วันเวลาปัจจุบัน 20 ส.ค. 2019, 20:39  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 904 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 61  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 เม.ย. 2009, 15:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 เม.ย. 2009, 09:21
โพสต์: 376

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สามีนอกใจทั้งๆ ที่อยู่กันมา 30 ปีโดยไม่มีปัญหา เขาบอกว่าเราไม่ผิดเขาผิดเองเขาบอกว่าทำไปแล้วเขาต้องรับผิดชอบ (ผู้หญิงเป็นแม่หม้ายสามีหย่ามีลูกสาว 4 คนอยู่กับแม่หมดทุกคนเพราะลูกไม่ชอบพ่อ พ่อมีเมียน้อยตั้งแต่ลูกคนแรกจนกระทั่งหย่า) เราร้องไห้ทุกวันเป็นเวลา 6 เดือนแล้วลูกชายเรา 2 คนก็สงสารแม่ แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะพ่อยืนยันทุกครั้งที่คุยกันว่าเขาต้องรับผิดชอบ ในความเห็นของเรา เราคิดว่าที่สามีเราคิดเช่นนั้นเป็นเพราะตลอด 30 ปีเขาไม่เคยเจ้าชู้และไม่ยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นถึงขั้นได้เสีย แต่พอมาผิดพลาดคราวนี้เขาเลยมีความรู้สึกว่าเป็นลูกผู้ชายต้องรับผิดชอบ และขณะนี้ผู้หญิงคนนั้นก็ทำเป็นว่ายอมรับสภาพการเป็นเมียน้อยได้ เลยยิ่งทำให้สามีเราเห็นใจเธอคนนั้นยิ่งขึ้น สามีเราบอกว่าก็ยังรักเราอยู่ แต่ในความเป็นจริงเรารู้สึกเลยว่าเขาแคร์ความรู้สึกของผู้หญิงคนนั้นมากกว่าเรา เพราะเวลาเธอโทรมาสามีเราจะรีบลนลานไปหา ยิ่งตอนนี้ถึงไม่โทรก็ไปหา ขนาด 3 ทุ่มก็ยังออกไปต่อหน้าต่อตา คิดดูซิว่าเราจะรู้สึกอย่างไร เราอดทนมาตลอดไม่สามารถทำอะไรได้เลย สามีเราบอกว่าเขาเปิดโอกาสให้ผู้หญิงไปมีคนใหม่ได้ถ้าเธอพบคนที่ดีกว่าเขา แต่เราบอกได้เลยว่าเธอไม่หาคนใหม่หรอกเพราะสามีเราเป็นสุภาพบุรุษหน้าที่การงานก็ดี หน้าตาก็ดี ฐานะก็ดี แต่เราก็ยังได้แต่ภาวนาขอให้เธอได้พบผู้ชายคนใหม่โดยเร็ว เราต้องพยายามให้ทุกข์น้อยลงด้วยการสวดบทอิติปิโส 108 จบวันละหลายๆ ครั้งรวมทั้งอโหสิกรรมและแผ่เมตตาให้สามีและเธอผู้นั้น และได้มีโอกาสไปปฏิบัติกรรมฐาน 2 ครั้ง แต่สภาพจิตใจก็ยังย่ำแย่อยู่ วอนผู้รู้ช่วยแนะทางสว่างให้ด้วยจักเป็นพระคุณยิ่ง :b5:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 เม.ย. 2009, 17:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2008, 09:55
โพสต์: 405


 ข้อมูลส่วนตัว


อ่านแล้วรู้สึกเห็นใจเจ้าของกระทู้เลยครับ

"ที่ใดมีรัก ที่นั่นย่อมมีทุกข์" คำนี้เป็นอมตะตลอดกาล เพราะเนื่องจากว่า เวลามีความรัก ใจย่อมจะเกิดความสุข เมื่อได้รับความสุขย่อมจะหวงแหนสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขนั้น ไม่อยากจะให้ใครมาแย่ง หรือสูญเสียไป แต่ด้วยหลักสัจธรรมความจริงที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติว่า...

"สิ่งใดมีการเกิด สิ่งนั้นย่อมมีอันดับไปเป็นธรรมดา"

จึงทำให้ความรักไม่อาจคงอยู่ตลอดไปได้ ย่อมมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งมาทำให้รักแปรไป จางไป ดับไปในที่สุด พอถึงตอนนั้นนั่นเอง เลยทำให้ผู้ที่มีรักแบบครอบครองเป็นของตน เอาบุคคลๆ นั้นว่าเป็นของเรา ย่อมต้องเจ็บช้ำ ระทมทุกข์ เสียน้ำตา กินไม่ได้ นอนไม่หลับ สุขภาพก็ย่ำแย่ การงานก็เป็นอันเสียหายไปด้วยได้ เรียกว่า "ยิ่งรักมาก ยิ่งทุกข์มาก"....

ผู้ชายกับผู้หญิง เขาว่าต่างกัน ผู้ชายเริ่มรักใครมักจะเริ่มจาก ๑๐๐ เปอร์เซนต์ ส่วนผู้หญิงเริ่มรักใครมักจะเริ่มที่ ๐ เปอร์เซนต์ ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว พอไปถึงจุดที่ผู้หญิงเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซนต์ ผู้ชายกลับเหลือน้อยไม่เต็มร้อยเปอร์เซนต์ไปเสียแล้ว บางทีมาเหลือ ๐ เปอร์เซนต์ไปก็มี....

จึงทำให้เวลาผ่านไปเจอคนใหม่ๆ ที่ทำให้จิตใจกระชุ่มกระชวยนำพาให้เกิดความสุข ใจเผลอถล้ำไปตามอำนาจกิเลสตัณหาอันมีอยู่แล้วในใจ บางคนใหม่ๆ ห้ามใจได้ แต่บ่อยๆ เข้า นานเข้า ไม่ได้ปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอใจก็หวั่นไหว หลงไหล จนไปมีอะไรกันได้ในที่สุด ไปเป็นรัก ๑๐๐ เปอร์เซนต์ หรือเกือบๆ ร้อยกับคนใหม่แทน รู้ก็ทั้งรู้ว่าผิด แต่ใจก็ยากจะหยุดพฤติกรรมอันทำให้เกิดความสุขแบบใหม่ๆ นี้ได้ เพราะเกิดความหลง ความยึดเข้าแล้ว กิเลสตัณหาเอง อันฝังลึกก็พลอยจะเสริมปรุงแต่งสร้างเหตุผลอันสวยหรูขึ้นมาสัมทับให้พฤติกรรมที่ทำผิดอยู่นี้ดูถูกต้องสมเหตุสมผล...

"ธรรมะ" อันพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ สั่งสอนเอาไว้ดีแล้ว ประการหนึ่งคือเรื่องของ "กรรม" ว่า

"เรามีกรรมเป็นของๆ ตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราจะทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น"

ให้คิดเสียว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ คงเป็นวิบากกรรมของเราที่เคยทำเอาไว้แต่เก่าก่อนมาแสดงผล มาชดใช้กันให้หมดๆ ไป ถึงแม้จะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ อาจจะเกิดเหตุการณ์อย่างอื่นก็ได้ ความรักของเรากับสามีย่อมจะมีอันแปรเปลี่ยนไป พรากจากกันไปด้วยเหตุอย่างอื่นเป็นแน่แท้ไม่ช้าก็เร็ว...เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องธรรมดาใครๆ เขาก็ต้องเป็นกันแต่อาจจะมาจากคนละสาเหตุเท่านั้นเอง

ขอให้เราทำหน้าที่ของเราไป มีหน้าที่อะไรก็ให้ทำไปเสียให้ดี หากจะคิดตัดสินใจอย่างไร ให้ยึดว่าตัดสินใจไปแล้วจะต้องไม่ผิดศีลธรรมก็แล้วกัน ไม่เช่นนั้นจะเป็นบาปแถมมากับความทุกข์ใจนี้อีกทอดหนึ่ง ซึ่งจะเป็นผลให้ต้องถูกชดใช้ในกาลภายหน้าได้อีก

และขอให้ดักรู้จิตใจ เราจะทุกข์ใจก็ต้องเมื่อเราคิด ดังนั้นจงดักรู้เท่าทันความคิด หากมันคิดให้ละความคิดนั้นๆ เสีย กลับมาอยู่กับกิจการงาน ณ ปัจจุบัน แต่หากมันจะคิดของมันอีกเราก็ละความคิดนั้นอีก แต่หากความคิดมันมากนัก เราละไม่ไหวก็ให้ปล่อยวางความคิดนั้นไป ทีนี้ไม่ต้องไปห้าม จะคิดก็ปล่อยให้คิดไป แต่เราอย่าได้ไปช่วยคิดเพิ่ม ดูความคิดมันไปซิว่าจะคิดไปได้แค่ไหน เป็นเพียงแต่ผู้เฝ้าดูความคิด ไม่ใช่ไปร่วมช่วยคิด...หมั่นทำอย่างนี้แล้วจะไม่ทุกข์ใจ หรือทุกข์กน้อยลงได้ คงต้องอาศัยความเพียร และระยะเวลาสักหน่อย ต้นไม้ไม่ได้โตในวันเดียว บางทีเราทำวิบากกรรมยังมากอยู่ ย่อมต้องอาศัยเวลามากตามไปด้วยเป็นธรรมดา

สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ คือ การไหว้พระสวดมนต์ แผ่เมตตา เข้ากรรมฐานนั้นดีอยู่แล้ว มาถูกทางแล้ว ขอให้ทำต่อไป เอาให้มาเป็นอารมณ์ปัจจุบันของใจได้ยิ่งดี คือ คิดเรื่องที่ทำให้ทุกข์เมื่อไร ให้กลับมาระลึกถึงกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระรัตนไตยไปแทน แต่ไม่ต้องไปหวังว่าจะพ้นทุกข์เร็วๆ เพราะทุกข์นี้ถึงเวลา และหากมีปัจจัยอันเหมาะสมมันก็จะดับไปเอง หากเราไปหวังว่าทุกข์มันจะต้องดับ ไปหวังว่าทำอย่างนี้แล้วชีวิตมันจะต้องดีขึ้นนะ อย่างนี้อย่าไปคิด เพราะเราเริ่มจะหวังเมื่อไร เมื่อนั้นเราย่อมผิดหวังได้เสมอ เมื่อผิดหวังนั่นแหละเราก็ทุกข์ใจอีกนะครับ

เป็นกำลังใจให้ครับ สู้ต่อไปด้วยปัญญา แล้วจะนำพาชีวิตให้มีแต่ความสุขได้ เพราะการรู้เท่าทันสิ่งต่างๆ ตามเป็นจริง

ขอให้เจริญในธรรมครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 เม.ย. 2009, 23:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2008, 22:40
โพสต์: 1769

แนวปฏิบัติ: กินแล้วนอนพักผ่อนกายา
งานอดิเรก: ปลุกคน
สิ่งที่ชื่นชอบ: Tripitaka
ชื่อเล่น: สมสีสี
อายุ: 0
ที่อยู่: overseas

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ คือ การไหว้พระสวดมนต์ แผ่เมตตา เข้ากรรมฐานนั้นดีอยู่แล้ว มาถูกทางแล้ว ขอให้ทำต่อไป เอาให้มาเป็นอารมณ์ปัจจุบันของใจได้ยิ่งดี คือ คิดเรื่องที่ทำให้ทุกข์เมื่อไร ให้กลับมาระลึกถึงกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระรัตนไตยไปแทน แต่ไม่ต้องไปหวังว่าจะพ้นทุกข์เร็วๆ เพราะทุกข์นี้ถึงเวลา และหากมีปัจจัยอันเหมาะสมมันก็จะดับไปเอง หากเราไปหวังว่าทุกข์มันจะต้องดับ ไปหวังว่าทำอย่างนี้แล้วชีวิตมันจะต้องดีขึ้นนะ อย่างนี้อย่าไปคิด เพราะเราเริ่มจะหวังเมื่อไร เมื่อนั้นเราย่อมผิดหวังได้เสมอ เมื่อผิดหวังนั่นแหละเราก็ทุกข์ใจอีกนะครับ


:b8: สาธุ ๆคุณศิรัสพล กล่าวชอบแล้ว และขออนุโมทนา จขกท.ในบุญที่ประกอบอยู่ด้วยครับ :b8:

สัตว์ทั้งหลาย ย่อมมีกรรมเป็นสมบัติเฉพาะตนทั้งสิ้น
กรรมเก่าก็ย่อมก่อให้เกิดผลในปัจจุบัน พอรับผลก็สร้างกรรมใหม่..หากฉลาดก็เลือกทำกรรมดี หากไม่ฉลาดก็หลงทำกรรมชั่วสืบต่อไป ชีวิตย่อมเดินเข้าไปสู่หนทางแห่งความมืดมน
เรื่องสามีไปมีหญิงอื่น อาศัยกรรมเก่าที่เคยผูกพันกันมาในชาติก่อนๆ และอาศัยกิเลสใหม่ของชายนั้นผู้ปราศจากหิริ โอตตัปปะ กำเริบแล้วด้วยราคะ เขาก็ย่อมตกไปในล่องแห่งความทุกข์ เสวยความเอร็ดอร่อยที่เจือพิษ
ที่เขายังไม่ทิ้งภรรยาเดิม เพราะตนยังได้ประโยชน์จากภรรยาหลวงอยู่ จะด้วยอะไรๆก็แล้วแต่ หรือจะเป็นเพราะเยื่อใย หรือความดีของภรรยาหลวงก็เป็นได้..ทีนี้ แรงเสน่หาของหญิงเกเรอาจจะให้ความแช่มชื่นมีชีวิตชีวาแก่ชายผู้นั้นเป็นอัน มาก เขาก็ย่อมผูกพันกัน

ข้อที่สามีอ้างว่า
อ้างคำพูด:
เขาผิดเองเขาบอกว่าทำไปแล้วเขาต้องรับผิดชอบ
ฟังคล้ายดี มีความเป็นสุภาพบุรุษ ...แต่หากเขาเป็นสุภาพบุรุษจริงเขาจะไม่ก่อเรื่องเช่นนี้ นี่เป็นประการแรก ประการที่สอง คนที่สามารถล่วงศีลขาดธรรมนั้น หาใช่สุภาพบุรุษไม่เลย แต่กลับเป็น"โมฆะบุรุษ" ต่างหาก...

การที่เรารักใครมาก ๆ เราก็ย่อมเป็นทุกข์มากเพราะเหตุแห่งความรักนั้น เช่นหากเขาตายไปจากเราซึ่งต้องเป็นอยู่แล้ว ไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง เราจะต้องเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัสเพราะการพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์
หรือแม้ว่าการที่เราจะต้องอยู่กับคนที่เราเกลียดประสบกับ บุคคลหรือเหตุการณ์ที่เราชิงชัง เราก็จะเป็นทุกข์มากเพราะการประสบสิ่งไม่รักนั้นเป็นทุกข์

นี่เป็นสัจจะหาได้เปลี่ยนแปลงได้ไม่

ดังนั้นพึงค่อย ๆ ถอนเยื่อใยในสามีให้ลดน้อยถอยลงทุกครั้งที่รู้ว่าเขามีพฤติกรรมอันไม่ชอบ ก็บอกกับตัวเองว่าดีเหมือนกันเยื่อใยจะได้น้อยลงเราก็จะทุกข์น้อยลง แต่ไม่ต้องไปเกลียดเขา ทำใจให้ไม่รัก ไม่เกลียดนั่นแหละ.... ทำยาก แต่ก็ต้องทำ เพราะเป็นคุณต่อจิตใจของเราเอง

ตอนเกิดก็ไม่ได้ชวนกันมาเกิด ตอนตายก็ไม่ได้นัดหมายกันว่าจะตายพร้อมกัน ตอนจะไปนรกหรือสวรรค์ก็ชวนกันไปไม่ได้ กรรมที่ต่างคนต่างทำนั้นแหละจะเป็นผู้จัดแจงให้แต่ละคนได้รับผลตรงกับเหตุ ที่ทำ

จขกท. คงจะแนะนำอบรมสามีไม่ได้หรอก ต้องยอมรับอย่างเดียว ในระหว่างนี้ให้เตรียมทางหนีทีไล่ไว้แต่เนิ่น ๆ เงียบ ๆ ไม่กระโตกระตากหรือโวยวายอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องถามเพราะคำตอบที่ได้รับเป็นคำโกหกทั้งนั้น ไม่มีประโยชน์เลย รังแต่จะให้จิตใจเร่าร้อนระส่ำระสายเท่านั้น

หากบุญ จขกท.ยังดีอยู่ สติของเขาเกิดขึ้นแล้ว จขกท.ก็ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เพราะทั้งหลายทั้งปวงเป็นเรื่องของวิบากไม่ดีของท่านกำลังส่งผลอยู่และหมดไป แล้วเพราะวิบากที่ดีมาเบียดเบียนวิบากที่ไม่ดีนั้นให้หมดอำนาจลงไป

มาดแม้นว่าเขาเป็นผู้หลงระเริง ถลำไปแล้วกู่ไม่กลับด้วยอำนาจตัณหาราคะของเขาเอง จขกท.ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนกัน เพราะวิบากไม่ดีกำลังครอบงำอยู่ การเดือดร้อนเป็นทุกข์ทุรนทุรายยังแต่จะทำให้จิตใจของจขกท.เศร้าหมองเป็นบาป ที่เกิดขึ้นใหม่ในใจของจขกท. ก็บาปนั้นย่อมไปอุปการะบาปเก่าในอดีตที่กำลังส่งผลให้มีกำลังเพิ่มขึ้น เหตุการณ์จะเริ่มรุนแรงยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก

ไม่ต้องคิดต่อกรอะไร ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงหญิงนั้น เพราะจะยิ่งทำให้เขาหันไปปกป้องเห็นใจกันมากขึ้น..

ผู้หญิงบางคนในโลกนี้เป็นคนที่หลงตัวเองพอใจในเสน่ห์ ทั้งกายและวาจาของตน ก็ได้เพียรจะแจกจ่ายเสน่ห์นั้นให้กับผู้ชายทั้งหลายยิ่งสำเร็จมาก ก็ยิ่งภูมิใจมาก ไม่สนใจไม่กลัวไม่ละอายต่อบาปเลย
หรือผู้หญิงบางคนมีปมด้อยอยู่ในใจลึก ๆ เป็นความพ่ายแพ้ที่สั่งสมมาก่อนหน้านี้ เป็นคนไม่มีความสุขในครอบครัวก็เกิดสันดานแห่งการเอาชนะในทางที่ผิด ชอบยุ่งเกี่ยวกับคนที่มีเจ้าของทำให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจเป็นทุกข์ยิ่งกว่าตน เอง นี้กลายเป็นอารมณ์ตอบสนองให้เขากลายเป็นสุข เป็นผู้ชนะอย่างผิด ๆ ข้อสำคัญเขาไม่รู้หรือไม่สนใจว่ากำลังทำบาปอยู่เลย

การที่จขกท.ได้มาพบเจอเหตุการณ์อย่างนี้ก็เกี่ยวกับว่าในอดีตชาตินั้นท่านก็ทำเหตุแห่งความทุกข์ความเจ็บปวดให้เกิดกับคนอื่นเช่นกัน
ผลนั้นกำลังส่งแล้วท่านต้องเป็นคนรับด้วยใจที่ยอมรับด้วยเพราะ ทั้งหมดวิบากเป็นผู้จัดแจงทั้งนั้น ท่านเพียงแต่หาทางหนีทีไล่ด้วยความสงบเท่านั้นเอง ..

.....................................................
ศีล ๕ รักษาตนไม่ให้เกิดในอบายภูมิ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 เม.ย. 2009, 02:40 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2009, 03:05
โพสต์: 11


 ข้อมูลส่วนตัว


เสียใจด้วยคะสำหรับเจ้าของกระทู้..ดิฉันก็ยังไม่ได้แต่งงาน แต่พอมาได้อ่านก็รู้สึกหดหู่กับความรักและความเจ้าชู้ของผู้ชายเหลือเกิน..ถ้าดิฉันตัดสินใจแต่งงานไปตอนนั้นก็อาจจะเจอเหตุการณ์ที่ไม่ต่างไปจากคุณ
ถ้าเป็นดิฉัน ก่อนอื่นอันดับแรกดิฉันจะโทษตัวเองและดูตัวเองก่อนว่าเรามีข้อบกพร่องอะไรรึเปล่า ที่ทำให้เค้าไปมีคนอื่น ถ้าข้อบกพร่องนั้นดิฉันปรับปรุงแก้ไขได้ ดิฉันก็จะทำคะ เช่นนิสัยอารมณ์ร้าย ไม่ให้เกียรติ์สามีฯลฯ แต่ถ้าข้อบกพร่องนั้นดิฉันยากที่จะแก้ไขเช่น วัยที่ร่วงโรย หรือไม่สวยเหมือนสาวรุ่นๆ อันนั้นก็สุดแท้คะ
แต่ถ้าดิฉันสำรวจตัวเองดูแล้วว่า ดิฉันมีข้อดีมากกว่าข้อเสียและ ดิฉันได้ทำหน้าที่ของภรรยาที่ดีคนนึงให้กับสามีแล้ว.เท่าที่ผู้หญิงคนนึงจะพึงทำให้ได้..
ในครั้งแรกฉันก็คงให้อภัย แต่ถ้าครั้งที่2 ฉันคงเลือกที่จะสละหน้าที่ภรรยาไป แล้วหันไปทำหน้าที่แม่ที่ดีของลูกให้เต็มที่ดีกว่า..และคงหันหน้าเข้าศาสนามากขึ้น
.ถ้าเค้าเลือกทางเดินที่จะผิดศีลข้อกาเม นั่นก็คือเค้าเลือกของเค้าแบบนั้น ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเองคะ.ส่วนดิฉันจะขอใช้ชีวิตที่เหลืออยู่..จะอโหสิกรรมและหันหน้ามาทำชีวิตให้มีความสุขและละโลกนี้ไปอย่างทุกข์น้อยที่สุดคะ....


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 เม.ย. 2009, 09:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 มี.ค. 2009, 16:53
โพสต์: 113

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:
ก่อนอื่นต้องบอกว่ารู้สึกเห็นใจกับปัญหาของคุณจริงๆค่ะ
และสำหรับที่ทุกๆท่านแนะนำมาดิฉันเห็นดีด้วย
สมควรนำไปปรับใช้ปฎิบัติทั้งหมดค่ะ
ดิฉันอยากบอกว่า เข้าใจคุณนะคะที่อยู่ตรงสถานะการแบบนี้ดิฉันเองก็เคยประสบมาคล้ายๆคุณ
แต่คงไม่หนักเท่าแน่ๆ
แฟนของดิฉันที่กำลังจะแต่งงานกับดิฉันไปทำภรรยาของคนแถวบ้านท้อง
ดิฉันเลิกกับแฟนผู้หญิงคนนั้นเลิกกับสามีเค้า ตอนนี้เค้าก็เลี้ยงลูกอยู่ด้วยกัน
ทุกๆคนเกิดมาต้องเจอทุกข์ค่ะไม่วันใดก็วันนึง
เพราะฉะนั้นเมื่อวันที่คุณผ่านมันมาได้และอยู่อย่างเข้มแข็งได้แล้ว
คุณจะมองว่าเรื่องต่างๆไม่ว่าร้ายหรือดีวันนึงมันก็ต้องดับไปอยู่ดี
ดิฉันเห็นดีด้วย คุณมาถูกทางแล้วคะเลือกทางที่ดีเถอะคะ
ดูแลความรักที่บริสุทธิ์ที่คุณยังมีอยู่ คือลูกคือครอบครัวคุณให้ดีต่อไปเถอะค่ะ
ใช้ชีวิตต่อไปค่ะ สู้ๆนะคะ
ขอเป็นกำลังใจให้และขออนุโมทนากับทุกความดีที่คุณทำค่ะ
สุขใดก็ไม่ร่มเย็นเท่าสุขที่เกิดจากธรรมะนะคะ
:b8: :b8: :b8: :b1:

.....................................................
คำของหลวงพ่อชา
“ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 09:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 807

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: อ้างอิง: การสวดบทอิติปิโส 108 จบวันละหลายๆ ครั้งรวมทั้งอโหสิกรรมและแผ่เมตตาให้สามีและเธอผู้นั้น และได้มีโอกาสไปปฏิบัติกรรมฐาน 2 ครั้ง แต่สภาพจิตใจก็ยังย่ำแย่อยู่

ถึงจะสวดอิติปิโสไปตั้ง 108 จบ แต่จิตใจกังวลและคิดมากไปต่างๆนานา จิตไม่เป็นสมาธิ ถึงสวดมากก็ไม่เหนผล มีค่าเท่ากับสวดแค่ 1 จบหรือไม่ได้สวดเลยก็ว่าได้ ต้องปลงให้ตกครับ ปลงและปล่อยให้มาก ฟังดูมันเหมือนจะทำง่ายแต่ก็ยาก ถึงยากแต่ก็ต้องฝืนทำให้ได้ครับ
ใจค่อยๆวางเรื่องพวกนี้ให้ได้ทีละนิดๆก่อน

อีกอย่างการกังวลมากในเรื่องที่เรายังแก้ไขไม่ได้ หากอโหสิกรรมไป ปากอโหสิแต่ใจไม่ยอมอโหสิด้วย แผ่เมตตาแผ่กุศลไปก็ไม่ได้ผลนะครับ เรื่องนี้สำคัญ
:b39:

อิติปิโส 108 จบ ถือว่ายาวมากครับ ให้สวดตามลำดับสวดมนต์ตามข้างล่างนี้จะดีกว่า :b40:

* สวดบทบูชาหรือกราบพระรัตนตรัย) ===> เป็นการสวดนำเพื่อบูชา

* ตั้งนะโม ๓ จบ

*ไตรสรณคมน์ (พุทธัง ธัมมัง สังฆัง)

* สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ (บทอิติปิโส) ===>เพื่อสรรเสริญระลึกถึงคุณบารมีพระรัตนตรัย

* สวดพุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ) ==>เพื่อเอาชนะมารและอุปสรรคทั้งหลาย

* สวดมหาการุณิโก (มหากาฯ) ===> เพื่อให้พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ คุ้มครองเรา

* สวดพุทธคุณ อย่างเดียวเท่ากับอายุ บวก ๑
เช่น อายุ ๒๘ ปี ให้สวด ๒๙ จบ
อายุ ๕๔ ปี ให้สวด ๕๕ จบ เป็นต้น===> เพื่อให้จิตเกิดบุญกุศลเป็นทุนแก่ตัวเราเองก่อน ที่สวดเกินมาเป็นกำไร ถึงไว้แผ่ไปให้คนอื่น

* แผ่เมตตา ===> แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย

* อุทิศส่วนกุศ
===>แผ่เฉพาะไปให้พ่อแม่ สามี ภรรยา ลูก ญาติพี่น้อง เจ้ากรรมนายเวร และอาจารย์ผู้มีบุญคุณ และเหล่าเทวดาทั้งหลาย

(รวมเวลาที่ใช้ไปทั้งหมดประมาณ 1 ชม. ดูแล้วใช้เวลาน้อยกว่าสวดอิติปิโส 108 มากเลยครับ)
**ปล.. ในการสวดมนต์ ให้ตัดปลิโพธกังวลใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ลูก สามี ภรรยา ความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง อย่าเอามาเป็นอารมณ์
:b39:

โดยศึกษาความสำคัญและอานิสงส์การสวดมนต์จากที่นี่เพื่อเป็นแนวทางประกอบ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=28&t=21259

**ยังไงก็ขอให้เกิดบุญเกิดกุศล มีปัญญาและเกิดสติแก้ปัญหานี้ให้ได้โดยเร็วนะครับ

.....................................................
"มีสติเป็นเรือนจิต ใช้ชีวิตเป็นเรือนใจ ใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างส่องทางเดินไปเถิด จะได้ล้ำเลิศในชีวิตของท่าน มีความหมายอย่างแท้จริง"
ในการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อท่านบอกว่า ให้ตัดปลิโพธกังวลใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ลูก สามี ภรรยา ความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง อย่าเอามาเป็นอารมณ์ จากหนังสือ: เจริญกรรมฐาน7วันได้ผลแน่นอน หัวข้อ12: ระงับเวรด้วยการแผ่เมตตา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 10:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 เม.ย. 2009, 09:21
โพสต์: 376

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณ คุณอินทรีย์5มาก ที่จริงแล้วเราสวดบทพุทธคุณ108จบ โดยสวดบทอื่นๆก่อนตามที่คุณอินทรีย์5บอก ในระหว่างที่สวดหรือปฏิบัติกรรมฐานเราทำจิตให้สงบไม่ฟุ้งซ่านได้ แต่พอสามีไปหาเธอเราก็อดน้อยใจน้ำตาไหลไม่ได้ มันเป็นความกดดันที่ต้องทนทุกข์อยู่คนเดียว เรากำลังพยายามทำจิตใจให้มันทุกข์น้อยลงไปเรื่อยๆตามที่คุณddบอก เราสารภาพตามตรงเลยว่าไม่เคยนึกเกลียดสามีเลยเพียงแต่น้อยใจว่าทำไมเขาทำร้ายจิตใจเราได้เช่นนี้ ก็คิดอยู่เหมือนกันว่าต้องเป็นกรรมเก่าของเราแต่ชาติที่แล้ว จึงได้แต่ภาวนาว่าขอให้หมดกรรมเสียที
เมื่อวานนี้เราเข้ามาโพสท์ครั้งหนึ่งแล้วแต่ไม่ทราบว่าทำไมข้อความไม่เข้ามา เราต้องขอขอบคุณทุกๆท่านที่ให้คำแนะนำมา คุณddบอกว่าเราคงจะแนะนำอบรมสามีไม่ได้หรอก เป็นจริงดังว่าเลย เช่นสามีเราบอกว่าเปิดโอกาสให้เธอมีคนใหม่ได้ เราก็เลยบอกว่าคุณก็ต้องค่อยๆถอยออกมาซิ แต่ในความเป็นจริง พอลูกเธอไม่สบาย น้ำไม่ไหล ไฟดับ ประตูเสีย เครื่องซักผ้าพัง สามีเรารีบวิ่งแจ้นไปทันที เรายังมีเรื่องระบายอีกมากเกรงว่าคนอ่านจะรำคาญ ขอจบเท่านี้ก่อน ขอบคุณทุกๆท่านอีกครั้ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 11:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2008, 09:39
โพสต์: 219


 ข้อมูลส่วนตัว


ที่ยังทุกข์อยู่นี่ก็เพราะแก้ทุกข์ไม่ถูกกับเหตุ
ต้องแยกให้ออกว่าที่ทุกข์อยู่ขณะนี้เพราะอะไรเป็นเหตุ

"ความรัก" ระหว่างสัตว์โลกอย่างเรา ๆ ท่านนั้น "เจือด้วยกามตัณหา" จึงเป็นทุกข์
เพราะยึดติด ยึดมั่น เข้าใจผิดว่า

"ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้"
"ต้องทำอย่างนี้นะ อย่าทำอย่างนั้นสิ"
"ทำไมเขาถึงทำอย่างนี้ ทำไมเขาถึงทำกับเราได้"
"ทำไมเขาจึงเปลี่ยนไป ทำไมทำร้ายจิตใจเราได้"
"เขามีใจเป็นอื่น เขาไปมีใจกับคนอื่นแล้ว"
ฯลฯ

หากยังย้ำคิด ย้ำนึกอยู่อย่างนี้ มีแต่ทุกข์เกิด ทุกข์ไม่มีคลาย
นี่ไม่ใช่การแก้ทุกข์ แต่เป็นการก่อทุกข์ ก่อโทษภัยแก่ตนเองไม่หยุดไม่หย่อน

"ไม่ได้เกลียดแต่น้อยใจ" คำกล่าวนี้ ไม่ได้ทำให้ทุกข์น้อยลง หรือ ทำให้หายทุกข์หายโศก
แต่ทำให้ทุกข์นั้นยังคงอยู่ ไม่คลาย ไม่หายไปไหน เกาะกินใจอยูอย่างนั้น

การแก้ทุกข์นี้ก็ต้อง คลายความยึดมั่น ความยึดติดให้ได้ ต้องทำความเข้าใจว่า
"รัก" หรือ "มี" อะไรหรือสิ่งใด จะเป็นทุกข์เพราะอันนั้นสิ่งนั้นเสมอ "ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์จริง"

หลายท่านได้แสดงความเห็น หากคิดพิจารณาให้ดี หาเหตูหาผลให้ได้ ก็เชื่อว่าสามารถคลายทุกข์นี้ได้จริง
ตนเกิด "ทุกข์" ตนก็ต้องเป็นคนแก้ คนอื่นแก้ให้ไม่ได้
ต้องแก้ที่ตน แก้ด้วยปัญญาตน อย่าไปแก้ที่คนอื่น


เจริญธรรม.. :b8: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 13:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มี.ค. 2009, 23:10
โพสต์: 22


 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนากับคำแนะนำของทุกท่าน แต่ขออนุญาต ยกประโยคของคุณ มิตรตัวน้อย มาเป็นพิเศษ เพราะเรียบง่ายและโดนใจปลายฝนเป็นที่ยิ่ง
อ้างคำพูด:
"ไม่ได้เกลียดแต่น้อยใจ" คำกล่าวนี้ ไม่ได้ทำให้ทุกข์น้อยลง หรือ ทำให้หายทุกข์หายโศก
แต่ทำให้ทุกข์นั้นยังคงอยู่ ไม่คลาย ไม่หายไปไหน เกาะกินใจอยูอย่างนั้น


พอดีปลายฝนได้ลองอ่านบทความเรื่อง ความผูกพัน จากหน้าแรกของเว็บไซต์ธรรมจักรนี้นะคะ
http://www.dhammajak.net/dhamma/67.html
เลยขอยก พุทธพจน์ที่ว่า
"ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง แปลว่า ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์"


เมื่อใจเรายังเป็นทุกข์ แม้จะไม่ได้เกลียดหรือโกรธ ก็แสดงว่าเราก็ยังคงมีความคาดหวังอย่างอื่นอย่างใดเหลืออยู่ ต้องหาให้เจอ และมองให้เห็นนะคะ

อย่างปลายฝนเอง รู้สึกว่าความเศร้าเบาบางลง แต่เมื่อค้นลงไปในจิตใจ พบว่าเรายังคงทุกข์กับการปรารถนาให้คนอื่นเห็นคุณค่าในตัวเรา (โดยเฉพาะแฟนเก่า) เราจึงรู้สึกเสียความมั่นใจ แต่แท้จริงแล้ว เราคงจะไปขอมาจากเขาไม่ได้ คุณค่าของเรา เราต้องสร้างเองค่ะ และมีความสุขด้วยตัวของเราเองค่ะ

คุณ ทุกข์ใจ คะ เมื่อเกิดความรู้สึกน้อยใจขึ้นมา ให้เราคิดไว้เสมอนะคะ ว่าหากเขาให้เราไม่ได้ เราต้องให้คุณค่าตัวเราเองก่อน อย่าไปคิดหวัง หรือคิดเปรียบเทียบใดๆ เพ่งความสนใจกับการทำให้ตัวเองมีคุณค่า และมีความสุขดีกว่า ความรู้สึกคงห้ามให้เกิดไม่ได้ แต่เมื่อรู้สึก รู้ตัวว่าเรากำลังน้อยใจ ลองเปลี่ยนไปทำอะไรให้กับตัวเองดูบ้าง เป็นการสร้างคุณค่า ดีกว่าพะนอความน้อยใจนั้นต่อไปค่ะ

:b53: :b39: :b53:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 13:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 807

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


ปัญหา K ทุกข์ใจตอนนี้ ====> ทุกข์ใจ+น้อยใจเพราะสามีไปดูแลผู้หญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาดีกว่าดูแลภรรยาตัวเอง :b40:

อ้างอิงคำพูด; เราก็เลยบอกว่าคุณก็ต้องค่อยๆถอยออกมาซิ

เอาเป็นว่าคนที่ค่อยๆถอนออกมาทีละนิด เป็นคนทุกข์ใจแทนจะได้ไหม ปล่อยให้โอกาสให้สามีเขารีบกุลีกุจอไปดูแลผู้หญิงคนนั้นไปเถอะ ส่วนตัวเราก็ทำเป็นภรรยาและแม่ที่ดีในครอบครัวนี้ซึ่งตอนนี้เราก็กำลังมีเวลา อีกทั้งมีลูกที่ดีตั้งสองคน หากคิดได้เร็วไม่เสียใจ (เห็นว่าเสียใจมา 1/2 ปีแล้ว) หยุดเสียใจให้ได้ก่อนให้ลูกๆเห็น ลูกก็จะได้มีกำลังใจไม่ห่วงแม่จนเกินไป และตั้งใจเรียน
สิ่งที่สามีทำอยู่ตอนนี้ก็คือแบกรับแบ่งสู้ระหว่างคุณทุกข์ใจ กับผู้หญิงที่เป็นแม่หม้าย ซึ่งทางนั้นลูกสาว 4 แต่คุณทุกข์ใจลูกชายสอง(ลูกหัวแก้วหัวแหวน) สามีเลยเทใจให้ทางนั้นมากกว่าก็ไม่แปลก ซึ่งการที่คุณร้องไห้บ่อยๆ หรือไม่ก็แสดงอาการที่ไม่ชอบให้เขาเห็น ก็ทำให้สามีคุณอึดอัดได้ทำให้เค้าบอกว่า"เปิดโอกาสให้คุณมีคนใหม่ได้" อีกอย่างหนึ่งสามีอาจจะหลงชอบทางหญิงแม่หม้ายด้วยเหมือนกันคงไม่เพียงแต่ผิดพลาดไปแล้วต้องผิดชอบอย่างเดียวหรอก ถ้าเป็นเหตุผลนี้ก็ต้องทำใจ ช่างมันเถอะครับ อย่าไปคิดมากจนน้ำตาไหลอีก

อ้างอิง1; พอลูกเธอไม่สบาย น้ำไม่ไหล ไฟดับ ประตูเสีย เครื่องซักผ้าพัง สามีเรารีบวิ่งแจ้นไปทันที
===>สิ่งที่ตามมาก็คืออดน้อยใจน้ำตาไหลไม่ได้ เมื่อรู้ว่าสามีไปหาเธอ :b48:

อ้างอิง2; จริงแล้วเราสวดบทพุทธคุณ108จบ โดยสวดบทอื่นๆก่อนตามที่คุณอินทรีย์5บอก ในระหว่างที่สวดหรือปฏิบัติกรรมฐานเราทำจิตให้สงบไม่ฟุ้งซ่านได้
:b39:

ทั้ง 2 อ้างอิงที่พูดมานี้ อยากให้เข้าใจว่าเวลาที่สวดมนต์แล้วสบายใช่ว่าจะมีสมาธิจิตสงบเฉพาะตอนสวด แต่ที่สวดมากมายทั้งหมดที่ว่ามาข้างต้นก็เพื่อดึงเอาความดีตรงนั้นมาใช้ในเวลาที่สามีจะไปหาแม่คนนี้(**รู้แล้วว่าแฟนเราจะไปหาแม่หม้ายคนนี้แล้ว) คุณทุกข์ใจก็ต้องทำใจสงบ มีความสุข ไม่ฟุ้งซ่านด้วย อย่าเพิ่งเสียใจ อย่าเพิ่งน้อยใจให้น้ำตาไหล ก็แผ่ไปเลยว่า ขอให้สามีฉันไปไหนมาไหน หรืออยู่ที่ไหน ก้ขอให้มีแต่ความสุข อย่าได้มีความลำบากเลย แผ่ความสุขจากใจของเราให้สามีไปเลย และก็ต้องไม่ไปร้องไห้ ให้ลูก ให้สามีเห็น(เพราะร้องไห้มาเยอะแล้ว) เมื่อทำได้เช่นนี้แล้วตัวเรา ลูกเรา จะค่อยๆดีขึ้นมาเอง รวมทั้งสามีก็ย่อมที่เข้าใจความรู้สึกและเห็นใจเรามากขึ้นตามไปด้วย
:b40: :b40:

.....................................................
"มีสติเป็นเรือนจิต ใช้ชีวิตเป็นเรือนใจ ใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างส่องทางเดินไปเถิด จะได้ล้ำเลิศในชีวิตของท่าน มีความหมายอย่างแท้จริง"
ในการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อท่านบอกว่า ให้ตัดปลิโพธกังวลใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ลูก สามี ภรรยา ความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง อย่าเอามาเป็นอารมณ์ จากหนังสือ: เจริญกรรมฐาน7วันได้ผลแน่นอน หัวข้อ12: ระงับเวรด้วยการแผ่เมตตา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 15:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 เม.ย. 2009, 09:21
โพสต์: 376

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เราขอถามคุณศิรัสพลนิดหนึ่งที่ว่า "จะคิดก็ปล่อยให้คิดไป แต่เราอย่าได้ไปช่วยคิดเพิ่ม ฯลฯ" เรายังไม่เข้าใจลองยกตัวอย่างให้หน่อย ขอขอบคุณล่วงหน้า
คุณอินทรีย์5บอกว่าต้องไม่ไปร้องไห้ให้ลูกเห็น จริงดังว่าเลยล่ะ เพราะตอนนี้พอเราน้ำตาไหลลูกคนเล็กทนรับไม่ได้แล้ว ส่วนสามีเขาไม่สนใจอยากร้องก็ร้องไปบางทีก็เดินหนี ผิดกับตอนแรกๆยังมีการลูบศีรษะปลอบใจบ้าง ดูๆไปก็น่าสมเภทตัวเองเหมือนกัน แก่แล้วยังมีปัญหาเหมือนหนุ่มสาว ทุกท่านคงเดาออกว่าเรา3คนอายุเท่าไร ขอบคุณทุกท่านที่เป็นกำลังใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 18:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2008, 09:55
โพสต์: 405


 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุกับคำถามของคุณทุกข์ใจครับ

คุณถามว่า : จะคิดก็ปล่อยให้คิดไป แต่เราอย่าได้ไปช่วยคิดเพิ่ม ฯลฯ" เรายังไม่เข้าใจลองยกตัวอย่างให้หน่อย

ตอบ : ความคิดของคนเรามีอยู่ด้วยกัน ๒ ระดับ

ระดับที่ ๑ เป็นความคิดขั้นแรกเริ่ม ที่เกิดขึ้นมาเองยังไม่ได้ถูกปรุงแต่งใดๆ มีภาษาทางธรรมเรียกว่า "ธรรมารมณ์" เช่น เรากำลังนั่งสมาธิอยู่ดีๆ ใจเกิดความคิดฟุ้งซ่านไปเรื่องนู้นเรื่องนี้เอง, ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อยู่ ใจเกิดคิดไปถึงเรื่องลูกเต้าสามีขึ้นมาเอง เป็นต้น ใจนำสิ่งที่เคยจำมาก่อนหน้ามาแสดงผลเองโดยเราไม่ได้มีเจตนาจะคิดเลย

ระดับที่ ๒ เป็นความคิดขั้นปรุงแต่ง ที่เกิดสืบเนื่องมาอีกทีหลังจากรับรู้สิ่งต่างๆ แล้ว เช่น เมื่อตาได้เห็นรูปใจก็ปรุงแต่งเป็นความคิด, เมื่อหูได้ยินเสียงไพเราะใจก็ปรุงแต่งเป็นความคิดต่างๆ, เมื่อมีความคิดที่เกิดในระดับที่ ๑ ใจก็ไหลไปปรุงแต่งเพิ่มเติมให้มากกว่าเดิมอีก เป็นต้น ความคิดระดับนี้จะมีชื่อเป็นภาษาทางธรรมแบบครอบคลุมว่า "จิตตสังขาร" ที่เราเองมีเจตนาร่วมอยู่ภายในด้วย

จากความคิดทั้ง ๒ ระดับที่บอกไป ความคิดในระดับที่ ๑ เป็นเพียงความคิดขั้นบริสุทธิ์ที่ยังไม่ทำให้เราเกิดความสุข-ทุกข์มาก ทำให้เราเกิดสุข-ทุกข์ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ภาษาทางธรรมเรียกว่า "สุขเวทนาทางใจ" หรือ "ทุกขเวทนาทางใจ" คิดปุ๊บจะเกิดเวทนาทางใจปั๊บเลย แต่บางทีก็ไม่รู้สึกสุข-ทุกข์ แต่เพียงรู้สึกว่าคิดก็มี เรียกความรู้สึกนี้ว่า "อทุกขมสุขเวทนา" หรือ "ความรู้สึกเฉยๆ"

แต่ความคิดระดับที่ ๒ นี้ต่างกัน เป็นตัวการทำให้ใจสุข-ทุกข์มากจริงๆ เพราะความคิดในระดับนี้คนที่ยังไม่หมดกิเลสจะประกอบไปด้วยความมีตัวตนของเราเข้าไปร่วมด้วยช่วยกันอีกแรงอยู่ภายใน ความคิดมักจะเป็นไปในด้านไม่ดีเสียส่วนใหญ่ ตรงนี้หากไม่รู้เท่าทันปรุงแต่งความคิดไปจะเกิดเป็น "มโนกรรม" คือ การกระทำทางใจ เมื่อมีมากๆ เข้าจะกลายเป็น "วจีกรรม" การกระทำทางวาจา, "กายกรรม" การกระทำทางกายต่อไปอีกได้

ดังนั้นจากที่ถามมากรณีของคุณ หากจะไม่ให้ทุกข์ใจมาก หรือไม่ทุกข์ใจต่อไปอีกเลย จะต้องหมั่นดักรู้ความคิดทั้ง ๒ ระดับนี้ คือ ทุกครั้งที่เกิดความคิดขึ้นให้มีสติระลึกรู้อย่างทันท่วงที ระลึกรู้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ต้องตั้งใจมากเกินไปจนเคร่งเครียด ให้ทำเรื่อยๆ ไป ทำไปบ่อยๆ แล้วสติจะค่อยๆ ไวขึ้นเอง จะรู้ทันความคิดได้เร็วขึ้นเองครับ หลังจากที่ระลึกรู้ว่าคิดแล้ว หากความคิดนั้นเป็นความคิดที่ไม่สมควรคิด ที่เป็นเรื่องให้เราทุกข์ใจ เช่น เรื่องสามี, เรื่องผู้หญิงคนนั้น เป็นต้น ให้เราละความคิดนั้นเสีย โดยการกลับไปจดจ่ออยู่กับกิจการงานทีทำค้างอยู่ตรงหน้าก็ได้ หรือนำเอาคำบริกรรมมาภาวนาไป หรือมาดูที่ลมหายใจว่ากำลังเข้าหรือออกไปอย่างนี้ก็ได้ จะทำให้ความคิดถูกละไป ดับไป

แต่ย่อมเป็นธรรมดาที่คนเรา เมื่อมีเรื่องกระทบกระเทือนให้ทุกข์ใจมากๆ เวลาเกิดความคิดขึ้น พยายามเจริญสติระลึกรู้ แล้วละอย่างที่บอกไป แต่เพียงชั่วขณะจิตเดียว หรือเพียงชั่วกระพริบตา ใจก็เผลอกลับไปคิดเรื่องเดิมๆ ซ้ำอีกอยู่ร่ำไป หากเป็นอย่างนี้ รู้ว่าละไม่ได้จริงๆ ก็ให้ใช้การปล่อยวางความคิดนั้น คือ จะคิดก็คิดไป แต่เราก็ไม่ช่วยไปคิดเพิ่ม แต่ก็ไม่ไปห้ามความคิด อาจจะกลับมาทำงานทำการของเราต่อไปทั้งๆ ใจยังคิดต่อไปอยู่ หรือว่าจะตั้งท่าดูความคิดกันไปเลย เหมือนกับเราดูภาพที่แสดงในโทรทัศน์ดูมันไปเรื่อยๆ ว่าจะคิดไปถึงไหนก็ให้รู้ไป ดูไปอย่างเดียวจนถึงจุดหนึ่งหนังย่อมจะต้องจบเอง ทำไปอย่างนี้เรียกว่า "การปล่อยวาง" เป็นการแยก ความคิด กับ จิต ออกจากกัน

"ความคิด" เป็นเรื่องหนึ่ง
"สภาวะจิต" เป็นเรื่องหนึ่ง


เมื่อทำอย่างนี้ ความคิด กับ สภาวะจิตใจ คือ "ทุกข์ใจ" จะเป็นคนละอย่าง ความคิดจะคิดก็คิดไป แต่ใจก็ส่วนใจ จะทำให้ไม่ทุกข์ อุปมาเหมือนกับ เวลาที่หูได้ยินเสียงเพลงจากงานวัดที่อยู่ข้างบ้าน ที่เราไม่สามารถจะไปห้ามเขาให้ปิดเสียงเพลงได้ แต่ใจเราก็ไม่ได้ไปทุกข์ หรือไม่ไปร่วมคิดเคลิ๊บเคลิ้มไปกับเสียงเพลงนั้น เราก็กลับมาทำงานทำการของเราต่อไป ทำสิ่งที่เราควรจะทำต่อไป เพลงมันจะดังก็ให้ดังไป อุปมานี้ฉันใด

อุปไมก็ฉันนั้น เมื่อความคิดของเราบังเกิดขึ้น ที่เป็นเรื่องที่ไม่ควรคิด แต่เราละไม่ไหว ก็ให้ปล่อยวาง คิดก็คิดไป เราก็ทำงานทำการของเราไป หรือรอดูซิว่าจะคิดไปถึงเมื่อไร ดูเฉยๆ เพียงอย่างเดียวไป เรียกว่า "คิดก็สักแต่ว่าคิด" เป็นเพียงแต่ผู้เฝ้าดู ไม่ใช่ผู้ร่วมแสดง

อธิบายเสียยาวเลย ไม่รู้ว่าอธิบายอย่างนี้จะพอเข้าใจหรือเปล่า แต่เห็นว่าหากอ่านทำความเข้าใจให้ดีแล้ว คงจะนำไปปฏิบัติได้ไม่ยากครับ แต่หากยังมีอะไรสงสัยก็สอบถามเพิ่มเติมได้ครับ

ขอให้เจริญในธรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 21:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2008, 22:40
โพสต์: 1769

แนวปฏิบัติ: กินแล้วนอนพักผ่อนกายา
งานอดิเรก: ปลุกคน
สิ่งที่ชื่นชอบ: Tripitaka
ชื่อเล่น: สมสีสี
อายุ: 0
ที่อยู่: overseas

 ข้อมูลส่วนตัว


หากใจยังเศร้าหมองเช่นนี้ จะมีประโยชน์ใดบ้างกับตัวเอง..

๑. เกิดความเครียดสะสม มีอาการซึมเศร้าเป็นปกติ หน้าตาซีดเซียว ผิวพรรณเริ่มโทรม เพราะสภาพจิตเป็นปัจจัยให้ระบบของร่างกายเปลี่ยนแปลงไปด้วย.

๒. ความคิดเริ่มเป็นลบขึ้นทุกที บ่อยๆซ้ำๆ ในที่สุดจะคิดติดลบไปได้เกือบทุกเรื่อง ขาดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ หรือแยกไม่ออกว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำอาจถึงกับเห็นว่าบุญบาปไม่มี ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดี ฯลฯ ความเดือดร้อนจะลามไปถึงบริวารใกล้ชิดมีลูกๆเป็นต้น

๓. ขาดความขวนขวายที่จะหาที่พึ่งทางใจที่แท้จริง เพราะเวลาส่วนมากหมดไปกับความเศร้าหมองและคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ รวมทั้งความเพ่งเล็งในพฤติการณ์ของสามีและผู้หญิงใหม่ที่เป็นไปอยู่ทุกวัน

๔. หากตายลงในเวลานี้ที่จิตทุรนทุรายเพราะทุกข์ เราจะไปสุคติได้อย่างไร ในเมื่อความคิดนั้นเป็นไปกับอกุศลเกือบตลอดเวลา?คนเราจะตายเวลาใดๆได้ทั้งนั้น แม้เพิ่งเกิด ก็ยังตายได้ พึงเจริญมรณานุสติไว้เนืองๆ จะเป็นคุณแก่ตนครับ

.....................................................
ศีล ๕ รักษาตนไม่ให้เกิดในอบายภูมิ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 เม.ย. 2009, 14:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 เม.ย. 2009, 09:21
โพสต์: 376

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ณ วันนี้สามีเราเขาไม่เปิดโอกาสให้เราได้ทำหน้าที่ภรรยาที่ดีอีกแล้ว เขาเตรียมตัวไปจากเราแล้ว ทั้งๆที่เราได้พยายามประคับประคองชีวิตครอบครัวมาตลอด อยากให้อยู่พร้อมกันพ่อแม่ลูก สามีเราเขาก็ยังทำร้ายจิตใจเรามากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่โพสท์อยู่นี้ใจยังหวิวๆอยู่เลย จะให้ทำใจในเวลาอันสั้นนั้นมันคงอยาก 30ปีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข จากเงินเดือนน้อยนิด จนปัจจุบันมีบ้านมีรถ กับต้องมาเจอกับสภาพครอบครัวที่พ่อใจร้ายใจดำกับลูก/เมีย จริงดังที่คุณศิรัสพลว่าผู้ชายเริ่มรักที่100เปอร์เซ็นต์ พอนานๆไปก็เหลือ 0 ตอนนี้สามีเราก็คงไม่เหลือความรักให้เราแล้ว เราเองก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าเราคงกำลังชดใช้กรรมที่ได้ทำไว้แต่ชาติปางก่อน และถึงแม้จะรู้ว่าใครทำกรรมไว้ย่อมต้องได้รับผลกรรมนั้น เราก็อดสงสารสามีเราไม่ได้ว่าสักวันเขาคงได้รับกรรมที่เขาก่อ ถ้าเราจะสวดมนต์และอธิษฐานให้สามีเรามีความสุขและอโหสิกรรมรวมทั้งไม่จองเวรกับสามีเรา จะช่วยลดกรรมให้สามีเราได้หรือไม่ ในส่วนตัวเราเองขณะนี้ได้พยายามสวดมนต์เกือบตลอดเวลาเพื่อไม่ให้คิดมาก ถ้าสวดไม่ได้จริงๆ ก็ต้องท่อง คิดหนอ ๆๆ ก็พอช่วยได้ แต่ก็ต้องมีบ้างนะที่ใจมันเศร้า เราจะรอคำตอบและกำลังใจจากทุกๆท่าน ขอบคุณจากใจจริง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 เม.ย. 2009, 17:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ม.ค. 2009, 16:34
โพสต์: 37

ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


คุณทุกข์ใจคะ ปัญหาชีวิตของคุณ กับดิฉัน ก็ไม่แตกต่างกันเลย ทุกวันนี้ดิฉันยังทุกข์ใจ ร้องไห้ น้อยใจ
พอจะเข้มแข็ง ก็มีเรื่องเข้ามาให้คิดมากอีก ไม่รู้ว่าความทุกข์นี้จะอีกนานแค่ไหน พยายามคิดให้น้อยลงแต่ก็ได้ไม่นาน แต่อย่างไงก็ต้องพยายามสู้เพื่อวันข้างหน้า ขอเวลาให้จิตใจดีกว่านี้หน่อย


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 904 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 61  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร