วันเวลาปัจจุบัน 08 เม.ย. 2020, 23:09  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ค. 2016, 06:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4947

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย


เอ้า ตัวเองหาแสนทุกข์แสนยากได้มาแล้วก็วิบัติชำรุดทรุดโทรมแตกดับทำลายไป ได้มาแล้วก็ใช้ไปบริโภคไปก็หมดไป ไม่มีอะไรจะยั่งยืนอยู่ได้เลย หนำมิซ้ำกรรมเวรแต่หนหลังมี มันตามมาสนองเอา บันดาลให้โจรให้ขโมยมาลักมาจี้มาปล้นเอาไป หรือมิก็บันดาลให้ไฟไหม้ บันดาลให้น้ำท่วมเสียหายหมด ซึ่งปรากฏมีอยู่ในโลกอันนี้มีอยู่เป็นระยะๆมาเลย นี่ลักษณะของกรรมเวรของมนุษย์เรา มันสร้างกรรมสร้างเวรมา

อ้าว..สร้างกรรมเวรไม่กี่คนอย่างนี้ กรรมเวรอันนั้นมันจะดลบันดาลให้คนตั้งหมู่มากนั่นได้รับความลำบากด้วยหรอ? ก็เมื่อมันต่างคนต่างทำกรรมเวรอันชั่วร้ายมามากๆนี่ มันรวมหัวกันทำความชั่วมามากๆอย่างในตำราท่านกล่าวว่า “โจรห้าร้อย” “โจรหนึ่งพันคน” อย่างนี้นะ นั่นแหละ ก็มันรวมหัวกันทำความชั่วมากๆนี่แหละ เวลาผลมันอำนวยให้ มันก็ได้รับความทุกข์กันเป็นจำนวนมากๆไปเลย ไอ้ที่กรรมเวรไม่มีมาก เช่นอย่างว่าประเทศไทยของเรานี่นะ ถือว่าน้ำท่วมก็ไม่มีมาก คนก็ตายไม่หลาย อย่างนี้แหละ ถึงว่าแผ่นดินไหวมันก็ไหวไม่แรง ความเสียหายในทรัพย์สมบัติก็ไม่มาก แต่ลองฟังข่าวดูบางประเทศซิ..คำว่า น้ำท่วมก็ท่วมเอาซะจริงๆนะพัดพาเอาบ้านเรือนเสียหายไปเป็นพันๆหมื่นๆหลังนู่น พัดเอาสัตว์สาวาสิ่งจมน้ำตายไปก็เยอะแยะ หนำมิซ้ำคนก็ทานกระแสน้ำไม่ได้ กระแสน้ำมันพัดพาตกไปทะเลนู่น ตายกันเยอะเลยทีเดียว อันหมู่นี่เราก็คงได้ยินได้ฟังกันมานะ ถึงไม่ได้เห็นด้วยตาก็ได้ยินได้ฟังกันมานะ

นี่จะว่าเกิดจากธรรมชาติอย่างเดียว ไม่ได้เกิดจากกรรมเวรของคนหรอก..ใครจะไปยืนยันได้ล่ะ นั่นแหละ กรรมเวรของคนมันมี ดังจะยกตัวอย่างให้ฟังมา เหมือนอย่าง “วิฑูฑภกุมาร” ที่เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั่น วิฑูฑภะนี่เป็นลูกนางทาสีของพระเจ้ามหานาม กรุงกบิลพัสดุ์ พระเจ้ามหานามได้ประทานลูกสาวที่เกิดจากทาสีอยู่ในพระราชวังนั่นน่ะ หมายความว่าท้าวมหานามนี่ไปสมสู่กับทาสี เลยได้ลูกสาวมาคนหนึ่งชื่อว่า วาสะ นี่แหละ เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลสู่ขอมาเป็นมเหสี อยู่มาก็ได้พระราชกุมารองค์หนึ่งชื่อว่า วิฑูฑภะ นี่

เจริญวัยใหญ่โตมา ก็ขออนุญาตพระราชบิดาไปเยี่ยมเมืองของพระราชมารดา เมืองกบิลพัสดุ์ แล้วก็ยกโยธาหารไป พอไปถึงกบิลพัสดุ์แล้ว ทางเจ้าๆเหล่านั้นถือว่าเป็นลูกทาสีมาเยี่ยมก็เลยให้ตั้งแต่ชาวบ้านธรรมดานี่แหละ แต่คนหนุ่มคนน้อยมาต้อนรับเอา คนแก่คนเชื้อสายกษัตริย์ไม่มาต้อนรับ พอวิฑูฑภะอยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์นั้นพอสมควร แล้วก็ลากลับเมืองสาวัตถี พอขณะที่พวกวิฑูฑภะออกจากอาคารที่จัดต้อนรับนั้นไป พวกคนใช้เหล่านั้นก็ถูกเจ้านายสั่งให้เอาน้ำนมวัวนมควายนี่นะมาล้างพื้นกระดานที่พวกนั้นนั่งๆนอนๆอยู่นั้น มันเป็นอย่างนั้นนะไอ้ขัตติยมานะนี่ ถือว่า พวกเป็นลูกนางทาสีอย่างนั้นล่ะเป็นเสนียดจัญไร ให้เอาน้ำนมพวกนั้นมาล้างเสนียดนั้นออกไป

บังเอิญทหารคนหนึ่งเดินไปหน่อยหนึ่งแล้วนึกได้ว่าลืมรองเท้า จึงมาได้ยินเสียงคนใช้เหล่านั้นบ่นอยู่หว่า มันเป็นเพราะลูกนางทาสีนี่แหละมาเยี่ยมพวกเรา พวกเราถึงได้ลำบากอย่างนี้ บาดนิทหารคนนั้นมันก็พาซื่อ จำเอาคำพูดนางทาสีแล้วก็ไปวิจารณ์ให้หมู่ฟัง เออ เจ้ามกุฎราชกุมารของพวกเรานี้เป็นลูกนางทาสีอ่ะ อย่างนี้นะ เมื่อทหารได้ยินหลายคนเข้าก็ไปทูลพระเจ้าวิฑูฑภะได้ฟัง วิฑูฑภะได้ฟังอย่างนั้นก็ผูกอาฆาตเลย...“เออ...คราวนี้เขาเอาน้ำนมล้างที่นั่งที่นอนของเรา เรากลับมาคราวหน้า เราจะเอาเลือดอยู่ในลำคอของพวกศากยราชเหล่านี้ล้างกระดานที่เรานั่งเรานอน”

พอได้โอกาสก็ยกทัพมา พระพุทธเจ้ารู้เข้าก็เสด็จไปห้ามถึงสามครั้ง พอครั้งที่สี่นี่พระองค์พิจารณาเห็นว่า เออคนเหล่านี้มันมีกรรมมีเวร หมายเอาพระญาติของพระองค์นั้นแหละ แต่ชาติก่อนนั้นได้พากันเอายาพิษไปเบื่อปลาในหนองน้ำ ปลาตายทั้งโคตรเลย พระองค์จึงไม่ได้เสด็จไปห้ามปรามเลยบาดนิ เพราะว่า กรรมของสัตว์ จะห้ามยังไงมันก็ไม่ฟัง เมื่อมันถึงเวลามันมาแล้ว

วิฑูฑภะก็ยกทหารไป แต่ว่าพวกศากยราชเหล่านั้นทั้งตำรวจ ทั้งทหาร เพื่อนรักษาศีล ๕ หมด นายทหารเมื่อได้ทราบข่าวว่า วิฑูฑภะ หัวกองทหารจะมารบ ก็เรียกทหารมายืนแถวแล้วก็สั่งสอนบาดนิ ว่าพวกเรานั้นรักษาศีล ๕ ไม่สมควรที่จะไปรบราฆ่าฟันกับศัตรูเลย เพราะฉะนั้นพวกเราก็เมื่อเขายกขบวนมาเราก็ยิงไปเฉยๆอย่าให้ถูกเขา เสร็จแล้วเราก็ทิ้งอาวุธ แล้วแต่เขาจะทำยังไง ทหารได้ฟังคำสั่งของแม่ทัพอย่างนั้นแล้วก็ทำตามนั้นเลย ยิงกันไปนิดหน่อยแล้วก็ทิ้งอาวุธเลย

ทหารวิฑูฑภะก็กรูกันเข้าในเมืองไป ไปถาม ถามว่า “ท่านเป็นศากยราชหรอ” ถ้าผู้ใดที่มีกรรมมีเวรที่ได้ทำมาแต่ก่อนก็บอกว่า เออ เราเป็นศากยราช เขาก็ตัดคอเลย จะเป็นตำรวจ ทหารหรือประชาชนธรรมดาก็ตาม ถ้ากรรมเวรมีแล้วมันหากบันดาลบอกเขาเลย ถ้าผู้ใดไม่ได้ทำกรรมเวร ไม่ได้เบื่อปลามาแต่ชาติก่อนอย่างว่านั้น เมื่อเขาถาม เป็นศากยราชหรือ...ไม่ ไม่ได้เป็น หรือมิฉะนั้นถ้าแบกปืนอยู่ ก็บอกกำลังแบกปืนไปหุงต้ม เท่านั้นก็ผ่านไปได้เลย เขาก็ไม่ฆ่า

เมื่อทหารเหล่านั้นไปตามฆ่าคนมีกรรมมีเวรเหล่านั้นตายลงไปหมดแล้ว ก็พากันออกไปนอกเมือง ไปจัดเลี้ยงอาหารกันอยู่นอกเมือง บาดนี่พอทานอาหารอะไรกันเสร็จแล้ว แม่น้ำโรหิณีอันเป็นแม่น้ำที่กั้นระหว่างกรุงเทวทหนครกับกรุงกบิลพัสดุ์ต่อกัน หน้านั้นคงจะเป็นหน้าแล้งนะ น้ำแห้ง ลงไปแล้วก็เป็นหาดทรายขาวสะอาด ก็ยกขบวนกันไปพักนอนอยู่บนหาดทรายนั่น ไอ้พวกใดที่มีกรรมมีเวรก็ยินดีอยู่ใน นอนอยู่ในหาดทรายนั้น ผู้ใดไม่มีกรรมมีเวรมาก็บันดาลให้มีมดมาไต่มาตอมมากัด อยู่ไม่ได้ ก็ต้องขึ้นนอนอยู่บนบกนู่น ไอ้พวกอยู่บนบกมีกรรมมีเวรอย่างนั้นติดตามมาก็บันดาลให้มีมดแมงไต่ตอมอยู่นั่น อยู่ไม่ได้ก็ต้องลงมานอนอยู่กองทรายนี่ นี่กรรมมันจัดสรร นั่นแหละ

พอนอนหลับไปไม่ทราบน้ำอะไรมันไหลหลากมาหน้าแล้ง เป็นของน่าอัศจรรย์เพิ่นว่า ท่วมเอาวิฑูฑภะและบริวารที่นอนอยู่บนหาดทรายนั่น พัดพาไหลลงไป ตายกันหมดเลยพวกนั้น พวกนอนอยู่บนบกไม่ตาย พวกนั้นไม่มีกรรมไม่มีเวรแต่หนหลังมาสนองเอา จึงรอดชีวิตไปได้

ทีนี้ฉันใดก็ฉันนั้นแหละ คนเราเกิดมาแต่ละชาตินั้นที่มันเกิดความวิบัติอย่างที่ว่ามาแล้วนั้นก็เพราะมันมีกรรมมีเวรที่ตนได้ทำเอามาแต่ชาติก่อนนู้นมันติดตามมาให้ผล นี่ถ้าเทียบกับอดีตประวัติของคนตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าดูแล้วนะ ก็เนื่องมาแต่กรรมแต่เวรของคนเหล่านั้นได้ทำมาแต่ก่อน พร้อมใจกันทำมาเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น ทำสงครามกันอย่างนี้นะ บางยุคบางสมัยน่ะประเทศไหนนี่ที่มันมีอำนาจมาก เป็นประเทศใหญ่ด้วย แล้วเห็นว่าประเทศเล็กประเทศน้อยนั้นว่าไม่มีอำนาจก็ยกกองทัพไปรบ ไปยึดเอาเมืองของเขา ประเทศเขา ฆ่าคนของเขาตายมากมาย อย่างนี้นะยกตัวอย่างให้ฟัง เมื่อเวลากรรมมันสนองเอา มันก็สนองเป็นหมู่ไปแล้ ตายหมู่ไปเลย น้ำท่วมก็ตายหมู่ ไฟไหม้ก็ตายหมู่ แผ่นดินไหวก็ตายหมู่ อย่างนี้แหละ

ดังนั้นน่ะ ความที่ไม่ฝึกฝนอบรมจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในกุศลคุณความดีนี่ มันมีพิษมีภัยต่อตัวเองจริงๆเรียกว่า กิเลสนี่มันมีพิษยิ่งกว่าพิษงู พิษเสือ มันมีพิษจริงๆนะ ดังนั้นทุกคนนะอย่าไปส่งเสริมกิเลสให้มันหนาแน่นขึ้นในใจ หมั่นนั่งสมาธิภาวนา ทำจิตให้สงบ เพียรทำจิตที่ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยสงบให้ได้ นี่แหละเป็นบทบาทเบื้องต้นที่จะกำจัดกิเลสบาปธรรมออกจากจิตนี้ได้นะ เป็นบทบาทเบื้องต้นเลย



:b45: :b45:


ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
“จะพ้นทุกข์ได้ต้องอาศัยการฝึกจิต”



:: ประวัติ ปฏิปทาและคำสอน “หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43689

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร