ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

นิมิตและบุพกรรม ของ “หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=56484
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  Nuchys [ 04 เม.ย. 2018, 20:13 ]
หัวข้อกระทู้:  นิมิตและบุพกรรม ของ “หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล”

รูปภาพ

นิมิตของหลวงตา

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับนิมิตที่ “หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล” ท่านได้เมตตาเล่าให้ “พระอาจารย์พลศรี มหาปญฺโญ” แห่งวัดป่าเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากใกล้ชิดฟังในวาระต่างๆ กัน ซึ่งไม่ได้เรียงตามลำดับเวลา นอกเหนือจากนิมิตที่ได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้

ดวงแก้ว
หลวงตานิมิตเห็นดวงแก้วใสสว่าง (คล้ายตะเกียง) อยู่ตรงกลางอกของท่าน ท่านเมตตาเล่าให้ฟังว่า ด้านหนึ่งของดวงแก้วนั้นใสสะอาด อีกด้านหนึ่งเป็นเงาสลัวๆ ท่านพิจารณาแล้วทราบว่า ดวงจิตของท่านในขณะนั้นยังไม่ถึงความบริสุทธิ์อย่างเต็มที่ ต่อมาท่านจึงได้ปฏิบัติความเพียรอย่างไม่ลดละ

ตอไม้
หลวงตานิมิตเห็นว่ามีต่อไม้ผุดขึ้นมาตรงเบื้องหน้าของท่าน แล้วท่านขอพิจารณาดูไปเรื่อยๆ ตอไม้นั้นมันก็หมุนจนหมุนติ้วๆ ในที่สุดแล้วตอไม้นั้นก็สลายหายไปต่อหน้าต่อตาของท่าน ต่อมาเมื่อท่านนำนิมิตนี้มาพิจารณาดูภายหลังเลยทราบว่า ไม่มีเชื้ออะไรจะเกิดอีกต่อไปแล้ว

คนยืนถากต้นไม้
หลวงตาท่านนิมิตเห็นชายคนหนึ่งยืนถากต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่ ท่านเมตตาอธิบายต่อไปว่า ไม้ที่ถากอยู่เป็นไม้แก่นที่ไม่มีกระพี้ จิตของท่านในขณะนั้นพลัน คิดขึ้นมาว่า ไม้ท่อนนี้จะเอาไปทำอะไรก็ได้ จะเอาไปสร้างบ้านสร้างเรือนหรืออะไรก็ได้ทั้งนั้น ชายคนที่กำลังถากไม้อยู่นั้นพลันหันมาพูดกับท่านว่า “ท่านจะทำไหมนาแปลงนี้ ถ้าท่านตกลงใจทำ ท่านจะได้ข้าวปีละ ๒๐ เกวียน”

นิมิตนี้หลวงตาท่านไม่ได้อธิบายต่อไว้ว่าหมายถึงอะไร พระอาจารย์พลศรีจึงนำมาพิจารณาต่อภายหลัง เห็นว่าน่าจะเกี่ยวข้อง กับอายุของท่าน เพราะในขณะนั้นท่านก็อายุมากแล้ว ประมาณ ๗๐ ปีกว่า พิจารณาไปแล้วคิดว่าอายุสังขารของท่านคงจะอยู่ต่อได้อีกประมาณ ๒๐ ปี หลังจากที่ท่านละขันธ์ไปแล้วมานับดูมันก็เป็นจริงอย่างที่พระอาจารย์พลศรีคิดไว้

เห็นตัวเองตาย
ในขณะนั้นหลวงตาได้เดินทางไปกราบนมัสการพระอาจารย์คืน ปสนฺโน วัดบวรสังฆาราม หรือวัดหน้าเรือนจำจังหวัดสุรินทร์ ท่านได้กราบเรียนพระอาจารย์คืนว่า “กระผมมาขออยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านด้วย ขอให้ท่านช่วยเมตตาดูแลกระผมให้เต็มที่ เพราะตัวกระผมยังมีกิเลสอยู่มาก”

จากนั้นท่านก็กราบลาพระอาจารย์คืนเพื่อขอตัวกลับไปยังที่พัก ท่านเมตตาเล่าว่า เมื่อท่านได้ปวารณาตัวเช่นนั้นไปแล้ว ท่านก็ไม่กล้าพักจำวัด ในคืนนั้นท่านได้เดินจงกรมอยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งท่านมีอาการอึดอัดแน่นหน้าท้อง คล้ายกับว่าจะตายเสียให้ได้ ท่านจึงออกจากทางเดินจงกรมกลับเข้าที่พัก แล้วนอนตะแคงขวาพร้อมทั้งพิจารณาดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับท่านอีกต่อไป

เมื่อจิตของท่านสงบรวมลงแล้วท่านเล่าว่า ทันใดนั้นจิตของท่านสลัดออกจากร่างกายนั้นไปทันที จิตอยู่ห่างออกไปสักวาหนึ่ง จากนั้นจิตของท่านกลับมองเห็นว่า ร่างกายอยู่ส่วนร่างกาย วิญญาณอยู่ส่วนวิญญาณ จิตอยู่ส่วนจิต จิตดวงนี้ไม่มีตัวไม่มีตนไม่มีรูปไม่มีร่าง ขณะนั้นจิตของท่านคิดว่า “นี่เราตายเสียแล้วหรือ เรามาตายโดยไม่มีใครรู้ใครเห็นน่าทุเรศยิ่งนัก” จิตของท่านก็ได้แต่ร้องไห้แต่เพียงผู้เดียว

พอได้สติอีกครั้ง จิตของท่านก็คิดได้ว่า “อ๋อ คนเราตายแล้วก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” จึงหยุดร้องไห้และถอนออกจากนิมิตนั้นมา ท่านจึงทราบได้ว่าคนเราเวลาตายแล้วเป็นอย่างนี้นี่แหละหนอ การที่จิตออกจากร่างไปนั้นใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ความตายจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัวสำหรับท่านอีกต่อไป

จะเห็นได้ว่า เมื่อตายแล้ว จิตกับร่างกายนี้ก็เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด จิตจะไปเกิดในภพภูมิใหม่ตามบุญบาปที่ตนได้สะสมมาไว้ ในขณะที่ร่างกายซึ่งเป็นของสมมุตินั้นก็จะถูกทอดทิ้งไว้เป็นสมบัติของโลก รอเวลาที่จะเน่าเปื่อยผุพังสลายตัวไปเท่านั้น

ต่อมาท่านจึงเข้าไปกราบเรียนเรื่องนิมิตนี้ให้แก่หลวงตาคืนฟัง และรอเวลาที่จะเดินทางไปกราบเรียนให้หลวงปู่สุวัจน์ทราบต่อไป ครั้นเมื่อหลวงปู่สุวัจน์เดินทางกลับมาจากต่างประเทศแล้ว หลวงตาได้เข้าไปกราบเรียนให้หลวงปู่สุวัจน์ทราบตามที่ท่านได้ประสบในนิมิต เมื่อหลวงปู่สุวัจน์ได้ฟังดังนั้นจึงได้กล่าวตอบท่านไปว่าปฏิบัติมาถูกทางแล้วให้ปฏิบัติต่อไป หลวงตาจึงได้ทำความเพียรต่อไปเรื่อยๆ

รูปภาพ
หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ)


ร่างผุดจากผืนดิน
นิมิตในวาระนี้ เกิดขึ้นในภายหลังไม่นานนักจากนิมิตที่ท่านเห็นตัวเองตาย ในครั้งนี้หลวงตาท่านนิมิตเห็นร่างที่ดำเหมือนตอตะโก ผุดขึ้นจากพื้นดิน เมื่อท่านพิจารณาภาพที่เกิดขึ้นก็ทราบในจิตทันทีว่า ร่างที่ผุดขึ้นนี้ก็คือจิตของท่านเอง ซึ่งเพิ่งพ้นจากนรกได้และปิดอบายภูมิได้แล้ว ท่านรำพึงต่อว่า “โอ้ตัวเราหลงผิดคิดว่าพ้นนรกมาได้ตั้งนานแล้ว ไม่รู้เลย คิดว่าแค่บวชเป็นพระแล้วจะไม่ตกนรก แต่นี้ต่อไปจิตของเราจะไม่มีวันตกนรกอีกแล้ว”

ซึ่งในช่วงเวลาต่อมา หลวงตาท่านได้เดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต (พ.ศ. ๒๔๕๔-๒๕๓๙ สิริรวมอายุ ๘๖ ปี) วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) จังหวัดมุกดาหาร หลวงปู่หล้าท่านได้เมตตาเทศน์เรื่องภูมิธรรมของพระโสดาบันให้หลวงตาฟัง พร้อมกับกำชับกับคณะญาติโยมที่ติดตามหลวงตามาในครั้งนี้ด้วยว่า “อย่าไปถามเลขถามหวยกับท่านนะท่านไม่รู้อะไรหรอก” เพื่อเป็นการปรามไม่ให้ญาติโยมมาขอเลขขอหวยกับหลวงตา

พระพุทธรูปสององค์
ในวาระนี้หลวงตาท่านเมตตาเล่าไว้ว่า ท่านนิมิตเห็นพระพุทธรูปจำนวน ๒ องค์ จิตของท่าน ณ ขณะนั้นก็ทราบว่า ยังขาดพระอีกองค์หนึ่ง จึงจะครบองค์ ๓ คือ ๑ พระพุทธ ๒ พระธรรม และ ๓ พระสงฆ์ แต่ในนิมิตที่เห็นมีพระพุทธรูปอยู่แค่ ๒ องค์เท่านั้น ยังขาดอีกหนึ่งองค์ ดังนั้นจึงยังไม่สมบูรณ์ ท่านทราบได้ทันทีว่าในจิตในขณะนี้ยังขาดอยู่หนึ่งอีกหนึ่งยังไม่สมบูรณ์เป็นไปสรณะ

น้ำไหลจากบ่อ
สำหรับนิมิตสุดท้าย เป็นนิมิตที่เกิดขึ้นเมื่อตอนที่หลวงตาท่านมาอยู่ป่าเขวาสินรินทร์ในช่วงแรกๆ ก่อนที่ท่านจะเริ่มอาพาธหนักในปี พ.ศ. ๒๕๒๘

มีอยู่วันหนึ่ง ท่านนั่งสมาธิแล้วเกิดนิมิตขึ้น ท่านเห็นตัวท่านเองกำลังขุดบ่ออยู่ ทันใดนั้นก็มีน้ำไหลพุ่งขึ้นมาจากขอบบ่อ แล้วไหลล้นต่อไปทางทิศตะวันตกเพียงทิศเดียว

นิมิตในครั้งนี้ หลวงตาท่านมิได้ตีความหมายไว้แต่อย่างใด ต่อมาภายหลังพระอาจารย์พลศรีได้มาพิจารณาแล้วเห็นว่า อาจจะหมายถึงชื่อเสียงคุณงามความดีของหลวงตาได้ขจรขจาย ไปทางฝั่งทิศตะวันตกของจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งช่วงหลังๆ เหล่าศิษย์ที่มีความเลื่อมใสในองค์หลวงตานั้นมาจากทางด้านทิศตะวันตกของจังหวัดสุรินทร์ เป็นส่วนใหญ่

นิมิตที่ได้บันทึกไว้มีเพียงเท่านี้ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่หลวงตาได้มีโอกาสเมตตาเล่าให้พระอาจารย์พลศรีฟัง และได้มีการบันทึกไว้ สำหรับตัวหลวงตาเองแล้ว ทำไมติดใจหรือสงสัยในนิมิตเหล่านี้แต่อย่างใด ท่านสามารถนำนิมิตเหล่านี้ขึ้นมาพิจารณาเป็นข้ออรรถข้อธรรมของท่านได้อย่างชาญฉลาด ท่านจึงผ่านนิมิตเหล่านี้ไปได้โดยตลอดและมีความก้าวหน้าในการเข้าถึงความละเอียดของธรรมในลำดับต่อไปต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

บุพกรรมของหลวงตา

นอกเหนือไปจากนิมิตแล้ว หลวงตาท่านยังเล่าถึงเรื่องบุพกรรมของท่านเรื่องหนึ่งให้ฟังว่า ในสมัยที่ท่านยังเป็นฆราวาสอยู่นั้น เป็นธรรมดาที่ท่านจะต้องทำมาหากินเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยวิถีชีวิตแบบชาวบ้านทั่วไป มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านได้ประดิษฐ์อาวุธชนิดหนึ่งขึ้นมาใช้สำหรับการล่าสัตว์ อาวุธชนิดนั้น คือ หน้าไม้ ซึ่งเป็นอาวุธที่ใช้สำหรับยิงลูกดอกที่มีอานุภาพความเร็วสูงพอสมควรชนิดหนึ่ง

พร้อมกันนั้นท่านได้ทำลูกดอกขึ้นมาดอกหนึ่ง เพื่อนำไปทดสอบความแม่นยำ ท่านจึงเดินทางไปที่ทุ่งนาและมุ่งตรงไปที่ยังต้นไม้ต้นหนึ่ง พอดีสายตาของท่านได้เหลือบมองไปเห็นนกเอี้ยงตัวหนึ่งกำลังเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ ซึ่งโผล่แต่หัวออกมาให้เห็น เมื่อท่านรู้ว่าเป็นนกเอี้ยง ท่านจึงตัดสินใจยกหน้าไม้ขึ้นบรรจุลูกดอกและเล็งตรงไปที่หัวนกตัวนั้น แล้วเหนี่ยวไกทันที อนิจจา การทดลองยิงครั้งนั้น แม่นเหมือนกับจับวางไม่มีผิด ในตอนนั้นเองท่านเกิดมีความพอใจยินดีในฝีมือตัวเองอย่างยิ่ง


ท่านเล่าให้ฟังต่อว่า เนื่องด้วยอำนาจของความดีใจอันนี้นี่เอง เป็นเหตุของการจองเวรจองกรรมที่เกิดขึ้นกับท่านในภายหลัง แม้ว่าท่านจะบวชเป็นพระแล้ว กรรมอันนี้ก็ยังสามารถให้ผลกลับมาสนองท่านได้อีก โดยเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๕ หลวงตาท่านมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง ถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล ในครั้งนั้นท่านฉันอะไรไม่ได้เลย ฉันอะไรเข้าไปก็จะอาเจียนออกมาหมด เป็นอยู่อย่างนี้ทุกครั้ง

ในช่วงแรกๆ ที่คณะแพทย์ก็ยังหาสาเหตุของอาการดังกล่าวไม่พบ ท่านมีทุกขเวทนาจากสังขารอย่างมาก
ภายหลังแพทย์ได้นำท่านไปทำการเอ็กซเรย์ส่วนสมอง จากผลการเอกซเรย์นั่นเองจึงทำให้ทราบว่ามีเลือดจำนวนหนึ่งคั่งอยู่ในสมองของท่าน ซึ่งอยู่รอบนอกสมองซีกซ้ายด้านหน้าและกดทับสมองอยู่ ทำให้สมองของท่านทำงานไม่ปกติ แพทย์จึงถวายการรักษาให้ท่าน พร้อมทั้งทำการเจาะส่วนกะโหลกศีรษะของท่านเพื่อที่จะเอาเลือดที่คั่งอยู่ออก แล้วแพทย์ก็ใส่สายยางเข้าไปเพื่อระบายเลือดที่คั่งออกมา

บริเวณที่ถูกเจาะนี้เอง เป็นตำแหน่งเดียวกันกับบริเวณที่ลูกดอกปักลงไปบนหัวของนกเอี้ยงตัวที่ท่านเคยยิงในสมัยที่ยังเป็นฆราวาสอยู่พอดิบพอดี ท่านเปรียบเทียบว่า สายยางที่ติดบนศีรษะของท่านซึ่งมีลูกโป่งลูกเล็กๆ ไว้รองรับเลือดอยู่ตรงปลาย ไม่ต่างอะไรกับลูกดอกที่ปักอยู่ที่หัวนกเอี้ยงตัวนั้นเลยซักนิดเดียว

ทุกครั้งที่หลวงตาท่านเมตตาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ท่านมักจะหัวเราะเบาๆ ไปด้วยในตอนจบทุกครั้ง ท่านมักจะขำตัวท่านเองที่ไปเผลอดีใจในตอนที่ยิงนก โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่ากรรมนั้นจะตามมาทันภายในชาติปัจจุบันนี้ จะเห็นได้ว่า แม้กรรมนั้นผู้กระทำมองว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม แต่เมื่อกายกรรมหรือการกระทำนั้นคลุกเคล้าไปด้วยมโนกรรมหรือเจตนาแล้ว กรรมนั้นย่อมสามารถให้ผลกลับมาถึงตัวผู้กระทำได้เป็นร้อยเท่าพันทวี และในเวลาอันรวดเร็วไม่ต้องรอถึงชาติต่อไป ฉะนั้นกรรมทั้งหลายจะหนักหรือว่าจะเบาจึงอยู่ที่เจตนาของผู้ที่ได้กระทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นลงไป


*********
:b8: :b8: :b8:
ขอขอบคุณที่มาจาก ::
ประวัติและปฏิปทา “หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล”
จาก...หนังสือ สิริมงฺคโล รำลึก
ที่ระลึกในงานประชุมเพลิง หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล
วัดป่าเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
วันอาทิตย์ที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ >>>

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=55533

*********

:: ประมวลภาพงานประชุมเพลิงศพ
“หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล” :b44: :b50: :b49:

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=20178

เจ้าของ:  Duangtip [ 26 ส.ค. 2019, 05:19 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: นิมิตและบุพกรรม ของ “หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล”

:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:

เจ้าของ:  sirinpho [ 22 ก.ย. 2019, 10:18 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: นิมิตและบุพกรรม ของ “หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล”

:b8: :b8: :b8:

เจ้าของ:  น้องพลอย [ 08 ต.ค. 2019, 08:34 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: นิมิตและบุพกรรม ของ “หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล”

Kiss
:b8: :b8: :b8:

เจ้าของ:  AAAA [ 15 พ.ย. 2019, 21:51 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: นิมิตและบุพกรรม ของ “หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล”

4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/