ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

ช้างไทย.......ตามตำนาน.
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=26527
หน้า 1 จากทั้งหมด 2

เจ้าของ:  เพลิง. [ 27 ต.ค. 2009, 15:14 ]
หัวข้อกระทู้:  ช้างไทย.......ตามตำนาน.

รูปภาพ

ช้างเผือก และ ช้างสำคัญแห่งแผ่นดินไทย … จากโรงช้างต้น สู่วิถีธรรมชาติ

ช้าง … นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นสัตว์บกที่ถือครองสถิติ “ใหญ่ที่สุดในโลก” แล้ว สำหรับสังคมไทยเรา ช้าง ยังคงดำรงสถานะความเป็น “มงคล” ต่อสังคมและประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ช้าง” ยังเป็นหนึ่งใน “สัปตรัตนะ” หรือ “แก้ว 7 ประการ” อันเป็นสัญลักษณ์แห่งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิอีกด้วย

สำหรับ รัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชนั้น ด้วยพระบารมีของพระองค์ทำให้ในแผ่นดินนี้มีช้างเผือกและช้างสำคัญมาสู่พระ บารมีมากที่สุดถึง 20 ช้าง และในขณะนี้ยังคงยืนโรงอยู่ถึง 11 ช้าง และด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเล็งเห็นแล้วว่า การนำช้างไปใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติจะเป็นผลดีต่อสุขภาพช้างสำคัญเหล่านี้ จึงได้โปรดเกล้าฯให้นำช้างสำคัญทั้งหมดไปยืนโรง ณ โรงช้างต้นที่จังหวัดลำปางและสกลนคร อันเป็นพระมหากรุณาอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อช้างสำคัญเหล่านั้น

“ช้างต้น” มงคลจักรพรรดิ

น.สพ.ม.ล. พิพัฒ นฉัตร ดิศกุล นายสัตวแพทย์ประจำสำนักพระราชวังให้ข้อมูลถึงศุภลักษณะ หรือ ลักษณะอันดีแห่งช้างมงคลว่า จะต้องมีคา ขนหาง ขนรอบตัว เล็บ เพดานปาก ผิว และอัณฑโกศ (อวัยวะเพศ) เป็นสีขาว หรือสีหม้อดินใหม่ ตามคติความเชื่อ ซึ่งจะเรียกว่า “ช้างเผือก”

ช้างเผือกแบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ ช้างเผือกเอก ช้างเผือกโท และช้างเผือกตรี … พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ หรือที่เรียกกันว่า “คุณพระเศวตใหญ่” ที่มาสู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี้ เป็นช้างเผือกโท

“ช้างต้น” ในราชวงศ์จักรี มีดังนี้

ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มี 11 ช้าง

ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มี 5 ช้าง

ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มี 11 ช้าง

ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มี 12 ช้าง

ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มี 19 ช้าง

ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มี 1 ช้าง

ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มี 1 ช้าง

สำหรับ ในแผ่นดินรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชนั้น ถือว่าเป็นแผ่นดินที่มีช้างต้นมาสู่พระบารมีมากที่สุดถึง 20 ช้างด้วยกัน ในจำนวนนั้นมีช้างสำคัญ หรือ ช้างที่มีลักษณะมงคล 7 ประการ ซึ่งได้เข้าพระราชพิธีขึ้นระวางพระราชทานนามเป็นช้างเผือกจำนวน 10 ช้าง ล้ม (ตาย) ไปแล้ว 4 เหลือ 6 ช้าง และถ้านับรวมกับช้างประหลาด หรือช้างที่มีลักษณะมงคลบางประการ บวกรวมเข้ากับช้างที่สำคัญที่ยังไม่ได้เข้าพระราชพิธีขึ้นระวาง ปัจจุบันนี้ มีช้างต้นจำนวน 11 ช้าง ซึ่งมีรายนามดังต่อไปนี้

1. พระ เศวตอดุลยเดชพาหน ภูมิพลนวนาถบารมี ทุติยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกมลาสนวิศุทธวงศ์ สรรพมงคลลักษณคเชนทราชาติ สยามราษฎรสวัสดิประสิทธิ์ รัตนกุญชรนิมิตบุญญาธิการปรมินทรบพิตร สารศักดิ์เลิศฟ้า … ชื่อเดิม คือ พลายแก้ว เป็นช้างพลายเผือกโท เป็นลูกช้างเถื่อน น้อมเกล้าฯถวายเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501 ณ โรงช้างต้น เขาดินวนา (สวนสัตว์ดุสิต) เป็นช้างสำคัญในตระกูล “พรหมพงศ์” จำพวก “อัฏฐทิศ” ชิ่อ “กุมุท” สมโภชขึ้นระวาง ณ โรงช้างต้น พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 … ปัจจุบัน นำไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเคลื่อนย้ายคุณพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เมื่อวันที่ 17-18 มีนาคม 2547 และประกอบพระราชพิธีสมโภชโรงช้างต้น เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2547

2. พระเศวตสุทธวิลาศ อัฏฐคชชาต พิษณุพงศ์ ดำรงประภาพมหิมัน ตามรพรรณไพศิษฏ์ ผลิตวรุตตมงคล ดาสศุภผลสวัสดิวิบุล อดุลยลักษณ์เลิศฟ้า … เป็นช้างพลายเผือก (สีดอ) เป็นลูกเถื่อน ชื่อเดิมคือ “พลายบุญรอด” เป็นช้างสำคัญในตระกูล “พิษณุพงศ์” จำพวก “อัฏฐทิศ” จำพวก “ดามพหัสดินทร์” จมื่นศิริ วังรัตน์ เป็นผู้ตรวจคชลักษณ์ สมโภชขึ้นระวาง ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2520 … ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ โรงช้างศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

3. พระวิมลรัตนกิริณี กมุทศรีพรรณโศภิต อัฏฐทิศพงศ์กมลาสน์ อรรคราชทิพยพาหน ถกลกิตติคุณกำจร อมรสารเลิศฟ้า … เป็นช้างพัง ลูกเถิ่อน ชื่อเดิม “ขจร” ถวายเป็นช้างสำคัญในตระกูล “พรหมพงศ์” จำพวก “อัฏฐทิศ” ชิ่อ “กุมุท” จมื่นศิริ วังรัตน์ เป็นผู้ตรวจคชลักษณ์ สมโภชขึ้นระวาง ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2520 … ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เมื่อประมาณ พ.ศ. 2538

4. พระศรีนรารัฐราชกิริณี จิตรวดี โรจนสุวงศ์ พรหมพงศ์อัฎฐทิศพิศาล พิเสฐ ธารธรณิพิทักษ์คุณารักษ กิตติกำจร อมรสารเลิศฟ้า … เป็นลูกช้างพังลูกเถื่อน ชื่อเดิมภาษาพื้นเมืองว่า “จิ” ต่อมาเรียกว่า “จิตรา” น้อมเกล้าฯถวายเมื่อ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2520 เป็นช้างสำคัญในตระกูล “พรหมพงศ์” จำพวก “อัฏฐทิศ” ชิ่อ “อัญชัญ” ประกอบพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างสำคัญ ณ โรงช้างต้น จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2520

5. พระเศวตภาสุรเคชนทร์ นวเมนทราพาหน สุทธวิมลวิษณุพงศ์ คุณธำรงดามพหัสดินทร์ สุพัชรินทร์อนันตพล คชมงคลเลิศฟ้า … เป็นลูกช้างพลายลูกเถื่อน ชื่อเดิม “ภาศรี” เป็นช้างสำคัญในตระกูล “พรหมพงศ์” จำพวก “อัฏฐทิศ” ชิ่อ “ดามพหัสดินทร์” จมื่นศิริ วังรัตน์ เป็นผู้ตรวจคชลักษณ์ สมโภชขึ้นระวาง ณ โรงพิธี จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ โรงช้างศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

6. พระเทพวัชระ ดามพหัสดีพิษณุพงศ์ โสติธำรงวิสุทธิลักษณ์ อำนรรฆคุณสบสกนธ์ วิมลสานโสภิต พิบูลกิตติ์เลิศฟ้า … เป็นลูกช้างพัง ชื่อเดิม “ขวัญตา” เป็นช้างสำคัญในตระกูล “พิษณุพงศ์” จำพวก “อัฏฐทิศ” จำพวก “ดามพหัสดินทร์” จมื่นศิริ วังรัตน์ เป็นผู้ตรวจคชลักษณ์ สมโภชขึ้นระวาง ณ โรงพิธี จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เมื่อ พ.ศ. 2538

7. ช้างพลาย “วันเพ็ญ” น้อมเกล้าฯถวาย เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2521 ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ โรงช้างศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

8. ช้างพลายชื่อ “ยอดเพชร” เป็นช้างที่เกิดในตระกูล พรหมพงศ์” จำพวก “อัฏฐทิศ” ชิ่อ“กุมุท” ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ โรงช้างศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ปัจจุบันอายุประมาณ 28 ปี

9. ช้างพลายชื่อ “ขวัญเมือง” เป็นช้างที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของจังหวัดเพชรบุรี จมื่นศิริ วังรัตน์ เป็นผู้ตรวจคชลักษณ์ ปรากฏว่าเป็นช้างในตระกูล พรหมพงศ์” จำพวก “อัฏฐทิศ” ชิ่อ“อัญชัญ” จัดพิธีถวาย ณ มุขตะวันออก พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2523 ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ โรงช้างศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

10. “พังมด” เป็นช้างพังลูกเถื่อน น้อมเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2522 ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร

11. พลาย “ทองสุก” เกิดเมื่อประมาณปี 2514 เป็นช้างที่เกิดในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ปัจจุบันอายุประมาณ 34 ปี

พระมหากรุณาธิคุณต่อช้างไทย

น.สพ.ม.ล. พิพัฒ นฉัตร กล่าวถึงการดูแลช้างสำคัญว่า ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเล็งเห็นว่าพระราชวังสวนจิตรลดานั้น มีหน่วยงานตามพระราชดำริมากขึ้น ทำให้ไม่มีบริเวณเพียงพอให้ช้างได้เดินออกกำลังที่เพียงพอ จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ย้ายช้างสำคัญเหล่านี้ไปอยู่ในโรงช้างหลวงที่ จังหวัดลำปางและสกลนคร เพื่อให้ช้างเดินออกกำลังกาย และทดลองใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ โดยมีผู้ดูแลช้างสำคัญทุกช้าง

โดย ช่วงแรกย้ายไปไม่กี่ช้างก่อน และให้มีการถวายรายงานการปรับตัวของช้างเป็นประจำ จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายปี จึงสามารถย้ายได้ทั้งหมด 10 ช้าง ส่วน คุณพระเศวตใหญ่ฯนั้น ได้ถูกนำไปไว้ในพระราชวังไกลกังวล หัวหิน ตามพระราชประเพณีที่ช้างเผือกสำคัญประจำรัชกาลจะต้องอยู่ใกล้พระเจ้าแผ่นดิน เพื่อความเป็นมงคล

ส่วนการดูแลนั้นจะเป็นไปตามตารางที่ค่อนข้างจะเป็นกิจวัตรประจำที่เหมือนกันทุกวัน ก็คือตอนเช้า 7 นาฬิกา ควาญจะนำช้างออกจากโรงช้างไปฝึกเข้าแถว ฝึกยืนนิ่งๆ นั่งนิ่งๆ หมอบนิ่งๆ ฝึกทำความเคารพโดยการยกงวงขึ้นจบ ฝึกรับของจากพระหัตถ์

“จากนั้นประมาณ 8 โมงกว่าๆ ก็จะปล่อยเข้าป่า โดยจะปล่อยโซ่ยาว 50 เมตรเพื่อให้เดินไปหากินในป่าได้ กระทั่งบ่ายสองโมงครึ่งก็นำออกจากป่า พาไปเล่นน้ำประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำไปอาบน้ำหน้าโรงเรือน ในส่วนของการอาบน้ำถ้าเป็นของโบราณจริงๆ เราใช้มะขามเปียกถูแทนสบู่ แต่ตอนนี้เราใช่สบู่เหลวเด็กอาบเพื่อจะได้ไม่กัดผิวหนังของช้าง”

“จาก นั้นอาบน้ำเสร็จก็พาเข้าโรงเรือน ทอดหญ้าให้น้ำ เป็นอันจบกิจวัตร พอเช้าก็ทำแบบนี้ใหม่ และในเรื่องของอาหารนั้น ช้างจะกินอาหารประมาณ 10% ของน้ำหนักตัว ดังนั้นใน 1 วัน จะกินอาหารเฉลี่ยตัวละ 200 – 250 กิโลกรัม โดยอาหารก็จะเป็นพวกหญ้า กล้วยประมาณ30-40หวี อ้อย 5-10ลำยาว และจะมีพวกอาหารเสริมและเกลือแร่ด้วย”

และ เมื่อถามถึงการดูแลตรวจสุขภาพช้างสำคัญนั้น น.สพ.พิพัฒนฉัตรให้ข้อมูลว่า จะมีการสังเกตอาการอยู่ตลอดเวลาจากควาญช้างและสัตวแพทย์ หากมีอาการผิดปกติจะได้ดูแลได้ทันท่วงที และจะมีการตรวจสุขภาพใหญ่ ตรวจเลือด ตรวจอุจจาระอยู่ทุกๆ 6 เดือน

นอก จากช้างต้นและช้างที่สำคัญแล้ว ช้างธรรมดาๆก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงเผื่อแผ่ไปยังช้างไทยทุกตัวอีกด้วย โดยหากได้รับการติดต่อจากโรงพยาบาลสัตว์ที่ไหนก็ตาม ทีมสัตวแพทย์หลวงก็จะออกเดินทางไปช่วยเหลือทุกกรณี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

นอก จากนี้สายพระเนตรและน้ำพระทัยแห่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ ยังได้แผ่ไปยังช้างชราและช้างบาดเจ็บที่ถูกเจ้าของทิ้ง โดยทรงรับสั่งให้ทีมสัตวแพทย์หลวงดูแลด้วย

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
กลับมามีพระพลานามัยแข็งแรงดังเดิมในเร็ววัน

รูปภาพ

26 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ วันที่ 13 มีนาคม ของทุกปีเป็นวันช้างไทย เพื่อให้คนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญ และการดำรงอยู่ของช้างไทย

คณะอนุกรรมการประสานงานการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานประสานงาน องค์การภาครัฐและเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์ช้างไทยคณะกรรมการ เอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเล็งเห็นว่าหากมีการสถาปนาวันช้างไทยขึ้น ก็จะช่ให้ประชาชนคนไทย หันมาสนใจช้าง รักช้าง หวงแหนช้าง ตลอดจนให้ความสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลืออนุรักษ์ช้างมากขึ้น

คณะอนุกรรมการฯ จึงได้พิจารณาหาวันที่เหมาะสม ซึ่งครั้งแรกได้พิจารณาเอาวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทำยุทธหัตถี มีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชา แต่วันดังกล่าวถูกใช้เป็นวันกองทัพไทยไปแล้ว จึงได้พิจารณาวันอื่น และเห็นว่าวันที่ 13 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการคัดเลือกสัตว์ประจำชาติ มีมติให้ช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยนั้นมีความเหมาะสม จึงได้นำเสนอมติตามลำดับขั้นเข้าสู่คณะรัฐมนตรี โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกทางหนึ่ง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ วันที่ 26 พฤษภาคม 2541 เห็นชอบให้ วันที่ 13 มีนาคม เป็นวันช้างไทย และได้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2541

ผลจากการที่ประเทศไทยมีวันช้างไทยเกิดขึ้น นับเป็นการยกย่องให้เกียรติว่าเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญอีกครั้ง นอกเหนือจากเกียรติที่ช้างเคยได้รับในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช้างเผือกในธงชาติ หรือช้างเผือกที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ หรือสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์..


รูปภาพ

เจ้าของ:  เพลิง. [ 27 ต.ค. 2009, 17:46 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ช้างไทย........

รูปภาพ

ความสำคัญของ “ช้างไทย” โรงช้างต้น

ช้างเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ไทย ช้างเป็นสัตว์ที่ดำรงอยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลานาน
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สยามประเทศ
มีธงชาติเป็น “รูปช้างเผือก” ชาวไทยเชื่อกันว่า “ช้างเผือก” เป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์
“ช้างเผือก” จึงได้รับการยกย่องเสมือนเจ้านายชั้นเจ้าฟ้า

ช้างเป็นผู้ปกป้องเอกราชแห่งชาติไทย
ประวัติ ศาสตร์ชาติไทย ได้จารึกไว้ว่าช้างได้เข้ามามีส่วนในการปกป้องเอกราช และความเป็นชาติให้แก่ชาว ไทยหลายยุคหลายสมัย ในสมัยกรุงธนบุรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็ทรงรวบรวมชายไทยให้เป็นปึกแผ่น และมั่นคงบนหลังช้างทรงพระที่นั่ง และในสมัยพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็ได้ทรงประกาศเอกราช และความเป็นชาติ ของคนไทยบนหลังช้าง ทรงพระที่นั่งด้วยเช่นกัน ซึ่งช้างทรงในสมเด็จพระนเรศวร นับว่าเป็น “ช้างไทย” ที่ได้รับเกียรติอันสูงสุด โดยจากความกล้าหาญในสมรภูมิรบ ทำให้ “ช้างไทย” เชือกนี้ได้รับพระราชทานยศให้เป็นถึง "เจ้าพระยาปราบหงสาวดี"

ช้างใช้ในพระราชพิธีสำคัญต่างๆ
การสร้างสรรค์วัฒนธรรมที่ดีงามของชาติไทยในอดีตกาลนั้น ล้วนแต่ได้ช้างเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ด้วยทั้งสิ้น
เมื่อประมาณ 200 กว่าปีที่ผ่านมา ก็ได้ช้างเข้ามาเป็นแรงงานสำคัญอีกเช่นกัน เมื่อแรกเริ่มการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์นั้นช้าง คือ พาหนะสำคัญที่อัญเชิญพระพุทธมณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกตมาสถิตย์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

นอกจากนี้ในงานพระราชพิธีต่างๆ อาทิ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา งานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือในงานพระราชทานงานเลี้ยงเพื่อเป็นเกียรติแก่พระราชอาคันตุกะ หรือประมุข ของต่างประเทศที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท จะต้องนำช้างเผือกแต่งเครื่องคชาภรณ์ไปยืนที่แท่นเกยช้างด้านตะวันตกของพระ ที่นั่งดุสิตาภิรมย์ในพระบรมมหาราชวังเพื่อประกอบพระเกียรติยศ

ช้างสร้างความสัมพันธ์ไมตรีระหว่างประเทศ
ในสมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสิงคโปร์ และเบตาเวีย (จาการ์ตา) ประเทศอินโดนีเซีย ได้พระราชทานช้างสำริดให้แก่ทั้ง 2 ประเทศนี้

ช้างใช้เป็นพาหนะในการคมนาคม
ใน ยุคสมัยที่การคมนาคมยังไม่เจริญเทียบเท่ากับในปัจจุบัน มนุษย์ยังไม่ได้มีการพัฒนาเครื่องจักรต่างๆ สำหรับนำมาใช้เป็นเครื่องทุ่นแรงเพื่อการขนส่งของ ช้าง คือพาหนะที่ดี และมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับมนุษย์ เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ใหญ่มีความเฉลียวฉลาด และมีพละกำลังมหาศาล ช้างจึงสามารถขนส่งสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในปริมาณมากได้อย่างอดทน

ช้างใช้ในการอุตสาหกรรมทำไม้
การใช้ช้างทำไม้ในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่การล้มไม้ การทอนไม้ซุง การขนส่งไม้จนถึงโรงงานหรือตลาดการค้า ในแง่ของการอนุรักษ์ป่าไม้ และระบบการจัดการป่าไม้ในประเทศไทย การใช้ช้างชักลากไม้ นับว่าเหมาะสมมาก เพราะช้างสามารถเดินไปได้โดยไม่ทำลายกล้าไม้ต้นเล็กๆ ไม่ทำให้ดินแน่น ไม่ต้องตัดถนนหนทางให้มากเส้น นอกจากนี้ช้างยังขึ้นเขาได้ดี และมีอายุการใช้งานนานถึง 50 ปี

ในปัจจุบันเมื่อมนุษย์ได้มีการพัฒนาเครื่องจักร และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ความนิยมในการใช้แรงงานจากช้างจึงค่อยๆ ลดลง แต่ช้างก็ยังคงเป็นสัตว์ที่คนไทยทั้งชาติให้ความสำคัญเสมอดังนั้นรัฐบาลไทย จึงได้กำหนดให้ “ช้างเผือก” เป็นสัตว์สัญลักษณ์ของชาติ โดยกำหนดให้ทุกวันที่ 13 มีนาคม ของทุกปีเป็น “วันช้างไทย”

ความสำคัญของช้างต่อประวัติศาสตร์ ชาติไทย
ข้อความที่ปรากฎอยู่ในศิลาจารึก สุโขทัยหลักที่หนึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าในสมัยที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีนั้น "ช้าง" คือขุนพลที่ร่วมรบอยู่ในสมรภูมิจนมีชัยชนะ อีกทั้งพระมหากษัตริย์ทรงประทับช้างนำ ราษฎรไปบำเพ็ญกุศลตามพระอารามในอรัญญิก จะเห็นได้ว่าทั้งในยามศึก และยามสงบช้างอยู่คู่แผ่นดินสุโขทัยเรื่อยมา ช้างมีความสำคัญมากถึงเพียงนี้ จึงมีการสอนวิชาขับขี่ช้างซึ่งเป็นวิชาสำคัญสำหรับเจ้านาย และลูกผู้ดีเพื่อยังประโยชน์ในการใช้ช้างเป็นพาหนะและเตรียมการเพื่อศึก สงคราม

ช้างใช้ในการศึกสงครามในอดีต
ใน สมัยโบราณ ช้างเป็นยุทธปัจจัยสำคัญของกองทัพเปรียบได้กับรถถังประจัญบานของนักรบใน ปัจจุบัน
ทว่าชัยชนะที่ได้รับนั้นจะดูสง่างามกว่าหลายเท่า เพราะมนุษย์ที่นั่งอยู่บนคอช้างต้องเชี่ยวชาญอาวุธของ้าว
ใช้ความกล้าหาญไสช้างแต่ละเชือกพุ่งตรงเข้ารบปะทะกันตัวต่อตัว ช้างต่อช้างเข้าชนกันนั้น

หาก ช้างของผู้ใดมีความสามารถมากกว่าก็จะงัดช้างศัตรูขึ้นด้วยงาจนแหงนหงาย หรือเบนบ่ายจนได้ที
เพื่อให้แม่ทัพบนคอช้างส่งอาวุธเข้าจ้วงฟันคู่ต่อสู้ ช้างกับนักรบบนคอช้างจึงต้องมีกำลังแข็งแรงฝีมือเข้มแข็ง
ทั้งคู่จึงจะได้ชัยชนะมาประดับเป็นเกียรติยศพระเจ้าแผ่นดิน

การรบบนช้างหรือที่เรียกว่า “ยุทธหัตถี” นั้น เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในประวัติศาสตร์ไทย แต่ครั้งสำคัญที่สุด ซึ่งคนไทยยังกล่าวขวัญจดจำไม่รู้ลืม คือ “การ ยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา และพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี ที่ตำบลหนองสาหร่าย แขวงเมืองสุพรรณบุรี เมื่อปีพุทธศักราช 2135 หรือกว่า 400 ปี ล่วงมาแล้ว”


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

ขอขอบคุณ ข้อมูลภาพจาก: http://www.kanchanapisek.or.th /www.parliament.go.th

เจ้าของ:  เพลิง. [ 27 ต.ค. 2009, 18:17 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ช้างไทย........

บทความตอนหนึ่งจากหนังสือปัจฉิมลิขิต... ชีวิตที่กำหนดเอง

โดย พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล : บรรณาธิการ พิมพ์ครั้งแรก : เมษายน 2550
เมืองกระบี่ แท้จริงเป็นเมืองช้าง จากที่มีผู้ตั้งปุจฉาว่า ทำไมชื่อเมืองกระบี่
แท้จริงกระบี่ แปลว่า ลิง หรือแปลว่า มีดดาบ

จังหวัด กระบี่ตั้งแต่โบราณมีช้างป่าอุดมสมบูรณ์ ตั้งแต่ทุ่งสาร เขาพนมเบญจา พรุเตียว ลำทับ สินปุน ทุ่งใหญ่ ไปถึงนครศรีธรรมราช ส้วนแล้วแต่อุดมไปด้วยช้างป่า รวมทั้งช้างเผือกประจำรัชกาล จนมีคำกล่าวขานว่า

"ช้างเผือกเกิดในป่า ช้างเผือกคู่พระบารมีเกิดที่ป่าลำทับ"
พระเศวตอดุลยเดชพาหา ช้างเผือกคู่พระบารมี

เมื่อ เดือนสิงหาคม 2546 ในห้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2547
ขณะที่ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์และคณะ เข้าชี้แจงงบประมาณส่วนขององค์การสวนสัตว์อยู๋นั้น
ผมในฐานะรองประธาณคณะกรรมาธิการได้สอบถาม คุณโสภณ ดำนุ้ย ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ว่า
"ท่านผู้อำนวยการ คุณพระสบายดีหรือ"

* หลายคนในคณะทำสีหน้างุนงงคุณโสภณขมวดคิ้ว มองหน้าผม แล้วนึกขึ้นมาได้ ตอบว่า "สบายดีครับ"
* ขณะนี้อายุเท่าไหร่แล้ว?" ผมถามต่อ
* "ประมาณ 51-52 แล้วครับ"
* "อยู่ที่ไหน?"

"สำนักพระราชวังเชิญกลับไปยืนโรงอยู่ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 จนถึงปัจจุบันครับ"

ผมเรียนให้ที่ประชุมทราบว่า ผมกำลังถามถึง
"พระเศวตอดุบยเดชพาหน" ช้างเผือกคู่พระบารมีประจำรัชกาล จากจังหวัดกระบี่

คุณพระ คือช้างเผือกคู่พระบารมีเชือกแรกประจำรัชกาล จากอำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่
ซึ่งจังหวัดได้น้อมเกล้าฯ ถวายพลายสำคัญเชือกนี้ แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501

ผมเรียนให้ที่ประชุมทราบต่อไปว่า "คนกระบี่รำลึกว่า ช้างเผือกเกิดในป่า ช้างเผือกคู่บารมีเกิดที่จังหวัดกระบี่
หลังจากได้น้อมเกล้าฯ ถวายไปแล้วจนบัดนี้ เวลาผ่านมาร่วม 50 ปี บ้านเกิดของคุณพระ จาำกตำบลลำทับ
ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอลำทับหลายปีแล้ว บ้านเมืองเปลี่ยนไปมาก
แต่คนจังหวัดกระบี่ยังจำเรื่องราวของคุณพระได้ จากช้างน้อยเืมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่รำลึกได้
คนหนุ่มสาวจำนวนมากรำลึกถึง อยากทราบว่าบัดนี้คุณพระอยู่ดีมีสุขอย่างไร อยู่ที่ไหน จากช้างน้อย
เมื่ออายุเพียง 5-6 ขวบ บัดนี้เติบโตเป็นช้างพลายที่งามสง่าเพียงไร ผมขอความกรุณาท่านผู้อำนวนการ
จัดภาพถ่ายคุณพระ เมื่อขณะทำพิธีสมโภชเจิมอ้อย แดงจารึกนาม พระราชทานเครื่องคชาภรณ์
กับขอภาพถ่ายคุณพระ ณ ปัจจุบันกลับไปให้ชาวกระบี่ได้ชื่นชม

ผมขออนุญาตคัดลอกประวัติย่อส่วนหนึ่งของ คุณพระ ไว้ในหนังสือดังนี้

พระเศวตอดุยเดชพาหน

เมื่อ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2499 รัชกาลปัจจุบันได้ข่าวช้างเผือกเป็นครั้งแรก เป็นช้างพลายเผือกโท
ลูกเถื่อน มีมงคลลักษณะเป็นสีประหลาด เข้าคอก นายแปลก ฟุ้งเฟื่อง ที่ตำบลลำทับ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่
(ตำบลลำทับ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ปัจจุบันคือ ตำบลดินอุดม อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่)

กระทรวง มหาดไทย ได้มอบหมายให้องค์การสวนสัตว์ จัดเจ้าหน้าที่รับไปเลี้ยงไว้ที่สวนสัตว์ดุสิต
องค์การสวนสัตว์ให้เงินเลี้ยงดู 6,000 บาท ประธานองค์การสวนสัตว์ขณะนั้น พลโท บัญญัติ เทพหัสดิน
ณ อยุธยา ได้เชิญ พระราชวังเมืองสุริยชาติ สมุห (ปุ้ย คชาชีวะ) อดีตเจ้ากรมช้าง มาพิจารณาดูลักษณะ ตรวจ คชลักษณ์ พราะราชวังเมืองพิจารณาตรวจคชลักษณ์แล้ว ชี้แจงลักษณะพลายสำคัญคือ

1. เป็นช้างพลายสำคัญอายุประมาณ 3 ขวบ
2. สูงประมาณ 154 ซ.ม.
3. งาขวาซ้าย งามเรียวเป็นต้นปลาย ยาว 295 ซ.ม.
4. หูหางงามพร้อม หางปัดตลอด
5. ตาขาวเจือเหลือง
6. เพดานขาวเจือชมพู
7. ลักษณะโกศ ขาวชมพู
8. เล็บขาวเจือเหลืองอ่อน
9. ขนโขนมสีน้ำผึ้งโปร่ง ต้นขนเจือแก่ ปลายขนแดง
10. ขนหูขาว
11. ขนบรรทัดหลังสีน้ำผึ้งโปร่ง เจือแดง
12. ขนตัวขึ้นขุมละ 2 เส้น สีน้ำเงินโปร่งเจือแดง ปลายขนแดงอ่อน
13. ขนหางสีน้ำผึ้งแก่ เจือแดงอ่อน
14. สีกายสีบัวแดง

มีลักษณะตรงตามคชลักษณ์ อยู่ในตระกูลพรหมพงศ์ จำพวก อิํฐทิศ ชื่อกมุท สีกายดังดอกโกมุท เสียงกรน
ขณะหลับสนิทเป็นมงคล ประทำทิศหรดี สมควรเป็นช้างคู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จึงกราบ ทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ขอน้อมเกล้าฯ ถวายช้างพลายสำคัญเชือกนี้
แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2501 เวลา 15.20 น.
ณ. สนามหญ้าด้านตะวันออกในสวนสัตว์ดุสิต

ทรงรับช้างเผือกด้วย ความปลาบปลื้มพระราชหฤทัยและให้คงไว้ที่สวนสัตว์ดุสิต
แล้วเสด็จประทับเกยช้างเบญจพาษทรงรับเต้าพระพุทธมนต์จากพระราชครู แล้วหลังน้ำพระพุทธมนต์
ลงเหนือตะพองช้างพลายสำคัญ แล้วทรงรับมาลัยจากประธานองค์การสวนสัตว์คล้องให้แกช้างพลายสำคัญ

เมื่อ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2502 มีพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ ให้กำหนดพระราชพิธีสมโภชขึ้น
ระห่วางในพระราชพิธี ทรงเสด็จประทับเกยช้างเบญจพาษ ทรงคล้องเสมาพระปรมาภิไธยย่อ ภปร.
ทองคำลงยา แล้วหลังน้ำพระพุทธมนต์ด้วยพระเต้าเทวบิฐ และน้ำพระมหาสังข์พระราชทานแก่ช้างเผือก
สำคัญแล้ว เสด็จลงทรงเจิมอ้อยแดง จารึกนามพระราชทาน ช้างสำคัญว่า " พระเศวตอดุยเดชพาพน"
แล้วพระมหาราชครูพิธีศร๊วิสุทธิคุณรดน้ำสังข์ต่อไปตามพระราชประเพณี เสร็จแล้ว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเครื่องคชาภรณ์ให้แต่งช้าง สำคัญพราหมณ์อ่านฉันท์สดุดี
จบเบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชพระยาช้างต้น เวียนเทียนสมโภชเสร็จ พราหมณ์เจิมพระยาช้างต้นแล้ว
เสด็จพระราชดำเนินกลับ

เมื่อช้างพลายสำคัญได้ยืนโรงช้างหลวงในพระราชวังดุสิตครบ 7 วัน ให้นำช้างสำคัญไปเลี้ยงไว้
ในสวนสัตว์ดุสิตพระราชทานเงินสร้างโรงช้างพลาย สำคัญโดยเงิน งบประมาณชองสำนักพระราชวัง
เป็นเงิน 150,000 บาท แล้วพระราชทานเงินส่วนพระองค์สร้างโรงช้างบริวารไว้สองข้าง ด้านละ 2 ช่อง
เป็นเงิน 190,000 บาท รวม 340,000 บาท และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถพระราชทานค่า
กล้วยอ้อยเลี้ยงพระเศวตฯ อีกเดือนละ 150 บาท ทุกเดือน

จน พ.ศ. 2521 สำนักพระราชวังนำพระเศวตฯ ไปยืนโรงที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
(ปัจจุบันพระเศวตฯ ย้ายไปยืนช้างอยู่ที่พระที่นั่งไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)
ช้างพลายสำคัญจากลำทับ จังหวัดกระบี่ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนามเ็ต็มว่า

พระเศวตอดุยเดชพาหน ภูมิพลนวมนาถบารมี

ทุตยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกมลาสนวิสุทธิวงศ์

สรรพมงคลลักษณคเชนทรชาติ สยามราษฏรสวัสดิประสิทธิ

รัตนกุญชรานิมิตบุญญาธิการ ปรมินทรบพิตรสารศักดิเลิศฟ้า


ไฟล์แนป:
krabi_chang.jpg
krabi_chang.jpg [ 24.36 KiB | เปิดดู 7518 ครั้ง ]

เจ้าของ:  เพลิง. [ 27 ต.ค. 2009, 19:38 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ช้างไทย........

พระยาช้างเผือก ประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

เจ้าของ:  เพลิง. [ 27 ต.ค. 2009, 19:41 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ช้างไทย........

พระเศวตสุรคชาธาร

พระเศวตสุรคชาธารฯ หรือ คุณพระเศวตฯ เล็ก
เป็นช้างพลายเผือก เกิดในป่าตำบลการอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จราชดำเนิน ทรงประกอบพิธีสมโภชขึ้นระวาง ที่จังหวัดยะลา
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2511 พระราชทานนามว่า

พระ เศวตสุรคชาธาร บรมนฤบาลสวามิภักดิ์ ศุภลักษณเนตราธิคุณ ทศกุลวิศิษฏพรหมพงศ์ อดุลยวงศ์ตามพหัตถี ประชาชนะสวัสดีวิบุลยศักดิ์ อัครสยามนาถสุรพาหน มงคลสารเลิศฟ้า ฯ

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บันทึกว่า

... คุณพระเศวตเล็ก ถูกพบโดยนายเจ๊ะเฮง หะระตี กำนันตำบลการอ โดยโขลงช้างเดินทางเข้ามาใกล้หมู่บ้านในเวลากลางคืน พอตอนเช้าก็พบเห็นลูกช้างพลัดฝูงอยู่ใต้ถุนบ้าน สันนิษฐานว่าแม่ช้างจะรู้ว่าลูกช้างตัวนี้เป็นช้างสำคัญ และนำมาส่งที่หมู่บ้าน เพื่อเข้ามาสู่พระบารมี ตั้งแต่ยังไม่หย่านม
เมื่อนายเจ๊ะเฮงได้เลี้ยงดูลูกช้างนั้นไว้ วันหนึ่งมีสุนัขตัวเมียป่วยหนักใกล้ตาย ได้กระเสือกกระสนมาบริเวณที่คุณพระเศวตเล็กกำลังอาบน้ำอยู่ ได้กินน้ำที่ใช้อาบตัวคุณพระอาการป่วยก็หายไป คงเหลือเพียงอาการปากเบี้ยว และกลายเป็นสุนัขที่คอยคลอเคลียติดตามคุณพระเศวตเล็กตลอดมา ได้ชื่อว่า "เบี้ยว"

ทางสำนักพระราชวัง โดยพระราชวังเมือง (ปุ้ย คชาชีวะ) เจ้ากรมช้างต้นได้ตรวจสอบ พบว่า...
ลูกช้างนั้นมีมงคลลักษณะถูกต้องตามคชลักษณศาสตร์ อยู่ในพรหมพงศ์ ตระกูลช้าง 10 หมู่
ชื่อ “ดามพหัตถี” พระเศวตสุรคชาธารนับเป็นช้างต้นช้างที่สาม ในรัชกาลปัจจุบัน
พ.ต.อ.ศิริ คชหิรัญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย

เมื่อ วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2511 หลังจากพิธีสมโภชขึ้นระวาง และย้ายไปยืนโรงที่โรงช้างต้น
พระราชวังดุสิต นางเบี้ยวก็ได้ติดตามมาด้วย และออกลูกหลานติดตามคุณพระเศวตเล็ก อยู่ภายในพระราชวังดุสิต อีกหลายสิบตัว

พระ เศวตสุรคชาธาร เคยเป็นพระสหายในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
เมื่อยังทรงพระเยาว์ ได้ตามเสด็จราชดำเนินแปรพระราชฐานไปยังวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อยู่เสมอ

พระเศวตสุรคชาธาร ได้ล้มลง ณ โรงช้างต้นเมื่อ พ.ศ. 2520

รูปภาพ

เจ้าของ:  เพลิง. [ 27 ต.ค. 2009, 20:32 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ช้างไทย.......ตามตำนาน.

รูปภาพ
พระบรมนขทัศฯ

ช้างสำคัญในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เป็นช้างสำคัญในตระกูลวิษณุพงศ์ จำพวกอัฎฐคช ชื่อ "ครบกระจอก"
เป็นช้างที่มีเล็บครบ 20 เล็บ คือเท้าละห้าเล็บทั้งสี่เท้า ช้างเดียวในรัชกาลปัจจุบัน
โดยจมื่นศิริ วังรัตน์ เป็นผู้ตรวจคชลักษณ์

พระ บรมนขทัศฯ เป็นช้างพลายเผือกลูกเถื่อน เกิดจากแม่ช้างป่า พระครูโสภณพัฒนากิจ
(พระปลัดบุญส่ง ธัมมปาโล) เจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี
ได้มาจากราษฎรอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งชื่อว่า พลายดาวรุ่ง
และนำมาเลี้ยงไว้ที่วัดเขาบันไดอิฐ คู่กับ พังขวัญตา (พระเทพวัชรกิริณีฯ)
นายศุภโยค พาณิชย์วิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีเป็นผู้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ประกอบพระราชพิธีสมโภช
และขึ้นระวางเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 ณ โรงพิธี จังหวัดเพชรบุรี
พร้อมกับพระเศวตภาสุรคเชนทร์ฯ และพระเทพวัชรกิริณีฯ พระราชทานนามว่า

พระบรมนขทัศ วัชรพาหนพิษณุพงศ์ โสตถิธำรงอัฏฐคช ดิเรกยศอนันตคุณ อดุลยสารเลิศฟ้า ฯ
ปัจจุบัน พระบรมนขทัศฯ ได้ล้มลงแล้ว

รูปภาพ

เจ้าของ:  เพลิง. [ 27 ต.ค. 2009, 20:35 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ช้างไทย.......ตามตำนาน.

รูปภาพ
พระวิมลรัตนกิริณีฯ

ช้างสำคัญในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เป็นช้างเผือกตระกูลพรหมพงศ์ จำพวกอัฏฐทิศ ชื่อ กมุท

พระ วิมลรัตนกิริณีฯ เป็นช้างพังเผือก นายปรีชาและนางพิมพ์ใจ วารวิจิตร ได้มาจากป่าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 ให้ชื่อว่า พังขจร และนำไปเลี้ยงที่บ้าน แถบทุ่งสีกัน กรุงเทพมหานคร ต่อมานายปรีชาและนางพิมพ์ใจได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย โดย จมื่นศิริ วังรัตน์ เป็นผู้ตรวจคชลักษณ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ประกอบพระราชพิธีสมโภช
และขึ้นระวางเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2520 พร้อมกับพระเศวตสุทธวิลาศฯ ณ โรงช้างต้น พระราชวังดุสิต และพระราชทานนาม เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2520 ว่า

พระวิมลรัตนกิริณี กมุทศรีพรรณโศภิต อัฏฐทิศพงศ์กมลาสน์ อรรคราชทิพยพาหน ถกลกิตติคุณกำจร อมรสารเลิศฟ้า ฯ

ปัจจุบัน พระวิมลรัตนกิริณีฯ ย้ายไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร
ตั้งแต่ พ.ศ. 2538

รูปภาพ

เจ้าของ:  เพลิง. [ 27 ต.ค. 2009, 20:38 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ช้างไทย.......ตามตำนาน.

พระศรีนรารัฐราชกิริณีฯ

ช้างสำคัญในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เป็นช้างสำคัญอยู่ในตระกูล “พรหมพงศ์” จำพวก “อัฏฐทิศ” ชื่อ “อัญชัน”

พระศรีนรารัฐราชกิริณีฯ เป็นช้างพังเผือก พลัดจากแม่ช้างป่าบริเวณป่าเทือกเขากือซา ตำบลจะแนะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส นายมายิ มามุ ราษฎรบ้านกูมุง ตำบลจะแนะ ผู้พบได้ตั้งชื่อให้เป็นภาษาพื้นเมืองว่า จิ
ต่อมาได้ชื่อว่า พังจิตรา นายวัชร สิงคิวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2520

พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ประกอบพระราชพิธีสมโภช และขึ้นระวาง
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2520 ณ โรงช้างต้น จังหวัดนราธิวาส พระราชทานนามว่า

...พระศรีนรารัฐราชกิริณี จิตรวดีโรจนสุวงศ์ พรหมพงศ์อัฏฐทิศพิศาล พิเสฐธารธรณิพิทักษ์ คุณารักษกิตติกำจร อมรสารเลิศฟ้า ฯะ ...

ปัจจุบัน พระศรีนรารัฐราชกิริณีฯ ยืนโรงอยู่ ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต

รูปภาพ

เจ้าของ:  เพลิง. [ 27 ต.ค. 2009, 20:40 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ช้างไทย.......ตามตำนาน.

พระศรีเศวตศุภลักษณ์ฯ

พระ ศรีเศวตศุภลักษณ์ฯ เป็นช้างพังเผือก ช้างสำคัญช้างที่ห้า ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นช้างตระกูลพิษณุพงศ์ จำพวกอัฏฐทิศ ชื่อ ดามพหัสดินทร์

พระศรีเศวตศุภลักษณ์ฯ เป็นช้างป่า เกิดในป่าพนมสารคามรอยต่อของห้าจังหวัดในภาคตะวันออก ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา พรานป่ายิงแม่ช้างแล้วจับลูกช้างมาเลี้ยงไว้ ตั้งแต่อายุสี่เดือน โดยขาหน้าซ้ายได้รับบาดเจ็บเน่าเปื่อย ebugs31.gif ต่อมานายทวีทรัพย์ นันทมานพ ได้ออกเงินซื้อจากพราน และมอบให้อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ ตั้งชื่อว่า เจ้าแต๋น emotion_026.gif และนำไปอนุบาลที่ที่ทำการวนอุทยานเขาช่อง ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด จังหวัดตรัง (ปัจจุบันคือ สวนพฤกษศาสตร์ภาคใต้ (เขาช่อง))

ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง และอธิบดีกรมป่าไม้ ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชพิธีสมโภช และขึ้นระวาง เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2519 ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต พระราชทานนามว่า

พระศรีเศวตศุภลักษณ์ อรรครัตนกริณี ดามพหัสดีพิษณุพงศ์ ดำรงสุทธสกนธ์สุคนธชาติ เฉลิมราชกฤดาบารมี
ศรีตรังคพิเศษสุทธิ์ อุตดมสารเลิศฟ้า ฯ

รูปภาพ

เจ้าของ:  เพลิง. [ 27 ต.ค. 2009, 20:47 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ช้างไทย.......ตามตำนาน.

พระเทพวัชรกิริณีฯ

ช้างสำคัญในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เป็นช้างเผือกตระกูลวิษณุพงศ์ จำพวกอัฏฐคช ชื่อ ดามพหัสดินทร์
โดยจมื่นศิริ วังรัตน์ เป็นผู้ตรวจคชลักษณ์

พระ เทพวัชรกิริณีฯ เป็นช้างพังลูกเถื่อน เกิดจากแม่ช้างป่าในป่ายางชุม ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี นายสนิท ศิริวานิช กำนันตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ได้นำมามอบให้พระครูโสภณพัฒนากิจ (พระปลัดบุญส่ง ธัมมปาโล)
เจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี
ตั้งชื่อว่า พังขวัญตา และเลี้ยงไว้ที่วัดเขาบันไดอิฐ คู่กับ พลายดาวรุ่ง (พระบรมนขทัศฯ)
นายศุภโยค พาณิชย์วิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีเป็นผู้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย

พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ประกอบพระราชพิธีสมโภช และขึ้นระวาง
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 ณ โรงพิธี จังหวัดเพชรบุรี
พร้อมกับพระเศวตภาสุรคเชนทร์ฯ และพระบรมนขทัศฯ พระราชทานนามว่า

พระเทพวัชรกิริณี ดามพหัสดีพิษณุพงศ์ โสตถิธำรงวิสุทธิลักษณ์ อำนรรฆคุณสบสกนธ์ วิมลสารโสภิต พิบูลกิตติ์เลิศฟ้า

ปัจจุบันพระเทพวัชรกิริณีฯ ย้ายไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร
ตั้งแต่ พ.ศ. 2538

รูปภาพ

เจ้าของ:  เพลิง. [ 27 ต.ค. 2009, 20:51 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ช้างไทย.......ตามตำนาน.

พระเศวตภาสุรคเชนทร์ฯ

ช้างสำคัญในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นช้างเผือกตระกูลพรหมพงศ์
จำพวกอัฏฐทิศ ชื่อ ดามพหัสดินทร์ โดยจมื่นศิริ วังรัตน์ เป็นผู้ตรวจคชลักษณ์

พระ เศวตภาสุรคเชนทร์ฯ เป็นช้างพลายลูกเถื่อน เกิดจากแม่ช้างป่าในเขตตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี พบโดยชาวกะเหรี่ยง บ้านหนองปืนแตก ตำบลสองพี่น้อง และนำมามอบให้นายสุรเดช มหารมย์ เจ้าของไร่ภาศรี และให้ชื่อว่า พลายภาศรี นายศุภโยค พาณิชย์วิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีเป็นผู้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย

พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ประกอบพระราชพิธีสมโภช และขึ้นระวาง
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 ณ โรงพิธี จังหวัดเพชรบุรี
พร้อมกับพระเทพวัชรกิริณีฯ และพระบรมนขทัศฯ พระราชทานนามว่า

พระเศวตภาสุรคเชนทร์ นวเมนทราพาหน สุทธวิมลวิษณุพงศ์ คุณธำรงดามพหัสดินทร์ สุพัชรินทร์อนันตพล
คชมงคลเลิศฟ้า ฯ

ปัจจุบันพระเศวตภาสุรคเชนทร์ฯ ยืนโรง ณ โรงช้างต้น ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

รูปภาพ

เจ้าของ:  เพลิง. [ 27 ต.ค. 2009, 20:56 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ช้างไทย.......ตามตำนาน.

พระเศวตวรรัตนกรีฯ

เป็นช้างสำคัญช้างที่สามในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระเศวตวรรัตนกรีฯ เป็นช้างพลายเผือก เกิดจากแม่ช้างบ้านของนายแก้ว ปัญญาคง ที่ตำบลอ่อนใต้
อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาพันตำรวจเอกนิรันดร ชัยนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
ได้น้อมเกล้าถวายเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2509

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จราชดำเนินทรงประกอบพิธีสมโภชขึ้นระวางที่จังหวัดเชียงใหม่
เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2509 พระราชนามนามว่า

พระเศวตวรรัตนกรี นพีสีสิริพิงคนัทย์ เอกาทัศมงคลสุลักษณ์ ศุภนัขเนตราทิโควรรณ พิษณุพันธ์อัครคชาธาร
อัฏฐ์กุลสารดามพหัสดิน ปรมินทรมหาราชพาหน สยามประชาชนสวัสดิคุณ เดชอดุลยเลิศฟ้า ฯะ

พระเศวตวรรัตนกรีฯ ได้ล้มลงที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2510

รูปภาพ

เจ้าของ:  เพลิง. [ 27 ต.ค. 2009, 20:59 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ช้างไทย.......ตามตำนาน.

พระเศวตสุทธวิลาศฯ

ช้างสำคัญในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เป็นช้างเผือกตระกูลพิษณุพงศ์ จำพวกอัฏฐทิศ
ชื่อ ดามพหัสดินทร์ โดยจมื่นศิริ วังรัตน์ เป็นผู้ตรวจคชลักษณ์

พระ เศวตสุทธวิลาศฯ เกิดประมาณ พ.ศ. 2517 เป็นช้างพลายสีดอ พบโดยคนงานกรมป่าไม้ในป่า
บริเวณแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี ให้ชื่อว่า พลายบุญรอด และนำไปเลี้ยงที่วนอุทยานเขาเขียว
จังหวัดชลบุรี อธิบดีกรมป่าไม้เป็นผู้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย

พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ประกอบพระราชพิธีสมโภช และขึ้นระวาง
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2520 พร้อมกับพระวิมลรัตนกิริณีฯ ณ โรงช้างต้น พระราชวังดุสิต
พระราชทานนามว่า

พระเศวตสุทธวิลาศ อัฏฐคชชาตพิษณุพงศ์ ดำรงประภาพมหิมัน ตามรพรรณไพศิษฏ์ ผริตวรุตตมมงคล
ดาสศุภผลสวัสดิวิบุล อดุลยลักษณ์เลิศฟ้า ฯ

ปัจจุบันพระเศวตสุทธวิลาศฯ ย้ายไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

รูปภาพ

เจ้าของ:  บุหลัน..เลื่อนลอย [ 30 ต.ค. 2009, 16:45 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ช้างไทย.......ตามตำนาน.

พี่ชายเรา...เสนอของใหญ่เลยนะครับ... :b4: :b4:
: ผมมีข่าวลูกช้างมาฝากเป็นอุทาหรณ์


รูปภาพ

ราวบ่ายสามโมงวันเสาร์ที่ 21 ม.ค. 2552
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวฝรั่งคนหนึ่งว่ามีลูกช้าง เดินโซซัดโซเซที่ข้างทางไป
สถานีควบคุมเขาเขียวของกองทัพอากาศ พอพนักงานรับโทรศัพท์วางสาย ก็รายงานหัวหน้าฝ่ายป้องกัน
คือ นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ ทราบ แล้วคุณประวัติศาสตร์ก็นำเจ้าหน้าที่อีก 6 คนขึ้นรถกระบะไปยังจุดที่ได้รับแจ้ง

พอไปถึงก็เจอลูกช้าง สูงสัก 80 ซ.ม. หนักราว 70 ก.ก. อายุประมาณเดือนเศษเดินสะเปะสะปะอ่อนระโหยโรยแรงที่ข้างทาง คุณประวัติศาสตร์สั่งกำลังส่วนหนึ่งกระจายออกหาโขลงแม่ของมัน เพราะกลัวอยู่แถวนั้นแล้วเข้ามาทำร้าย แต่ก็ไม่มีวี่แววของโขลงช้าง กำลังส่วนหนึ่งเข้าไปหาช้างน้อยนั้น โดยตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นว่า อาจเป็นลูกช้างบาดเจ็บ เพราะเดินโซเซท่าทางอ่อนแอ จากนั้นคุณประวัติศาสตร์รีบต่อโทรศัพท์ถึง หมอล็อต หรือน.สพ.พีรพร มณีอ่อน ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา นายสัตวแพทย์ประจำหน่วยสัตวแพทย์สัตว์ป่าเคลื่อนที่ ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหว และให้คำแนะนำเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับสัตว์ป่าป่วย หรือบาดเจ็บอยู่เสมอ คุณประวัติศาสตร์ให้รายละเอียดแก่หมอล็อตว่า มันคงพลัดจากโขลงมานานพอสมควร เพราะไม่ได้ยินเสียงแม่มันแถวนั้นเลย และคงหิวนมมากเดินกะปลกกะเปลี้ย พอชนต้นไม้ใหญ่ก็อ้าปากดูดต้นไม้เสียงดังจ๊วบๆ เป็นที่น่าเวทนา

หมอล็อตแนะ นำทางโทรศัพท์ว่า อันดับแรกเอาน้ำให้มันกินก่อน แต่ต้องเป็นน้ำสะอาด คุณประวัติศาสตร์จึงให้เจ้าหน้าที่เอาน้ำดื่มเทใส่กระแป๋งให้มัน แต่มันก็ไม่สนใจกินน้ำนั่น หมอล็อตจึงว่า มันอาจจะยังดื่มน้ำจากกระแป๋งไม่เป็น ลองให้มันกินจากขวดพลาสติกดู เจ้าหน้าที่ชื่อนายสมนึก สนเทียนวัด เล่าว่า พอเอาขวดน้ำแหย่เข้าปากเท่านั้นแหละ มันดูดจ๊วบๆ อย่างหิวกระหาย หมดน้ำไปแปดขวด แต่คงจะกินเข้าไปได้สักห้าหกขวด นอกนั้นหกเรี่ยราดหมด เห็นแล้วยิ่งเวทนาสงสาร ส่วนเรื่องการระวังภัยไม่ต้องพูดถึง คือไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรใดๆ เลย

หมอล็อตแนะ นำต่อว่า อย่างนั้นต้องรีบป้อนนม แต่ตอนนั้นยังหานมไม่ได้ ต้องให้อาหารอ่อนๆ ไปก่อน คุณประวัติศาสตร์จึงให้ลูกน้องหากล้วยสุกมาด่วน ระหว่างรอกล้วยต้องคอยประคองมันไว้ เพราะไม่อยู่นิ่งเลย เดินล้มลุกคลุกคลาน คล้ายกับเด็กเพิ่งหัดเดิน จิตใจมันคงจะกระวนกระวายโศกเศร้าว้าเหว่เหมือนเด็กพลัดหลงพ่อแม่ เข้าหาคนโดยไม่รู้สึกกลัวเหมือนสัตว์ป่าทั่วไปพอได้กล้วยสุกมาแล้วก็แกะ เปลือกออกบิป้อนเป็นคำเล็กๆ พอมันกินสักพักหนึ่งก็ถ่ายจู๊ดๆ ออกมาเป็นก้อนเหมือนกับที่ป้อนเข้าไป สันนิษฐานกันว่า กระเพาะอาหารยังไม่ทำงาน หรือย่อยไม่ได้ สิ่งที่ทีมงานต้องคิดหนักในตอนนั้น คือแล้วจะทำอย่างไรกับมันต่อไป เพราะไม่มีวี่แววของแม่มันเลย จะปล่อยไปตามเวรตามกรรมก็คงอดตาย หรือไม่ก็โดนฝูงหมาไนรุมกัดกินแน่ๆ เพราะเขาใหญ่มีหมาไนชุกชุมเหลือเกิน ศัตรูอื่นๆ อย่างเสือ หรืองูจงอางมันก็คงไม่รู้จักอีกเหมือนกัน อันตรายมีอยู่รอบตัว ไหนจะตกหลุมตกเขา เพราะมันคงยังไม่รู้จักเส้นทางเดินของโขลงช้างแน่

หรือถ้าจะเอาขึ้น รถไปเลี้ยงที่สำนักงาน ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือมันอย่างไร หัวหน้าทีมเลยให้รอจนกว่าแม่ของมันจะกลับมารับเข้าโขลงอย่างเก่า ซึ่งดีที่สุดสำหรับการมีชีวิตรอดของมัน เพราะตามธรรมดาแล้ว แม่ช้างหรือสัตว์ไหนๆ ก็รัก หวง ห่วงลูกกันทั้งนั้น โดยเฉพาะช้างมันจะห่วงทารกช้างมากกว่าสัตว์ใดๆ เท่าที่เคยเห็นโขลงช้างที่มีลูกน้อย จะมีแม่ และพี่เลี้ยงอีกหลายตัวคอยประคบประหงม ไม่ให้ลูกช้างน้อยซึ่งตามปกติจะซุกซนเตลิดออกนอกกลุ่มไปได้เลย เพราะลูกช้างไร้เดียงสา คืออาหารอันโอชะของสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่อย่างกับเสือ เป็นต้น

หลังจากทีมงานรอ รอแล้วรออีก ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของโขลงแม่มันเลย ระหว่างนั้นก็โทรศัพท์ขอคำแนะนำจากหมอตลอดเวลาจนเกือบมืด ในที่สุดคุณประวัติศาสตร์ก็ตัดสินใจ "เอ้า พวกเราช่วยกันอุ้มขึ้นรถไปสำนักงาน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ช่วยชีวิตมันให้รอดก่อน" แล้วคืนนั้นหมอล็อตก็เดินทางมาถึงเขาใหญ่ พร้อมกับนมผง เวชภัณฑ์ วิตามินซี วิตามินบี แคลเซียมเม็ด น้ำเกลือ และผงเกลือแร่ ที่แวะซื้อมาตามรายทางเท่าที่คิดว่าอะไรคือของจำเป็น และเงินที่มีติดกระเป๋า แล้วก็ให้นม น้ำ โดยเอาใส่ในขวดน้ำดื่มพลาสติกให้มันดูด วันรุ่งขึ้นก็ไปหาน้ำพืชที่เป็นน้ำมันมะพร้าวผสมกับน้ำมันปาล์ม หมอ ล็อตบอกว่า น้ำมันมะพร้าวจะมี capric acid อยู่มาก แล้วเจ้า capric acid นี้มีมากในน้ำนมช้าง เพราะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทารกช้าง เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโต อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่รายงานนาย ชัยรัตน์ สยามฤต ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ และนายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งได้สั่งการช่วยเหลือลูกช้างอย่างเต็มกำลัง และให้แนวทางปฏิบัติว่า หลังจากช่วยลูกช้างจนแข็งแรงปลอดภัยแล้ว ให้หาวิธีนำไปคืนแม่โดยเร็วที่สุด

นอกจากนั้น ยังรายงานส.ว.เพ็ญศักดิ์ จักษุจินดา ประธานอนุกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติ ในคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา และคุณดุลสิทธิ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เพราะทั้งสองติดตามให้การสนับสนุนการดำเนินงานด้านสัตว์ป่าของเขาใหญ่เสมอมา จากการให้น้ำ นม วิตามิน เกลือแร่ แคลเซียม กล้วยสุก ฯลฯ และรักษาบาดแผลรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ ตามร่างกายอันเกิดจากหนามหรือกิ่งไม้ รวมถึงรอยบาดแผลที่หนังหุ้มอวัยวะเพศ มันก็แข็งแรงกระปรี้กระเปร่าสดชื่นขึ้นเป็นลำดับ

ระหว่างนั้นคุณ ประวัติ โวหารดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สั่งติดตามโขลงช้างที่บริเวณที่พบลูกช้าง นายสุทธิพร สินค้า พนักงานคนหนึ่งเล่าว่า ไปเจอโขลงหนึ่งที่อาจจะเป็นแม่ของมัน แต่เข้าใกล้ไม่ได้ เพราะมันอยู่กันกระจัดกระจาย ไม่ได้รวมกันเป็นกลุ่ม ถ้าเป็นโขลงแม่มันจริงจะอันตรายมาก ได้ยินเสียงอยู่ห่างๆ เลยไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นโขลงของแม่มันหรือไม่ การติดตามจึงยุติลง

วัน พุธที่ 25 ม.ค.เมื่อทีมงานเห็นว่ามันแข็งแรงดีแล้ว ก็ออกตามหาโขลงแม่ของมัน เพื่อปล่อยกลับคืนธรรมชาติ เจออยู่หลายโขลงแต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นแม่หรือไม่ เพราะช้างป่าเขาใหญ่มีหลายโขลง นักวิชาการเคยประมาณไว้ว่า มีอยู่ราวๆ 200 ตัว(ลักษณนามของช้างเลี้ยงคือเชือก ช้างป่าคือตัว) ระหว่างนี้ติดตามหาแม่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก็ดูแลเลี้ยงมันให้แข็งแรงที่สุด โดยมีหมอล็อต หมอตู่ หรือน.สพ.ทวี พงษ์สุพรรณ นายสมนึก สนเทียนวัด และนายสุทธิพร สินค้า พนักงานอุทยานดูแลอย่างใกล้ชิด คำถามที่เกิดแก่ทุกคน คือมันพลัดหลงจากโขลงได้อย่างไร มีหลายคำตอบ จากการสันนิษฐานของ หมอล็อต คุณประวัติศาสตร์ คุณดุลสิทธิ์ และคุณสาโรจน์ประพันธ์ สรุปได้ว่า หนึ่ง โขลงของมันอาจแตกตื่นอะไรสักอย่าง เช่น ช้างใหญ่ตัวผู้ชนกัน จนโขลงแตกกระจัดกระจาย สอง ลูกช้างตัวนี้อาจอ่อนแอมาก เดินตามโขลงไม่ทัน จนแม่ต้องทิ้งมัน แต่ไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด

แล้วก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาว่า "อ๋อ แม่มันคงยังเป็นนักศึกษามั้ง"
พวกเรายิ้มหัวเราะ..กันได้ไม่นาน...
....ลูกช้างป่า"เขาใหญ่" หลง "แม่" สิ้นใจแล้ว.......

ลูกช้างป่าเขาใหญ่สิ้นใจแล้วหลังทีมสัตวแพทย์พยายามช่วยชีวิตอยู่นานหลายวัน อาการก่อนตายสุดสลด
ท้องอืด ถ่ายเหลว หายใจสะดุด ดิ้นทุรนทุราย ให้ทั้งน้ำเกลือ-ออกซิเจน ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตลูกช้างน้อยได้ สุดท้ายสิ้นใจตายลงอย่างสงบ สัตวแพทย์ระบุเกิดจากอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง ทำให้ลูกช้างป่าหมดโอกาส
อยู่รอด เตรียมนำศพไปฝังต่อไป

จาก กรณีนักท่องเที่ยวพบลูกช้างแรกเกิดพลัดหลงกับแม่ช้างกลางป่าเขาใหญ่ ในวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา
โดยลูกช้างมีสภาพร่างกายอ่อนเพลียเพราะขาดน้ำ และได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
จึงนำลูกช้างตัวดังกล่าวมารักษาพยาบาล แต่ปรากฏว่าอาการไม่ดีขึ้น มีอาการท้องอืด ถ่ายเหลว หมดเรี่ยวแรงจนไม่สามารถลุกยืนได้ ซึ่งต่อมานายสัตวแพทย์พีรพร มณีอ่อน ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา และทีมสัตวแพทย์ ได้เดินทางมารักษาอาการอย่างเร่งด่วน มีการรักษาอาการป่วยโดยการให้น้ำเกลือกับออกซิเจน แต่ปรากฏว่าอาการของลูกช้างป่าก็ยังไม่ดีขึ้น กลับมีอาการแย่ลง หายใจติดขัดเป็นระยะๆ
มีอาการดิ้นทุรนทุรายอย่างน่าเวทนา จนทีมสัตวแพทย์ถึงกับสรุปว่ามีโอกาสรอดน้อยเต็มที ตามที่เสนอไปนั้น

ความคืบหน้าอาการป่วยของลูกช้างป่าตัวนี้ เริ่มเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสัตวแพทย์พีรพร มณีอ่อน และคณะยังคงทำการรักษาและเฝ้าดูอาการลูกช้างป่าตัวนี้อย่างใกล้ชิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ลูกช้างป่ามีอาการไม่ดี หายใจสะดุดและมีอาการดิ้นทุรนทุรายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ลูกช้างป่ายังคงนอนซม และมีอาการอ่อนเพลียเป็นอย่างมาก จนไม่สามารถช่วยตัวเองได้ เจ้าหน้าที่จึงได้แต่ปล่อยให้นอนนิ่งๆ ให้ยารักษาไปตามอาการ บางครั้งมีอาการดิ้นทุรนทุรายเพราะเจ็บในท้อง ไม่ยอมกินอาหารและมีอาการขาดน้ำมาก
แม้สัตวแพทย์จะให้น้ำเกลือช่วยเหลืออีกทาง ก็ไม่ทำให้อาการของช้างป่าตัวนี้ดีขึ้น กระทั่งเวลา 18.00 น.
ลูกช้างป่าตัวนี้จึงสิ้นใจตายอย่างน่าเวทนา เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเกิดจากสภาวะร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง
เจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการนำศพไปฝังต่อไป

รูปภาพ

เจ้าของ:  COMA! [ 09 พ.ย. 2009, 20:52 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ช้างไทย.......ตามตำนาน.

:b35: :b35: :b35:

ไฟล์แนป:
kk_dn17.jpg
kk_dn17.jpg [ 94.55 KiB | เปิดดู 7216 ครั้ง ]

หน้า 1 จากทั้งหมด 2 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/