| ลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/ |
|
| โทษของความรัก ความชัง (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=27&t=66687 |
หน้า 1 จากทั้งหมด 1 |
| เจ้าของ: | sirinpho [ 08 พ.ค. 2026, 08:16 ] |
| หัวข้อกระทู้: | โทษของความรัก ความชัง (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) |
โทษของความรัก ความชัง พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) วัดอรัญญบรรพต อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ![]() กาลเวลาไม่คอยท่า ลมหายใจนี้มันจะหยุดลงเมื่อใดก็รู้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น เราต้องเตรียมตัวไว้เสมอ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพุทธบริษัททั้งหลาย เพื่อไม่ให้ประมาท ถ้าบุคคลประมาท ไม่สำรวมจิตของตน ปล่อยให้จิตนั้นไปผูกพันอยู่กับโลกต่างๆ ที่อาศัยอยู่นี้ มันก็พ้นทุกข์ไปไม่ได้ เพราะว่าเรามาอาศัยโลกแห่งความไม่เที่ยง สภาวะที่ไม่เที่ยง มันก็กระทบกระทั่งกับดวงจิตนี้อยู่เสมอ ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปกติ บางทีก็กระทบอย่างแรง บางคนอดทนไม่ไหว ถึงกับร้องไห้ เศร้าโศกเสียใจ หมู่นี้มันก็ปรากฏอยู่ ทุกคนต้องได้สัมผัสกับความไม่เที่ยงของร่างกาย ภายนอกไปก็ดี ก็ย่อมได้สัมผัสกับของไม่เที่ยงเหล่านี้อยู่เรื่อยไป จนกว่ามันจะได้จากโลกนี้ไป เอ้า ถ้าจากโลกนี้ไป เมื่อยังละอุปาทานยังไม่ได้โดยเด็ดขาด แม้ไปเกิดอยู่ในโลกใด ก็ไปสัมผัสกับความไม่เที่ยงอยู่นั่นเองนะ จะไปเกิดบนสวรรค์ก็เหมือนกัน พรหมโลกโน่น ก็ยังไม่เที่ยงอยู่ พอหมดบุญวาสนาลงแล้ว ก็เคลื่อนที่จุติจากที่นั้นไปหาที่เกิดใหม่ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้ทรงแนะนำสั่งสอนพุทธบริษัท ให้ภาวนาพิจารณาให้เห็นความไม่ยั่งยืนแห่งโลกสันนิวาสอันนี้ เป็นสิ่งที่ไม่สมควรที่จะไปยึดไปถือ ไปห่วงใยอาลัย ควรสอนใจของตนให้รู้เท่าตามความเป็นจริง แล้วสงบใจอยู่ ไม่ปล่อยใจให้ไปเกาะ ไปข้องกับสิ่งที่น่ารักน่าพอใจต่างๆ ในโลก จิตที่มันไปสำคัญว่า สิ่งนั้นน่ารัก สิ่งนี้น่าชัง อันนั้นเรียกว่าเป็นจิตที่ยังไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้นๆ ตามความเป็นจริง จึงได้หลงรักหลงชัง ถ้าท่านผู้ใดเป็นผู้มาเจริญปัญญา พิจารณาเห็นแจ้งตามเป็นจริงแล้ว ก็หายหลงแล้ว ไม่ได้หลงรัก ไม่ได้หลงชังเลย ก็เพราะว่าสิ่งเหล่านั้น ทั้งไม่เที่ยงด้วย ทั้งไม่ใช่ตัวตนด้วย ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของผู้ใดเลย แล้วอย่างนี้นะยังจะไปเมารักเมาชังอยู่ มันจะสมควรหรือ ธรรมดาผู้มีปัญญาทั้งหลาย ท่านก็ย่อมสอนใจตัวเองไปอย่างนี้แหละ แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะละความรักความชังอันนั้นได้เด็ดขาดไปทันทีเลย มันก็ต้องพยายามสอนใจนี้ให้บรรเทาทีละน้อยๆ ไป อันความรักอย่างที่เคยแสดงมาแล้วนั้นแหละ มันประกอบไปด้วยทุกข์ด้วยโทษ เป็นบาปเป็นกรรมก็มี รักเฉยๆ ไม่ถึงกับเป็นบาป แต่มันเป็นเครื่องถ่วงจิตใจนี้ ให้ข้องอยู่ในโลกทั้งสามนี้ โลกใดโลกหนึ่ง อย่างนี้ก็มี ความรักนะมันก็มีหลายขั้นตอนอย่างนี้แหละ ไม่ใช่มีขั้นตอนเดียว ดังนั้นให้เข้าใจกัน ทีนี้เมื่อเรายังละความรักขั้นละเอียดยังไม่ได้ ก็ต้องเพียรพยายาม ละความรักขั้นหยาบนั้นให้ได้ เช่น อย่างผู้ครองเรือนอย่างนี้ ความรักอันใดมันเป็นบาปเป็นโทษ เช่น ไปรักเมียคนอื่นผัวคนอื่นอย่างนี้ นั่นบาปเป็นโทษ ก็ต้องสอนใจตัวเองให้ละความรักอย่างนั้นเสีย มารักอยู่แต่ในผัวและเมีย ซึ่งได้แต่งงานกันตามประเพณีโดยถูกต้องแล้ว เท่านี้มันก็ไม่ได้เกิดบาปเกิดโทษอะไร เพียงแต่ว่ามันไม่พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตายเท่านั้นแหละ ถ้ายังละไม่ได้โดยเด็ดขาด ถ้าเป็นนักบวชอย่างนี้ ก็เพียรพยายามภาวนา เจริญสมถะให้มันได้ ถ้าเจริญสมถะ ทำใจให้สงบลงเป็นหนึ่งไม่ได้ อย่างนี้ก็ทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน คิดส่งส่ายไปยึดมั่นในรูปเสียงที่ตนรักใคร่พอใจ อยู่เช่นนั้น มันก็ทำให้พรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ได้ด่างพร้อยไป ต้องให้เข้าใจ เราต้องพยายามถอนสัญญาอารมณ์เหล่านั้นออกจากดวงจิตให้ได้ อย่าพอใจในสัญญาอารมณ์เหล่านั้น ที่มันจะถอนได้ ก็เพราะทวนกระแสจิตกลับเข้ามาภายในปัจจุบันนี้ ไม่ส่งใจออกไปข้างนอกนั่นแหละ มันก็จะถอนสัญญาอารมณ์เหล่านั้นได้ ถ้ามันไม่ใช่เป็นสิ่งเหลือวิสัย ถ้าผู้ไม่ประมาท ลงมือฝึกเข้าไปอย่างที่ว่านี่นะ ตอนฝึกทีแรกมันก็ลำบากเหมือนกันแหละ อึดอัดวุ่นวายในหัวใจ เพราะว่าจิตนี่มันเคยไปผูกพันอยู่กับอารมณ์เหล่านั้นมาโดยลำดับอย่างนี้นะ แล้วเราจะมาสกัดกั้นมัน ไม่ให้มันส่งกระแสไปผูกพันเช่นนี้นะ มันก็ต้องอึดอัดดิ้นรนนะ สำหรับผู้ที่มาเห็นโทษแห่งความยึดถือ ว่าอย่างนั้นแล้ว มันก็สู้กันแหละ อดทนอดกลั้น ไม่ไหลไปตามกระแสจิตอันนั้นต่อไป เมื่อสู้กันไป ไม่ท้อไม่ถอย กิเลสเหล่านั้นมันก็อ่อนกำลังลงนั้นแหละ เมื่อมันอ่อนกำลังลงแล้ว ความดิ้นรนของจิตใจมันก็อ่อนลงๆ ในที่สุดมันก็ยุติลงได้ ก็เข้าถึงความสงบได้ นี่เรียกว่าเพียรพยายามละความรัก สำหรับบรรพชิต อันนี้นะ สำหรับคฤหัสถ์นั้นแล้ว ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่ามันยังคลุกคลีอยู่กับความรักความใคร่ แต่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามศีลตามธรรมเท่านั้น มันก็ไม่ถึงกับเป็นบาป นำไปสู่นรกอบายภูมิ ดังนั้นนะ เราควรเข้าใจกัน ใครมีหน้าที่อย่างไรก็ปฏิบัติไปตามเพศตามภูมิของตน ให้มันสมบูรณ์ ให้ได้อย่างนี้แล้ว การนับถือพระพุทธศาสนาก็นับว่าเป็นผลอันดีได้รับผลเป็นที่น่าพอใจ แต่คนส่วนมากนะ เลยถือว่าความรักความชังนี่เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ไม่ถือว่ามันมีโทษมีภัยอย่างนี้ก็มี เมื่อไปถืออย่างนั้นแล้ว มันก็ไม่ได้คิดจะละจะถอน มันเลยไม่ได้พยายามว่าจะละมัน พอถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนให้พุทธบริษัทถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ทรงอุปมาอุปไมยความรักความชังนี่ ไว้มากมายก่ายกอง ความรักนี่มันเป็นเรื่องที่ต้องได้แย่งชิงกัน รักอะไรก็ช่างแหละ รักเงินรักทอง รักทำการค้าการขาย เพราะมันคนจำนวนมาก มันก็ต้องแข่งกันแย่งชิงกัน หมู่นี้รักผัวรักเมียก็เหมือนกันนะ บางทีชายสองคนไปรักหญิงคนเดียวกัน หรือว่าชายหลายคนไปรักหญิงคนเดียวกันอย่างนี้ ถ้าหากว่าต่างคนต่างไม่เปิดโอกาสให้แก่กันและกันเลยอย่างนี้ มันก็ต้องได้ห้ำหั่นกันลงไป ต้องได้เบียดเบียนกัน ทำลายล้างผลาญชีวิตของกันและกัน ใครดีกว่าใครอยู่ ใครไม่ดีก็ไป นี่โทษแห่งความรัก พระองค์เจ้าทรงอุปมาเหมือนอย่างซากศพที่ตายแล้ว ซากศพของสัตว์หรือมนุษย์ก็ตามแหละ ที่ตายแล้วทิ้งอยู่บนดินนี้ บรรดาสรรพสัตว์ที่ชอบของโสโครกเหล่านี้ เช่น สุนัขจิ้งจอก สุนัขบ้านก็ดี พวกแร้งพวกกา หมู่นี้มันก็รุมกันแย่งกันกินอยู่อย่างนั้นแหละ ตัวไหนที่มีกำลังมากกว่า ตัวนั้นก็ได้ที่กินมากกว่า แล้วก็เบียดเบียนตัวที่มีกำลังน้อยกว่า ตัวที่มีกำลังน้อยกว่านั้น กว่าจะได้กินนี้ก็เจ็บตัวมากมาย เพื่อนจิกเพื่อนทำลายเอา อย่างนี้แหละ หาความสบายไม่ได้เลย มีแต่ยื้อแย่งกันอยู่อย่างนั้น เบียดเบียนกันอยู่อย่างนั้น อันนี้ฉันใดก็อย่างนั้นแหละ มนุษย์เรานี่ ถ้าหากว่าไม่มีคุณธรรมคำาสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ในใจแล้ว มันก็ไม่แปลกจากสัตว์เดรัจฉานเท่าไหร่นัก ก็พูดถึงความรักความชังหมู่นี้นะ มันพอๆ กันเลยนะ ก็คงทราบกันดีอยู่นี่ พวกไม่มีศีลไม่มีธรรมอยู่ในใจแล้ว มันก็แย่งชิงกันอยู่อย่างนั้น ฆ่ากันตายอยู่อย่างนั้น ไม่ถึงตายก็เรียกว่าคางเหลืองไปโน่นแหละ มันเบียดเบียนกัน แล้วอย่างนี้นี่ มันก็ไม่พอๆ กันหรือ กับพวกเจริญทางขวางเหล่านั้น แต่ถ้าหากว่ามนุษย์เรานะ มีมนุษยธรรมอยู่ในใจอย่างนี้แล้ว ก็ได้ชื่อว่าอยู่เหนือสัตว์เหล่านั้นจริง มนุษยธรรมนี่ก็ได้แก่ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลซึ่งกันและกัน รู้จักให้อภัยต่อกันและกัน ไม่คิดเบียดเบียนซึ่งกันและกัน มีความเมตตา คือ ความรักใคร่ปรารถนาซึ่งกันและกัน ให้เป็นสุขทุกถ้วนหน้าไป นี่เรียกว่ามนุษยธรรม ธรรมของมนุษย์นะ ถ้าหมู่มนุษย์นะมีคุณธรรมเหล่านี้อยู่ในใจกันเป็นจำนวนมากแล้ว มันก็ไม่ได้เบียดเบียนกันนะ มันก็บรรเทาความโลภ ความโกรธ ความหลง ลงได้ เพราะว่าอันบุคคลผู้ที่สั่งสมความโลภให้หนาแน่นขึ้นในใจ แล้วอย่างนี้นะ แล้วจะไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นไม่มีในโลก ผู้ที่เบียดเบียนสัตว์อื่นอยู่ในโลกอันนี้นะ อาศัยความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่แหละเป็นมูลเหตุ เป็นอย่างนั้น ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงได้สั่งสอนพุทธบริษัท โดยปริยายต่างๆ เพื่อให้มองเห็น ชีวิตอันนี้เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีเกิดแล้วก็แปรปรวนแตกดับไป ไม่มีสาระแก่นสารอะไร แล้วเมื่อเวลายังเป็นอยู่นี้ก็ยังประกอบไปด้วยความทุกข์นานาประการ ถ้าเมื่อมามองดูสังขารร่างกายอันนี้ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา เห็นเป็นสภาพอยู่เสมอๆ อย่างว่านี้ มันก็บรรเทาความโลภ โกรธ หลง ลงได้จริงๆ ก็จะไม่เบียดเบียนใคร เพราะว่ามองดูคนอื่นก็ดี สัตว์อื่นก็ดี มันก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน เหมือนกับร่างกายอันตนอาศัยอยู่นี่ ถึงว่าไม่ไปทำลายมัน มันก็แตกดับทำลายเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปทำลายล้างผลาญซึ่งกันและกันเป็นกรรมเป็นเวรติดตัวกันไป นี้ผู้มาพิจารณาเห็นเหตุเห็นปัจจัย ของนามของรูปอันนี้ ว่ามันเป็นมาด้วยบุญกรรมบาปกรรม ที่แต่ละบุคคลทำเอามาแต่ก่อน มันตามมาตกแต่งให้ อันบุญกรรมบาปกรรมที่มันนำมาแต่งร่างกายสังขารนี้ให้ มันก็ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืนนี่ เมื่อสิ่งเหล่านั้นไม่ยั่งยืนแล้ว ร่างกายนี้มันจะยั่งยืนมาแต่ไหน เพราะว่าร่างกายอันนี้มันเป็นอยู่ด้วยบุญกรรม บาปกรรมที่นำมาตกแต่งให้ ไม่ใช่ว่ามันมาตกแต่งให้แล้วมันดับไปเลย ไม่ใช่นะ บุญกรรมที่ทำมาแต่ก่อน มาตกแต่งร่างกายนี้ให้มันก็รักษาอีกด้วย มันรักษาให้ไม่ให้แตกให้ทำลายไปก่อน แต่ทีนี้บุญกรรมบาปกรรมเหล่านั้น มันมีขอบเขตจำกัด เมื่อมันรักษารูปร่างกายอันนี้ไป นานไป นานไป มันจวนจะหมดไป มันก็อ่อนกำลังลงแหละ กำลังของบุญของบาปนั้น มันจะรักษาร่างกายนี้ให้แข็งแรงเหมือนแต่เดิมก็ไม่ได้แล้ว ที่เราเรียกกันว่าชราความแก่ ก็เพราะว่าบุญกรรมเหล่านั้นมันเบาบางลงไปแล้ว มันอ่อนกำลังลงแล้ว ร่างกายนี้มันจึงทรุดโทรมลงไป ถ้าร่างกายนี้นะต้องอาศัยแต่เฉพาะอาหารนี้หล่อเลี้ยงนี่ หล่อเลี้ยงไว้แล้ว มันก็มีกำลังเข้มแข็งตลอดไปเลยอย่างนี้แล้ว เอ้า ใครๆ ก็ย่อมรับประทานอาหารเหมือนกันหมดนี่ เพราะฉะนั้นร่างกายนี้มันก็ต้องแข็งแรงเรื่อยไปมา มันก็ไม่ชำรุดทรุดโทรมแหละ ถ้าอาศัยแต่อาหารหล่อเลี้ยงอย่างเดียวนะ ไม่อาศัยบุญกรรมบาปกรรมนะ ลองสังเกตดู นี้แสดงว่าอาศัยทั้งบุญกรรมบาปกรรมด้วย อาศัยอาหารในปัจจุบันนี้ด้วย หล่อเลี้ยงร่างกายอันนี้มาโดยลำดับ มันจึงเป็นมาอยู่ได้ปานนี้ ทีนี้เมื่อบุญเก่ากรรมเก่าอันนั้นนะมันร่อยหรอลงไปแล้วอย่างนี้นะ อาหารก็ช่วยไม่ได้ บัดนี้ อาหารก็รับประทานไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เหมือนแต่ยังหนุ่มแน่น เหมือนแต่เมื่อบุญกุศลยังบริบูรณ์อยู่ เหมือนเมื่อบุญเก่ามันกำลังอยู่นะ รับประทานอาหารก็ได้มาก นอนก็หลับดีอย่างนี้แหละ พอบุญเก่านี่มันร่อยหรอลงไปแล้ว รับประทานอาหารก็น้อยลงๆ บัดนี้ รสชาติอาหารก็ไม่อร่อยซาบซึ้งเหมือนแต่ยังหนุ่ม รสอาหารก็หมดไปๆ ผู้ใดเป็นคนแก่ย่อมรู้เองแหละ ก็อย่างนี้แหละ การภาวนาการพิจารณาก็ต้องพิจารณาตามสภาพความเป็นจริง ของร่างกายสังขารนี้ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้พิจารณานอกเหนือจากสภาพความเป็นจริงหรอก ความจริงนะ ทรงสอนให้พิจารณาถึงความจริงของร่างกายอันนี้นะ มันเป็นอย่างไร มันเป็นไปอย่างไร มันมีเหตุปัจจัยเป็นมาอย่างไร ก็ให้รู้เป็นจริงอย่างนั้นไป เมื่อรู้ตามเป็นจริงอย่างนั้นไปแล้ว มันก็จะเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายขึ้นมา มันเป็นอย่างนั้น ทำไมจึงเบื่อหน่าย ก็เบื่อหน่ายในความไม่เที่ยงนี้สิ เพราะว่าจิตใจที่มาอาศัยอยู่ในร่างกายอันนี้ ก็มุ่งหวังอยากจะให้ร่างกายนี้เที่ยงยั่งยืนไปตลอดกาลนานนู่น ไม่ต้องการให้ร่างกายทรุดโทรมแตกดับไป แม้แต่น้อยเดียวไม่ต้องการเลย นี้ความประสงค์ของดวงจิตมีอย่างนี้ แล้วบัดนี้มันเป็นไปตามใจหวังหรือไม่ ไม่ได้เป็นไปตามใจหวังเลย อยู่นานปีนานเดือนมาละ มันก็แสดงอาการชำรุดทรุดโทรม ให้รู้สึกไปเรื่อยๆ ไป อย่างที่ว่ามาแล้วนั้นแหละ ถ้าอยู่นานไปเท่าใดยิ่งได้เสวยทุกขเวทนา อันเกิดจากความชำรุดทรุดโทรมของร่างกายนี้ไปเท่านั้นแหละ บางคนถึงกับแช่งตัวเองว่า โอ้ก็มานาน ตายแท้ ทำไมอยู่นานเหลือเกินทนทุกข์ลำบากยากเย็นเหลือเกิน จริงนะบางคนนะ เมื่ออายุมากเข้าไปแล้ว โรคภัยก็เบียดเบียนอยู่ปานนั้น ทั้งความชราครอบงำเข้าไป จะตายก็ไม่ตาย จะมีกำลังแข็งแรงขึ้นก็ไม่มี เช่นนี้มันก็ได้เสวยทุกขเวทนาอยู่อย่างนั้น ฉะนั้น คนที่ไม่มีคุณธรรมอยู่ในใจ มันถึงลงทุนสาปแช่งตัวเองไปก็มี เป็นอย่างนั้น เพราะว่าทุกคนจึงต้องภาวนา จึงต้องได้พิจารณา ให้เห็นความจริงของร่างกายสังขารนี้ พร้อมทั้งเหตุทั้งปัจจัยอย่างที่ว่ามานี้นะ เมื่อเห็นตามเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ผู้นั้นก็จะไม่สาปแช่งตัวเองเลย ถ้าหากว่าตนอยู่จริงไปนาน แต่ร่างกายนี่มันทรุดโทรมไป ก็เป็นแต่บุญแต่กรรมไปตามที่ตนทำมาแต่ก่อนนู่นแหละ มันมาอำนวยผลให้ ตนทำอย่างไรมามันก็อำนวยผลให้อย่างนั้น เราจะแต่งให้มันดีตามความประสงค์ของจิตใจได้อย่างไรละ ถ้าต้องการอยากให้มันมีร่างกายอันนี้ยั่งยืนนาน ไปจนตลอดเฒ่าแก่ชรา ขอให้มีกำลังเรี่ยวแรงดีอย่างนี้นี่ ก็อย่าไปเบียดเบียนบุคคลอื่น สัตว์อื่นแล ในชาตินี้แหละ ผู้ใดรู้ตัวอย่างว่านี้แล้ว รู้ว่าตนนั้นยังละกิเลสไม่หมด ยังจะต้องเที่ยวไปในสงสารอยู่ เช่นนี้นี่ ก็พยายามเว้นจากการเบียดเบียนบุคคลอื่นและสัตว์อื่น ให้เขาได้รับความเจ็บปวด หรือว่าลำบากทนทุกข์ทรมานต่างๆ หมู่นี้นะ ก็เว้นแหละไม่เบียดเบียนใครเลย เจริญเมตตาภาวนา ปรารถนาจะให้ตนเอง บุคคลอื่นและสัตว์อื่น เป็นสุขทั่วหน้าทุกวันทุกคืนไป แล้วกรรมเวรอันใดกรรมชั่วอันใดที่ตัวได้ลุ่มหลงทำมาแต่ก่อน ได้เบียดเบียนคนอื่นมา อธิษฐานใจละเว้นเสีย เราจะไม่ทำเช่นนั้นต่อไปอีก ด้วยความสัตย์ความจริงอันนี้ ก็ขอให้กรรมชั่วเวรชั่วที่ข้าพเจ้าได้ลุ่มหลงทำมา ก็จงลดน้อยถอยเบาบางออกไป จากจิตใจของข้าพเจ้านี้ แล้วไหว้พระภาวนา แล้วอธิษฐานใจ ละเว้นกรรมชั่วทั้งหลายที่ลุ่มหลงทำมานั่น เสมอๆ ไปเลยอย่างนี้ กรรมชั่วที่ลุ่มหลงทำมานั้น มันก็จะตั้งอยู่ไม่ได้ในจิตใจนี้นะ เพราะใจไม่ชอบมันแล้วเบื่อมันแล้ว เมื่อใจไม่ยึดไม่ถือมันแล้ว มันก็เบาบางไปหมดไปๆ เท่านั้นเองนะ เพราะว่าธรรมทั้งหลายที่เป็นบุญเป็นบาปมีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ เมื่อใจไม่ยึดถือเอาสิ่งใดแล้ว สิ่งนั้นก็หมดไป เมื่อใจมันมั่นอยู่ในสิ่งใดแล้ว สิ่งนั้นก็ยังอยู่ อย่างนี้แหละ ก็เมื่อเราเห็นคุณแห่งบุญแห่งกุศล ว่าจะอำนวยผลให้เป็นสุขไปตลอดถึงพระนิพพาน ก็อาศัยบุญนี่แหละอย่างนี้ รู้ชัดด้วยปัญญาอย่างนี้แล้ว มันก็ทำความพอใจในบุญในกุศลเรื่อยไป ไม่พอใจในบาป เอ้าบาปมันก็เบาบางไปแหละบัดนี้นะ ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้พากเพียรพยายามละบาป แล้วบำเพ็ญบุญ ให้เจริญงอกงามขึ้นในตนของตน ให้ได้อย่างนี้ ก็ต้องอาศัยภาวนานี้เองนะ ขอให้เข้าใจ ใครไม่ภาวนาแล้ว ละบาปบำเพ็ญบุญให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไปไม่ได้เลย ลำพังแต่ให้ทาน รักษาศีลเฉยๆ อย่างนี้ ก็ไม่สามารถที่จะทำบุญกุศลขั้นสูงให้เจริญขึ้นไปได้ ก็ได้แต่บุญกุศลขั้นต่ำเท่านั้นเอง แล้วกิเลสก็ยังไม่เบาบางออกไปจากจิตใจเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใดได้ยินได้ฟังเหตุผล ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ดังแสดงให้ฟังมานี้แล้ว ก็ให้พึงพากันตั้งอกตั้งใจ นอกจากการให้ทานรักษาศีลแล้ว ก็ให้ตั้งใจพอใจในการไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนา ฝึกใจที่ยังไม่สงบให้สงบลงไป ฝึกใจที่สงบอยู่แล้วให้เกิดปัญญา ให้คิดค้นพิจารณาเหตุปัจจัยของชีวิตให้เห็นแจ้งตามเป็นจริง ดังบรรยายให้ฟังมาโดยลำดับนั่นแหละ แล้วให้รู้ชัดว่า เหตุปัจจัยของชีวิตเหล่านี้ไม่เที่ยง เมื่อมันหมดเหตุของมันแล้ว มันก็ดับไป เมื่อเหตุปัจจัยนี้ดับไป ชีวิตก็ตั้งอยู่ไม่ได้ก็ต้องแตกดับทำลายไป เราก็ทำความรู้เท่าทันในใจอย่างนี้ แล้วก็สะสมบุญกุศล คุณพระรัตนตรัยไว้ในใจ เอาเป็นที่พึ่งอย่างมั่นคงไว้ในใจของตน เช่นนี้แล้วก็นับว่าไม่เสียทีที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ในชาตินี้ไม่ได้ทำชีวิตให้เป็นหมัน ทำชีวิตให้มีที่พึ่งอันประเสริฐอยู่ในใจ ดังแสดงมา ขอยุติลงเพียงเท่านี้ ที่มา : หนังสือ ธรรมโอวาท หลวงปู่เหรียญ ๙ พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) ที่ระลึกงานทอดกฐินสามัคคี วัดป่าพิชัยวัฒนมงคล อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ หัวข้อ โทษของความรัก ความชัง หน้า ๗-๒๑ (แผ่นที่ ๑๙ ลำดับที่ ๑๕) กัณฑ์เทศน์ โดย พระครูสุทธิญาณโสภณ ถอดเทป โดย พระมหาทวี ญาณวโร วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕ รวมคำสอน “หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ” http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43689 ชวนอ่านพระธรรมเทศนาเต็มกัณฑ์เทศน์ของ“พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)” http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=75&t=53080 |
|
| หน้า 1 จากทั้งหมด 1 | เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง |
| Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group http://www.phpbb.com/ |
|