วันเวลาปัจจุบัน 18 มิ.ย. 2019, 04:00  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2014, 14:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3439


 ข้อมูลส่วนตัว


- การขอนิสัย -

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติให้พระภิกษุใหม่ (๑-๕ พรรษา) ต้องถือนิสัย
คือการอยู่ภายใต้การปกครองควบคุมดูแลของพระอุปัชฌาย์หรืออาจารย์
เพื่ออาศัยให้ท่านช่วยแนะนำสั่งสอน หลวงพ่อเห็นว่าเป็นวิธีที่ดี
ที่สร้างความเคารพความผูกพันฉันบุตรกับบิดาระหว่างศิษย์และอาจารย์
และเป็นข้อย้ำเตือนไม่ให้ภิกษุท่องเที่ยวไปตามอำเภอใจ โดยไม่ยึดถือใครเป็นอาจารย์
ปกติพระภิกษุ สามเณร ขอนิสัยจากครูบาอาจารย์เมื่อได้มาอยู่กับท่านใหม่ๆ
และคณะสงฆ์ทั้งหมดต้องขอนิสัยจากเจ้าอาวาสร่วมกันในวันเข้าพรรษา
และอีกโอกาสหนึ่งก็คือในเมื่อพระอาคันตุกะได้รับอนุญาตเข้าหมู่สงฆ์แล้ว
ในการขอนิสัยนั้นผู้ขอถวายเครื่องสักการะอันประกอบด้วยดอกไม้ธูปเทียน
แล้วกล่าวคำภาษาบาลีเริ่มด้วย อาจริโย เม ภันเต โหหิ
ซึ่งเป็นการแสดงตัวว่าพร้อมที่จะอยู่ในโอวาทและรับฟังคำว่ากล่าวตักเตือนทุกประการ

ตามพระวินัยบัญญัติ พระผู้มีอายุพรรษาห้าขึ้นไป
และมีความรู้ในพระธรรมวินัยพอรักษาตัวได้
คือรู้จักอาบัติ รู้จักอาบัติหนักอาบัติเบา รู้ทางออกจากอาบัติ ฯลฯ
พระรูปนั้นไม่จำเป็นต้องขอนิสัย ท่านมีชื่อว่า นิสยมุตตกะ (ผู้พ้นจากนิสัย)
แต่อย่างไรก็ตามหลวงพ่อเคยอบรมไว้ว่า

“ถึงแม้องค์ใดเป็นนิสัยมุตก์ คือพ้นนิสัยไปแล้ว เป็นต้น
พระที่ท่านสังวรสำรวม เคารพคารวะ ไม่ประมาท
ท่านยังขอนิสัยอยู่เรื่อยไป ก็เหมือนกับพ่อแม่ของเรา
ถึงแม้ว่าเราโตแล้ว หัวหงอกแล้ว เป็นต้น
ก็ยังคงเคารพพ่อเคารพแม่อยู่ตลอดเวลานั่นเอง”



- การขอขมา -

เมื่อพระจะลาไปจากสำนักที่อาศัยอยู่ หรือออกไปธุดงค์
ตามแบบแผนธรรมเนียมที่ดีงาม ต้องมาขอขมาต่อผู้เป็นครูบาอาจารย์
เพื่อเป็นการแสดงอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
ในสิ่งที่อาจได้เคยทำล่วงเกินกันมาทางกาย วาจา ใจ
พระอาจารย์เลี่ยม (เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง องค์ปัจจุบัน)
ได้อธิบายถึงเรื่องการขอขมาเอาไว้ว่า

“การขอขมาลาโทษนั้น ปราชญ์ทั้งหลายถือว่าเป็นการลบสิ่งไม่ดีออกจากใจ
ในบางครั้งเราอาจจะประมาทพลาดพลั้ง หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้เกิดอกุศลจิตขึ้น
เมื่ออยากให้สิ่งเหล่านี้ลบเลือนคลี่คลายหายไป จึงประกอบพิธีนี้ขึ้น
เพื่อทำให้เกิดอโหสิกรรม อันนี้ถือว่าเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม
เพราะจะได้ไม่มีนิวรณ์ครอบงำ หมดความหวาดระแวงแคลงใจ
ทำให้เกิดความผ่องใส ความสบาย จะอยู่ก็มีความรู้สึกสบาย
จะออกไปก็มีความรู้สึกสบาย การขอขมาโทษจึงเป็นประเพณีที่ดีงาม
แม้แต่พระอริยสาวกท่านก็ยังกระทำกันไม่ขาด
เพื่อเป็นตัวอย่าง เป็นแนวทางแก่กุลบุตรลูกหลาน”



พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี
จากหนังสืออุปลมณี หน้า ๑๖๘-๑๗๐
:b8: :b8: :b8:

:b44: ประเพณีการขอขมาคารวะ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=23&t=30082

:b44: ความเข้าใจเรื่อง ๕ พรรษาของพระบวชใหม่
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=30&t=48465


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2014, 23:34 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 พ.ค. 2012, 02:09
โพสต์: 456


 ข้อมูลส่วนตัว


......อนุโมทนาแล้ว...ๆๆ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร