วันเวลาปัจจุบัน 30 พ.ย. 2020, 00:28  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.พ. 2015, 08:19 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หลักพระพุทธศาสนา ๒๐. เวรและวิธีป้องกันระงับเวร

การผูกเวร
“ฝากไว้ก่อนเถิด รอให้ถึงทีเราบ้าง” นาย ข. คิดผูกใจ
ไว้เมื่อถูกนาย ก. ข่มเหงคะเนงร้าย ต่อมาเมื่อนาย ข.
ได้โอกาสก็ทำร้าย นาย ก. ตอบแทน นาย ก.
ก็ทำร้ายนาย ข. ตอบเข้าอีก แล้วต่างก็ทำร้ายตอบ
กันไปตอบกันมา ตัวอย่างนี้แหละเรียกว่าเวร
บางรายผูกเวรกันไปชั่วลูกชั่วหลาน บางรายผู้
ใหญ่ผูกเวรกันแล้วยังห้ามไม่
ให้บุตรหลานของตนผูกมิตรกันอีกด้วย
ถือว่าไปผูกมิตรกับลูกหลานศัตรู มิใช่แต่
ต้องร้ายแรงจึงเรียกว่าเวร ถึงรายย่อยๆ
ดังการตอบโต้กันในวงด่าวงชกต่อย ก็เรียกว่าเวร
เช่น นาย ก. ด่า นาย ข. ชกต่อย นาย ข. ก่อน นาย ข.
ก็ด่าตอบชกต่อยตอบ แล้วต่างก็ด่าและต่างก็ชกต่อย
กันอุตลุด บางทีวงวิวาทขยายออกไป คือเมื่อฝ่าย
ใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำ
ก็ไปบอกพรรคพวกร่วมคณะร่วมโรงเรียน
ให้พลอยโกรธ แล้วยกพวกไปชกต่อยต่อสู้กัน
ขยายวงเวรออกไป บางรายเด็กทะเลาะกัน
แล้วไปฟ้องผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ทั้ง ๒ ฝ่ายเข้ากับเด็กที่
เป็นบุตรหลานของตนก็ออกต่อว่าต่อปากวิวาทกัน
เวรวงเล็กก็ขยายออกเป็นเวรวงใหญ่ เรื่อง
เล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องทะเลาะวิวาท
กันรายใหญ่ๆ มิใช่น้อยเกิดจากมูลเหตุที่เล็กนิดเดียว
ดังนิทานเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียวทำ
ให้เกิดสงครามกลางเมือง
วงเวรในระหว่างบุคคลให้เกิดความเสียหาย
ในวงแคบ ส่วนวงเวรในระหว่างหมู่คณะให้เกิด
ความเสียหายในวงกว้างออกไป ยิ่งวงเวร
ในระหว่างประเทศชาติ ในระหว่างค่ายของชาติ
ทั้งหลาย ยิ่งให้เกิดความเสียหายกว้างขวางตลอดจน
ถึงทั้งโลก เหล่านี้เป็นเรื่องของเวรทั้งนั้น ฉะนั้น
จึงควรทำความเข้าใจควบคู่กันไปกับเรื่องกรรม
เวรคืออะไร
เวรคือความเป็นศัตรูกันของบุคคล ๒ คนหรือ ๒
ฝ่าย เพราะฝ่ายหนึ่งก่อกรรมเสียหายแก่อีกฝ่ายหนึ่ง
ฝ่ายที่ได้รับความเสียหายนั้นก็ผูกใจเจ็บและคิดแก้แ
ค้นตอบแทน เวรจึงประกอบด้วยบุคคล ๒ คนหรือ
๒ ฝ่าย คือ ผู้ก่อความเสียหาย ๑ ผู้รับความเสียหาย ๑
บุคคลที่ ๒ นี้ผูกใจเจ็บแค้น จึงเกิดความเป็นศัตรู
กันขึ้น นี้แหละคือเวร
เวรเกิดจากอะไร
เวรเกิดจากความผูกใจเจ็บแค้นของบุคคลที่ ๒ คือ
ผู้รับความเสียหาย พระพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้ว่า “
ชนเหล่าใดผูกอยู่ว่า คนนี้ได้ด่าเรา ได้ฆ่าเรา
ได้ชนะเรา ได้ลักของเรา เวรของชนเหล่านั้น
ไม่สงบ” ดังนี้ ทั้งนี้เพราะลำพังบุคคลที่ ๑
ฝ่ายเดียวก็ยังไม่เป็นเวรสมบูรณ์ ต่อเมื่อบุคคลที่ ๒
ผูกใจเจ็บไว้จึงเกิดเป็นเวรสมบูรณ์ แต่ถ้าบุคคลที่ ๒
นั้นไม่ผูกใจเจ็บ ก็ไม่เกิดเป็นเวรขึ้นเหมือนกัน ฉะนั้น
ความเกิดเป็นเวรขึ้นจึงมีเพราะบุคคลที่ ๒ เป็นสำคัญ
เห็นอย่างง่ายๆ ในเรื่องเวรสามัญ เมื่อมีใครทำ
ความล่วงเกินอะไรเล็กๆ น้อยๆ ต่อเรา เมื่อเรา
ไม่ผูกอาฆาต เขาและเราก็ไม่เกิดเป็นศัตรูกัน คือ
ไม่เกิดเป็นคู่เวรกันนั่นเอง เหมือนอย่างตบมือข้างเดียว
ไม่เกิดเสียง
เวรระงับเพราะอะไร
เวรระงับเพราะบุคคลที่ ๒ ไม่ผูกอาฆาตดังกล่าว
แล้ว พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้โดยความว่า “
ส่วนชนเหล่าใดไม่ผูกอยู่ว่า คนนี้ได้ด่าเรา ได้ฆ่าเรา
ได้ชนะเรา ได้ลักของเรา เวรของชนเหล่า
นั้นย่อมสงบระงับ เวรไม่ระงับด้วยเวร
ในกาลไหนๆ เลย แต่ย่อมระงับลงด้วยความ
ไม่ผูกเวร” ดังนี้น่าคิดว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลที่ ๒ เป็น
ผู้ที่น่าติมากกว่าบุคคลที่ ๑ เพราะทำให้เป็นเวรขึ้น
ในเรื่องเวรก็เป็นความจริงอย่างนั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ
เหมือนอย่างเป็นความกันในโรงศาล เมื่อมีใคร
เป็นโจทก์ฟ้องใครเป็นจำเลยขึ้นจึงเกิดเป็นความ คดี
ถึงที่สุดหรือโจทก์ถอนฟ้องเสียเมื่อใด
ความก็ระงับเมื่อนั้น แต่ถ้าจำเลยไม่
เป็นตัวการก่อกรรมเสียหายแก่โจทก์ เมื่อกล่าว
โดยปกติมิใช่แกล้งกันแล้ว โจทก์ก็คงไม่ฟ้อง ฉัน
ใดก็ดี บุคคลที่ ๑ นั้นเองเป็นมูลเหตุของเวร เพราะ
เป็นตัวการก่อกรรมเสียหายขึ้นก่อน
เวรเกี่ยวกับกรรมอย่างไร
เวรเกี่ยวกับกรรมของบุคคลที่ ๑ ซึ่งทำ
ความเสียหายให้แก่บุคคลที่ ๒ และเกี่ยว
กับกรรมของบุคคลที่ ๒ ซึ่งทำตอบด้วย ดังเช่น นาย
ก. ฆ่า นาย ข. ลักทรัพย์ของนาย ข. นาย ข.
จึงผูกใจอาฆาต เกิดเป็นเวรกันขึ้น นี้ก็
เพราะกรรมของนาย ก. นั่นเอง ซึ่งทำแก่นาย ข.
และนาย ข. ก็ผูกใจทำตอบ ฉะนั้น เวร
จึงเกี่ยวแก่กรรมของบุคคลนั่นเอง ที่ยังให้เกิด
ความเสียหายเจ็บแค้นแก่คนอื่น
กรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้ละเว้นในศีล
๕ คือการฆ่าสัตว์ ๑ การลักทรัพย์ ๑
การประพฤติผิดประเพณีในทางกาม ๑ การพูดเท็จ
๑ การดื่มน้ำเมา ๑ เรียกว่าเวร ๕ หรือภัย ๕ อย่าง
เพราะเป็นกรรมที่ก่อเวรก่อภัยทั้งนั้น
เช่นการฆ่าสัตว์ ก็มีผู้ฆ่าฝ่ายหนึ่ง ผู้ถูกฆ่าอีกฝ่ายหนึ่ง
เป็นคู่เวรคู่ภัยกัน การลักทรัพย์ก็มีผู้ลักฝ่ายหนึ่ง
ผู้ถูกลักอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นคู่เวรคู่ภัยกัน ดังนี้
เป็นตัวอย่าง เมื่อกล่าวโดยรวบรัด เวรเกิด
จากกรรมที่ก่อความเสียหายให้แก่ใครๆ นั่นเอง
ผลเวรต่างจากผลของกรรมอย่างไร
ผลของกรรมได้แสดงแล้วว่า ผลดีต่างๆ เกิด
เพราะกรรมดี ผลชั่วต่างๆ เกิดเพราะกรรมชั่ว
ส่วนผลของเวร คือความทุกข์ที่บุคคล ๒ ฝ่ายผู้
เป็นศัตรูคู่เวรก่อให้แก่กัน กรรมเมื่อให้ผล
แล้วก็หมดไป เหมือนอย่างผู้ต้องโทษครบกำหนด
แล้วก็พ้นโทษ ส่วนเวร เมื่อบุคคลทั้ง ๒ ฝ่ายนั้น
ยังผูกใจเป็นศัตรูกันอยู่ตราบใด ก็ยังไม่ระงับตราบ
นั้น แต่เมื่อบุคคลทั้ง ๒ ฝ่ายเลิกเป็นศัตรูกันเมื่อใด
เวรก็ระงับเมื่อนั้น ฉะนั้น เวรจึงอาจยาวก็ได้ สั้นก็ได้
สุดแต่บุคคล ๒ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สัตว์บางชนิดพบกันเข้า
ไม่ได้ เป็นต้องทำร้ายกัน เช่นกากับนกเค้า บัณฑิต
ผู้ฉลาดในการสอนยกเป็นตัวอย่างของเวรที่ผูก
กันยืดยาวไม่รู้จบเหมือนกับผูกกันมาตั้งแต่ปฐมกัลป์
และผูกกันไปไม่สิ้นสุด ในหมู่มนุษย์
บางชาติบางเหล่าก็คล้ายๆ กัน อย่างนั้น
เรื่องทีฆาวุกุมาร
นิทานเรื่องระงับเวร ท่านเล่าเป็นเรื่องสอน
ให้ระงับเวร ดังจะเล่าโดยย่อต่อไป
มีเรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้วว่า
พระเจ้าพรหมทัตครอบครองราชสมบัติอยู่
ในกรุงพาราณสี ในรัฐกาสี
ได้เสด็จกรีธาทัพไปย่ำยีพระเจ้าทีฆีติ
แห่งแคว้นโกศล
พระเจ้าทีฆีติทรงประมาณกำลังเห็นว่าจะต่อสู้ไม่ได้
จึงทรงพาพระมเหสีเสด็จหนีออกจากพระนคร
ปลอมพระองค์เป็นปริพาชก (ชีปะขาว)
ไปทรงอาศัยอยู่
ในบ้านของนายช่างหม้อที่ชานเมืองพาราณสี ซึ่ง
เป็นนครของราชศัตรู
ฝ่ายพระเจ้าพรหมทัตก็ทรงยกทัพ
เข้าครอบครองแคว้นโกศล
ต่อมาพระมเหสีของพระเจ้าทีฆีติทรงพระครรภ์เกิดอาการแพ้พระครรภ์
ด้วยทรงอยากทอดพระเนตรกองทัพประกอบ
ด้วยองค์ ๔ คือ กองช้าง กองม้า กองรถ และกองราบ
ในเวลาอาทิตย์ขึ้น และอยาก
จะทรงดื่มน้ำล้างพระขรรค์
จึงกราบทูลพระราชสวามี
พระเจ้าทีฆีติพระราชสวามีได้ตรัสห้าม
พระนางก็ตรัสยืนยันว่าถ้าไม่ทรง
ได้ก็จักสิ้นพระชนม์ ครั้ง
นั้นพราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัต
เป็นพระสหายของพระเจ้าทีฆีติ พระเจ้าทีฆีติ
จึงเสด็จไปหาตรัสเล่าความให้ฟัง
ฝ่ายพราหมณ์ปุโรหิตก็ขอไปเฝ้าพระเทวีก่อน
พระเจ้าทีฆีติทรงนำไปยังบ้านที่พักอาศัย
พราหมณ์ปุโรหิต
ได้เห็นพระมเหสีของพระเจ้าทีฆีติเสด็จดำเนินมาแต่
ไกล ก็ยกมือพนมนอบน้อมไปทางพระนาง
เปล่งวาจาขึ้นว่า “พระเจ้าโกศลประทับอยู่
ในพระครรภ์” แล้วกล่าวรับรองจะจัดการ
ให้พระนางได้ทอดพระเนตรเห็นกองทัพทั้งสี่เหล่า
และได้ดื่มน้ำล้างพระขรรค์ พราหมณ์ปุโรหิต
จึงเข้าเฝ้าพระเจ้าพรหมทัตกราบทูลว่า
ได้เห็นนิมิตบางอย่าง ขอให้ทรงจัดกองทัพสี่เหล่า
ให้ยกออกตั้งขบวนในสนามในเวลารุ่งอรุณวันพรุ่งนี้
และให้ล้างพระขรรค์
พระเจ้าพรหมทัตทรงอำนวยตาม
พระมเหสีพระเจ้าทีฆีติจึง
ได้ทอดพระเนตรเห็นกองทัพและ
ได้ทรงดื่มน้ำล้างพระขรรค์สมอาการที่ทรงแพ้ครรภ์
ต่อมาได้ประสูติพระโอรส ตั้งพระนามว่า ทีฆาวุ
เมื่อทีฆาวุกุมารเติบโตขึ้น
พระเจ้าทีฆีติทรงส่งออกไปให้ศึกษาศิลปศาสตร์
อยู่ในภายนอกพระนคร เพราะทรงเกรงว่า
ถ้าพระเจ้าพรหมทัตทรงทราบจักปลงพระชนม์เสีย
ทั้ง ๓ พระองค์ ต่อมานายช่างกัลบกของพระเจ้าทีฆีติ
ซึ่งมาอาศัยอยู่ในราชสำนักของพระเจ้าพรหมทัต
ได้เห็นพระเจ้าทีฆีติที่ชานพระนครก็จำได้
จึงไปเฝ้ากราบทูลพระเจ้าพรหมทัตให้ทรงทราบ
พระเจ้าพรหมทัตจึงมีรับสั่ง
ให้จับพระเจ้าทีฆีติพร้อมทั้งพระมเหสีมาแล้ว
รับสั่งให้พันธนาการ ให้โกนพระเศียร
ให้นำตระเวนไปตามถนนต่างๆ ทั่วพระนคร แล้ว
ให้นำออกไปภายนอกพระนคร ให้ตัดพระองค์
เป็นสี่ท่อน ทิ้งไว้สี่ทิศ พวกเจ้าพนักงาน
ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญชา ในขณะที่
เขานำพระเจ้าทีฆีติ
กับพระมเหสีตระเวนไปรอบพระนครนั้น
ทีฆาวุกุมารได้ระลึกถึงพระราชมารดาบิดา จึง
เข้ามาเพื่อจะมาเยี่ยม ก็
ได้เห็นพระราชมารดาบิดากำลังถูกพันธนาการ
เขากำลังนำตระเวนไปอยู่ จึงตรงเข้าไปหา
ฝ่ายพระเจ้าทีฆีติทอดพระเนตรเห็นพระราชโอรสกำลังมาแต่
ไกลก็ตรัสขึ้นว่า “พ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นยาว
อย่าเห็นสั้น พ่อทีฆาวุ เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับ
ด้วยเวรเลย แต่ย่อมระงับด้วยความไม่ผูกเวร”
พอพวกเจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้ยินพระดำรัสนั้น ก็พา
กันกล่าวว่าพระเจ้าทีฆีติเสียพระสติรับสั่งเพ้อไป
พระเจ้าทีฆีติก็ตรัสว่า พระองค์มิได้เสียสติ ผู้ที่
เป็นวิญญูจักเข้าใจ แล้วได้ตรัสซ้ำๆ ความอย่างนั้นถึง
๓ ครั้ง เมื่อพวกเจ้าหน้าที่นำตระเวน
แล้วก็นำออกนอกพระนคร ตัดพระองค์ออก
เป็นสี่ท่อน ทิ้งไว้สี่ทิศ แล้วตั้งกองรักษา ทีฆาวุกุมาร
ได้นำสุราไปเลี้ยงพวกกองรักษาจนเมาฟุบหลับหมด
แล้ว เก็บพระศพของพระมารดาบิดามารวมกัน
เข้าถวายพระเพลิง เสร็จแล้วก็เข้าป่า ทรง
กันแสงคร่ำครวญจนเพียงพอแล้วก็
เข้าสู่กรุงพาราณสี ไปสู่โรงช้างหลวง
ฝากพระองค์เป็นศิษย์นายหัตถาจารย์ ในเวลา
ใกล้รุ่ง ทีฆาวุกุมารมักตื่นบรรทมขึ้น
ทรงขับร้องด้วยเสียงอันไพเราะและดีดพิณ
พระเจ้าพรหมทัตได้ทรงสดับเสียง
รับสั่งถามทรงทราบแล้วตรัสให้หาทีฆาวุกุมาร
เข้าเฝ้า ครั้นทอดพระเนตรเห็นทีฆาวุกุมารก็โปรด
ให้เป็นมหาดเล็กในพระองค์ ทีฆาวุกุมาร
ได้ตั้งหทัยปฏิบัติพระเจ้าพรหมทัต
เป็นที่โปรดปรานมาก ในไม่ช้าก็ได้รับการแต่งตั้ง
ให้อยู่ประจำในตำแหน่งเป็นที่วางพระราชหฤทัย
ในภายใน
วันหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตเสด็จทรงรถออกไปทรงล่าเนื้อ
ทีฆาวุกุมารเป็นนายสารถีรถพระที่นั่ง
ได้นำรถพระที่นั่งแยกทางไป
จากพวกทหารรักษาพระองค์ ครั้นไปไกลมาก
แล้ว พระเจ้าพรหมทัตทรงเหน็ดเหนื่อย
มีพระราชประสงค์จะบรรทมพัก จึงโปรด
ให้หยุดรถ แล้วทรงบรรทมหนุนบนเพลา (
หน้าตัก) ของทีฆาวุกุมาร ครู่เดียวก็บรรทมหลับ
ฝ่ายทีฆาวุกุมารคิดถึงเวรขึ้นว่า “
พระเจ้าพรหมทัตนี้ ได้ทรงประกอบกรรมก่อ
ความเดือดร้อนให้เป็นอันมาก จน
ถึงปลงพระชนม์พระราชมารดาบิดาของตน บัดนี้
ถึงเวลาจะสิ้นเวรกันเสียที” จึงชักพระขรรค์ขึ้น
จากฝัก ในขณะ
นั้นพระดำรัสของพระราชบิดาก็ผุดขึ้น
ในหทัยของทีฆาวุกุมาร เตือนให้คิดว่า
ไม่ควรละเมิดคำของพระราชบิดา
จึงสอดพระขรรค์เข้าฝัก ครั้นแล้วความคิดที่
เป็นเวรก็เกิดผุดขึ้นใหม่เป็นครั้งที่ ๒
ทีฆาวุกุมารก็ชักพระขรรค์ขึ้นจากฝัก
แต่เมื่อระลึก
ถึงพระดำรัสของพระราชบิดาก็สอดพระขรรค์เก็บอีก
ในครั้งที่ ๓ ก็เหมือนกัน
ทีฆาวุกุมารชักพระขรรค์ขึ้นแล้ว
ด้วยอำนาจเวรจิต แล้วก็สอดพระขรรค์เก็บ
ด้วยอำนาจดำรัสของพระราชบิดา ในขณะนั้น
พระเจ้าพรหมทัตทรงสะดุ้งเสด็จลุกขึ้น
โดยฉับพลัน
มีพระอาการตกพระทัยกลัวทีฆาวุกุมาร
จึงกราบบังคมทูลถาม
จึงรับสั่งเล่าว่าทรงพระสุบินเห็นทีฆาวุกุมารโอรสของพระเจ้าทีฆีติแทงพระองค์
ให้ล้มลงด้วยพระขรรค์ ทันใด
นั้นทีฆาวุกุมารก็จับพระเศียรของพระเจ้าพรหมทัต
ด้วยหัตถ์ซ้าย ชักพระขรรค์ออกด้วยหัตถ์ขวา
ทูลว่า “
เรานี้แหละคือทีฆาวุกุมารโอรสของพระเจ้าทีฆีติ
ซึ่งพระองค์ได้ทำความทุกข์ยากให้อย่างมากมาย จน
ถึงปลงพระชนม์พระราชมารดาบิดาของเรา
บัดนี้ถึงเวลาที่เราจำทำให้สิ้นเวรกันเสียที”
พระเจ้าพรหมทัตจึงทรงหมอบลงขอชีวิต “
ข้าพระองค์อาจจะถวายชีวิตแก่พระองค์ได้อย่างไร
พระองค์นั่นเองพึงประทานชีวิตแก่ข้าพระองค์” “
พ่อทีฆาวุ ถ้าอย่างนั้นเจ้าจงให้ชีวิตแก่เรา และเราก็
ให้ชีวิตแก่เจ้า” พระเจ้าพรหมทัตและทีฆาวุกุมาร
ทั้งสองจึงต่างให้ชีวิตแก่กันและกัน ต่าง
ได้ทำการสบถสาบานว่าจะไม่คิดทรยศต่อกัน ครั้น
แล้วพระเจ้าพรหมทัตก็เสด็จขึ้นประทับรถ
ทีฆาวุกุมารก็ขับรถมาบรรจบพบกองทหารแล้ว
เข้าสู่พระนคร พระเจ้าพรหมทัตรับสั่ง
ให้ประชุมอำมาตย์ตรัสถามว่า
ถ้าพบทีฆาวุกุมารโอรสพระเจ้าทีฆีติ
จะพึงทำอย่างไร อำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า
ให้ตัดมือตัดเท้าตัดหูตัดจมูกบ้าง ให้ตัดศีรษะบ้าง
พระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสว่า “
ผู้นี้แหละคือทีฆาวุกุมาร โอรสพระเจ้าทีฆีติ
แต่ใครจะทำอะไรๆ ไม่ได้ เพราะกุมารนี้
ให้ชีวิตแก่เราแล้ว และเราก็ให้ชีวิตแก่กุมารนี้
แล้ว” แล้วทรงหันไปตรัสขอ
ให้ทีฆาวุกุมารอธิบายพระดำรัสของพระราชบิดา
ในเวลาที่จะสิ้นพระชนม์ ทีฆาวุกุมาร
จึงกราบทูลอธิบายว่า “คำว่าอย่าเห็นยาว คืออย่า
ได้ทำเวรให้ยาว คำว่าอย่าเห็นสั้น คืออย่าด่วนแตก
กับมิตร คำว่าเวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับ
ด้วยเวรเลย แต่ย่อมระงับด้วยความไม่ผูกเวร คือ
ถ้าข้าพระองค์คิดว่าพระองค์ทรงปลงพระชนม์พระราชมารดาบิดาของข้าพระองค์
จึงปลงพระชนม์ของพระองค์เสีย
พวกคนที่จงรักภักดีต่อพระองค์ ก็
จะพึงปลงชีวิตข้าพระองค์
ส่วนพวกคนที่ชอบข้าพระองค์ก็
จะพึงปลงชีวิตพวกคนเหล่านั้น เวรจึงไม่ระงับลง
ได้ด้วยเวรอย่างนี้ แต่ว่าบัดนี้พระองค์
ได้ประทานชีวิตแก่ข้าพระองค์และข้าพระองค์ก็
ได้ถวายชีวิตแก่พระองค์แล้ว เวรนั้นจึง
เป็นอันระงับลงด้วยความไม่ผูกเวร”
พระเจ้าพรหมทัตตรัสสรรเสริญแล้ว
พระราชทานคืนราชสมบัติของพระเจ้าทีฆีติ และ
ได้พระราชทานพระราชธิดาแก่ทีฆาวุกุมาร
เรื่องนี้สมเด็จพระสังฆราช
เจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ทรงพระนิพนธ์
เป็นคำฉันท์เรียกว่า ทีฆาวุคำฉันท์
ใจไทย
นิทาน เรื่องระงับเวรที่เล่านี้เป็นเรื่องโบราณ
ยังมีนิทานเรื่องระงับเวรในระยะเวลาใกล้ๆ นี้ คือ
ในสงครามโลกคราวที่แล้ว
เมื่อญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทย จับฝรั่งมา
เป็นเชลยกำหนดให้ทำงานต่างๆ คนไทยก็พา
กันสงสารเชลยฝรั่ง
และแสดงเมตตาจิตสงเคราะห์
จะเห็นพวกชาวบ้านหาบคอนผลไม้ไปคอยให้ พากัน
ช่วยเจือจานต่างๆ ไม่ได้ถือว่าเป็นคู่เวรคู่ศัตรู
ครั้นเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามกลับเป็นเชลย
คนไทยก็กลับสงสารญี่ปุ่น
อำนาจเมตตาจิตของคนไทยส่วนรวมนี้เชื่อกันว่า
เป็นเครื่องผูกมิตรในจิตใจของทั้งฝรั่งทั้งญี่ปุ่น ซึ่งได้
ช่วยประเทศไทยไว้อย่างมากมาย
ถ้าคนไทยมีนิสัยผูกเวรมากกว่าผูกมิตรแล้ว
เหตุการณ์ก็น่าจะไม่เป็นเช่นนี้
วิธีระงับเวรและป้องกัน
อาศัยการปฏิบัติตามคำที่ทุกคนคงได้ฟังจนคุ้นหู คือ “
ขออภัย” กับคำว่า “ให้อภัย”
เมื่อใครทำอะไรล่วงเกินแก่คนอื่นก็กล่าวคำขออภัย
หรือขอโทษ ฝ่ายผู้ที่ถูกล่วงเกินก็ให้อภัยคือยกโทษให้
คนเราต้องอยู่รวมกันเป็นหมู่ คือร่วมบ้านเรือน
ร่วมโรงเรียน ร่วมประเทศชาติ เป็นต้น ทั้งเด็กทั้ง
ผู้ใหญ่ก็อาจจะประพฤติล่วงเกินกันบ้างเพราะ
ความประมาทพลั้งเผลอต่างๆ ถ้าต่าง
ไม่รู้จักขออภัยและไม่รู้จักให้อภัยแก่กันและกัน
แล้ว ก็จะทะเลาะวิวาทกัน
แตกญาติแตกมิตรแตกสหายกัน ไม่มีความสงบสุข
นี้แหละคือเวร อันได้แก่ความเป็นศัตรูกัน
หรือที่เรียกอย่างเบาๆ ว่าไม่ถูกกันนั้นเอง
อนึ่ง จะคิดว่าล่วงเกินเขาแล้วก็ขอโทษเขาได้ ดังนี้
แล้ว ไม่ระมัดระวังในความประพฤติของตนก็ไม่ถูก
เพราะโดยปกติสามัญ ย่อมให้อภัยกันในกรณีที่ควร
ให้อภัย ซึ่งผู้ประพฤติล่วงเกินแสดงให้เห็นได้ ว่าทำไป
ด้วยความประมาทหรือด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา
และให้เกิดโทษไม่มากนัก คนที่มีจิตใจสูงเป็นพิเศษเท่า
นั้นจึงจะให้อภัยในเรื่องที่ร้ายแรงได้ซึ่งก็มีเป็น
ส่วนน้อย และถึงแม้จะให้อภัยในส่วนตัว
แต่กฏหมายของบ้านเมืองไม่ยอมอภัยให้ก็มี และ
โดยเฉพาะเมื่อเป็นบาป หรืออกุศลกรรมแล้ว
กรรมที่ตนก่อขึ้นไม่ให้อภัยแก่ผู้ก่อกรรมนั้นเลย
ฉะนั้น ทางที่ดีจึงควรมีสติระมัดระวัง มีขันติ คือ
ความอดทน มีโสรัจจะ คือความสงบเสงี่ยม
คอยเจียมตน ประหยัดตน ไม่ให้ก่อเหตุเป็นเวร
เป็นภัยแก่ใคร พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนไว้ว่า “
สญฺญมโต เวรํ น จียติ ผู้ระมัดระวังอยู่ย่อม
ไม่ก่อเวร”
ธรรมเนียมไทย
ธรรมเนียมที่คนไทยเรานิยมกัน นาคผู้
จะบวชนิยมไปลาญาติมิตรขออัจจโยโทษ คือ ขอโทษ
ในกรรมที่ตนได้ประพฤติล่วงเกินไปแล้ว
และเมื่ออุปสมบทแล้ว ในพิธีเข้าพรรษาซึ่งในศก
๒๕๐๓ นี้ ตกวันที่ ๙ กรกฎาคม ก็มีธรรมเนียมขอขมา
กันในหมู่สงฆ์ เป็นการแสดงว่าพร้อมที่
จะระมัดระวังความประพฤติของตนไม่ให้ล่วงเกินกัน
พร้อมที่จะขอขมาคือขอโทษและพร้อมที่จะ
ให้อภัยโทษแก่กัน เป็นวิธีผูกมิตรสามัคคีในหมู่คณะ
บัดนี้ ก็ใกล้เทศกาลเข้าพรรษา ทุกๆ คน
จึงสมควรร่วมทำพิธีเข้าพรรษา
กับพระสงฆ์บูชาพระพุทธเจ้า ด้วยการ

(๑) ตั้งใจระมัดระวังความประพฤติของตนไม่ให้ล่วงละเมิด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ใครๆ ทั้งในบ้าน ทั้งในโรงเรียน ทั้งในสถานที่อื่น

(๒) ตั้งใจว่าพร้อมที่จะขออภัย ขอโทษ ในเมื่อไปล่วงเกินต่อใครๆ

(๓) ตั้งใจว่าพร้อมที่จะให้อภัยแก่ใครๆ ตามควรแก่กรณี ฉะนี้แล

๒ กรกฎาคม ๒๕๐๓

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นกัณฑ์เทศน์หนึ่งจากทั้งหมด ๓๕ กัณฑ์ ในเรื่องหลักพระพุทธศาสนา ที่สมเด็จพระญาณสังวร ได้เรียบเรียงขึ้น และเทศน์ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๐๔ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักราชเลขาธิการเลือกสรรหนังสือเพื่อจัดพิมพ์ขึ้นเป็นเล่มสมุด สำหรับทรงถวายสมเด็จพระญาณสังวร เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ในการฉลองชนมายุครบ ๖๐ ทัศ วันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๖


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร