเดียว
สาธุชนทั้งหลายผู้มาได้ฟังพระธรรมเทศนาเรื่อง
๑๒ นักษัตร กับอริยสัจ ๔ ด้วยในเวลานี้ ไม่ควร
จะโทมนัสเสียใจต่อผู้ไปนิมนต์ ควรจะชื่นชมโสมนัสต่อ
ผู้รับใช้ไปนิมนต์อาตมภาพมาเทศน์ด้วย ถ้าไม่ได้อาศัย
ผู้นิมนต์เป็นต้นเป็นเหตุดังนี้แล้ว ที่ไหนจะ
ได้ฟังธรรมเทศนาเรื่อง ๑๒ นักษัตรด้วย ควร
จะโมทนาสาธุการอวยพรแก่ผู้ไปนิมนต์จงมาก
เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้
.....................
ฝ่ายท่านพระยาเจ้าของกัณฑ์ กับสัปบุรุษทายกทั้งปวง
ได้ฟังธรรมเทศนาเรื่อง ๑๒ นักษัตร กับอริยสัจทั้ง
๔ ของเจ้าประคุณสมเด็จแล้ว
ก็ต่างชื่นชมยินดีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส บ้างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
ไม่ใคร่จะวายยิ้มเลยแทบทุกคน
ท่านพระยาเจ้าของกัณฑ์จึงว่า
ข้าขอบใจเจ้าคนไปนิมนต์ ขอให้เจ้าได้บุญมาก ๆ ด้วย
กันเถิด
เจ้าประคุณผู้เทศน์ ๑๒ นักษัตรกับอริยสัจกัณฑ์นี้
คือเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) ณ
วัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งล่วงลับไปแล้วนาน.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2014, 02:21 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


(ในส่วนเจ้าพระคุณ
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์)
..........เมื่อ
ได้อ่านเรื่องเทศนาของเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์
(โต) จบลงแล้ว ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใส
ต่อวาทะถ้อยคำของท่านอย่างประหนึ่งว่าได้นั่งฟังอยู่
ด้วยในเวลานั้น คิดขอบใจท่าน
ผู้อุตสาหะเรียบเรียงพิมพ์ขึ้นไว้ให้พวกเรา
ได้ฟังเทศน์ เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์
ซึ่งล่วงลับไปแล้วนาน ประมาณกาลแต่ท่านแสดง
๑๒ นักษัตรกัณฑ์นี้มาถึงบัดนี้อยู่ในระหว่าง ๖๐ ปี
นับว่าคนละสมัยกับพวกเรา แต่ถึงอย่างนั้นก็
ยังไพเราะจับใจ เพราะเป็นโวหาราธิบาย เกิด
จากปรีชาญาณของท่านแท้ ทำให้พวกเรารู้สึก
ได้ว่านักปราชญ์ชั้นเก่า ๆ ท่านเฉียบแหลมว่องไวมาก
กลับร้ายให้เป็นดี บำรุงสามัคคีให้ปรากฏ
ในที่นั่งอันเดียวได้ น่าเลื่อมใสจริง ๆ
แต่เมื่อฟังแล้วตรองตามดูก็ยังสด ๆ ชื่น ๆ น่าจะ
เป็นของท่านยุคเดียวคราวเดียวกับพวกเรา สม
ด้วยพุทธภาษิตว่า สตญฺจ ธมฺโม น ชรํ อุเปติ
ธรรมของสัปบุรุษย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความชรา
วาทะถ้อยคำของท่านเป็นของจริง จึงเป็นธรรมอัน
ไม่ตาย สมด้วยพุทธบรรยายว่า สจฺจํ เว อมตา วาจา
คำจริงแลเป็นวาจาอันไม่ตาย
ครั้นตรองตามสายกระแสที่ท่านแนะว่า ๑๒ นักษัตร
เป็นต้นทางแห่งอริยสัจก็ได้ความเข้าใจ
จึงเรียบเรียงความเข้าใจตามกระแสความของท่าน
ไว้อีกแผนกหนึ่ง เพื่อคนภายหลัง จะได้รู้ว่าความรู้
ความฉลาดของนักปราชญ์ ย่อมยิ่ง
และหย่อนตามยุคตามคราวฉะนี้
..........คือเข้าใจความว่าคนโบราณในชมพูทวีป
ได้จัดประสมดวงดาวในท้องอากาศ สมมุติให้
เป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ตามระหว่างดวงดาวที่แลเห็นอยู่
ใกล้กัน พอประสมให้เห็นชัดด้วยกันว่า
เป็นรูปสัตว์ประเภทนั้น ๆ แล้วจึงตั้งชื่อวันเดือนปีตาม
คงคิดตั้งชื่อวันก่อน เพราะเป็นของต้องใช้อยู่เสมอ
จึงหมายสิ่งที่ใหญ่ยิ่งในท้องอากาศ
คือดวงอาทิตย์ว่าวันอาทิตย์ และหมายดวงจันทร์ที่ ๒
ลงมาวันจันทร์ และหมายดวงดาวที่แลเห็นใหญ่
และเล็กลงไปตามลำดับให้ชื่อว่า ดาวอังคาร
ดาวพุธ ดาวพฤหัสบดี ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ให้ชื่อวันตาม
ว่าวันอังคาร พุธ วันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันเสาร์
ส่วนเดือนนั้นคงจะหมายเอาดวงจันทร์เป็นหลัก
กำหนดแต่ดวงจันทร์เกิดใหม่ ตามนิยม
ทวีขึ้นจนเต็มดวงได้ ๑๕ วัน เป็นศุกลปักษ์
กำหนดแต่ดวงจันทร์ลับลงไป ตามลำดับได้ ๑๔
วันบ้าง ๑๕ วันบ้าง หมดดวงเป็นกาฬปักษ์ นิยม
กันว่าเดือนดับหรือเดือนลับ ดูเหมือนจะนิยม
กันว่าเดือนเกิดใหม่ แล้วเดินขึ้นสู่
ความเจริญเต็มที่คือข้างขึ้น แล้วเดินเข้าสู่
ความเสื่อมคือข้างแรม ถึงวันสิ้นเดือนเท่า
กับตายครั้งหนึ่ง บางทีเขา
จะนิยมพระจันทร์เดินรอบหนึ่งคือข้างแรม
ให้ชื่อว่าเดินหนึ่ง ถ้าจะนับแต่ว่าเดินหนึ่งเท่านั้นก็ไม่พอใช้
เพราะฤดูทั้ง ๓ บังคับอยู่ ๑๒ เดินจึงเป็นรอบหนึ่ง อาศัย
๑๒ เดินเป็นรอบนั้น บุรพบุรุษของพวกเรา
จึงหมายอะไรอันหนึ่ง ซึ่งนิยมกันสมัยนั้นมาตั้ง
เป็นเกณฑ์ ให้ชื่อว่าเดินอ้าย เดินยี่ เดิน ๓ เดิน ๔ ถึงเดิน
๑๒ เป็นรอบหนึ่ง
ถ้าจะโยงเข้าหาดวงดาวตามมคธ ภาคว่า มิคสิระ ปุสสะ
เป็นต้น ความก็ไม่ลงกัน จึงเห็นได้ว่าสมมุติเดือน
เป็นกาลภายหลัง แยกชาติแยกภาษามาแล้วจึง
ได้ตั้งขึ้น ประเทศสยามก็อย่างหนึ่ง คือ อ้าย ยี่ ๓,๔,
เป็นต้น ชาวมคธก็อย่างหนึ่ง คือ มิคสิระ ปุสสะ เป็นต้น
พวกกำหนดดวงอาทิตย์เป็นเดือนก็อย่างหนึ่ง
คือเดือนเมษายน พฤษภาคม เป็นต้น หมายดวงดาวก็
ไม่ลงกัน ตั้งต้นปี กลางปี สิ้นปี ก็ไม่ลงกัน
ส่วนปีนั้นก็คงหมายฤดูทั้ง ๓ ประชุมเดือนได้ ๑๒ ให้ชื่อ
กันว่าปีหนึ่ง ถ้าจะนับแต่ว่าปีหนึ่ง ๆ ร่ำไป ก็
ไม่เพียงพอแก่ความต้องการจะใช้ จึงได้
ให้ชื่อปีตามชื่อแห่งดวงดาวที่ตั้งชื่อไว้แล้วนั้น ให้
เป็นปีชวด ปีฉลู เป็นต้นไปให้ได้ ๑๒ ปี เป็นรอบเหมือน
กันกับเดือน แต่คงจะตั้งภายหลังเดือน
เพราะต่างภาษาก็แตกต่างกันมาก
ดังชาวสยามว่าชวดว่าฉลู ความก็ไม่ลงกัน
กับภาคมคธที่ว่า มุสิโก อุสโภ ชาวสยามฝ่ายเหนือ
ยังมีพิเศษแตกต่างออกไปว่า ปีไจ้ ปีเป้า เป็นต้น
บางทีชาติอื่น ๆ ก็คงจะไม่ลงกัน แต่คงหมายฤดูร้อน ๔
เดือน ฤดูฝน ๔ เดือน ฤดูหนาว ๔ เดือนเหมือนกัน รวม
เป็นปีหนึ่ง นี้ว่าโดยประเทศที่ฤดูทั้ง ๓ ปรากฏ
ส่วนประเทศที่มีฤดูหนาวมาก หรือฤดูร้อนมาก เขา
จะนิยมกันอย่างไรเราก็รู้ไม่ตลอด เพราะ
เป็นแต่การอนุมานเท่านั้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2014, 02:32 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


.........ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์
แสดงว่าการกำหนดนับวันคืนเดือนปี ย่อม
เป็นต้นทางแห่งพระจตุราริยสัจ เมื่อฟัง
แล้วตรองตามดูที่แยบคาย ดังกำหนดวันและคืน
เป็นต้น คือหมายสว่างด้วยแสงอาทิตย์ว่าวัน, มืด
เพราะดวงอาทิตย์ลับไปว่าคืน รวมสว่างกับมืดคือวัน
กับคืน เป็นหนึ่ง ชื่อว่าวันอาทิตย์ และวันจันทร์ ต่อไป
ถึงวันเสาร์ และตั้งต้นไปใหม่ไม่มีที่สิ้นสุด
ส่วนเดือนก็หมายดวงจันทร์กำหนดศุกลปักษ์กาฬปักษ์คือดวงจันทร์เกิดขึ้น
แล้วและดับไปครั้งหนึ่ง ให้ชื่อว่าเดือนหนึ่ง เมื่อ
ต้องการจะให้เดือนมากขึ้น จึงหาดวงดาว
หรืออะไรอันหนึ่งมาเป็นนิมิตให้ชื่อเดือนไปตามนิมิต
ให้ครบ ๑๒ เดือน ถ้าจะให้มากกว่า ๑๒ เดือนก็ไม่ได้
เพราะฤดูบังคับตัวอยู่
คือท้องฟ้าอากาศโลกธาตุกลับคืนสู่อาการเดิม จึง
ต้องมีแต่ ๑๒ เดือนเท่านั้นก็เพียงพอ
ส่วนปีนั้นกำหนด ๑๒ เดือน ตามส่วนฤดูทั้ง ๓ เป็นรอบ
ให้ชื่อว่าปีหนึ่ง เมื่อต้องการจะให้ปีมากขึ้น
จึงหาดวงดาวที่นิยมเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ มาตั้งเป็นนิมิต
ให้ชื่อปีไปตาม ให้ได้ ๑๒ ปีตามส่วนของเดือนเท่านั้น
..........ความจริงการบัญญัติปีให้ได้ ๑๒ ปีเช่นนี้ ก็
ไม่มีอะไรเป็นเกณฑ์ จะให้น้อยหรือให้มากก็ควร
เพราะไม่มีเครื่องขีดคั่น การที่ไม่รู้เท่าสมมุติยุดมั่น
เป็นตัวอุปาทาน ว่าวันอาทิตย์จริง วันจันทร์จริง ฯ
เดือนอ้ายจริง เดือนยี่จริง ฯ ปีชวดจริง ปีฉลูจริง ฯ
นี้เอง เข้าใจว่ามันหมุนเวียนเปลี่ยนผลัดไปมา
เป็นตัววัฏฏะ เป็นชาติสมุทัย ก่อให้เกิดทุกข์
ถ้าเราจะค้นคว้าเอาความจริง จะว่าดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์นั้นหรือเป็นวันอาทิตย์ วันจันทร์
หรือดินฟ้าอากาศเป็นวันอาทิตย์ วันจันทร์
หรือตัวของเราเป็นวันอาทิตย์วันจันทร์ ฯ ดวงจันทร์
นั้นหรือเป็นเดือน หรือดินฟ้าอากาศเป็นเดือน
หรือตัวของเราเป็นเดือน ฯ ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาวนั้น
หรือเป็นปี ฯ หรือดินฟ้าอากาศเป็นปี หรือตัวของเรา
เป็นปี ฯ แท้จริงก็ไม่มีอะไรเป็นวันคืนเดือนปี
เป็นแต่อาศัยดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดินฟ้าอากาศ
และตัวของเราประสมกันเข้าเป็นชาติสังขาร
หมายเอาดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์
และดวงดาวที่ตนสมมุติขึ้นไว้เป็นที่นิมิต
ให้ชื่อไปตามว่าวันอาทิตย์ วันจันทร์ เดือนอ้าย เดือนยี่
ปีชวด ปีฉลูไปเท่านั้น
เช่นเดียวกันกับบุรพบุรุษของพวกเรา แต่ยัง
ไม่เคยนุ่งผ้า พากันสมมุติปลากระเบนขึ้นไว้ก่อน ยัง
ไม่เคยใช้เหล็กตาปู พากันสมมุติตัวปูตาปูขึ้นไว้ก่อน
ครั้นถึงสมัยนุ่งผ้า
เห็นชายผ้าห้อยแหลมลงไปคล้าย
กับชายปลากระเบน ก็เลยถือเอาเป็นนิมิต
ให้ชื่อว่าชายกระเบน ครั้นถึงสมัยใช้เหล็กตาปู
แลเห็นเส้นเหล็กโปน ๆ คล้ายกับตาปู ก็เลยถือเอา
เป็นนิมิต ให้ชื่อว่าเหล็กตาปูเท่านั้น ความเป็นจริง
ดวงอาทิตย์เดือนดาว ดินฟ้าอากาศ และตัวของเรา
แต่ละสิ่งจะเป็นวันคืนเดือนปีสักนิดหนึ่งก็ไม่มี
สิ่งไรเคยเป็นอยู่อย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้น
พวกมนุษย์เราเคยแก่ เจ็บ ตาย มาอย่างไร ก็เกิด แก่
เจ็บ ตายไปอย่างนั้น ความเป็นจริงคำที่ว่าเกิด แก่ เจ็บ
ตาย ก็เป็นแต่สมมุติให้รู้อาการเท่านั้น ถ้า
จะว่าตามปรกติหรือสภาวะหรือตามธรรมดา
แล้ว ก็เป็นตัวธรรมฐีติ ธรรมนิยาม
ธรรมดาหากเป็นอยู่อย่างนั้นเอง
การซึ่งรู้ตามอาการของวันคืนเดือนปี หรือเกิด แก่
เจ็บ ตาย ที่เป็นอยู่อย่างไรก็เป็นอย่างนั้น
คือรู้จริงตามสมมุติ กำหนดตามสมมุติ
เป็นอาการแห่งทุกข์ การซึ่งรู้ตามอาการที่หมุน ๆ
เวียน ๆ กลับไปกลับมาแห่งวันคืนเดือนปีหรือเกิด แก่
เจ็บ ตาย นั้น
ชื่อว่าเห็นตามลักษณะอาการของสังขาร
เป็นกรรมกิเลสเป็นชาติสมุทัย
..........การซึ่งรู้ธรรมฐีติ ธรรมนิยาม
ธรรมดารู้เท่าสังขาร คือรู้เท่าสมมุติ ทั้งรู้
ทั้งเห็นว่าวันคืนเดือนปีไม่มี เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ไม่มี
โดยปรมัตถ์ การที่สมมุติดับไปนั้น
เป็นลักษณะอาการของนิโรธญาณ
จักษุที่รู้ที่เห็นอาการของทุกข์
และอาการของสมุทัย และอาการของนิโรธ
นั้นเองเป็นมรรค คือ เป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป
เพราะสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป เป็นผู้ส่องผู้บังคับ
ให้วจีกรรมเป็นสัมมาวาจา ให้กายกรรม
เป็นสัมมากัมมันโต ให้โวธานธรรมเป็นสัมมาอาชีโว
ให้วิริยธรรมเป็นสัมมาวายาโม ให้สติธรรม
เป็นสัมมาสติ ให้สมาธิธรรมเป็นสัมมาสมาธิ
ผู้มีญาณจักษุรู้เห็น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทั้ง ๔
สัจจะนี้ ว่าพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติในสรีราวยวะ
ยาววา หนาคืบ กว้างกำมานี้เอง ชื่อว่า ธัมมัญญู
ผู้รู้ธรรม
ที่รู้อาการของทุกข์มีชาติชราเป็นต้น
รู้อาการของสมุทัย มีอวิชชาสังขาร เป็นต้น
รู้อาการของนิโรธ มีรู้เท่าสมมุติ รู้เท่าสังขาร
เป็นต้น รู้อาการของมรรค มีสัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปโป เป็นต้น ชื่อว่า อัตถัญญู
ผู้รู้อาการของธรรม
ผู้รู้เนื้อความของธรรม
ที่มีปัญญารู้เห็นว่าสรีราวยวะนี้เองเป็นธรรมหรือ
เป็นตนโดยบัญญัติ และรู้อาการของธรรม
แตกต่างโดยประเภทตั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
เป็นอัตถะ คือรู้เนื้อความของธรรม
ได้แก่รู้อาการของตนนั้นเอง ชื่อว่า อัตตัญญู ผู้รู้ตน
เมื่อรู้ว่าธรรมและอัตถะเป็นตน ตนเป็นตัวธรรม
และเป็นอัตถะเช่นนั้นแล้ว ความประพฤติเป็นไปของผู้
นั้นย่อมเป็น มัตตัญญู กาลัญญู ปริสัญญู ปุคคลัญญู
รู้มาตรา รู้กาล รู้บริษัท รู้บุคคลอยู่เอง
ผู้ที่บริบูรณ์ด้วยคุณสมบัติเห็นปานนั้น
นักปราชญ์ท่านให้ชื่อว่า สัปปุริโส บุรุษผู้มีตนอันสงบ
ผู้ที่มีสัปปุริสธรรมในตน ท่านให้ชื่อว่าสัปบุรุษ
ผู้ที่มีอริยธรรมในตน ท่านให้ชื่อว่าอริยะ
ผู้ที่มีสัปปุริสธรรมและอริยธรรมในตน
ท่านนิยมว่าเป็นผู้ถึงพระไตรสรณคมน์
เป็นเขมสรณคมน์ ผู้ถึงไตรสรณคมน์
ได้ชื่อว่าอัตตทีปา ธัมมทีปา มีตัวเป็นเกาะเป็นฝั่ง
มีธรรมเป็นเกาะเป็นฝั่ง ชื่อว่าอัตตสรณา
ธัมมสรณา มีตัวเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นที่พึ่ง
เมื่อทำตัวเป็นเกาะเป็นฝั่ง เป็นที่พึ่งอาศัยแก่ตนได้ ก็เป็น
ผู้ไม่เสียทีที่พบพระพุทธศาสนา ได้เนื้อความที่ว่า ๑๒
นักษัตร เป็นต้นทางแห่งพระอริยสัจ
ดังบรรยายมานี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2014, 02:46 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


..........ส่วนท่านแสดงถึงยุคถึงขัย ที่ว่าหมู่สัตว์ที่ตั้งอยู่
ในความไม่ประมาทมีอายุยืนขึ้นไปตามลำดับ จน
ถึงอสงไขยปี หมู่สัตว์ที่ตั้งอยู่ใน
ความประมาทมีอายุน้อยถอยลงไปจนถึง ๑๐ ปี
เป็นเขต ในระหว่างอายุ ๕ ปี
เป็นเขตแต่งงานบ่าวสาวดังนี้ ควรถือเอาเนื้อความซึ่ง
เป็นปัจจุบัน ตัดอดีตอนาคตออกเสีย ตรองดูให้ดี
ถ้าหมู่สัตว์ที่ไม่ประมาท ตั้งใจรักษาวจีกรรมให้
เป็นสัมมาวาจาอยู่ทุกเมื่อ ตั้งใจรักษากายกรรมให้
เป็นสัมมากัมมันโต และสัมมาอาชีโวอยู่ทุกเมื่อ คือมี
ความอุตสาหะประกอบการงานที่ไม่มีโทษ
คือการทำสวนทำนา การค้าการขาย
การวาดการเขียน การปักการเย็บ ไม่ว่าการใดๆ
ที่ปราศจากโทษ คือไม่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่นให้ได้
ความเดือดร้อน เพราะกายกรรมของตน
ได้โภคทรัพย์มาบำรุงร่างกายเป็นสัมมาอาชีโว ชื่อว่า
เป็นพวกไม่ประมาท
เมื่อตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเช่นนั้น อายุที่ควรจะ
อยู่ไปได้ ตามเขตตามกาลเพียงใด ก็จะอยู่ไปได้เพียง
นั้น และจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย อุดหนุน
ความเจริญบริบูรณ์และความสุขสำราญแก่บุตร
และหลาน สืบตระกูลวงศ์ให้ภิญโญยิ่งขึ้นไป
ไม่มีที่สิ้นสุด ความไม่ประมาทอาจเป็นทางแห่ง
ความเจริญได้ โดยความเป็นจริงอย่างนี้
..........ส่วนความประมาทนั้นอาจจักเห็นได้ว่า เป็นทาง
ให้เป็นผู้มีอายุน้อยอายุสั้นจริง ความประมาทนั้นคือ
ความไม่เอาใจใส่ในกิจการงาน ซึ่งเป็นหน้าที่ของตน
คือปล่อยใจให้ไหลไปตามอารมณ์ต่าง ๆ
เป็นคนทำอะไรไม่จริง ชื่อว่าปมาโท ประมาท
อธิบายว่า พ่อนาประมาทในการทำนาก็อดข้าว
ชาวสวนประมาทในการสวน คือ
ไม่หมั่นดายหญ้ารดน้ำพรวนดินตามกิจ สวนของตนก็
ไม่ได้ผล ชาวค้าขายถ้าไม่เอาใจใส่ในการค้าขาย คือ
ไม่หมั่นตรวจตราของซื้อของขายต้นทุนและกำไร
ก็จักขาดทุนสูญทรัพย์ ผู้เป็นข้าราชการ
ถ้าประมาทต่อการงานหน้าที่ของตน
ก็อาจจักทำการงานให้เสื่อมเสียลงไปได้
เมื่อเป็นคนประมาทต่อกิจอันใด อายุในกิจอัน
นั้นก็สั้นก็น้อย บางทีจะไม่ยืนอยู่ในหน้าที่อันนั้นถึง ๑๐
ปีก็เป็นได้ ถ้าประมาทต่อชีวิตคือไม่เอาใจใส่บริหาร
ไม่รู้ประมาณในปัจจัยเครื่องบำรุงชีวิตคืออาหาร
วัตถุที่จะพึงกลืนกินทั้งสิ้น เป็นส่วนกวฬิงการาหาร
ถ้าไม่รู้ประมาณก็เป็นเหตุทอนอายุให้สั้นให้น้อยลง
ได้
อารมณ์ ๖ มีรูป เป็นต้น ซึ่งเป็นวัตถุเครื่องสัมผัส
ให้เกิดอารมณ์ต่าง ๆ ดังเครื่องใช้สอยมีผ้านุ่งห่ม
และที่อยู่ที่อาศัย หรือฤดูเย็นร้อนเป็นต้น
เมื่อมีสัมผัสตามหน้าที่ของตน เป็นส่วนผัสสาหาร ถ้า
ไม่รู้ประมาณก็เป็นเหตุทอนอายุให้สั้นให้น้อยลงได้
ความคิดอ่านตรึกตรองเจตสิกธรรมเครื่องต่อใจ
เป็นส่วนมโนสัญเจตนาหาร ถ้าไม่รู้ประมาณก็
เป็นเหตุทอนอายุให้สั้นให้น้อยลงได้
วิญญาณทั้ง ๖ มีจักขุวิญญาณเป็นต้น
คือที่รู้ไปตามเจตสิกธรรมนั้น ๆ
เป็นอาหารสำหรับร่างกายจิตใจส่วนหนึ่ง เป็น
ส่วนวิญญาณาหาร ถ้าไม่รู้ประมาณก็
เป็นเหตุทอนอายุให้สั้นให้น้อยลงได้
เมื่อไม่รู้ประมาณในอาการ ซึ่งเป็นปัจจัยแก่ชีวิต
โดยปริยายใดปริยายหนึ่ง ก็ชื่อว่า
เป็นคนประมาทต่อชีวิต อาจที่จะ
เป็นคนมีอายุสั้นอายุน้อยได้ โดยไม่ต้องสงสัย
บางทีกำหนดไว้ว่า ๕ ปีแต่งงาน ให้มีสามีภรรยาก็จะ
ไม่สำเร็จเพราะโทษแห่งความประมาท บันดาลให้
เป็นอันตรายแก่ชีวิตเสีย ขึ้นชื่อว่าความประมาทแล้ว
เป็นอันหาทางดีได้ด้วยยาก
เมื่อเข้าใจว่าความประมาทมีโทษโดยส่วนเดียว ความ
ไม่ประมาทมีคุณโดยส่วนเดียว
แล้วตั้งใจรักษาธรรมอันเดียว คือความ
ไม่ประมาทเท่านั้นก็อาจจักประสบความสุข ซึ่งเป็น
ส่วนโลกียะและโลกุตระ ตาม
ความประสงค์ทุกประการ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2014, 02:53 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


..........จักอธิบายคำที่ว่าไม่ประมาทอันเดียว อาจ
ให้สำเร็จสุขประโยชน์ส่วนโลกียะและโลกุตระ
ได้ และอาจให้เจริญอายุจนถึงอสงไขยได้นั้น พอให้
เข้าใจอีกวาระหนึ่ง ส่วนโลกียะนั้น ถ้า
ไม่ประมาทต่อวัตถุอันใด วัตถุอันนั้นก็จัก
ให้คุณตามปรารถนา เหมือนอย่างธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน
น้ำ ไฟ ลม
บุรพบุรุษของพวกเราสั่งสอนว่าอย่าประมาท
ให้เคารพยำเกรง ส่วนธาตุดินให้ชื่อว่าพระธรณี
เชิญให้ท่านเป็นที่บ้าน ที่สวน ที่ไร่ ที่นา เชิญให้เป็นหม้อ
เป็นไห ให้เป็นโอ่ง อ่าง กระเบื้อง อิฐ ปูน ให้
เป็นตึกร้านเรือนโรงสำเร็จได้ทุกประการ
เพราะความไม่ประมาท
..........ส่วนธาตุน้ำนั้นให้ชื่อว่าพระคงคา
เชิญมาดื่มมาอาบ เชิญรดต้นไม้ของปลูก ต้มหุง เชิญ
ให้รักษาผักรักษาปลา
และล้างขัดถ่ายเทสำเร็จตามประสงค์
ได้ทุกประการ
..........ส่วนธาตุลมนั้น ให้ชื่อว่าพระพาย เมื่อมี
ความเคารพแล้วเชิญให้พัดโลกแก้ร้อนให้เย็น เชิญ
ให้พัดไฟในเตาและอั้งโล่ เชิญสูบเป่า
ในเตาตีเหล็กตีทอง เชิญ
ให้พัดผลักไสใบเรือแล่นตามคลองตามแม่น้ำตามทะเลสำเร็จตาม
ความปรารถนาทุกประการ
..........ส่วนธาตุไฟนั้นท่านให้ชื่อว่าพระเพลิง เมื่อตั้ง
อยู่ในความเคารพไม่ประมาทยิ่งสำเร็จกิจมาก
เป็นต้นว่าเชิญให้ต้มให้หุงให้เผาอิฐเผาปูน
ให้เผาหม้อเผาไห ให้ย่างเนื้อย่างปลา เชิญส่องที่มืด
ให้สว่าง สำเร็จได้ทุกพันช่องพรรณนาไม่มีที่สิ้นสุด
แต่ต้องอาศัยความไม่ประมาทอย่างเดียว ถ้าประมาท
ต้องฉิบหาย พึ่งท่านไม่ได้ทีเดียว ที่พรรณนามานี้
โดยปรกติธรรมดา หากอาศัยกันมาอย่างนั้น
ครั้นความไม่ประมาทในหมู่มนุษย์เจริญหนักขึ้น
มนุษย์ที่เป็นนักปราชญ์เจริญขึ้น ๆ
ต่างคนต่างก็คิดเห็นคุณพระธาตุทั้ง ๔ ต่างคนต่างก็ตั้ง
อยู่ในความเคารพเชื้อเชิญให้ท่านพร้อมใจกัน
เป็นพาหนะ ดังเรือไฟ เรือยนต์ รถไฟ รถยนต์
เป็นต้น เมื่อบ้านเมืองไม่มีบ่าวไม่มีทาสใช้แล้ว
ต้องเชิญท่านมารับการงานแทน คือเชิญ
ให้ท่านสูบน้ำมาไว้อาบไว้กินจนถึงบนบ้านบนเรือน
ให้ท่านช่วยวิดน้ำเข้านาเข้าสวน เชิญ
ให้ท่านตำข้าวซ้อมข้าวสีข้าวให้เลื่อยให้จัก เชิญ
ให้ท่านเฝ้าถนนหนทางเฝ้าบ้านเฝ้าเรือน ให้ตีพิมพ์
ที่สุดลงไปจนรีดผ้านุ่งผ้าห่ม
และเชิญให้ท่านเป็นทูตส่งข่าวไปทาง
ไกลดังโทรเลขโทรศัพท์ เชิญให้ท่านช่วยได้
ไม่มีที่สุด เป็นอสงไขยคือนับไม่ถ้วน และยังซ้ำมี
ความเจริญขึ้นโดยลำดับ แต่ก่อนเมื่อจะส่งข่าวไปทาง
ไกลต้องสร้างสะพานให้เดิน คือสายโทรเลข
ภายหลังนักปราชญ์ไม่ประมาทหนักขึ้น สร้างแต่ที่
อยู่และปรุงอาหารให้เป็นที่พอใจแล้วเชิญเสด็จ
โดยทางอากาศ คือโทรเลขไม่มีสายก็สำเร็จได้
..........ฝ่ายผู้ที่ใช้เครื่องจักรเครื่องยนต์ต่าง ๆ นั้น
แต่เบื้องต้นก็ใช้แต่เพียงฟืนและถ่านเท่านั้น ครั้นต่อมา
ใช้น้ำมันที่กลั่นออกจากวัตถุต่าง ๆ ให้เป็นอาหาร
การก็สำเร็จมาโดยลำดับ ครั้นความ
ไม่ประมาทของนักปราชญ์เจริญขึ้น ลง
ความเห็นว่าการที่หาฟืนหาถ่านหาน้ำมันมาให้
เป็นอาหารนั้นเป็นการลำบาก
ต้องเปลืองเงินเปลืองแรงมาก ต้องตักตวงถ่ายเท ขน
เข้าขนออกทั้งอันตรายก็มาก เห็นว่าไม่จำเป็นจะ
ให้เปลืองมาก
สิ่งทั้งปวงย่อมสำเร็จด้วยปรีชาญาณทั้งสิ้น
จึงคิดตั้งหม้อมีกระจกแก้วหนาปิด
อยู่เบื้องบนล่อดักเอาแสงอาทิตย์
เกิดเพลิงขึ้นแผลงฤทธิ์หมุนเครื่องจักรเครื่องกล
สูบน้ำเข้านาเข้าสวน สีข้าวเลื่อยไม้ก็สำเร็จได้ ถ้า
จะหุงจะต้มตามธรรมดาเล็กน้อย
ก็ตั้งหม้อรับแสงอาทิตย์ให้เล็งลงพอควรแก่ความ
ต้องการ การที่คิดนั้นก็สำเร็จทุกอย่าง
ดังพวกที่สร้างอาวุธ เบื้องต้นก็ใช้ปืนชุดและคาบศิลา
ภายหลังดีขึ้นเป็นชั้น ๆ ลงท้ายไม่ต้องใช้ปืนก็ได้
ใช้ลูกระเบิดแทน ถือติดตัวไปได้มาก ๆ
ลูกประมาณเท่าผลหมาก ก็อาจทำลายฝาผนัง
และกำแพงตึกรามใหญ่โตให้ทลายลงไปได้
การคิดนั้นก็สำเร็จด้วยไม่ประมาท
การที่คิดสำเร็จได้ใหญ่โตถึงเพียงนี้
ก็คงอาศัยฉันทะที่มีในตนเป็นเหตุภายใน อาศัยวัตถุ
เล็กน้อยซึ่งมากระทบเป็นเหตุภายนอก
ดังพวกทำปืนก็คงคิดจากกระบอกไม้ พวกไฟฟ้าก็คงคิด
จากแว่นฉายไฟจากแสงอาทิตย์ พวกเรือเหาะก็คงคิด
จากนกบินเป็นเหตุ เมื่อเหตุภายในและภายนอกสัมปยุต
เป็นอัญญมัญญปัจจัยมีกำลังกล้าขึ้น ก็ให้วิชานั้น ๆ
สำเร็จตามประสงค์
..........การที่พรรณนามาโดยยืดยาวเช่นนี้
มีประสงค์จะให้รู้จักคุณแห่งความไม่ประมาท อาจ
ยังโลกให้เจริญได้โดยเป็นอสงไขยอจินไตย ใช้ธาตุ
ทั้ง ๔ สำเร็จเป็นกายสิทธิ์ได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2014, 03:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


..........เหตุใดธาตุทั้ง ๔ จึงให้ชื่อว่าพระนั่นพระนี่
ชะรอยจะถือเอาเนื้อความว่าเป็นของประเสริฐคือ
เป็นธรรม เพราะเป็นของกลางอย่างหนึ่ง เพราะ
เป็นของทรงไว้ซึ่งสัตว์อย่างหนึ่ง เพราะเป็นของให้
ความปรารถนาของผู้ไม่ประมาท สำเร็จ
ได้ทุกประการอย่างหนึ่ง เพราะ
เป็นของมีฤทธาศักดานุภาพไม่มีที่สิ้นสุดอย่างหนึ่ง
จึงชื่อว่าพระ
เมื่อรู้จักพระรู้จักเจ้าเช่นนั้น ก็อาจจักหาที่พึ่ง
ในทางรูปาวจร อรูปาวจร และโลกุตระได้
วิถีทางแห่งรูปาวจร อรูปาวจร และโลกุตระนั้น
ก็ต้องอาศัยความไม่ประมาทในตัวของตนเองเท่านั้น
ผู้ที่เห็นแต่ผลคือวิชาที่เขาทำสำเร็จแล้ว
ดังเห็นว่าคนโน้นเขาดีมีวิชาอย่างนี้ ๆ คนชาตินั้นดีทำของ
ใช้ได้ดี ๆ อย่างนี้ ๆ คนภาษานั้นดีมีสติปัญญาวิชาความรู้
และพรักพร้อมเป็นสามัคคีอย่างนี้ ๆ
ที่หลงชมแต่ผลของวิชาอย่างนี้ เป็นลักษณะแห่ง
ความประมาท
อาการที่ไม่ประมาทนั้น คือเมื่อเห็นผลต้องเห็นเหตุ
ด้วย คือเห็นว่าวิชาเหล่านั้น เกิดแต่เหตุคือตน
หรือคนเช่นเดียวกันกับเราด้วย วิชาสารพัดซึ่งมีอยู่
ในโลกฉายออกไปจากตนมีตนเป็นเหตุทั้งสิ้น
เหมือนอย่างธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ ต้อง
เข้าใจว่าเป็นของบริบูรณ์ในตัวของเราทุกประการ
แม้วิชาทั้งหลายที่บรรยายมาแล้วนั้น ย่อมเกิด
จากตนคือคนผู้คิด จะได้เกิดจากสิ่งอื่นหามิได้
ส่วนคนผู้คิดนั้นก็มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ
เหมือนกันกับเรา
ถึงผีสางเทวดาอินทร์พรหมก็คงมีธาตุ ๖ เหมือนกัน แม้
ถึงพระขีณาสพเจ้า ผู้ลุโลกุตรธรรม นับ
ด้วยแสนแห่งโกฏิเป็นอันมากซึ่งปรากฏ
ในพระคัมภีร์แสดงพระพุทธศาสนานั้น ๆ ก็ไม่อื่นไป
จากธาตุ ๖ เหมือนกัน แต่เหตุใดท่านจึงลุล่วงไปได้ ก็
เพราะความไม่ประมาทตน เห็นว่าวิชาในโลก
ซึ่งเห็นปรากฏกันอยู่ทั้งสิ้นนั้น เป็นของมีในตน วิชา
ในทางธรรมคือศีล สมาธิ ปัญญา วิชชา วิมุตติ ซึ่ง
เป็นองค์อริยมรรค อริยผล จะไปมีอยู่ในที่ไหน
ก็คงมีอยู่ในตนทั้งสิ้น
เมื่อเห็นว่ามนุษยชาติคืออัตภาพที่ตนได้นี้ เป็นตัววิชา
เป็นชาติกายสิทธิ์ ถ้าไม่ประมาทตัว ไม่ดูถูกดูหมิ่นตัว
ตั้งเจตนากรรมทำกิจที่ตนต้องประสงค์นั้น ๆ
ก็จักสำเร็จได้ด้วยความไม่ประมาททุกประการ
และพึงเข้าใจว่าศีล สมาธิ ปัญญา เป็นสวากขาโต
ภควตา ธัมโม คือเป็นธรรมที่พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว และให้เห็นชัดด้วยตนว่า
ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นของมีที่ตน คือที่บัญญัติว่า กาย
วาจา ใจ นี่เอง
เมื่อเห็นว่ากาย วาจา ใจ เป็นศีล สมาธิ ปัญญา
ก็ชื่อว่าเห็นธรรมที่ตน ความรู้ความเห็นนั่นแหละ
เป็นลักษณะอาการแห่งพระพุทธคุณ
ตัวสภาวะที่รับรู้รับเห็นนั้นแหละ
เป็นลักษณะอาการแห่งพระธรรมคุณ
ความเพียรที่ให้เกิดความรู้ความฉลาดนั้นแหละ
เป็นลักษณะอาการแห่งพระสังฆคุณ คือสุปฏิปันโน
รัตนะทั้ง ๓ ย่อมถึงแก่ตนด้วยอาการอย่างนี้ หรือ
จะว่าตนถึงพระรัตนตรัยก็ได้ เมื่อเห็นตน
ถึงพระธรรมอาจยังประโยชน์ที่ตนประสงค์
ให้สำเร็จเช่นนั้น จะต้องยินดี
ในการเซ่นสรวงวิงวอนเชื้อเชิญให้อะไรต่ออะไรมา
ช่วยด้วยเหตุอะไร เชิญให้พระปัญญา พระวิริยะ
พระขันตี พระสัจจะที่มีอยู่แล้วในตนนั่นแหละ
ให้มาช่วยให้มาเป็นที่พึ่ง จึงจะสมกับ
ด้วยพระพุทธภาษิตบรมพุทโธวาทว่า “อตฺตา หิ
อตฺตโน นาโถ” ตนเองเป็นที่พึ่งแก่ตนดังนี้
ผู้เชื่อตนว่าเป็นที่พึ่งแก่ตนได้จริงเช่นนั้น
สีลัพพตปรามาสย่อมตั้งอยู่ไม่ได้เองแล.
.......................


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร