ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

เหตุใด “วันมาฆบูชา” จึงเป็นวันแห่งความรักทางพระพุทธศาสนา
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=23&t=20318
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  webmaster [ 29 ม.ค. 2009, 10:05 ]
หัวข้อกระทู้:  เหตุใด “วันมาฆบูชา” จึงเป็นวันแห่งความรักทางพระพุทธศาสนา

รูปภาพ

เหตุใด “วันมาฆบูชา”
จึงเป็น “วันแห่งความรักทางพระพุทธศาสนา”


ความรักเป็นอำนาจอย่างหนึ่งในจิตใจมนุษย์
ที่มีอิทธิพลมากมายและสามารถก่อให้เกิดอารมณ์อันหลากหลาย
ที่ตรงกันข้ามกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ ความยินดี
ความซึมเศร้า ความเฉื่อยชา และความกระตือรืนร้น

กวีบางคนบอกว่า

ความรักทำให้โลกหมุน ทำให้คนชั่วกลับกลายเป็นคนดี
ความรักบันดาลได้มากมาย


ที่สำคัญ ความรักมิได้มีความหมายเพียง
ความรักระหว่างหนุ่มสาวเท่านั้น
แต่ยังครอบคลุมไปถึงความรักระหว่างพ่อแม่กับลูก
อาจารย์กับศิษย์ เพื่อนฝูงต่อเพื่อนฝูง
รวมไปถึงความรักที่มนุษย์มีต่อมวลมนุษย์
และสิ่งต่างๆ ที่อยู่ร่วมโลกเดียวกันอีกด้วย

และเพราะ “ความรัก”
มีความหมายที่กว้างขวาง ไร้ขอบเขตอันจำกัด
อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทุกชาติทุกภาษา
อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขนี่เอง


หลายๆ คนจึงถือว่า “วันมาฆบูชา”
อันเป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง
เป็น “วันแห่งความรัก”
ทั้งนี้ เนื่องจากวันดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์พิเศษที่เรียกว่า
“จาตุรงคสันนิบาต” ขึ้น

และเป็น วันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ประกาศหลักการและอุดมการณ์แห่งพระพุทธศาสนา
อันมีเนื้อหาหลักว่าด้วยการส่งเสริมให้มวลมนุษย์
ตั้งมั่นในการทำความดี ละความชั่ว ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

นั่นก็คือ ทรงสอนให้ทุกคนมีความรักอันยิ่งใหญ่
เป็นรักที่ไม่เห็นแก่ตัว
เพราะสอนให้รู้จักรัก และเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก
โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำพระธรรมคำสั่งสอนดังกล่าวไปเผยแผ่


รูปภาพ

คำว่า “มาฆบูชา” หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนมาฆะ คือ เดือน ๓
หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงในคืนขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ นั่นเอง

เหตุที่พุทธศาสนิกชนถือว่า “วันมาฆบูชา” เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
ก็เพราะในวันนี้ ในสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วได้ ๙ เดือน
(นับแต่วันวิสาขบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖) ขณะที่เสด็จประทับอยู่ที่วัดเวฬุวัน
(อันเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา) ณ เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธนั้น

พระสงฆ์สาวกที่พระพุทธองค์ได้ส่งออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ตามเมืองต่างๆ ได้พร้อมใจกันกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า
โดยมิได้นัดหมายกันถึง ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งถือว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ยิ่ง
เพราะสมัยโบราณที่ไม่มีการสื่อสารโทรคมนาคม
การนัดหมายคนจำนวนมาก
ที่อยู่คนละทิศคนละทางให้มาพบกันหรือประชุมกันที่ใดที่หนึ่ง
เป็นเรื่องที่ยากและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย


โดยเฉพาะการมาของพระพุทธสาวกเหล่านี้
ถือว่าเป็นการมาประชุมพิเศษที่ประกอบด้วยองค์ ๔
อันเป็นที่มาของการเรียกวันนี้อีกอย่างว่า
“วันจาตุรงคสันนิบาต” นั่นคือ

(มีต่อ)

เจ้าของ:  webmaster [ 29 ม.ค. 2009, 10:05 ]
หัวข้อกระทู้: 

รูปภาพ

๑. เป็นวันมาฆปูรมี คือ วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือนมาฆะ (เดือน ๓)
จึงเรียกว่า “วันมาฆบูชา”

๒. พระภิกษุที่มาประชุมในวันนั้นมีจำนวนถึง ๑,๒๕๐ รูป

๓. พระภิกษุที่มาประชุมนี้ ล้วนเป็นพระอรหันต์ที่สำเร็จอภิญญา ๖

กล่าวคือเป็นผู้มีความรู้อันยอดยิ่ง ๖ ประการ ได้แก่
แสดงฤทธิ์ได้ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติได้ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้
และมีญาณหยั่งรู้ในธรรมอันเป็นที่สิ้นแห่งกิเลสทั้งหลาย

๔. พระภิกษุเหล่านี้ ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา

หมายถึง ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง

การประชุมที่ประกอบด้วยความพิเศษ ๔ ประการข้างต้นนี้
เกิดขึ้นใน “วันมาฆบูชา” นี้เป็นครั้งแรก
และเป็นเพียงครั้งเดียวในสมัยพุทธกาล
เมื่อพระองค์ยังทรงพระชนมชีพอยู่

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงเห็นเป็นโอกาสเหมาะ
ที่จะแสดงโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นการประกาศหลักการ อุดมการณ์
และวิธีการปฏิบัติในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้นำไปใช้ได้ในทุกสังคม

ซึ่งหลักธรรมคำสอนดังกล่าว
จะเรียกว่าเป็น ธรรมนูญแห่งพุทธศาสนา
หรือ หัวใจของพุทธศาสนา ก็ได้

ในหนังสือวันสำคัญฯ ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
ได้กล่าวถึงหลักธรรมที่ว่านี้ว่าแบ่งเป็น ๓ ส่วน

คือ เป็นหลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ และวิธีการ ๖ ซึ่งสรุปได้ ดังนี้

หลักการ ๓

หมายถึง สาระสำคัญที่ควรยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ ได้แก่

๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง

ด้วยการไม่ประพฤติชั่วทั้งกาย วาจาและใจ
เช่น ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ลักขโมย ไม่ผูกพยาบาท

๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม

ด้วยการทำความดีทุกอย่างทั้งกาย วาจาและใจ
เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่โลภมาก และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

๓. การทำจิตใจให้ผ่องใส

ด้วยการละบาปทั้งมวล ทำใจให้ปราศจากกิเลส
ความโลภ โกรธ หลง ถือศีล
และบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา

รูปภาพ

อุดมการณ์ ๔

หมายถึง หลักการที่ทรงวางไว้
เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ได้แก่

๑. ความอดทน

ให้มีความอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจาและใจ

๒. ความไม่เบียดเบียน

ให้งดเว้นจากการทำร้าย รบกวนหรือเบียดเบียนผู้อื่น

๓. ความสงบ

คือ การปฏิบัติตนให้สงบทั้งกาย วาจาและใจ และ

๔. นิพพาน

คือ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพุทธศาสนา

ที่จะเกิดขึ้นได้จากการดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ ๘
ได้แก่ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ
การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ
ความระลึกชอบ และความตั้งใจมั่นชอบ

วิธีการ ๖

ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติได้แก่

๑. ไม่ว่าร้าย

คือ ไม่กล่าวให้ร้ายผู้อื่น

๒. ไม่ทำร้าย

คือไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าผู้อื่น

๓. สำรวมในปาติโมกข์

คือการเคารพระเบียบ กติกา กฏหมาย
และขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของสังคม

๔. รู้จักประมาณ คือ รู้จักพอดี พอกิน พออยู่

หรือจะกล่าวแบบปัจจุบันว่าถือหลักเศรษฐกิจพอเพียงก็ได้

๕. อยู่ในสถานที่ที่สงัด

คืออยู่ในสถานที่ที่สงบ และมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

๖. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ

คือการฝึกหัดชำระจิต หมั่นทำสมาธิภาวนา

(มีต่อ)

เจ้าของ:  webmaster [ 29 ม.ค. 2009, 10:08 ]
หัวข้อกระทู้: 

รูปภาพ

จะเห็นได้ว่าธรรมะที่พระพุทธองค์ตรัสสั่งสอนนี้
ล้วนมีความหมาย และความสำคัญต่อการดำรงชีวิต

ไม่เพียงแต่ผู้อยู่ในเพศบรรพชิตที่บวชเรียนเท่านั้น
คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน และฆราวาสอย่างพวกเราทุกคน
ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น ในโอกาสที่ วันมาฆบูชา จะเวียนมาบรรจบอีกครั้ง
ใน วันศุกร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ นี้

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้ใช้วันนี้
เป็น “วันแห่งความรัก”

ด้วยการ “ตามรอยพระพุทธองค์”
มอบความรัก ความเมตตาต่อตนเอง ครอบครัว คนรอบข้าง
และเพื่อนร่วมโลกทั้งหลาย


โดยการประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ว่าจะเป็นการพูดดี คิดดี ทำดี
ไม่คิดร้ายทำลายผู้อื่นทั้งกาย วาจา และใจ เพียงเท่านี้
สังคมทุกแห่งก็จะเกิดสงบสุข และโลกเราก็จะบานสะพรั่งด้วย
ความรักสีขาว ที่สะอาด บริสุทธิ์ และปลอดพิษภัย


รูปภาพ

:b8: :b8: :b8:

ที่มา : อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

:b8: :b16: นำมาจากบอร์ดเก่า โพสต์โดย คุณกุหลาบสีชา

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=14870

:b39: :: รวมกระทู้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ “วันมาฆบูชา”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=23&t=45501

:b44: วันมาฆบูชา
วันแห่งความรักที่สูงส่งบริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนา

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=23&t=20315

:b44: มาฆบูชา รักแท้นั้นไซร้อยู่ใกล้แค่ใจเรา
:: พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=23&t=47291

เจ้าของ:  บัวไฉน [ 11 มี.ค. 2009, 11:36 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เหตุใด “วันมาฆบูชา” จึงเป็นวันแห่งความรักทางพระพุทธศาสนา

อ้างถึง-
:b18: เพราะ “ความรัก”
มีความหมายที่กว้างขวาง ไร้ขอบเขตอันจำกัด
อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทุกชาติทุกภาษา
อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขนี่เอง


:b8: หลายๆ คนจึงถือว่า “วันมาฆบูชา”
อันเป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง
เป็น “วันแห่งความรัก”
ทั้งนี้ เนื่องจากวันดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์พิเศษที่เรียกว่า
“จาตุรงคสันนิบาต” ขึ้น


:b39: อนุโมทนาบุญ ด้วยจ้า

เจ้าของ:  ลูกหว้า [ 02 ก.พ. 2016, 11:39 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เหตุใด “วันมาฆบูชา” จึงเป็นวันแห่งความรักทางพระพุทธศาสนา

Kiss

เจ้าของ:  Duangtip [ 31 ม.ค. 2019, 12:09 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เหตุใด “วันมาฆบูชา” จึงเป็นวันแห่งความรักทางพระพุทธศาสนา

:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:

เจ้าของ:  AAAA [ 17 ก.พ. 2019, 13:32 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เหตุใด “วันมาฆบูชา” จึงเป็นวันแห่งความรักทางพระพุทธศาสนา

4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/