วันเวลาปัจจุบัน 18 ส.ค. 2019, 00:22  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ม.ค. 2010, 22:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

การฝึกซ้อมสติปัญญากับความเจ็บป่วย
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
วัดป่าบ้านตาด จ. อุดรธานี


การฝึกซ้อมสติปัญญากับความเจ็บป่วยคือ
ต้องพิจารณาทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
ด้วยสติปัญญาอย่างเข้มแข็งและแหลมคม
ไม่เช่นนั้นก็แก้ทุกขเวทนาไม่ได้
ไข้ไม่สร่างไม่หายได้เร็วกว่าธรรมดาที่ควรเป็นได้


ผู้ที่สติปัญญาผ่านทุกขเวทนาในเวลาเป็นไข้ไปได้อย่างอาจหาญ
ย่อมได้หลักยึดทั้งเวลาปกติและเวลาเจ็บไข้ได้ทุกข์
ตลอดเวลาจวนตัวจริงๆ ไม่ท้อแท้อ่อนแอและเสียทีในวาระสุดท้าย
เป็นผู้กำชัยชนะในทุกขสัจไว้ได้อย่างประจักษ์ใจ
และอาจหาญต่อคติธรรมดาคือ ความตาย


การรู้ทุกขสัจด้วยสติปัญญาจริงๆ ไม่มีการอาลัยในเวลาต่อไป
จิตยึดความจริงที่เคยพิจารณารู้แล้วเป็นหลักในใจตลอดไป
เมื่อถึงคราวจวนตัวเข้ามา สติปัญญาประเภทนั้นจะเข้ามาเทียมแอก
เพื่อลากค้นทุกข์ด้วยการพิจารณาให้ถึง ความปลอดภัยทันที
ไม่ยอมทอดธุระนอนจมทุกข์อยู่ดังแต่ก่อนที่ยังไม่เคยกำหนดรู้ทุกข์เลย
แต่สติปัญญาประเภทนี้จะเข้าประชิดข้าศึกทันที

กิริยาท่าทางภายนอกก็เป็นเหมือนคนไข้ทั่วไป
คือมีการอิดโหยโรยแรงเป็นธรรมดา
แต่กิริยาภายในคือใจกับสติปัญญาจะเป็นลักษณะทหารเตรียมออกแนวรบ
ไม่มีการสะท้านหวั่นไหวต่อทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นมากน้อยในขณะนั้น
มีแต่การค้นหามูลความจริงของ กาย เวทนา จิต ธรรม
ซึ่งเป็นที่รวมแห่งทุกข์ในขณะนั้นอย่างเอาจริงเอาจัง
ไม่กลัวว่าตนสู้หรือทนทุกข์ไม่ไหว
กลัวแต่สติปัญญาจะไม่รู้รอบทันกับเวลาที่ต้องการเท่านั้น
การพิจารณาธรรมของจริงมีทุกขสัจเป็นต้น


กับผู้ต้องการรู้ความจริงอยู่อย่างเต็มใจที่เคยรู้เห็นมาแล้วนั้น
ท่านไม่ถือเอาความลำบากมาเป็นเครื่องกีดขวางทางเดินให้เสียเวลา
และทำความ อ่อนแอแก่ตนอย่างไร้ประโยชน์ที่ควรจะได้เลย

มีแต่คิดว่าทำอย่างไรจึงจะรู้ประจักษ์ขึ้นมาในปัจจุบัน
ไม่พ้นสติปัญญาศรัทธาความเพียรไปได้


เมื่อรู้ความจริงแล้ว ทุกข์ก็จริง กายก็จริง ใจก็จริง
ต่างอันต่างจริงไม่มีอะไรรังควานรังแกบีบคั้นกัน

สมุทัยที่ก่อเหตุให้เกิดทุกข์ก็สงบลง
ไม่คิดปรุงว่ากลัวตายหรือไข้ไม่หาย
อันเป็นอารมณ์เขย่าใจให้ว้าวุ่นขุ่นมัวไป เปล่าๆ


เมื่อสติปัญญารู้รอบแล้ว ไข้ก็สงบลงในขณะนั้น
หรือแม้ไข้ยังไม่สงบลงในขณะนั้น แต่ไม่กำเริบรุนแรงต่อไป
และไม่ให้ใจให้เกิดทุกขเวทนาไปด้วย
ที่เรียกว่าป่วยกายป่วยใจกลายเป็นไข้สองซ้อน


เพราะคำว่าธรรมแล้วเหตุกับผลลงกันได้
จึงจะเรียกว่า สวากขาตธรรม ตามที่ประทานไว้


:b8: :b8: :b8:

(ที่มา "ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ" โดย พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี., พ.ศ. ๒๕๓๘. หน้า ๒๕๘-๒๕๙).


แก้ไขล่าสุดโดย กุหลาบสีชา เมื่อ 26 ม.ค. 2010, 00:08, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร