ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

อาทิตตปริยายสูตร สรรพสิ่งร้อนเป็นไฟ (เสฐียรพงษ์ วรรณปก)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=57856
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  sirinpho [ 11 มิ.ย. 2019, 10:42 ]
หัวข้อกระทู้:  อาทิตตปริยายสูตร สรรพสิ่งร้อนเป็นไฟ (เสฐียรพงษ์ วรรณปก)

รูปภาพ
เขาพรหมโยนี หรือ เขาคยาสีสะ
สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง “อาทิตตปริยายสูตร”


อาทิตตปริยายสูตร
ภูมิหลังของชฎิล 3 พี่น้อง
ศ.(พิเศษ) เสฐียรพงษ์ วรรณปก

คราวที่แล้วเขียนว่า ท่านผู้รู้ที่ผมเคารพนับถือท่านหนึ่งทักว่า ถ้าวัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ บวชพระหลังวันแรม 1 ค่ำ ก็ไม่ได้เข้าพรรษาสิ น่าจะบวชวันแรม 1 ค่ำนั้น ผมก็ว่าเข้าทีดี ฝากให้ผู้ใฝ่การศึกษาพิจารณาด้วย

วันนี้มีผู้ใฝ่การศึกษาท่านหนึ่ง เพื่อนบ้านผมเองมาบอกว่า สมัยนั้นยังไม่มีพุทธบัญญัติว่าด้วยการอยู่จำพรรษามิใช่หรือ การเข้าพรรษาเพิ่งมามีขึ้นหลังจากนั้นหลายปี เนื่องจากมีพระมากขึ้น ท่องเที่ยวไปตามชนบทต่างๆ ในฤดูฝนบ้างก็เหยียบย่ำข้าวกล้าชาวนาเป็นที่ตำหนิติติงของชาวบ้าน พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติให้สาวกของพระองค์อยู่ประจำที่เป็นเวลาสามเดือน อันเรียกว่า จำพรรษา

ผมเห็นจะต้องพูดประโยคเดิมว่า “เออ เข้าทีดี ฝากให้ผู้ใฝ่การศึกษาพิจารณาด้วย”

ต่อไปมาว่าด้วยพระสูตรสำคัญที่ 3 คือ อาทิตตปริยายสูตร หลังจากทรงประทานอุปสมบทแก่ปัญจวัคคีย์แล้ว ก็มีบุตรชายเศรษฐีเมืองพาราณสี ชื่อ ยสะ หนีพ่อแม่มาบวช ยสะนี้ตำราอรรถกถาบอกว่า เป็นบุตรนางสุชาดา ผู้ถวายข้าวมธุปายาสแด่พระพุทธองค์ก่อนตรัสรู้

ผมก็งงๆ ว่า นางสุชาดานั้นอยู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม พุทธคยา เมืองราชคฤห์ ห่างจากป่าอิสิปตนมฤคทายวัน หรือสารนาถปัจจุบันเป็นร้อยๆ กิโล ไฉนจึงว่าอย่างนั้น

ท่านก็บอกต่อไปว่า หลังจากถวายข้าวมธุปายาสแล้วไม่นาน นางก็ย้ายตามสามีซึ่งเป็นนักธุรกิจ มาอยู่ที่เมืองพาราณสี เรื่องนี้เกิดไม่ทัน ไม่มีปัญญาจะเถียงท่าน จำต้องฟังท่าน

เมื่อยสะบวชก็นำพาโยมพ่อโยมแม่มาเป็นอุบาสกคู่แรกที่นับถือพระรัตนตรัย และเพื่อนๆ อีก 4 คนคือ วิมละ สุพาหุ ปุณณชิ และควัมปติ พร้อมบริวารอีก 60 คน ตามมาบวชด้วย ตกลงในช่วงเวลาอันสั้นนี้ ได้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลกจำนวน 60 องค์ พระพุทธองค์จึงทรงสั่งแยกย้ายกันไปเพื่อประกาศพระพุทธศาสนา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ได้เสด็จดำเนินมุ่งหน้าไปยังเมืองราชคฤห์ เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสารตามสัญญาที่ให้ไว้ก่อนตรัสรู้ ระหว่างทางพบมาณพ 30 คน เรียกว่า “ภัททวัคคีย์” กำลังตามไล่ลาโสเภณีคนหนึ่งที่พวกเธอ “หิ้ว” มาปิกนิก สบโอกาสเหมาะคุณโสฯ เธอลักเครื่องถนิมพิมพาภรณ์หนีไป พวกหนุ่มเจ้าสำราญทูลถามว่า พบหญิงสาวคนหนึ่งผ่านมาทางนี้ไหม

พระองค์ตรัสเตือนสติว่า “เที่ยวแสวงหาหญิงสาวทำไม แสวงหาตัวเองให้พบไม่ดีกว่าหรือ”

แล้วทรงแสดงธรรมให้ฟัง ทรงประทานอุปสมบทให้แล้วส่งไปเผยแผ่พระศาสนา หลังจากทรงอบรมสั่งสอนให้ได้บรรลุอรหัตผลแล้ว พระพุทธองค์เสด็จดำเนินต่อไปยังตำบลอุรุเวลา นอกเมืองราชคฤห์

อันเป็นนิเวศสถานของชฎิลสามพี่น้อง

ชฎิล คือนักบวชเกล้าผม พี่ชายใหญ่ชื่อ อุรุเวลกัสสปะ ตั้งอาศรมอยู่ต้นน้ำเนรัญชรา มีบริวาร 500 คน น้องคนกลางชื่อนทีกัสสปะ ตั้งอาศรมอยู่คุ้งน้ำถัดมา มีบริวาร 300 คน ส่วนน้องคนเล็กชื่อ คยากัสสปะ ตั้งอาศรมอยู่ใต้สุด มีบริวาร 200 คน ชฎิลพวกนี้ถือลัทธิบูชาไฟ

พูดถึงตรงนี้ ชาวพุทธทั่วไปก็คงงงเหมือนผมนั่นแหละว่า บูชาไฟคือทำอย่างไร ไฟมันสำคัญอย่างไร จึงต้องบูชามัน ขอแวะตรงนี้สักหน่อย (อาจแวะนานสักนิดนะครับ)

การบูชาไฟเป็นความเชื่อสืบมาแต่แนวคิดที่ว่า เดิมที่มีพระเจ้าผู้สร้างโลกองค์เดียวนามว่า “ปชาบดี” พระองค์ต้องการสร้างโลกสร้างสัตว์ทั้งหลายขึ้น จึงทรงบำเพ็ญตบะและได้ประทานกำเนิดแก่อัคนีเทพเป็นองค์แรก ออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์ (คำ “อัคนี” แปลว่ามีก่อน เกิดก่อน เพี้ยนมาจากคำว่า อัคร) เพราะเหตุที่อัคนีเกิดจากพระโอษฐ์ของปชาบดี จึงเป็นพี่ชายใหญ่ของปวงเทพทั้งปวง และมีหน้าที่เสวยอาหารหรือเครื่องสังเวย

เมื่อพวกพราหมณ์ประกอบพิธีบูชาไฟที่เรียกว่า อัคนิโหตระ (บาลีว่า อัคคิหุตตะ) เขาจะสวดอ้อนวอนอัคนีเทพให้ช่วยเป็นสื่อนำเครื่องสังเวยขึ้นไปถวายพระปชาบดีและทวยเทพบนสวรรค์ แล้วก็ใส่เครื่องสังเวยทั้งหลายลงในไฟ

การใส่เครื่องสังเวยลงในไฟก็เท่ากับว่าได้ใส่ลงในโอษฐ์ของอัคนีเทพ เมื่อเปลวไฟพวยพุ่งขึ้นก็หมายความว่า องค์อัคนีเทพทรงนำเอาเครื่องสังเวยเหล่านั้นขึ้นไปสรวงสวรรค์เมื่อถึงสวรรค์แล้วอัคนีเทพก็จะป้อนเครื่องสังเวยเหล่านั้นแก่พระปชาบดี และเทพอื่นๆ ด้วยปาก ดุจแม่นกป้อนเหยื่อแก่ลูกนกฉะนั้น


ไฟมีบทบาทสำคัญอย่างนี้จึงมีคำสรรเสริญไว้ในคัมภีร์พราหมณ์ว่า

“อัคนิโหตระ (การบูชาไฟ) เป็นประมุขแห่งยัญทั้งหลายการบูชาไฟประเสริฐที่สุดในบรรดาการบูชาทั้งปวง”


ชฎิลสามพี่น้องพร้อมบริวารจำนวนพันก็เชื่อถืออย่างนี้จึงประกอบพิธีบูชาไฟอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อหวังให้จอมเทพและเทพทั้งหลายโปรดปราน

พระพุทธเจ้าเสด็จถึงอาศรมของอุรุเวลกัสสปะ พี่ชายใหญ่ของชฎิลทั้งปวงในเวลาเย็น ทรงขอพักอาศัยสักคืน อุรุเวลกัสสปะไม่อยากให้พักด้วย จึงบอกให้ไปพักที่โรงไฟอันเป็นสถานที่ประกอบพิธีบูชาไฟ ว่ากันว่ามีนาคราช (ก็คงเป็นงูใหญ่) อยู่ “เจองูใหญ่ เดี๋ยวก็เผ่นหนีเอง” แกคงคิดอย่างนี้

รุ่งเช้าขึ้นแกก็พาบริวารมาโรงไฟ เพื่อมาดูว่า สมณะหนุ่มคงเสร็จพญานาคเรียบร้อยแล้ว ที่ไหนได้กลับเห็นพระพุทธองค์ประทับนั่งเป็นสง่าอยู่ พากันมองหาพญานาคว่าไปอยู่เสียที่ใด พระพุทธองค์ทรงเปิดผาบาตรให้พวกเขาดู ต่างก็อุทานด้วยความประหลาดใจ

ทรงใช้อิทธิฤทธิ์ย่อให้มันเล็กนิดขดมะก้องด้องอยู่ในบาตรนั้นแล

(มีต่อ >>>)

เจ้าของ:  sirinpho [ 11 มิ.ย. 2019, 10:49 ]
หัวข้อกระทู้:  อาทิตตปริยายสูตร สรรพสิ่งร้อนเป็นไฟ (เสฐียรพงษ์ วรรณปก)

สรรพสิ่งร้อนเป็นไฟ

พวกชฎิลมีอุรุเวลกัสสปะเป็นหัวหน้าต่างยอมศิโรราบคาบแก้ว (เป็นสำนวน มิได้คาบแก้วจริงๆ) ต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รับฟังพระโอวาทจากพระพุทธองค์สลัดคราบนักบวชเกล้าผมบวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์

บริขารเครื่องใช้ไม้สอยแบบชฎิลก็ถูกโยนทิ้งน้ำหมดว่ากันว่ามีเครื่องแต่งผม ชฎา สาแหรก คาน เครื่องบูชาไฟ น้ำเต้า หนังสือ ไม้สามง่าม ของเหล่านี้ลอยเท้งเต้งมาตามน้ำ

ชฎิลผู้น้อง หรือ “ซือตี๋” เห็นเข้านึกว่าเกิดอันตรายขึ้นแก่ “ซือเฮีย” พร้อมบริวาร จึงพากันขึ้นไปหา รู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็เกิดความเลื่อมใส พากันลอยบริขารลงแม่น้ำเช่นเดียวกัน

“น้องเล็ก” อยู่สุดคุ้งน้ำ นึกว่า “พี่ใหญ่” และ “พี่รอง” ประสบอันตรายจึงพาบริวารขึ้นไปดูก็สละเพศภาวะชฎิลเช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสอง

พระพุทธองค์ทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้ชฎิลสามพี่น้องพร้อมบริวารรวมแล้วมีหนึ่งพันสามรูป แล้วทรงพาภิกษุเหล่านี้ไปยังตำบลคยาสีสะ ประทับอยู่ ณ ที่นั้นชั่วระยะหนึ่ง

เมื่อทรงเห็นว่าสาวกของพระองค์มีความพร้อมแล้ว จึงแสดงอาทิตตปริยายสูตรให้ฟัง

ต่อไปนี้จะขอสรุปเนื้อหาของพระสูตรให้ฟังดังนี้

“ภิกษุทั้งหลาย ทุกสิ่งร้อนเป็นไฟ ทุกสิ่งที่ว่าร้อนเป็นไฟคืออะไรเล่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเป็นไฟ การรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ร้อนเป็นไฟ ความรู้สึกเกิดจากการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ร้อนเป็นไฟ

ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ร้อนเพราะความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ

นี้แหละที่ว่าทุกสิ่งร้อนเป็นไฟ

ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเมื่อรู้เห็นอย่างนี้ ย่อมหน่ายในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หน่ายในการรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หน่ายในสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หน่ายในความรู้สึกเกิดจากการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อหน่ายก็ย่อมคลายกำหนัด

เมื่อคลายกำหนัด จิตก็หลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าชาติสิ้นแล้ว เราได้ประพฤติพรหมจรรย์สมบูรณ์แล้ว (คือได้บรรลุจุดหมายปลายทางแล้ว) ไม่ต้องไปทำอะไรอีกต่อไปแล้ว”


พระสูตรนี้เป็นภาษาบาลี 2 หน้า สรุปข้างต้นก็ยังยาวไป ถ้าจะสรุปให้สั้นง่ายแก่การจำจะได้ดังนี้

“ทุกอย่างร้อนเป็นไฟ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเป็นไฟ การรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเป็นไฟ สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเป็นไฟ ร้อนด้วยไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ร้อนด้วยชาติ ชรา มรณะ ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กายทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ อริยสาวกรู้เห็นเช่นนี้ ย่อมหน่าย คลายกำหนัด ไม่ยึดมั่นถือมั่น มีจิตหลุดพ้นและรู้ว่าตนได้สิ้นภพสิ้นชาติ บรรลุเป้าหมายสูงสุดของพรหมจรรย์ ไม่ต้องทำอะไรอีกต่อไปแล้ว”

เมื่อทรงเทศน์จบลง อดีตชฎิล 1,003 รูปก็บรรลุพระอรหัต (อย่าแก้เป็น “อรหันต์” เพราะในที่นี้เป็นคำนามที่หมายถึง “ภาวะของพระอรหันต์”) พร้อมกัน เป็นอันว่าด้วยระยะเวลาอันสั้น พระพุทธองค์ทรงได้สาวกจำนวนพัน มากพอที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างขวางภายในเวลาอันรวดเร็ว

มีข้อที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ พระพุทธเจ้าทรงทราบนิสัย (ความเคยชิน) อุปนิสัย (แวว) และอธิมุติ (ความถนัด) ของผู้ฟังเทศน์ จึงทรงเลือกเรื่องแสดงให้เหมาะกับนิสัย อุปนิสัย และอธิมุติของผู้ฟัง เพราะเหตุนี้เองเวลาทรงแสดงธรรมให้ใครฟัง คนคนนั้นจึงบรรลุธรรมทันทีเป็นที่น่าอัศจรรย์

อย่างพวกชฎิลนี้ วันๆ ก็หมกมุ่นอยู่แต่กับการบูชาไฟหายใจเข้าก็บูชาไฟ หายใจออกก็บูชาไฟ ว่าอย่างนั้นเถอะย่อมมีประสบการณ์เกี่ยวกับความร้อน เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสประโยคแรกว่า

“สพฺพํ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ ภิกษุทั้งหลาย ทุกสิ่งทุกอย่างร้อนเป็นไฟ”

เท่านั้น พวกนี้ก็หูผึ่ง

“เอ มันมีแต่ไฟเท่านั้นที่ร้อน ทำไมพระองค์บอกว่าร้อนไปหมดทุกอย่าง” ชักเกิดความอยากรู้ขึ้นมาทันที

พระพุทธองค์ก็ทรงรู้ความในใจของพวกเธอ จึงตรัสยั่วให้กระหาย ใคร่รู้มากขึ้นว่า

“กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ อาทิตฺตํ ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าที่ว่าทุกสิ่งร้อนเป็นไฟ”

ทรงเว้นระยะชั่วขณะยิ่งเร้าให้พวกเธออยากรู้ไวๆ “นั่นสิอะไรล่ะ”

“จกฺขํ อาทิตฺตํ...ตาร้อนเป็นไฟ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเป็นไฟ...”

พระองค์ตรัสต่อไป ค่อยๆ ขยาย ค่อยๆ อธิบายทีละนิดๆ พวกเธอก็ฟังเพลินจนกระทั่งเกิดญาณหยั่งรู้ในที่สุด

ที่บ่นกันว่าฟังพระเทศน์ ฟังผู้รู้ทางศาสนาเทศน์หรือบรรยายธรรมไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็เพราะผู้เทศน์ผู้บรรยายไม่คำนึงถึงประสบการณ์ ภูมิหลังของผู้ฟัง ตนถนัดเรื่องอะไรก็พูดแต่แม่น้ำคงคา เมืองพาราณสีของพระเจ้าพรหมทัตโน่น แล้วใครมันจะมองเห็นภาพ

ใช่หรือเปล่า


:b8: :b8: :b8: คัดเนื้อหามาจาก...
:b42: ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร กงล้อแห่งความจริงอันประเสริฐ

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=57701

:b50: เขาพรหมโยนี หรือ เขาคยาสีสะ
สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง “อาทิตตปริยายสูตร”

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=44908

:b50: อาทิตตปริยายสูตร : พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=48164

เจ้าของ:  น้องพลอย [ 22 ก.ค. 2019, 13:21 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (อ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก)

Kiss
:b8: :b8: :b8:

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/