ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

แสงส่องใจ มาฆบูชา ๒๕๕๐ (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=6&t=20320
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  เว็บมาสเตอร์ [ 29 ม.ค. 2009, 11:41 ]
หัวข้อกระทู้:  แสงส่องใจ มาฆบูชา ๒๕๕๐ (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)

รูปภาพ

แสงส่องใจ

(สมเด็จพระญาณสังวร)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก



มาฆบูชา
วันแห่งความรักอันสูงส่งบริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนา

วันเสาร์ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๐

เจ้าของ:  เว็บมาสเตอร์ [ 29 ม.ค. 2009, 11:42 ]
หัวข้อกระทู้: 

“มหมฺปิ เจ สํหิต ภาสมาโน น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ.”


“หากกล่าวพุทธพจน์ได้มาก แต่เป็นคนประมาท ไม่ทำตามพุทธพจน์นั้น ก็ไม่มีส่วนแห่งสามัญผล เหมือนคนเลี้ยงโคคอยนับโคให้ผู้อื่นฉะนั้น.”

O วันมาฆบูชา วันแห่งความรักในพระพุทธศาสนา ในปีพระพุทธศักราช ๒๕๕๐ นี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๓ เดือนมีนาคม ความสำคัญของวันมาฆะ คือวันที่พระจันทร์เต็มดวงเสวยมาฆฤกษ์ ซึ่งมีอยู่เป็นประจำนานมาแล้ว ได้มีความสำคัญเกิดขึ้นในวันมาฆนี้ เป็นเหตุให้เป็นที่เทิดทูนบูชาให้เป็นวันมาฆบูชา คือเมื่อ ๒๕๙๕ ปีก่อนปีนี้

สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ พระมหาวิหารเวฬุวัน ทรงมีพระพุทธประสงค์จะประกาศพระพุทธศาสนาแก่โลก เป็นครั้งแรก โดยทรงมีพระอริยสงฆ์ ซึ่งเป็นพระพุทธสาวกรุ่นแรก มีจำนวน ๑,๒๕๐ องค์ เป็นผู้ที่จะอัญเชิญไปเป็นหลักในการประกาศพระพุทธศาสนาสืบไป.

O พระสงฆ์พุทธสาวก ๑,๒๕๐ องค์นั้นขณะที่สมเด็จพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน มิได้พร้อมกันอยู่ในพระวิหารเช่นสมเด็จพระบรมศาสดา แต่ต่างอยู่ในที่ต่างๆ ห่างไกลกัน

เมื่อทรงมีพระพุทธประสงค์จะให้ได้รับฟังการทรงประกาศพระพุทธศาสนา ก็ทรงส่งพระพุทธจิตไปอาราธนาพระพุทธสาวกทั้ง ๑,๒๕๐ องค์ ให้ไปพร้อมกัน ณ พระวิหารเวฬุวัน ที่เสด็จประทับอยู่ได้ทรงกระทำพระวิสุทธอุโบสถในท่ามกลางพระสาวกสงฆ์สันนิบาตรอรหันตขีณาสพจำนาน ๑,๒๕๐ องค์ดังกล่าว วันนั้นตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ ซึ่งได้รับการเทิดทูนเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในพระพุทธศาสนาคือวันมาฆบูชา.

O ในท่ามกลางพระวิสุทธสงฆ์อริยสาวก ๑,๒๕๐ องค์นั้น สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงประกาศหัวใจพระพุทธศาสนา ๓ ประการ เพื่อให้พระวิสุทธอริยสงฆ์อัญเชิญไปเป็นหลักประกาศพระพุทธศาสนา ให้ปรากฏแก่โลกต่อไปให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันคือเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา เป็นจุดสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนานั่นเอง

เพราะหัวใจเป็นส่วนสำคัญที่สุดของทุกชีวิต ของความเป็นคนของความเป็นสัตว์ แม้ไม่มีหัวใจชีวิตก็จะมีอยู่ไม่ได้ด้วย พูดง่ายๆ ก็คือเมื่อชีวิตสิ้น ความเป็นคนความเป็นสัตว์ก็สิ้นสุดตามไปด้วยชีวิตสำคัญ และหัวใจก็สำคัญ สำคัญที่สุด.

O หัวใจสำคัญที่สุด ทั้งหัวใจคน ทั้งหัวใจสัตว์ เพราะชีวิตจะมีอยู่ได้ก็เพราะมีหัวใจคนจะเป็นคนอยู่ได้ตราบเท่าที่มีชีวิตอยู่ หรือมีหัวใจอยู่นั่นเอง

สัตว์ก็เช่นเดียวกัน จะเป็นหมูหมากาไก่ช้างม้าวัวควายอยู่ได้ก็ตราบเท่าที่มีชีวิตอยู่ หรือมีหัวใจอยู่นั่นเอง ทันทีที่ชีวิตออกจากร่าง เพราะหัวใจหยุดทำงานความตายเข้าครอง ภพภูมินี้ก็สิ้นสุด จะไปเป็นอะไรในภพภูมิใหม่ก็ไม่มีผู้ใดอาจรู้ได้กรรม คือบุญและบาป ที่ได้ประกอบกระทำไว้จะนำไปแน่นอน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนั่นก็คือทำดีก็จะได้เกิดดีในภพภูมิต่อๆ ไปทำชั่วก็จะได้เกิดไม่ดีในภพภูมิต่อๆ ไป.

O หัวใจของพระพุทธศาสนาก็มีความสำคัญที่สุด ไม่ผิดที่จะกล่าวว่า หัวใจของพระพุทธศาสนาสำคัญยิ่งกว่าหัวใจของมนุษย์ทั้งโลกรวมกัน ความตายของมนุษย์มากมายเพียงไร ก็ไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียยิ่งใหญ่เท่าความตายของพระพุทธศาสนา

พึงทำความเข้าใจให้ชัดเจนถูกต้องในความจริงนี้เพื่อจะได้มีสติเทิดทูนหวงแหนพระพุทธศาสนาอย่างเต็มความสามารถ ไม่ปล่อยปละละเลยพระพุทธศาสนา ไม่แยแสห่วงใยพิทักษ์รักษาจนต้องสูญเสียพระพุทธศาสนาไปในวันหนึ่ง.

O วันหนึ่งโลกจะต้องสูญเสียสิ่งมีค่าสูงสุดคือพระพุทธศาสนา ถ้าเราชาวพุทธ ผู้มีหน้าที่รักษาพระพุทธศาสนาให้เต็มสติปัญญาความสามารถ จะพากันลืมหน้าที่ของตน ที่สำคัญเหนือหน้าที่ใดอื่นทั้งนั้น คือหน้าที่รักชีวิต คือหัวใจ ของพระพุทธศาสนา

ถ้าเราพากันลืมหน้าที่สำคัญที่สุดของเราทุกคนเมื่อไร เมื่อนั้นเราก็จะต้องสูญเสียสิ่งมีค่าสูงสุดของเรา ของโลก โดยจะไม่สามารถเรียกกลับคืนได้อีกเลยชั่วชีวิต พระพุทธศาสนาเป็นสมบัติมีค่าสูงสุดไม่มีอะไรอื่นเปรียบเสมอได้เลย จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้สูญเสียไปโดยเด็ดขาด.

O พระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกับเราท่านทั้งหลาย คือดำรงอยู่ได้ก็เพราะมีหัวใจ ในวันมาฆะเมื่อ ๒๕๙๕ ปีมาแล้ว สมเด็จพระบรมศาสดาทรงประกาศหัวใจพระพุทธศาสนา ๓ ประการ ให้ปรากฏประจักษ์แก่โลก คือ

๑. การไม่ทำบาปอกุศลทั้งปวง
๒. การทำบุญกุศลให้ถึงพร้อม
๓. การชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว


O หัวใจพระพุทธศาสนาที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงประกาศ ทั้งสามประการแสดงชัดแจ้งถึงพระมหากรุณาที่ทรงมีต่อสัตว์โลกทั้งปวง ทรงแสดงพระมหากรุณาไว้ในหัวใจพระพุทธศาสนาอย่างชัดแจ้งทุกประการ ผู้ใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นใคร ชาติใด ศาสนาใด แม้ให้ความสนใจปฏิบัติหัวใจพระพุทธศาสนาตามที่ทรงพระมหากรุณาประกาศแก่โลกจะได้เสวยแห่งความร่มเย็นเป็นสุขอย่างแท้จริงแน่นอน

ที่กล่าวไว้ว่าเป็นการประทานพระมหากรุณาที่แท้จริง เพราะแม้ไม่ทรงประกาศหัวใจพระพุทธศาสนาดังกล่าว ก็จะมีผู้ใดเล่าที่จะคิดว่า ต้องไม่ทำบาปอกุศลทั้งปวง ไม่ทำเลย ไม่ว่าจะเป็นบาปอกุศลใด

ถ้าสมเด็จพระบรมศาสดาไม่ทรงแสดงให้พากันเข้าใจว่าต้องไม่ทำบาปอกุศล คือความไม่ดีงามทั้งหลายทั้งปวง ก็จะมีผู้ใดอื่นคิดขึ้นเองอีกหรือว่า การทำบาปอกุศลทั้งหลายเป็นความไม่ดี ที่ไม่ควรทำ ที่ต้องไม่ทำและข้อสำคัญคือ ถ้าไม่ทรงแสดงไว้ว่า อะไรเป็นบาปอกุศล ก็ยากที่จะมีผู้เข้าใจ ก็ยากจะมีผู้สนใจเรื่องบาปอกุศล

นั่นก็คือย่อมยากจะมีผู้สนใจไม่ทำบาปอกุศล ไม่รู้ไม่เข้าใจว่าการทำบาปอกุศลคือทำอะไร การไม่ทำบาปอกุศลคือไม่ทำอะไร สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีพระมหากรุณาประกาศหัวใจพระพุทธศาสนาสอนโลก ให้รู้ให้เข้าใจการไม่ทำบาปอกุศลไว้ชัดแจ้ง แต่กระนั้นผู้ไม่มีบุญพอก็หาแลให้เห็นความสำคัญที่ทรงแสดงประทานให้.

(มีต่อ ๑)

เจ้าของ:  เว็บมาสเตอร์ [ 29 ม.ค. 2009, 11:43 ]
หัวข้อกระทู้: 

O บาปอกุศลทั้งปวงเกิดจาก กาย วาจา ใจ ของแต่ละคน ของตนเองโดยเฉพาะ บาปอกุศลของตนไม่ได้เกิดแต่ กาย วาจา ใจ ของผู้อื่น เรียกตามภาษาที่พูดกันว่า ของใคร ของมัน ของใคร ผู้ใดต้องใครผู้นั้นทำ เป็นของตายตัวเช่นนี้ ไม่มีใครจะทำใครให้มีบาปอกุศลได้ ถ้าตัวเองของผู้นั้นมิได้ทำ

ผู้ที่คิดว่า คนนั้นไม่ดี คนนี้ไม่ดี แล้วตำหนิติเตียนไปต่างๆ นานา ตามความคิดความเชื่อของตน นั่นเป็นหนึ่งของการทำบาปอกุศล แต่ไม่ใช่ของผู้ถูกตำหนิติเตียน แต่เป็นของผู้ตำหนิติเตียน คือผู้ว่าเขาเป็นผู้มีบาป ผู้ถูกว่าไม่เป็นผู้มีบาป คือไม่มีบาปไปตามปากว่าของผู้ใดอื่น จะเป็นผู้มีบาปก็ต้องเป็นผู้ได้ทำบาปด้วยตนเองหัวใจ

พระพุทธศาสนาข้อต้น การไม่ทำบาปอกุศลทั้งปวง มีความสำคัญสำหรับทุกคน ทุกคนจึงต้องเข้าใจให้ดี ทุกคนจึงควรต้องเข้าใจให้ถูก การทุ่มเทความคิดจิตใจไปมองดูผู้อื่น อย่างเจตตาไม่ดี คือการกำลังนำตนไปทำบาปอกุศล

ดังนั้นจึงควรมี สติ พยายามยับยั้งความคิดที่จะมองใครอื่นอย่างยึดมั่นเชื่อมั่นว่าเขาเป็นคนไม่ดี เพราะความคิดนั้นจะสามารถหยุดบาปอกุศลมิให้เข้าไปสู่ชีวิตตนได้.

O หัวใจพระพุทธศาสนาข้อนี้ ข้อที่ว่าไม่พึงทำบาปอกุศลทั้งปวง เป็นพระเมตตาอย่างยิ่งในสมเด็จพระบรมศาสดา พระผู้ทรงเป็นสมเด็จพระบรมครูของพรหมเทพและมนุษย์

หัวใจพระพุทธศาสนาข้อนี้เป็นการฉุดรั้งเราทุกคนไม่ให้ตกเข้าไปอยู่ในมือเลวร้ายของบาปอกุศล มือนี้จะดึงเราไปสู่ที่เลวร้ายหนักหนาเพียงใดก็ได้ ถึงกับลงนรกอเวจีได้รับความทุกข์แสนสาหัสเพียงใดก็ได้ นี้เป็นความจริง อย่าไม่สนใจ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไม่ถึงขนาดต้องควรเอาจริง อย่าคิดอย่างประมาทเช่นนั้น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดกับชีวิตเราทุกคน ไม่เฉพาะผู้ใดผู้หนึ่งเท่านั้น.

O บาปอกุศลไม่ได้เกิดขึ้นเองแน่นอนแต่เกิดจาก กาย วาจา ใจ ของเรา ผู้เป็นมนุษย์ทั้งหลาย คือเกิดจากการกระทำ เกิดจากการพูด เกิดจากการคิด ของเราผู้เป็นมนุษย์ทั้งหลายแน่นอนและสำคัญที่สุดใน ๓ ประการที่ก่อให้เกิดบาปอกุศล คือ ใจ คือการคิด เพราะสมเด็จพระบรมศาสดาก็ได้มีพระพุทธดำรัสไว้ว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ

นั่นก็คือ ใจคิด อย่างไร การทำจะเป็นไปเช่นใจคิด การพูดก็จะเป็นไปเช่นใจคิด แม้บางผู้คนจะพยายามปกปิดความคิดจริงใจของตนด้วยการบิดเบือนการพูดการทำ ก็จะไม่สามารถเป็นไปได้อย่างแนบเนียนราบรื่นจะต้องมีพิรุธให้มีการรู้ทัน

มีการให้มีการรู้ทัน มีการจับได้ ว่าที่พูดเช่นนั้น ที่ทำเช่นนั้น ใจมิได้เป็นเช่นนั้นในกรณีนี้ผู้มีความอาย คืออายเป็น จะอายมาก และความอายนี้สำหรับผู้มีใจไม่หยาบจนเกินไป ความอายจะทรมานใจให้หาความสุขไม่ได้.

O บาปอกุศลมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เต็มบ้านเต็มเมืองเต็มโลก เพราะบาปอกุศลมีอยู่ในใจของมนุษย์ผู้เป็นสัตว์โลก มนุษย์มีเต็มโลก บาปอกุศลก็มีเต็มโลก นี้เป็นธรรมดาเพราะฉะนั้นต้องอย่าประมาท ต้องมีสติระวังให้เต็มที่ อย่ายอมให้บาปอกุศลบัญชาให้ทำความชั่วทำความไม่ดี ที่ยิ่งใหญ่นานาประการ แม้บาปอกุศลจะบัญชาให้ทำความไม่ดีเพียงเล็กน้อย

ผู้เทิดทูนพระพุทธธรรม ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงสอนไว้ ก็ยังต่อสู้กับจิตใจของตน ที่ตกอยู่ใต้อำนาจของบาปอกุศล ชนะบ้าง แพ้บ้าง ก็ยังดี ดีกว่าขาดสติ สิ้นเชิง ไม่ยอมรู้ดีรู้ชั่ว ไม่คิดที่จะต่อต้านอำนาจของบาปอกุศลเสียเลย ยอมแพ้แก่อำนาจของบาปอกุศล คิดพูดทำไปอย่างไม่รู้ถูกไม่รู้ผิดไม่รู้ดีไม่รู้ชั่ว เช่นนี้

ท่านกล่าวว่าเป็นการน่าเสียดายที่สุดสำหรับผู้นั้น ที่ได้เกิดแล้วเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา แต่ไม่พยายามศึกษาให้รู้ว่าเป็นความสำคัญเพียงไรที่จะต้องต่อสู้กับอำนาจของกรรม คือบาปอกุศล ให้เต็มสติปัญญาความสามารถ

เพื่อช่วยให้จากการคิดการพูดการทำที่ละเมิดหัวใจพระพุทธศาสนา ที่สมเด็จพระบรมศาสดา พระผู้ประเสริฐเลิศโลกทั้งปวงทรงกำหนดไว้ และได้ทรงมีพระมหากรุณาประกาศให้โลกรู้ เพื่อทรงช่วยสัตว์โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือมนุษย์ ให้พ้นจากอำนาจนรกอเวจี ที่จะให้ความทุกข์ทรมานพ้นจะพรรณนา ไม่เป็นที่ปรารถนาของสัตว์โลกทั้งปวง.

O รักษาใจให้ดีที่สุด รักษาความคิดที่จะเกิดขึ้นในใจให้ดีที่สุด อย่าให้เป็นความคิดที่จะนำให้ทำบาปอกุศลใดๆ ทั้งสิ้น มีสติ อย่าให้ความคิดไม่ดีเกิดได้ในจิตใจ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้พูดไม่ดีได้ สามารถป้องกันไม่ให้ทำไม่ดีได้ และการไม่พูดไม่ดีก็ตาม การไม่ทำไม่ดีก็ตาม เป็นคุณสมบัติวุดวิเศษของความเป็นมนุษย์

ดังนั้นการรักษาใจให้งดงามด้วยความคิดที่งดงามจึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่งของเราท่านทั้งหลายผู้เกิดแล้วเป็นมนุษย์ด้วยอำนาจของบุญเพราะการรักษาใจให้งดงาม มีความคิดที่งดงาม ก็เท่ากับเป็นการควบคุมกายวาจาให้งดงามด้วย

ใคร่ขอให้เข้าใจความหมายของคำงดงาม ที่นำมาใช้ในที่นี้ว่า มิได้มีความหมายธรรมดาๆ เหมือนความสวยงาม อะไรทำนองนั้น แต่มีความหมายที่ลึก กว้าง มิใช่งดงามธรรมดา ซึ่งความถูกต้องเป็นเช่นนั้นใจที่พ้นจากความคิดที่จะนำให้เกิดบาปอกุศล คือเกิดการพูดชั่วทำชั่ว ต้องเป็นใจที่งามพิเศษอย่างแท้จริง ควรที่ผู้ใฝ่ดีมีปัญญาทั้งหลายจะพากันพยายามรักษาใจของตนให้มีความงามนั้น เพื่อได้เป็นผู้งามพร้อมในวันหนึ่งได้มีตนเป็นที่พึ่งที่แท้จริง ที่ไม่มีที่พึ่งอื่นใดเปรียบได้.

O การที่จะรักษาใจให้ดีที่สุดได้นั้นทำได้อย่างไร นี้เป็นปัญหาที่เหมือนยากที่สุด แต่ก็เหมือนง่ายที่สุดได้ ถ้าจะนึกถึงพระธรรมที่ควรอัญเชิญมาปฏิบัติให้เกิดผล นั่นคือความคิดปรุงแต่ง ถ้าไม่คิดปรุงแต่งให้ใจสงบงดงาม แต่ไปคิดปรุงแต่งให้ใจวุ่นวายเร่าร้อนปัญหาที่จะรักษาใจให้ดี ก็ยากมาก ยากที่สุด

เพราะความคิดปรุงแต่งต่างๆ นานา นั่นแหละ ที่จะทำให้เกิดมีใจเร่าร้อนวุ่นวาย ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง จนถึงกับบังคับความรู้สึกไว้ภายในใจไม่ได้ ต้องแสดงออกเป็นทางวาจาบ้าง ทางกายบ้าง คือเป็นการพูดบ้าง เป็นการกระทำบ้าง ที่เร่าร้อนรุนแรงตามอำนาจของใจ ที่จะไม่ก่อให้เกิดความดีงาม แต่จะก่อให้เกิดความเสียหายสถานเดียวคิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี ก็ต้องเป็นความไม่ดี ที่ไม่มีข้อยกเว้นใดทั้งสิ้น.

(มีต่อ ๒)

เจ้าของ:  เว็บมาสเตอร์ [ 29 ม.ค. 2009, 11:43 ]
หัวข้อกระทู้: 

O เกี่ยวกับใจ ความคิดปรุงแต่งสำคัญอย่างยิ่ง สำคัญที่สุดก็ว่าได้ แต่ที่สำคัญกว่าความคิดปรุงแต่งทั้งปวงยังมี ที่ถือได้ว่าเป็นความสำคัญที่สุด สำคัญกว่าความคิดปรุงแต่งก็ถูก นั่นคือสติ สติสำคัญที่สุด มีสติเพียงพอเสียอย่างเดียว ก็ย่อมจะสามารถควบคุมอะไรๆ ในจิตใจตนของแต่ละคนให้ดีงามได้

ขาดสติ เสียอย่างเดียว ก็คือขาดการควบคุมจิตใจให้อยู่ในขอบเขตของความถูกต้องดีงามน่าจะเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่าการ ขาดสติมากๆ จะมีความวุ่นวายในความคิดชีวิตจิตใจมากไปด้วย จนถึงเป็นความคิดชีวิตจิตใจของคนบ้าก็ยังได้ ก็ยังมีให้รู้ให้เห็นอยู่เสมอ และมากมายไม่น้อย คำว่าคนเสียสติ เป็นคำที่รู้จักกันดีทั่วไปอยู่แล้ว จึงน่าจะเข้าใจได้ไม่ยากนัก ว่าสติมีความสำคัญต่อชีวิตจิตใจของเราท่านทุกคน.

O อย่างไรก็ตาม สติก็เช่นเดียวกับความสำคัญอะไรทั้งหลาย คือไม่อาจมีความสำคัญได้แม้ปราศจากเครื่องประกอบที่สำคัญมาเป็นส่วนช่วย

ก็น่าจะแบบเดียวกับคนเราทั้งหลายแม้เกิดมาเป็นคน ที่ควรต้องพรั่งพร้อมบริบูรณ์ด้วยมือไม่แขนขา ถ้าเกิดมาไม่มีมือ ไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีเท้า ก็จะได้แต่นอนกลิ้งอยู่แม้ว่าจะมีชีวิตที่แข็งแรงเช่นมนุษย์ทั้งหลาย ต้องอวัยวะดังกล่าวมีประกอบด้วย ความเป็นมนุษย์จึงจะมีความหมายจริง ทำคุณทำประโยชน์ได้จริง

สติก็เช่นกัน มีสติ ที่หมายถึงความรู้ผิดรู้ชอบ รู้ชั่วรู้ดี นี่เองที่เป็นส่วนประกอบให้สติมีความหมายสมบูรณ์ ให้สติมีความสำคัญได้จริง ความรู้ถูกรู้ผิด รู้ชั่วรู้ดีที่เป็นความหมายของสติ ก็คือสติ ต้องรู้ว่าอย่างไรที่เรียกว่าผิด อย่างไรที่เรียกว่าชอบ อย่างไรที่เรียกว่าดี อย่างไรที่เรียกว่าชั่ว ไม่เช่นนั้นก็ย่อมเป็นไปได้ที่สติจะรู้ผิดเป็นชอบ รู้ชอบเป็นผิด รู้ดีเป็นชั่ว รู้ชั่วเป็นดี ถ้าเป็นเช่นนี้สติก็หมดความสำคัญ หมดความหมายไม่อาจก่อให้เกิดประโยชน์ได้ มีสติก็เหมือนไม่มี.

O ที่ว่า สติรู้ดีรู้ชั่ว ก็คือต้องรู้อยู่ว่าดีเป็นอย่างไร ชั่วเป็นอย่างไร สติจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ คือรู้ตัวว่า มีดีหรือมีชั่ว มีความคิดถูกหรือมีความคิดผิด กำลังทำดีหรือกำลังทำชั่ว กำลังทำถูกหรือกำลังทำผิด สติต้องประกอบด้วยความรู้เช่นนี้ ปราศจากความรู้เช่นนี้ สติจะมีความหมายไม่ได้ สติจะมีความสำคัญไม่ได้

สติเป็นความรู้ตัวก็จริงแต่ต้องรู้ลักษณะที่แท้ของสิ่งที่จะต้องรู้ด้วยดังกล่าว ดังนั้นแม้เห็นความสำคัญของสติปรารถนาจะได้รับประโยชน์จากสติให้ถูกต้องแท้จริง ก็ต้องรู้ให้ถูกให้ตรงว่า อะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว อะไรคือความถูก อะไรคือความผิด

ซึ่งพระพุทธศาสนาแสดงไว้ถูกต้องชัดแจ้งทุกสิ่งทุกประการ ตรงตามที่สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้คือได้ทรงรู้แจ้งจริงทั้งหมด รู้ตามที่ทรงแสดงสอนไว้ด้วยพระมหากรุณาที่ทรงมีต่อสัตว์โลกจะไม่เป็นอื่น จะเป็นความถูกต้องตรงตามความจริงแน่นอน.

O ผู้เห็นความสำคัญของสติ จึงต้องเห็นความสำคัญของพระธรรม ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสอน ต้องศึกษาให้รู้ แม้เพียงพอสมควร ที่สำคัญสำหรับการจะให้สามารถปฏิบัติหัวใจพระพุทธศาสนาได้

ต้องรู้จักศีลเป็นอย่างน้อย แม้ไม่รู้จักศีล ก็น่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับประโยชน์จาก สติเพราะการไม่ได้ฆ่าสัตว์ หรือการไม่ได้ลักทรัพย์ โดยไม่ได้เกิดจากสติระลึกรู้ ว่าการฆ่าสัตว์ก็ตาม การลักทรัพย์ก็ตาม เป็นการผิดศีล สติไม่ได้เกิดขึ้นให้สามารถไม่ทำ หรือไม่เพียงคิดจะทำ สติไม่เกี่ยวแม้จะไม่ได้ผิดศีลดังกล่าว เช่นนี้ไม่ใช่ไม่ถูกไม่ดี แต่กำลังพูดกันถึงสติ จึงต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องชัดเจนเกี่ยวกับสติ.

O สติมีค่ามากสำหรับทุกคน แต่ไม่มากคนที่จะให้ความสำคัญแก่สติ จึงไม่กี่คนที่ถือเป็นความสำคัญที่จะต้องฝึกสติ ให้สติเกิดก่อนที่จะคิดพูดทำอะไรที่ไม่ถูกต้องไม่สมควรเพื่อจะได้หยุดความคิดที่จะทำความไม่ถูกต้องไม่ดีงามได้ทันเวลา ไม่คิดไปแล้วพูดไปแล้วทำไปแล้ว เกิดความผิดความไม่ดีขึ้นแล้ว จึงรู้สึก จึงเสียใจ เช่นนี้ไม่ถูกอย่างยิ่งน่าเสียใจอย่างยิ่ง ที่ไม่รู้จักค่าของสติ ไม่ได้นำมาใช้ จึงไม่ได้รับคุณค่ามหาศาลของสติ.

O สติมีความสำคัญนักหนา แม้รู้แล้วว่าศีลคืออะไร จะสามารถรักษาศีลไว้ได้จริงจำเป็นที่จะต้องมีสติเป็นที่พึ่ง มีสติเป็นกำลังสำคัญ ไม่เช่นนั้นก็ยากนักที่จักรักษาศีลได้นอกจากเป็นผู้มีศีลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชีวิตจิตใจเช่นพระเช่นสงฆ์ที่บริสุทธิ์สะอาดจริงท่านจะเป็นผู้ที่มีสติรู้อยู่เหมือนไม่จำเป็นต้องมีสติ

ส่วนเราท่านทั้งหลายถ้าต้องการจะรักษาศีลให้ได้หมดจดงดงาม จำเป็นต้องรู้ตัว มีสติ ให้ทันการ เช่นปกติบี้มดตบยุงเป็นว่าเล่น เมื่อจักรักษาศีลให้ได้จริง ต้องพึ่งสติ อย่างเต็มที่ ให้เตือนให้ทันก่อนนิ้วจะบี้ลงไปบนตัวมดทำให้หมดชีวิต

หรือให้สติเตือนก่อนใช้สองมือตบยุงที่บินว่อนอยู่ในอากาศ สติที่จะใช้ทันในกรณีนี้ก็คือสติที่รู้ ว่ากำลังจะทำบาป ด้วยการตบยุงบี้มด ผิดศีล แม้จะเป็นศีลเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็บาป บาปด้วยการผิดศีล ๕ ข้อปาณาติบาต ที่มีผลแห่งบาปให้ต้องรีบแน่ อย่าประมาทว่าสัตว์เล็กฆ่าได้ไม่บาป.

O การบี้มดตบยุงนั้นมักจะทำกันเป็นปกตินิสัย จนดูเหมือนจะลืมไปเสียสนิท ว่าเป็นการละเมิดศีล ๕ ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงวางไว้ จะอ้างอย่างไรก็หาพ้นบาปของการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไปได้ไม่ อาจจะเป็นเพียงบาปเล็กบาปน้อย แต่ก็บาปแน่นอน

พยายามมีสติให้ทันเวลาก่อนทำบาปเล็กน้อยนี้ก็จะดีแน่ แต่การไม่ทำบาปใหญ่ๆ หนักๆ ต้องดีกว่าการ ไม่ทำบาปเล็กบาปน้อย เช่นบี้มดตบยุงแน่ ปกติการทำร้ายสัตว์อย่างรุนแรงแม้ไม่ถึงเสียชีวิต ไม่ถึงเป็นถึงตาย การทำนั้นก็เป็นบาปเป็นอกุศล

หัดมีสติไว้ และห้ามตนเองให้ได้ทันเวลา ก่อนที่ความโกรธจะทำให้คว้าไม้คว้ามีดทำร้ายสัตว์เคราะห์ร้ายให้รับความเจ็บปวดหนักบ้างเบาบ้างไปเสียแล้วเป็นบาปสำหรับผู้ทำไปเสียแล้ว และสัตว์ที่เป็นเหตุแห่งบาปกรรมของเราผู้เป็นมนุษย์ก็คงมีโอกาสได้ใช้หนี้บาปกรรมที่ตนต้องได้กระทำมาก่อนแล้ว นั่นก็คือเขารับผลบาปเก่า เราสร้างบาปใหม่ที่จะต้องได้รับผลต่อไปแน่นอน.

O สติ สามารถหยุดมือที่กำลังจะปลิดชีวิตสัตว์เล็กสัตว์น้อยได้ และก็สามารถหยุดการปฏิบัติเป็นฆาตกรได้ แม้สติจะเกิดทันเวลาการฆ่ากันทำร้ายกันถึงเป็นถึงตายจะไม่เกิดขึ้น ถ้าจะมีสติระลึกได้ว่าการทำเช่นนั้น ไม่เพียงทำให้ชีวิตผู้อื่นต้องตกล่วง หรือต้องเสียเลือดเสียเนื้อได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานมากบ้างน้อยบ้าง

ชีวิตตนเองก็จะถูกตนเองนำไปสู่ที่ทุกข์ยาก มากมายหนักหนาหรือเล็กน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับบาปอกุศลที่ตนได้ทำลงไปแล้วอย่างขาดสติช่วยยับยั้ง คุกตารางจะไม่ต้องเป็นที่หลับนอนของผู้มีสติทันห้ามมือห้ามไม้ห้ามมีดห้ามปืนมิให้ถูกใช้เป็นเครื่องระบายอารมณ์ สติที่มาทันให้ได้คิดว่า กำลังจะปล่อยให้ความโกรธแค้นมาเป็นมือนรก ฉุดกระชากลากเราไปลงนรกทั้งเป็นแล้ว

สตินั้นจะเป็นเหตุฉุดเราให้หลุดจากมือแห่งกรรมชั่วร้าย ที่มุ่งทำลายตนเองด้วยการทำร้ายชีวิตอื่น โดยที่แม้สติเกิดช่วยไว้ไม่ทัน ก็นั่นแล้วที่จะไม่พ้นทุกข์โทษแห่งการฆ่าหรือการทรมาทรกรรมสัตว์โลก ซึ่งมีมนุษย์รวมอยู่ด้วยได้แน่.

(มีต่อ ๓)

เจ้าของ:  เว็บมาสเตอร์ [ 29 ม.ค. 2009, 11:43 ]
หัวข้อกระทู้: 

O จะลักเล็กขโมยน้อย หรือปล้นจี้ที่ใหญ่โต สติช่วยได้ทุกกรณี แม้เรียกสติมาช่วยให้ทันการ บาป และเป็นบาปที่มีโทษแน่นอนไม่ว่าจะบาปน้อยโทษเบา หรือบาปหนักโทษแรง ก็ให้ผลเป็นความทุกข์แก่ผู้ทำบาปนั้นแน่

การต้องเสียชื่อเสียงต้องอับอายขายหน้าอย่านึกว่าไม่เป็นไร เมื่อได้รับเข้าจริงจะทุกข์ทรมานจิตใจแน่ โดยเฉพาะเมื่อมิได้มีปกติเป็นผู้มีอาชีพในการลักเล็กขโมยปล้นจี้ แต่เป็นคนที่ทั่วไปเห็นอยู่ว่าเป็นคนดี มีชื่อเสียงห่างไกลจากการเป็นผู้ร้าย เพราะมีผู้อาจพลั้งพลาดเสียหายได้ในกรณีเช่นนี้

จึงควรช่วยตัวเองไว้ก่อนให้เต็มความสามารถ ด้วยการเห็นความสำคัญของสติ อบรมให้มีคุณสมบัติสำคัญของตนไว้ให้เสมอ ตั้งแต่ยังมีชีวิตที่ไม่ตกไปอยู่ในห้วงแห่งกรรม ที่ได้เคยกระทำมายังไม่มีความคิดที่จะทำบาปกรรม ที่เป็นการละเมิดศีลให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศเตรียมอบรมสติไว้ ถึงคราวจำเป็น จะมีสติเป็นผู้ช่วยที่สำคัญนัก.

O ท่านพระอาจารย์สำคัญองค์หนึ่ง คือหลวงพ่อเมือง ท่านเคยบอกผู้ไปกราบนมัสการท่าน ว่าญาติโยมสตรีผู้หนึ่งในที่นั้น มีเปรตติดตามอยู่ตลอดมานานปีแล้ว ไปไหนก็ตามไป เดินไม่ทันก็วิ่ง และร้องไห้ไปตลอดเวลา

ท่านบอกว่าเวลาเปรตตนนั้นกลุ้มอกกลุ้มใจเร่าร้อนมากๆ ความร้อนของเปรตก็จะทำให้จิตใจของญาติโยมผู้นั้นพลอยเร่าร้อนไปด้วย และเมื่อผู้ที่ท่านบอกว่าเป็นผู้ที่มีเปรตติดตามอยู่ แสดงความสงสัยไม่เข้าใจถึงสาเหตุ

หลวงพ่อท่านก็อธิบายทันที เป็นเปรตผู้หญิง บอกว่าขอยืมเงินคุณไปหนึ่งพันบาทแล้วไม่ได้ใช้ เจ้าของเงินที่ถูกเปรตวิ่งติดตามอยู่ด้วยความเร่าร้อนแสนสาหัสตามที่หลวงพ่อเมืองท่านบอก ก็ลืมแล้ว เพราะนานเป็นสิบปีแล้ว แต่ยังมีผู้จำได้

จึงเข้าใจเรื่องเปรตที่หลวงพ่อท่านเห็น จึงเข้าใจความน่ากลัวอย่างยิ่งของอำนาจกรรม ไม่ได้ผิดศีลข้อลักขโมยโดยตรงก็จริง แต่ข้อโกงที่ผู้หญิงคนหนึ่งทำไป อาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่ผลก็คือต้องรับกรรม เป็นเปรต หวีดร้องอยู่เป็นสิบปียังพอมีบุญอยู่บ้าง จึงได้พบหลวงพ่อเมืองซึ่งมีความสามารถอย่างไม่ได้มีกันทั่วไป

เมื่อได้รับรู้เรื่องของเปรต ท่านก็รับจะช่วยให้พ้นกรรม ถ้าเจ้าของเงินทำเสียกบาลให้วิญญาณเปรตและให้ทำสังฆทานให้ โดยท่านมีส่วนส่งจิตใจพิเศษของท่านร่วมด้วย ซึ่งผู้หญิงที่น่าสงสารคนนั้นก็คงจะพ้นสภาพการเป็นเปรตไปแล้วนี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการให้ผลของกรรมที่ไม่พึงประมาทว่าไม่มีจริง.

O โลกทุกวันนี้ หรือบ้านเมืองเราทุกวันนี้ มีความร้อนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อนชั่วชีวิตของพวกเราทั้งหลาย และแน่นอนมิได้เกิดจากดินฟ้าอากาศ แต่เกิดจากกรรมของบรรดาผู้เป็นมนุษย์ทั้งสิ้น

พวกเราผู้เป็นผู้เป็นคนทั้งหลายนั่นเองที่ก่อให้เกิดความร้อนแรงไปทุกแห่งหน น่าจะกล่าวได้ถูกต้องทีเดียว ว่าเพราะทุกวันนี้เราพากันขาดสติคิดพูดทำไปอย่างไม่มีสติ อยากคิดอะไรก็คิดไป อยากพูดอะไรก็พูดไป อยากทำอะไรก็ทำไป ไม่มีสติเพียงพอจะยับยั้ง มิให้การคิดการพูดการทำของตน ก่อความเดือดร้อนรุนแรงขึ้นทำลายความร่มเย็นเป็นสุข ที่เคยมีเคยเป็นอยู่ในประเทศชาติอันเป็นที่รักของเรา เราพากันขาดสติในทุกวันนี้.

O แน่นอนที่สุด ความขาดสติของผู้คนจำนวนมากทำให้เกิดความเดือดร้อนหนักหนาเกิดวิกฤตที่ไม่เคยเกิดมาก่อนอย่างรุนแรงทำให้ความวิตกกังวลเกิดขึ้นในจิตใจ ขับไล่ความสงบสุขไกลทุกข์ไกลร้อนหมดสิ้นไปจากชีวิตจิตใจ

ถ้าคนส่วนมากจะมีสติ พอสมควรการคิดการพูดการทำ ที่ก่อให้เกิดความรุนแรงนานาประการ จะไม่เกิดเช่นที่กำลังเกิดอยู่ในระยะนี้ ความขาดสติเป็นเหตุสำคัญ ความขาดสติเป็นเหตุสำคัญ ขอให้ทุกคนพยายามเข้าใจและพยายามมีสติให้มาก ก่อนจะคิด ก่อนจะพูด ก่อนจะทำ อะไรทั้งหลายทั้งปวง.

O มีผู้เล่า ว่าทุกวันนี้มีการผิดศีลที่มากขึ้นกว่าเคยอย่างไม่น่าเชื่อ สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ถูกฆ่าครั้งละเป็นร้อยเป็นพัน ผู้ได้เห็นภาพหมูที่โตเกินลูกหมูมากแล้ว ถูกทุบหัวให้ตายเป็นร้อยร้อย เล่าว่าสลดใจจนยากจะบอกถูกฆ่าแล้วสุมกันเป็นจำนวนมโหฬาร ส่วนมากไม่ตายสนิท ยังกระดุกกระดิกได้อยู่ ไม่รู้ว่าเป็นการแสดงออกถึงความเจ็บปวดเพียงไหน

คนไทยไม่น่าจะใจแข็งทำได้ และทำบ่อยๆ ด้วย นี่คือบาปที่หนักไม่น้อย การที่จะอ้างว่าเขาเกิดมาเพื่อเป็นอาหารมนุษย์ก็ยากจะค้านได้ เป็นความจริงอยู่ แต่การที่เห็นว่ามีจำนวนมากมายเกินไป จะทำให้ราคาตก ไม่ได้กำไรเท่าที่ควร แล้วก็ฆ่าเสียเป็นพันเป็นหมื่น

สัตว์กำลังแข็งแรง รื่นเริงมีชีวิตชีวาตามประสาสัตว์ ถูกนำไปรวมกันเป็นร้อยเป็นพัน แล้วก็ทุบหัวเอาทุบหัวเอา ไม่ทันตายในทันที แต่ก็ปล่อยให้ดิ้นด้วยความมีชีวิตเจ็บปวด จนสงบนิ่งไปเมื่อชีวิตออกจากร่าง ผู้ที่รู้จักคำว่าบาป ก็น่าจะมีความรู้สึกตรงกันว่า ไม่น่ามีการทำบาปถึงเพียงนี้ในบ้านเมืองพุทธของเรา

น่าจะได้คิดบ้างว่าบ้านเมืองกำลังเดือดร้อนหนัก ต้องทำบุญช่วยให้มากที่สุดเรื่องของบาปกรรมที่ส่งผลอยู่นั้น ไม่มีอำนาจอื่นใดจะสู้ได้เสมอด้วยอำนาจของบุญกุศลมีอำนาจยิ่งใหญ่ มหัศจรรย์เกินกว่าจะเข้าใจกันได้ง่ายๆ แต่ก็ควรเชื่อไว้ก่อนจะฉลาด จะได้มีโอกาสพ้นมือบาปอกุศลได้อย่างยากจะเข้าใจ.

O “เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก” นี่เป็นหนึ่งในพระพุทธภาษิต ที่เราท่านทั้งหลายควรจะให้ความสำคัญของพระพุทธภาษิตนี้ให้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองของเรากำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตที่รุนแรง ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ให้ความสำคัญแก่พระพุทธภาษิตนี้ให้จริง มิใช่สักแต่ว่าท่องไว้พูด

ที่กล่าวว่าต้องให้ความสำคัญกับพระพุทธภาษิตนี้ให้จริงก็คือ ต้องปฏิบัติด้วย อบรมเมตตาให้มีในใจตนให้มากที่สุด ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชีวิตจิตใจ และจะได้เห็น ว่าที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีพระพุทธภาษิตนี้ มีความจริงอย่างไร เมตตาค้ำจุนโลกได้จริงอย่างไร ให้ความสำคัญต่อพระพุทธภาษิตนี้อย่างไร จะได้เห็นความจริงแห่งความหมายของพระพุทธภาษิตนี้เพียงนั้น เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก เป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริง.

(มีต่อ ๔)

เจ้าของ:  เว็บมาสเตอร์ [ 29 ม.ค. 2009, 11:44 ]
หัวข้อกระทู้: 

O “แสงส่องใจ” เคยนำมาบอกมาเล่าแล้วหลายครั้ง เรื่องเมตตาค้ำจุนโลก ไม่มีตัวอย่างอื่นยิ่งใหญ่เสมอได้ คือพระเมตตาในสมเด็จพระบรมศาสดา ตั้งแต่ยังทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะทีเดียว พระเมตตาท่วมท้นพระหฤทัยเป็นเหตุให้ทรงสละสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง อันเป็นเครื่องบำรุงบำเรอความสุขส่วนพระองค์ เสด็จออกพระมหาภิเนษกรณ์

เพื่อทรงแสวงหาทางช่วยสัตว์โลกทั้งนั้นให้พ้นทุกข์ ทรงลำบากเพียงไรในสภาพที่ทรงเป็นนักบวช ต้องทรงอุ้มบาตรออกขอภัตตาหารจากชาวบ้านผู้ยากจน ทรงต้องอยู่ในสภาพ “นอนกลางดิน กินกลางทราย” ตรงกันข้ามทุกอย่างกับเมื่อทรงเป็นมกุฎราชกุมาร

พระเมตตาแท้ๆ ที่ประคับประคองให้ทรงไม่หวั่นไหวในสภาพเลวร้ายที่ต้องทรงเผชิญ อันตรงกันข้ามกับที่เคยทรงเป็นอยู่มาตลอด นับตั้งแต่วินาทีที่เสด็จจากพระครรภ์พระมารดาออกสู่โลก และพระเมตตาอีกนั่นเองที่เทิดทูนพระหฤทัยให้สูงส่ง ให้พ้นจากเครื่องสกปรกเศร้าหมองบรรดามี

ได้เสด็จสู่ความทรงตรัสรู้คือทรงรู้แจ้งโลก สูงสุดแห่งผลของพระเมตตาที่นำเสด็จออกจากความพรั่งพร้อมของความเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ลงสู่ความยากไร้ลำบากยากแค้นแสนสาหัส ที่แตกต่างห่างไกลกับความทรงอยู่ในพระราชฐานะของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ยิ่งกว่าความแตกต่างของฟ้ากับดิน.

O ที่จริงเมตตาใจตนเองมีความสำคัญที่สุด เมตตาใจตนเองไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว ถ้าเมตตานั้นเป็นเมตตาจิตใจตนเอง ไม่ใช่เมตตาในเรื่องของทางกาย เมตตาใจตนเองคือ การรักษาใจตนเองให้ไกลจากความร้อน ทำใจให้ไม่ร้อนด้วยอำนาจของความเศร้าหมอง คือกิเลส ซึ่งหมายถึงความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นสามกองสำคัญ

ผู้ที่ปล่อยให้ใจตนเองตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสดังกล่าว ก็คือการยอมให้จิตเศร้าหมอง หรือร้อนแรงด้วยอำนาจของกิเลส เป็นการไม่เมตตาใจตนเอง โดยที่ไม่พยายามมีสติเข้าใจความเมตตาที่ตนกำลังไม่มีต่อจิตใจตนเอง การยอมให้จิตใจเร่าร้อนด้วยกิเลสจะเป็นการมีเมตตาต่อจิตใจหาได้ไม่ น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก เมตตาใจตนเองแล้วมีหรือที่จะทำใจตนเองให้ไม่เป็นสุขเย็นสบาย แต่เร่าร้อนด้วยความคิดปรุงแต่งนานาประการ อันล้วนเป็นเหตุให้กิเลสเกิดได้ ทั้งความโลภ ทั้งความโกรธ ทั้งความหลง.

O กล่าวไม่ผิดแน่นอน ที่ว่าน่าจะมีผู้เข้าใจความเมตตาใจตนเองไม่ถูกต้อง จึงไม่เห็นค่าของการเมตตาใจตนเองว่ายิ่งใหญ่ที่สุด ใจที่เกิดจากความเมตตาเป็นใจที่มีกำลังมาก ความสงบไกลจากความร้อนความวุ่นวายของความคิดนานาประการ มีค่ามาก มีพลังมาก มีอานุภาพมาก เหนือทุกสิ่ง เหนือการทำบุญใดๆ มากมายนัก

นี้เป็นความจริง ที่ยากจะมีผู้ยอมเชื่อว่าเป็นความจริง ปล่อยนกปล่อยปลา หรือให้ชีวิตวัวควายมากมายสักกี่ตัว จะเป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ไปไม่ได้ แม้ผู้หวังบุญด้วยการให้ชีวิตเหล่านั้นมีความมุ่งหมายที่ไม่ให้ความสงบสุขแก่จิตใจตนเอง คือคิดว่าเมตตาสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นโดยไม่ได้นึกถึงที่จะเมตตาจิตใจตนเองเลย.

O ปกติทีเดียว ที่เมื่อต้องการจะทำบุญเพื่อความพ้นเคราะห์พ้นโศก โดยคิดที่พึ่งชีวิตสัตว์ทั้งหลายที่กำลังจะต้องสิ้นไป มั่นใจว่าการเข้าไปช่วยชีวิตสัตว์เหล่านั้นเป็นการช่วยตนเองก็น่าจะไม่ผิด แต่น่าจะดีไปกว่า แม้จะเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นไปอีกสักระดับหนึ่ง คือให้เชื่อเถิดว่าบุญที่ยิ่งใหญ่เหนือบุญอื่นทั้งหลาย คือการทำใจให้สงบจากเครื่องเศร้าหมอง ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ใช้ชีวิต วัว ควาย สักกี่สิบกี่ร้อยตัว ก็หาเกิดบุญมากมายไม่ แม้ทำด้วยใจที่ปราศจากความสงบสุข ใจที่ร้อนเร่าราวกับอยู่กลางกองไฟ จะด้วยเหตุใดที่กำลังเกิดกับชีวิตก็ตามก็ไม่อาจช่วยให้เกิดบุญได้พอสมควรด้วยการปล่อยนกปล่อยปลา หรือให้ชีวิตวัวควายดังกล่าวแล้ว ใจ ใจของเราทุกคน น่าจะได้รับความเมตตายิ่งกว่าชีวิตสัตว์ทั้งหลายมากมายนัก

เมตตาชีวิตสัตว์ ก็เป็นใจที่มีเมตตาอันจะก่อให้เกิดบุญเป็นความสุขได้ แม้ทำให้ขณะที่ใจไม่เร่าร้อนด้วยความทุกข์นานาประการ เมตตาใจตนเองก่อน ให้เต็มความสามารถเถิด แล้วการให้เมตตาผู้อื่นสัตว์อื่นจะมีผลพ้นพรรณนา.

O ปล่อยใจเสียจากความทุกข์ทรมานอย่าไม่เมตตาใจตนเองและปล่อยให้หาความสุขไม่ได้ อย่าทำเช่นนั้น แม้ยังไม่เมตตาใจตนเอง ยังเพียงแต่ไปยุ่งเมตตาสัตว์ทั้งหลายเช่นที่มีปกติเป็นกันอยู่ ก็น่าเสียดาย

ใจของตนเอง อยู่กับตนเอง ใกล้มือตนเองมากที่สุดกำลังถูกเผาด้วยไฟกิเลสที่ร้อนแรงแทบทำให้ถึงเป็นถึงตายได้เหมือนสัตว์ทั้งหลาย ที่พากันมุ่งไปช่วยชีวิตโดยลืมช่วยชีวิตแห่งจิตใจของตนเอง ความมีเมตตาไม่แผ่ถึงใจตนเอง

แผ่ไปไหนๆ ไกลแสนไกล เสียเงินเสียทองเท่าไรก็ทำได้ แผ่เมตตาให้ใจตนเองสิ ไม่ต้องเสียเงินเสียทอง ไม่ต้องไปแสวงหาให้ไกลมือถึงไหนๆ อยู่กับตัวเราทุกวินาทีอยู่แล้ว ลืมได้อย่างไรใจของเราทุกคนกำลังน่าสงสารมาก กำลังยิ่งกว่านกปลาช้างม้าวัวควาย ที่พากันไปช่วยปกปักรักษาชีวิตให้ในทุกวันนี้.

O ได้บุญบ้างแล้วจากการช่วยชีวิตสัตว์ ก็ขอให้นึกถึงจิตใจตนเองบ้าง นึกบ้าง ให้เห็นอันตรายยิ่งใหญ่ที่กำลังเกิดแก่จิตใจตน ใจที่ไม่ได้รับเมตตาจากเจ้าของเลย ปล่อยให้ตกอยู่ในกองไฟแห่งความโลภ ความโกรธ ความหลง

ซึ่งทุกวันนี้ไฟทั้งสามกองนั้นใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าเคยมาอย่างประมาณไม่ได้ อย่างยากจะเข้าใจได้ ว่าเป็นไปถึงเช่นนั้นได้อย่างไร อย่านึกว่าคนอื่นเท่านั้นที่เป็นเหตุแห่งความร้อนของบ้านเมืองเรา เราเองก็เป็นส่วนของเหตุนั้นด้วยแน่นอน

เราทุกคนเป็นเหตุแห่งความร้อนของบ้านเมืองเราในทุกวันนี้ แม้ไม่ปฏิเสธ แม้ยอมรับ ยอมคิดให้ดี ว่าอะไรในจิตใจเราที่บกพร่อง จนถึงเป็นเหตุให้เป็นไฟเผาเมืองอยู่ในทุกวันนี้คิดให้ดี แล้วเราทุกคนก็ย่อมจะย่อมรับ ว่าเราทุกคนมีส่วนมากในการทำให้บ้านเมืองเราวิกฤตอย่างยิ่ง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เราทุกคนมีส่วน.

O วิกฤตที่กำลังเกิดกับบ้านเมืองเราอย่างหนักหนาทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดจากอะไรอื่น เกิดจากใจที่ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน คือใจที่ไม่มีเมตตานั่นเอง

สมเด็จพระบรมศาสดาทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างที่ประเสริฐเลิศสุดของความมีเมตตา เราก็รู้กันอยู่ พูดถึงกันอยู่ แต่ก็ดูเหมือนจะพากันลืม ไม่อัญเชิญพระพุทธเมตตาหรือพระมหากรุณา มาเป็นเครื่องเตือนสติ ให้มีความเมตตาจากใจ ไม่ใช่จากปาก หรือเพียงจากการกระทำบ้างเท่านั้น

ต้องมีเมตตาในใจเมตตารอยพระพุทธบาท ซึ่งจะเป็นเหตุให้ไม่ร่วมมือในการก่อวิกฤตแก่บ้านเมือง ใจที่มีเมตตาจริง จะเป็นเหตุให้การคิด การพูด การทำ ไม่ก่อทุกข์โทษภัยใดๆ แก่ผู้ใดทั้งสิ้น ทั้งยังจะสามารถดับทุกข์โทษภัยใดใดที่มีอยู่ให้หมดสิ้นไปได้ แม้กำลังแห่งใจเมตตามากเพียงพอ.

(มีต่อ ๕)

เจ้าของ:  เว็บมาสเตอร์ [ 29 ม.ค. 2009, 11:44 ]
หัวข้อกระทู้: 

O พระพุทธภาษิตบทหนึ่งที่ว่า “เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก” เมื่อใช้คำว่าโลก ในภาษาธรรมมิได้หมายถึงโลกในภูมิศาสตร์ ที่เรียนกันมาแต่เล็กแต่น้อย ในภาษาธรรมโลกหมายถึงมนุษย์ที่เป็นเราท่านทั้งหลายด้วยท่านเป็นโลก เราเป็นโลก เป็นโลกได้ทั้งนั้นในภาษาธรรม

ดังนั้นเมื่อมีพระพุทธภาษิตว่า “เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก” จึงหมายถึงเมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนเราด้วย ค้ำจุนเขาด้วย ค้ำจุนสัตว์โลกทั้งหลายด้วย กล่าวได้ว่าเมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนสัตว์โลกทั้งปวง ผู้มีเมตตาเป็นผู้ค้ำจุนสัตว์โลกทั้งปวงจริง ไม่เลือกเราไม่เลือกเขา หรือไม่เลือกที่รักมักที่ชังนั่นเอง.

O พจนานุกรมให้คำแปลคำว่า “ค้ำจุน” ไว้ว่า “อุดหนุนให้ดำรงอยู่ได้” อีกนัยหนึ่งค้ำจุนคือช่วยเหลือเกื้อกูลนั่นเอง เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก ก็คือเมตตาเป็นเครื่องช่วยเหลือเกื้อกูลสัตว์โลกทั้งปวง ไม่มียกเว้นผู้ใดสัตว์ใดเมื่อได้ชื่อว่าเป็นสัตว์โลก ย่อมจักต้องได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากเมตตา คือจากผู้มีเมตตาทั้งสิ้น

พึงทำความเข้าใจให้ดีในเรื่องนี้ จะได้ปฏิบัติไม่ผิด ซึ่งการปฏิบัติผิดในเรื่องเมตตามีอยู่เป็นอันมากตลอดมา จนถึงในทุกวันนี้ก็ยังมีผู้ปฏิบัติเกี่ยวกับเมตตาไม่ถูกต้องนัก ทั้งๆ ที่มีใจเมตตาเป็นพื้นฐานอยู่เป็นอันมาก ผลที่เกิดจากเมตตาจึงไม่งดงามเท่าที่ควร

เป็นที่น่าเสียดายมาก เป็นที่ควรให้ความเข้าใจในเรื่องเมตตาให้ถูกต้องได้ ไม่เช่นนั้นแม้จะมีเมตตา แต่ก็อาจไม่ได้รับผลของเมตตา ไม่มีผลของเมตตาไปช่วยเหลือเกื้อกูลได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นั่นก็คือแทนที่จะมีความสุขจากเมตตา ก็จะมีความทุกข์ได้ แก่หลายฝ่าย นี้เป็นความจริงที่ปรากฏให้รู้ให้เห็นอยู่เนืองๆ.

O มีพระพุทธภาษิตสำคัญอีกบทหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว บทนี้ทรงแสดงว่า “ความริษยาพาโลกให้ฉิบหาย” ความหมายตรงกันข้ามอย่างเห็นได้ชัดแจ้ง ที่จริงเมตตานั้นมีมากกว่า ริษยา แต่ ริษยา นั้นแม้จะมีน้อยกว่าเมตตาก็จริง แต่เมื่อพิจารณาโทษของ ความริษยา ที่ปรากฏในพระพุทธภาษิตทรงเตือนไว้แล้ว ก็น่าจะทำให้รู้สึกได้ ว่าแม้ริษยาจะเกิดในจิตใจผู้หนึ่งผู้ใดไม่มากผู้ ไม่มากคน แต่ผลก็จะยิ่งใหญ่น่ากลัวมาก

“ความริษยาพาโลกให้ฉิบหาย” คำนี้แสดงถึงความน่ากลัวที่สุดของความริษยา แสดงพลังของความริษยาที่จะแผ่ออกไปได้กว้างไกลใหญ่ยิ่งเพียงใดก็ได้ จากคนคนเดียวที่มีความริษยารุนแรง ความริษยาก็อาจ “พาโลกให้ฉิบหาย” อาจแผ่ไปครอบคลุมอีกหลายชีวิตจิตใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นชีวิตจิตใจคนไม่เห็นความสำคัญของการใช้วิจารณญาณในการฟัง ฟังแล้ว เชื่อแล้วตามอำนาจความริษยา ก็ทำความฉิบหายให้เกิดได้แล้ว กว้างใหญ่ไพศาลเพียงใดก็ได้.

O ที่จริงยากจะรู้ ว่าความเดือดร้อนวุ่นวายรุนแรงหนักหนาที่เกิดแก่บ้านเมืองเราอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เกิดจากกรรมใด ที่หนักหนานัก แต่แน่นอนไม่ว่าจะเป็นผลดีหรือผลร้าย มีเหตุมาจากกรรม ผลร้ายเหตุก็เป็นกรรมร้ายคือบาปอกุศล ที่ทรงแสดงไว้ในหัวใจพระพุทธศาสนา ไม่ให้พากันทำ

ผลดีเหตุก็เป็นกรรมดีคือบุญกุศล ที่ทรงแสดงไว้ในหัวใจพระพุทธศาสนา ให้พากันทำ ขณะนี้ต้องยอมรับ ว่าเหตุแห่งผลที่เรากำลังต้องผจญอยู่เป็นบาปอกุศลที่ทรงห้ามไม่ให้ทำ ก็อย่ามัวเกี่ยงกัน ว่าคนนั้นทำคนนี้ทำ เราไม่ได้ทำ

เรื่องของบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ มาช่วยกันรับว่าตนก็เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อนในทุกวันนี้ก็จะดี แล้วมาช่วยกันทำความดี เป็นบุญกุศล ที่ทรงสอนให้ทำเพื่อจะได้เป็นกำลังช่วยบ้านเมืองที่รักของเราได้บ้าง ให้บรรเทาเบาบางจากวิกฤตปัจจุบัน.

O หยุดคิด หยุดพูด หยุดทำ ที่เป็นบาปอกุศล เป็นความชั่วร้ายเสีย ทุกคนรู้ตัว ว่ากำลังทำบาปอกุศลใดอยู่ กำลังมีส่วนหรือไม่ในการพาโลกให้ฉิบหาย ตามที่ทรงมีพระพุทธภาษิตไว้ว่า เกิดจากความริษยาเป็นสำคัญและความริษยานั้นดูให้รู้ให้เห็นไม่ง่ายนัก จึงเป็นไปได้ง่ายนัก ที่จะพาโลกให้ฉิบหาย เพราะจะพากันหลงเข้าไปร่วมมือกับผู้มีความริษยาและใช้ความริษยาพาโลกให้ฉิบหายอยู่ แม้รู้สึกในความเดือดร้อนหนักหนาของบ้านเมือง ในปัจจุบัน มุ่งมั่นจะได้เป็นกำลังช่วยให้บรรเทาเบาบาง ก็จงเร่งคิด พูด ทำ ทุกอย่าง ที่จะไม่เป็นการร่วมมือทำโลกให้ฉิบหาย ดังพระพุทธภาษิต “ความริษยาพาโลกให้ฉิบหาย”

O ไม่อาจมีผู้ยืนยันรับรองได้ ว่าวิกฤตของบ้านเมืองเรามีจุดเริ่มต้นที่อะไร เลวร้ายหนักหนาเพียงไหน จึงแผ่ขยายได้รวดเร็วจนท่วมบ้านท่วมเมือง แทบจะทำให้หมดกำลังใจที่จะเห็นการกลับคืนมาเหมือนเดิม

ถ้าใช้คำว่า ฉิบหาย ดังที่พระองค์ทรงใช้ก็ต้องแก้ที่จุดกำเนิดของ ความฉิบหาย นั้น ที่พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า คือความริษยา ถึงเป็นความฉิบหายให้เกิดแก่บ้านเมืองเรา เราต้องทำกันเอง และอย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ที่ความริษยาจะเป็นเหตุแห่งวิกฤตของบ้านเมืองเรา

ขอให้คิดถึงพระพุทธภาษิตที่พระพุทธองค์ทรงเตือนไว้ชัดเจนน่ากลัวที่สุด “ความริษยาพาโลกให้ฉิบหาย” ดูให้ดี คิดให้ดี ว่าเหตุแรงร้ายที่สุดในพระพุทธภาษิตกำลังพาเราไปเข้าร่วมด้วยหรือไม่ ในการทำโลกให้ฉิบหาย ทุกคนจงคิดอย่างรอบคอบ และเร่งถอนตัวจากการเป็นภัยร้ายของบ้านเมืองเราให้ได้เถิด

O อย่าหูเบาเชื่อง่าย ได้ยินใครเขาพูดอะไร เกี่ยวข้องถึงความชั่วของผู้ใด แม้ไม่รู้จริงอย่าด่วนเข้าร่วมขบวนการเชื่อตามเขาเพราะจะเป็นการร่วมขบวนการสร้างความฉิบหายให้แก่ไทย

ดังพระพุทธภาษิตในสมเด็จพระบรมศาสดา ที่ไม่ทรงรู้ผิดในเรื่องใดทั้งสิ้นพึงระลึกไว้ ว่าสมเด็จพระบรมครูทรงแสดงเหตุที่แท้จริงของความฉิบหายว่าคือ ความริษยา ความริษยาที่เป็นความไม่อยากให้คนอื่นได้ดีมีนิสัยที่เห็นคนอื่นได้ดีแล้วทนอยู่ไม่ได้

ทนอยู่ไม่ได้ก็คือต้องคิดพูดทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
เพื่อให้ผลร้ายนานาประการเกิดแก่ผู้ที่ได้ดีจนน่าอิจฉา
ตามความคิดความเห็นของคนริษยา

คนริษยาตามลำพังผู้เดียวจะไม่อาจสร้างความฉิบหายได้มากมาย จนถึงกับทรงมีพระพุทธภาษิตเตือนสติไว้ แต่เพราะคนริษยาคนเดียวมักจะสามารถทำให้เกิดขบวนการเชื่อตามได้มากมาย นั่นก็หมายถึงว่าขบวนการริษยาจะทำให้เกิดขบวนการฉิบหายได้ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ได้แน่

นี้เป็นเหตุที่ทำให้อยากจะคิดว่า ความเดือดร้อนหรือที่เรียกว่าความฉิบหายของบ้านเมืองเราเริ่มด้วยความริษยาจะมิได้หรือ.

O เพื่อนอบน้อมถวายเป็นพุทธบูชา หยุดเสียงแหง่ความริษยาให้หมดสิ้น ทุกคนพร้อมใจกันหยุดการกระทำทั้งทางกาย วาจา ใจ ที่เกิดจากความริษยาให้หมดสิ้น หันมาพร้อมใจกันแสดงความมีเมตตาอย่างจริงใจต่อกันและกัน ทั้งกาย วาจา ใจ ตั้งแต่บัดนี้เถิด

เพื่อความฉิบหาย อันเป็นผลของความริษยา จะได้สุดสิ้นลง พาความวิกฤตที่น่ากลัวนักของบ้านเมืองเราให้จบสิ้นไปด้วย ความร่มเย็นเป็นสุขสมเป็นเมืองของพระพุทธองค์จะได้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ให้เป็นที่อัศจรรย์ของโลก ทั่วทั้งโลกร้อนเหมือนเขาก็ได้

แม้เราจะไม่พากันปฏิเสธพระพุทธเมตตา ไม่ปฏิเสธความรักอันสูงส่งบริสุทธิ์ ที่ทรงพระมหากรุณาโปรดประทานให้แล้วเมื่อ ๒๕๙๕ ปีก่อน

ในวันมหาบูชาสำคัญ คือวันมาฆบูชา วันแห่งความรักที่สูงส่งบริสุทธิ์ในพระพุทธองค์.

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

:b8: :b8: :b8:

>>> เจริญธรรมครับ <<<

:b1: นำมาจากบอร์ดเก่า โพสต์โดย คุณ I am
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=14953

รวมกระทู้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ “วันมาฆบูชา”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=23&t=45501

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/