วันเวลาปัจจุบัน 11 ก.ค. 2026, 08:51  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 22 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2013, 14:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8158

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
วัดบรรพตคีรี (วัดภูจ้อก้อ) อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
จาก..หนังสืออัตโนประวัติหลวงปู่หล้า เขมปัตโต


คำนำ

หนังสือชีวประวัติเล่มนี้ แรกเริ่มคุณอินทร์ถวาย (พระอาจารย์อินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก) มาร้องขอข้าพเจ้าหลายๆ ครั้ง (ดังรายละเอียดในรูปเล่ม) ครั้นต่อมา พวกอุบาสกอุบาสิกาของพระพุทธศาสนาทางพระนครหลวง กรุงเทพฯ ได้มาวิงวอนร้องขอข้าพเจ้าให้อนุญาตจัดพิมพ์

ข้าพเจ้าได้พิจารณาหลายๆ รอบ หลายๆ นัยก็เข้าใจได้ว่าคงเจตนาจะพิมพ์จริง ข้าพเจ้าจึงได้อนุญาตเพราะเห็นว่า จะเป็นประโยชน์ในทางธรรมะบ้างไม่มากก็น้อย ส่วนการติชมของชาวโลกนั้น เป็นธรรมประจำโลกอยู่แล้วไม่ขาดเลย แต่ก็มีหลักเกณฑ์อยู่ว่าไม่ให้ขี้ขลาดต่อความดีของตนอันจะพอทำได้ ให้ขี้ขลาดต่อความชั่วอย่าได้อาจหาญล่วงละเมิด เมื่อมานึกถึงเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็เบาใจได้ปัญญาเกิดขึ้นมาที่ดวงใจให้คำนึง มีใจพอพึงอนุญาตให้ตีพิมพ์

บรรดาท่านผู้จะพิมพ์หนังสืออันเกี่ยวกับธรรมะฟรีไว้เพื่อเป็นคติมากเล่มน้อยเล่มก็ดี เป็นของหาได้ยาก เพราะเกี่ยวกับทรัพย์สินบ้าง เกี่ยวกับไม่มีศรัทธาบ้าง และก็เป็นของหาได้ยากอีกด้วย และอีกอย่างหนึ่งธรรมดาชีวประวัติชาวพุทธแล้ว จะทุกข์จนข้นแค้นในด้านอามิส ลาภยศ สรรเสริญ สุขสักเพียงใดก็ตามที แต่ถ้าหากว่ามีความประพฤติดีมาอาชีวะชอบ เป็นต้น ก็สมฐานะของชาวพุทธอยู่มีชีวประวัติคุณค่าสูง เสียชีพดีกว่าเสียสัตย์ เสียชีวประวัติก็เสียชีพดีกว่า


แท้จริงชีวประวัตินี้จะเขียนหรือไม่เขียน มันก็มีอยู่ในตัวทุกๆ ท่าน เพราะความลับไม่มีในโลก นตฺถิ โลเก รโห นาม แต่เขียนไว้ดีกว่าไม่เขียน ท่านผู้ชอบอ่านก็จะได้อ่าน ผู้เขียนประวัติของตนเองยังไม่มรณภาพนั้นเองยิ่งดี เพราะมีโอกาสให้ผู้อื่นคัดค้านได้ทุกเมื่อ (สำหรับคำจริงแล้วไม่พูดอีกก็จริงอีก เมื่อยิ่งพูดก็ยิ่งจริง) ท้ายแห่งคำนำโดยย่อนี้ ด้วยเดชพระพุทธศาสนา จงเป็นสุขทุกถ้วนหน้าทั่วทั้งไตรโลกาอยู่ทุกเมื่อเทอญ.

พระหล้า เขมปตฺโต

คำนำ (เพิ่มเติม)

ทุกวันนี้มีไสยศาสตร์ต่างๆ เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา เป็นต้นว่าพวกรูป เหรียญ ล็อคเก็ตแขวนคอ เหล่านี้เป็นต้น สำหรับตัวของข้าพเจ้าไม่ได้ยินดีด้วยมาแต่ไรๆ แล้ว และองค์หลวงปู่มั่นก็ไม่ส่งเสริมด้วย ครูบาอาจารย์องค์หลวงปู่มหาบัวก็ไม่ส่งเสริม และติเตียนฝ่ายที่เคยเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นที่เคยเอาหลวงปู่มั่นไปอ้างอิงว่าเป็นอาจารย์ของตน แล้วก็ทำรูปเหรียญขึ้น รุ่นนั้นรุ่นนี้ แต่ข้าพเจ้าเป็นผู้มีกิเลสมาก ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายมากกว่าเม็ดหิน เม็ดทรายในท้องมหาสมุทร ๔ มหาสมุทรก็ตาม ย่อมไม่ยินดีด้วยทั้งนั้น

เมื่อเป็นดังนี้ เมื่อท่านผู้ใดทำรูป ทำเหรียญข้าพเจ้าไปขายก็ดี หรือเอาไปแจกฟรีก็ดี ข้าพเจ้าไม่ยอมอนุญาตเป็นอันขาด ถ้าใครฝืนก็จะขออารักขาต่อทางการ ถ้าไม่ฟังก็เอาเรื่องตามกฎหมายของบ้านเมือง เพราะทุกวันนี้ยุ่งเหยิงในเรื่องเหล่านี้มาก ข้าพเจ้าเข้าใจว่าการได้ผู้เล่นไสยศาสตร์มาเป็นพรรคพวกล้านๆ คน ไม่เท่าได้ผู้ถึงธรรมแท้มาเป็นพรรคคนเดียว

ปรารภน้อยไม่พออธิบาย ปรารภหลายหาว่าอวดดีจองหอง ถ้าความเห็นของข้าพเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิก็มอบให้ทุกข์กับสมุทัยซะ ถ้าหากว่าเป็นสัมมาทิฏฐิก็ทูลถวายต่อมรรคกับนิโรธ ส่วนตัวข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างนี้ถอนไม่ออกเสียแล้ว จะว่าอุปาทานก็ยอมรับ

ยุคสุดท้ายบ้านหนองผือ สกลนคร ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมองค์หลวงปู่มั่น ๔ พรรษาติดๆ กัน ๒๔๘๙, ๙๐, ๙๑, ๙๒, ๙๓ จนถึงฌาปนกิจองค์หลวงปู่มั่นเสร็จเรียบร้อย ใน พ.ศ. ๒๔๙๓ องค์หลวงปู่มั่นไม่มีปฏิปทาไสยศาสตร์ทำรูป ทำเหรียญ ล็อคเก็ต เครื่องลางของขลังอยู่ยงคงกระพัน และวิชาเสน่ห์ วิชาหุงปรอท เป็นต้น เหล่านี้ไม่มีในองค์ท่านเลย จึงลงไปปักษ์ใต้กับองค์หลวงปู่เทสก์ ๓ พรรษา แล้วกลับขึ้นมาจำพรรษากับองค์หลวงปู่มหาบัว ยุคบ้านห้วยทรายอีก ๓ พรรษา คราวอยู่กับองค์หลวงปู่มั่น ๔ พรรษาติดๆ กันนั้นจนถึงฌาปนกิจ ถ้าจะบวกกันเข้าก็คล้ายๆ ๔ ปีกว่า มีองค์หลวงปู่มหาบัวเป็นมือขวาขององค์หลวงปู่มั่นควบอยู่ด้วย ให้เข้าใจว่ายุคบ้านหนองผือนั้น องค์หลวงปู่มั่นไปอยู่ก่อน ๑ พรรษาแล้ว คือ พ.ศ. ๒๔๘๙ ติดต่อกันจนถึงฌาปนกิจ ๒๔๙๓ ดังกล่าวแล้วนั้น มีองค์หลวงปู่มหาบัวเป็นพยานได้

เมื่อเป็นดังนี้ ถ้าข้าพเจ้าปีนเกลียวส่วนนี้ ก็เท่ากับว่าข้าพเจ้าเอาหัวองค์หลวงปู่มั่นมาเหยียบเล่นจริงไหม เทวดาเอ๋ย...


หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

รูปภาพ
พระอาจารย์อินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2013, 14:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8158

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


สารบัญ

๏ คำนำ
๏ คำนำ (เพิ่มเติม)
๏ ข่าวอารมณ์
๏ มูลเหตุการเขียนประวัติ
๏ วงศ์ตระกูลฝ่ายบิดา
๏ วงศ์ตระกูลฝ่ายมารดา
๏ มรดกที่อยากได้
๏ ความประทับใจในวัยเด็ก
๏ บรรพชาและอุปสมบทครั้งแรก
๏ ห้วงทุกข์แห่งฆราวาส

๏ คืนสู่เพศพรหมจรรย์
๏ ไม่ไว้ใจในสังขารทั้งปวง
๏ ญัตติธรรมยุต
๏ การภาวนาพรรษาแรก
๏ ไปหาหลวงปู่มั่น
๏ การปวารณาปัจจัยสี่ตลอดชีวิต
๏ โอวาทท่านอาจารย์สีลา
๏ จงตั้งใจภาวนา
๏ พบพระอาจารย์อุ่น
๏ ถึงถ้ำพระเวส

๏ ปรากฏการณ์ที่ถ้ำพระเวส
๏ สติตั้งอยู่กับกายใจ
๏ อาลัยถ้ำพระเวส
๏ ความเห็นเป็นยาเสพติด
๏ ไตรสิกขา
๏ มอบกายถวายชีวิตต่อพระอาจารย์มั่น
๏ อาจริยวัตร
๏ การซ้อนผ้าบิณฑบาต
๏ การฉันในวัดป่าบ้านหนองผือ
๏ ข้อปฏิบัติต่อหลวงปู่มั่น

๏ หนึ่งทุ่มประชุมกันที่กุฏิหลวงปู่มั่น
๏ ผู้จะต้องถูกเข่นอย่างหนัก
๏ กรรมฐานที่หลวงปู่มั่นสอน
๏ การลาไปวิเวกของหลวงปู่มหา
๏ ข้าพเจ้าขอติดตามไปด้วย
๏ ลาท่านอาจารย์มหาไปวิเวกบ้านโพนงาม
๏ เสือตัวร้าย คือ เสือหลง
๏ ชีวิตพระป่า
๏ พบพระอาจารย์ฝั้น
๏ อดีต อนาคต เป็นเมืองขึ้นของปัจจุบัน

๏ ถ้ำอัตตกิลมถานุโยค
๏ พบพระอาจารย์ฝั้นที่ถ้ำบ้านไผ่
๏ ฝูงผึ้งต้อนรับที่ผาแด่น
๏ ความอัตคัดคือสมบัติของพระธุดงค์
๏ พบหมูป่าลูกอ่อน
๏ อุบายทรมานสัตว์โลก
๏ เมื่อหลวงปู่รับกิจนิมนต์
๏ ท่านพระอาจารย์มั่นถาม ภาวนาเป็นไง
๏ วิธีทดสอบตนเองขณะภาวนา
๏ ธรรมะหลวงปู่มั่น

๏ หลวงปู่มั่นเผาศพอาจารย์เนียม
๏ สมัยพุทธกาลเก็บศพไว้กี่วัน
๏ การเผาศพอย่างสมเกียรติพระกรรมฐาน
๏ ระเบียบปฏิบัติวัดหนองผือ
๏ พระอาจารย์มั่นถือผ้าบังสุกุลตลอดชีวิต
๏ เสนาสนะยุคบ้านหนองผือ
๏ ปี ๒๔๙๐ พระเถระผู้ใหญ่มาศึกษาธรรม
๏ พิธีปลุกเสกพระพุทธรูป
๏ หลวงปู่มั่นอาพาธ ไปพักวัดร้างบ้านนาใน
๏ ธุคงควัตรจัดเป็นมัชฌิมาปฏิปทา

๏ อาหารบิณฑบาตประเสริฐกว่า
๏ หลวงปู่สั่งไว้
๏ วิทยุ ตู้เย็น โทรทัศน์
๏ คำอธิษฐานของหลวงปู่หล้า
๏ ดวงประทีปใกล้สิ้นแสง
๏ วัดแตกสาแหรกขาด
๏ สิ้นแล้วร่มโพธิ์แก้ว
๏ ปรึกษากันถวายพระเพลิง
๏ แจกบริขารหลวงปู่มั่น
๏ บาตรหลวงปู่มั่น

๏ วันถวายพระเพลิง
๏ มูลค่าบังสุกุลที่ข้าพเจ้าได้รับ
๏ ไปวิเวกกับหลวงปู่เทสก์
๏ หลวงปู่เทสก์รับนิมนต์ไปปักษ์ใต้
๏ ท่าแฉลบ จันทบุรี
๏ พบหลวงปู่เทสก์อีก
๏ ภูเก็ต-พังงา
๏ พรรษา ๖ จำพรรษาโคกกลอย
๏ หลวงปู่มั่นในนิมิต
๏ กติกาของคณะสงฆ์

๏ อุบายกลับอีสาน
๏ วิเวกถ้ำกรรจ์
๏ อาจารย์ภูเขาทอยพาให้เข็ดหลาบ
๏ พักเขาเฒ่าพบงูใหญ่
๏ อ่าวลึก-แหลมสัก
๏ ที่ป่าช้าจังหวัดตรัง
๏ รถไฟ รถใจ รถธรรม
๏ กลับอีสาน
๏ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เมตตา
๏ ถึงห้วยทรายกราบหลวงปู่มหา

๏ ได้พบกัลยาณมิตรอีก
๏ กรรมจุดป่าดักนก
๏ วิเวกภูเก้า
๏ ลัทธิพิสดาร
๏ พรรษา ๑๔ ก่อตั้งภูจ้อก้อ
๏ ไม่เคยใช้อุบายเรี่ยไร
๏ ยุคภูจ้อก้อปัจจุบัน
๏ คู่ต่อสู้ที่แท้จริง
๏ ศาสนธรรมคุ้มครองโลก
๏ โลกุตตรจิต โลกุตตรธรรม

๏ เจตนาผิดปิดทางหลุดพ้น
๏ สติ ปัญญา เป็นอาจารย์
๏ ผู้น้อมธรรมบูชากิเลส
๏ อรหัตผล กับกรรมเก่า
๏ ผู้ไม่ต้องระวังใจ
๏ ยินดีในปัจจุบัน คือ ปฏิบัติถูกทาง
๏ ธรรมเนียม กับ ธรรมวินัย
๏ ทำดี ทำชั่ว ไม่ล้าสมัย
๏ ผู้จะพ้นทุกข์ในปัจจุบัน
๏ วิญญาณมีจริงหรือ

๏ ผลย่อมสมควรแก่เหตุ
๏ จิตที่เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว
๏ นักหลบมิใช่นักรบ
๏ จิตที่เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว
๏ แว่นส่องทางส่องใจ
๏ โสวนโสเวียนในโลกสงสาร
๏ ความดีมิใช่มาจากดิน ฟ้า อากาศ
๏ ผู้หลงผู้รู้
๏ บัดนี้ เราจะดูเราตาย
๏ คำแถลง
๏ คำปรารภ

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2013, 14:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8158

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ข่าวอารมณ์

ข้าพเจ้าเป็นผู้มีกิเลสมากไม่พ้นทุกข์ง่ายเลย พอข้าพเจ้าเห็นรูปๆ เหรียญ ของลางของขลังเกจิอาจารย์ต่างๆ ซึ่งกำลังประชันขันแข่งกันในข่าวหนังสือต่างๆ ดังอย่างนั้นอย่างนี้ ข้าพเจ้าอยากจะอาเจียนออก และหลงแลบลิ้นออก และก็ขออภัยต่อแดดต่อลมที่ใช้มารยาทอันไม่งามต่อดินฟ้าอากาศ คงจะเป็นเพราะเพ่งออกนอก ไม่ โอปันนยิโก น้อมสอนตน นานาจิตตัง นานาธัมมังในเพศผ้าเหลืองนี้มีมากมายแท้ๆ ข้าพเจ้าเอาทิฏฐิของโลกมาป้อนทิฏฐิตนเองอย่างนี้ (คงเป็นคนพาลย่อมเพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง) แต่ไม่ได้อ้างบาลีเลยนะ

และก็เมื่อพุทธาภิเษกกินขนมและเอาตังค์ และอ้างว่าสงเคราะห์ผู้ใหม่เพื่อได้ทำบุญบ้าง แต่เมื่อผู้ใหม่ติคนิสัยแล้วก็แกะไม่ออก เลยไม่รู้ว่าความหมายของพระพุทธศาสนานี้เป็นรสชาติอย่างไร เป็นเพียงลวงคนโงให้จมดิ่งลงไป หรือประการใดก็ทราบยากนัก แม้ตนเองก็จะพลอยจมดิ่งด้วย วัตถุนิยมที่ได้มาในทางปีนเกลียวของพุทธแท้ธรรมแท้ สงฆ์แท้นี้ ก็ส่อให้บรรดาปราชญ์ให้ธัมมวิจยะ สอดส่องว่า อ้า...พระพุทธศาสนาทรงศักดิ์ศรีสูงกว่าโลกเป็นไหนๆ ทำไมบรรดาท่านผู้ปฏิบัติรักษาพระพุทธศาสนาใจจึงไม่รักษาเกียรติไว้บ้าง ยอมตัวต่ำช้าหาเลี้ยงชีวิตปีนเกลียวธรรมวินัยของพระองค์ที่ทรงบัญญัติไว้จนดูไม่ได้เล่า ขอให้แดดลมเอ๋ยตอบเถิด

ด้านมรรค ผล นิพพาน ก็คงจะทรงพระนิพพานอยู่ตามเคย หาได้ยอมสละลงมาเล่นกับสนามบ้ากิเลสไม่ บ้ากิเลสก็คงไม่มีวันจะรู้ตัวรู้ใจรู้ธรรมได้ง่าย เคยเดินวนเวียนอยู่หรือวิ่งอยู่ตามถนนสายโลภ สายโกรธ สายหลง สอบได้ปริญญาเอกแบบได้คะแนนเต็ม ชั้นที่ ๑ เสมอ กิเลสชวนเขียนก็เป็นบ้าเขียน เมื่อรู้เท่าบ้าแล้ว บ้าก็คงละอายบ้างกระมัง พระบรมศาสดาเมื่อรู้เท่ามารแล้ว มารก็หายวับไป ณ ที่นั้น แต่เรารู้เท่าสัญญาความจำ ความจำก็คงเบาจากอุปาทานแล้ว อุปาทานไม่มีในปัจจุบันแล้ว อุปาทานในอดีต อนาคตก็ต้องหายไป ณ ที่นั้นเอง ที่นี้เองละนะอนิจจา และก็ว่าตามเป็นจริงแล้วเราจะยึดถืออะไรก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่ามันล่วงไปเองไม่จำเป็นเราจะไปสมมุติให้มันเกิดดับ มันเกิดดับเอง แต่มีหน้าที่รู้ตามเป็นจริงเท่านั้นเอง...

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2013, 14:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8158

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

นโม เม สัพพพุทธานัง
นโม เม สัพพสัจจธัมมานัง
นโม เม สัพพสังฆานัง


ขอนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย พร้อมทั้งพระอริยสัจธรรม และพระอริยสงม์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ระลึกได้ไม่ระลึกได้ก็ดี ขอผูกขาดจองขาด เคารพนอบน้อมอยู่ในกาลทุกเมื่อ เอาเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่ปฏิบัติบูชา เพื่อดับทุกข์ทั้งปวงโดยไม่เหลือในปัจจุบันชาตินี้เทอญ

ดูก่อนท่านผู้ใจสูงธรรมสูงทุกถ้วนหน้า แมลงภู่แมลงผึ้งไม่เบื่อหน่าย ร่าเริงบันเทิงใจในเกสรดอกไม้ฉันใด บรรดาท่านผู้ใจสูงธรรมสูง ก็ไม่เบื่อไม่หน่าย ย่อมร่าเริงบันเทิงใจบันเทิงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณ เปิดเผยไว้แล้ว

อนึ่ง อันว่า ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้นเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เลย เรื่องทุกข์จิตทุกข์ใจนานาอเนกเพิ่มเข้าอีกเล่า ก็ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นอีก หาประมาณไม่ได้

เมื่อยังไม่มีญาณอันถ่องแท้ว่าพ้นทุกข์ในสงสาร จะสำคัญตัวว่าเป็นสุขสักเพียงใดก็ตาม ก็เป็นเรื่องโกหกพกลมตนเองอยู่โดยตรงๆ แบบไม่รู้ตัวอีกด้วย มิหนำซ้ำเป็นวิชาทำตัวให้เป็นหมันอีกด้วย เพราะวันเวลาชีวาล่วงไปไม่กลับหลัง กรรมนิยมกรรมบันดาลผูกมัดรัดไว้ ให้กลายเป็นธรรมเมาธรรมมัวไป พระอรหันต์จำพวกเดียวเท่านั้น จะอยู่เหนือธรรมและผลของกรรมไปได้ เหลือนอกนั้นยังเป็นทาส อยู่ได้อำนาจกรรมและผลของกรรมทั้งนั้น แต่กรรมและผลของกรรมนั้น ว่าโดยย่อจำแนกออกเป็นสอง เป็นโลกิยกรรมหนึ่ง เป็นโลกุตรกรรมหนึ่ง โลกิยกรรมนั้นแบ่งออกเป็นหลายจำพวก เป็นพวกมนุษย์ก็มี เป็นสัตว์เดรัจฉานก็มี เป็นเปรตก็มี เป็นสัตว์นรกก็มี เป็นเทวดาก็มี เป็นพรหมก็มี สารพัดจะบรรยายให้จบได้เพราะมากมายนัก

ส่วนที่เป็นโลกุตรกรรมนั้น มีอยู่เจ็ดจำพวก นับแต่พระโสดาปัตติมรรคไป จนถึงพระอรหัตมรรค (เว้นพระอรหัตผลเสีย) เมื่ออยู่ใต้กรรมและผลของกรรมแล้ว ผู้ที่เชื่อกรรมและผลของกรรมลงได้สนิทแล้ว เรียกว่า ได้ทรัพย์ขุมต้น คือขุมศรัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และก็จะรู้จักเลือกเฟ้นสิ่งที่ควรหรือไม่ควร เพราะได้ดวงตาดวงปัญญาดวงธรรมแล้ว ขุมทรัพย์ภายในขุมอื่นๆ ก็เปิดประตูรับไปในตัว

ศรัทธาที่ประกอบกับปัญญาสมดุล จึงเป็นอริยศรัทธาเบื้องต้น พรหมจรรย์ของพระพุทธศาสนา เป็นศรัทธาปัญญาที่บรรจงก้าวหน้าด้วยศรัทธาและปัญญาที่สมดุลกัน เพื่อหลุดเพื่อพ้นจากปัญหาโลภ ปัญหาโกรธ ปัญหาหลงของตนที่ดองสันดานมานมนาน ศรัทธาและปัญญาชั้นนี้ เป็นอาวุธพอที่จะต่อสู้กับความหลงชั้นกลางได้บ้างแล้ว ต้องเอาออกให้เสมอๆ ไป ความหลงนับวันจะตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว


๏ มูลเหตุการเขียนประวัติ

ชีววิสัยที่นิยมใช้กันในโลกๆ ว่าเราๆ ท่านๆ เขาๆ เป็นต้น บัดนี้ได้ล่วงกาลผ่านเวลามาถึงเจ็ดสิบปีเข้าแล้ว ถอนตัวมาปฏิบัติฝ่ายธุดงควัตรตั้งแต่ ๒๔๘๘ จนถึงเวลาที่กำลังเขียนอยู่นี้ เป็นวันที่ลงมือเขียนวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ แล้ว พรรษา ๓๖ ย่าง ล่วงมาผ่านกองทุกข์มาน่าสังเวช เป็นเหตุให้นึกคำนึงถึงการเขียนชีวประวัติและก็มีพระภิกษุอินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก หาสมุดมาไว้ให้เขียนทั้งหลายๆ เล่ม พร้อมทั้งนิมนต์วิงวอนให้เขียนด้วย ที่เธอหาสมุดมาให้ ก็เป็นเวลาล่วงมาสองสามปีแล้ว และก็มีคุณเวินที่จำพรรษาอยู่ด้วยมาได้หลายปี ได้กล่าวว่า ท่านอาจารย์อินทรถวายมาเยี่ยมคราวใด ก็ได้ถามกระผมอยู่เสมอว่า องค์ท่านเขียนแล้วหรือยัง กระผมตอบว่ายังไม่ทันได้เอาใจใส่เขียน เมื่อเป็นดังนี้ เหตุผลในการเขียนก็จวนตัวผู้เขียนเข้ามา และคุณอินทรถวายเล่าก็ได้บวชอยู่กับเจ้าตัว ได้รับทุกข์ลำบากมาก ในยุคต้นของภูจ้อก้อมาติดๆ กันเก้าพรรษา และโยมบิดาโยมมารดาของเธอพร้อมทั้งวงศ์ตระกูลของเธอด้วย ก็ปฏิบัติใกล้ชิดกับภิกษุสามเณรฝ่ายปฏิบัติมานมนานด้วย นับแต่ยุคห้วยทราย หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นมาจนถึงปัจจุบันยุคภูจ้อก้อนี้ ถ้าไม่บรรยายมาบ้าง ก็คล้ายๆ กับว่าจะแอบได้แอบเสียในประวัติของตน ยกหางตนเองขึ้น เหมือนโคและกระบือถ่ายอุจจาระออก แต่ก็ต้องยอมเสียสละการติชมก่อน จึงจะลงมือเขียนได้ ถ้าหวังจะแบกการติชมไปพระนิพพานด้วย หลังก็จะหักตายเกิดคาโลกอยู่ ไปไม่ได้

การเขียนประวัติของตนเอง พร้อมทั้งเผ่าพงศ์วงศ์ตระกูลของตนที่ผ่านมาในสงสารเฉพาะปัจจุบันชาติ นับแต่รู้เดียงสามาคงไม่เหลือวิสัยอะไรนัก ทั้งจะได้เพิ่มธรรมสังเวชเข็ดหลาบในชาติๆ ภพๆ เพิ่มขึ้น พระบรมศาสดาระลึกชาติได้โดยไม่ยากตั้งล้านอสงไขย พระอรหันต์สาวกสาวิกาจำพวกบุพเพนิวาสก็ดี ก็ระลึกได้หลายๆ กัปหลายๆ กัลป์ เราเพียงแต่จะระลึกแต่รู้เดียงสามาจนถึงแก่ลักๆ ลั่นๆ บ้างก็ถือว่าเหลือวิสัยเสียแล้ว

อนึ่ง ท่านผู้อื่นเขียนประวัติของเรายอมถูกบ้างผิดบ้าง แต่ต้องผิดนั่นแหละเป็นส่วนมาก เพราะไม่ได้ติดตามกันอยู่ทุกอิริยาบถของกาย วาจา จิต เพราะสมัยนั้นๆ ยุคนั้นๆ เจตนาของจิตเจตสิกตั้งไว้อย่างไรบ้าง เป็นต้น ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะไม่ใช่เจ้าของประวัติ เจ้าของประวัติเขียนเอง ก็รับผิดชอบได้สนิท มอบบาปบุญคุณโทษไว้กับเจ้าของประวัติซะ

๏ วงศ์ตระกูลฝ่ายบิดา

หันมาปรารภวงศ์ตระกูลฝ่ายบิดา เป็นคนชาวนา ปู่ทวด ย่าทวด ได้มรณะเสียแล้ว ส่วนปู่นั้น ชื่อปู่นามฮุง นามสกุลเสวตร์วงศ์ อยู่บ้านงอย อำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี มณฑลอุดร เพราะสมัยนั้นเป็นมณฑล แต่คุณปู่คงเกิดก่อนตั้งเมืองอุดรมานมนานแล้ว พี่ชายของคุณปู่ชื่อธรรมวงษ์ น้องชายของคุณปู่อีกคนชื่อ อั้ง น้องชายของคุณปู่อีกคนชื่อ เฒ่าขี้คุย แต่ชื่อจริงของท่านแท้ไม่รู้ได้ คุณย่าชื่ออะไรไม่ทราบได้ คุณย่ามรณะไป ข้าพเจ้ายังเล็กอยู่ วงศ์ตระกูลคุณย่าก็ไม่ชัดได้ และก็น่าเสียดายที่ไม่ได้เรียนถามบิตามารดาไว้ และก็ต้องยอมรับว่า โง่ๆ เง่าๆ ที่ล่วงไปแล้ว

คุณปู่คุณย่ามีบุตรร่วมกันสิบคน ชายห้า หญิงห้า

คนที่หนึ่ง คือนางอ่อนศรี มีลูกสามคน คุณป้าอ่อนศรีมีอายุยืนแปดสิบปี

คนที่สอง ชื่อนางคำมี มีบุตรสี่คน

คนที่สาม ชื่อนางเป้ มีบุตรห้าคน

คนที่สี่ เป็นโยมบิดาของข้าพเจ้า ชื่อว่า นายคูณ เสวตร์วงศ์ จารย์คูณก็ว่า ท่านมีบุตรแปดคน หญิงห้าคน ชายสามคน

คนที่หนึ่งชื่อว่า นายสิงห์ (ทิดสิงห์)

คนที่สองชื่อนางสีดา

คนที่สามชื่อนายทองดี (ทิดทองดี) ผู้ใหญ่บ้านทองดีก็ว่า

คนที่สี่ชื่อ นางบุญมี

คนที่ห้าชื่อ นางจันที

คนที่หกชื่อ นางแก้ว

คนที่เจ็ดชื่อ นางแหวน

คนที่แปดคือ ข้าพเจ้าผู้เขียนนี้เอง

แปลว่า ข้าพเจ้าเป็นลูกคนสุดท้องของมารดา ให้เข้าใจว่าลูกทั้งแปดคนนี้สี่ปีเป็นระยะๆ จึงเกิดร่วมกันคราวหนึ่ง แต่ปัจจุบันที่เขียนนี้ ยังมีชีวิตอยู่เพียงพี่สาวสองคนเท่านั้น คือพี่แก้วกับพี่แหวน แต่ก็ต่างคนก็ต่างแก่ตามธรรมชาติของธรรมฝ่ายสังขาร อายุขัยเทียบได้กับเวลาสายัณห์ตะวันเย็นริบหรี่ๆ ลงลับขอบภูเขาหรือขอบฟ้า ถ้าสติปัญญาไม่กล้าเหนือไปจากความที่ว่าหลงๆ ไหลๆ ต้องตายคาไตรเหตุแล

ลูกของคุณปู่ผู้อันดับห้าชื่อ นายบุญ กำนันบุญก็ว่า มีบุตรสี่คน

ลูกคุณปู่คนที่หกชื่อ นางลุน มีบุตรเจ็ดคน

ลูกของคุณปู่คนที่เจ็ดชื่อ นายปาน (กำนันปาน) มีลูกหนึ่งคน

ลูกของคุณปู่คนที่แปดชื่อ นายด้วง (ทิดด้วง) มีบุตรสามคน

ลูกของคุณปู่คนที่เก้าชื่อ นางแสง มีบุตรห้าคน

ลูกของคุณปู่คนที่สิบ คือ นายหล้า (ผู้ใหญ่บ้านหล้า) มีบุตรสี่คน

ที่ปรารภฝ่ายโยมของบิตามานี้ ถ้าจะบรรยายถึงลูกๆ หลานๆ เหลนๆ ของท่านให้ละเอียดแล้ว ก็จะไม่ได้จบสิ้นโดยง่าย แม้จะเป็นเชื้อสายวงศ์น้อย และวงศ์ใหญ่สักเพียงใดก็ตาม ก็ไม่พ้นแตกสลายตายไป เมื่อไม่พ้นจากกรรม ก็ต้องอยู่ใต้กรรมและผลของกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วทั้งนั้น เมื่อกิเลสยังไม่จบสิ้น ก็จะได้มาเที่ยวเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นญาติกัน ในทางกิเลสทั่วทั้งสรรพไตรโลกาอยู่นี้แล

ที่กล่าวมา ก็พอให้เป็นหลักสมดุลกับการเขียนประวัติบ้างเท่านั้น จะเอาอดีต อนาคต ปัจจุบันไปพระนิพพานด้วยย่อมเป็นไปไม่ได้ ที่มักอ้าง มักอาศัยปัจจุบันเป็นมรรคภาวนาเอาเป็นตัวศีล สมาธิ ปัญญา กลมกลืนกันทันเวลา ก็เพื่อมิให้สงสัยภาวนาเรียงแบบอยู่หนังสือภายนอก จะกลายเป็นงมปลานอกแหนอกอวน ชวนให้ส่งส่ายไปทางนอก จะไม่รู้จักวิธีเดินทางแห่งมรรคจิตมรรคใจ มรรคสติมรรคปัญญา จึงได้เอาจิตเอาธรรมพร้อมทั้งสติปัญญาในปัจจุบัน เป็นเรือเป็นแพแจวข้ามฟากความหลง เมื่อข้ามได้แล้วย่อมไม่ติดผู้รู้อยู่ ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบันด้วย เพราะไม่ได้ไปปล้นจี้เอาอดีต เอาอนาคต เอาปัจจุบันมาเป็นตัวตนให้เป็นกังวล เพราะทอดอาลัยด้วยญาณอันถ่องแท้สลัดคืนแล้ว พร้อมทั้งถอนอาลัยอยู่ในตัว การทะเยอทะยานในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ที่เรียกว่าตัณหา ก็ดับลงไป ขณะเดียวพร้อมๆ กันในตัว ไม่มีอันใดก่อนอันใดหลัง เหมือนพระอาทิตย์ส่องแสงจ้า มืดนั้นแลนาก็หายไปพลันทันกาล

ถ้าจะปรารภแต่พงศาคณาญาติ ไม่มีธรรมเป็นบทบาทมาว่าบ้าง ก็ดูว่าไปหน้าเดียวเตลิดเปิดเปิง ใจไม่บันเทิงเพราะเป็นเรื่องโลกๆ ท่านผู้มีปัญญามาอ่านพบเข้าก็จะหัวเราะเยาะ เรื่องการเขียนและการอ่านก็คงออกมาจากกายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขารทั้งนั้น พระนิพพานมิได้มาอ่านด้วย มิได้มาเขียนด้วยเพราะมิได้รับใช้สังขารใดๆ

ขออภัยท่านผู้อ่านมากๆ เรื่องวงศ์ตระกูลฝ่ายบิดา สำหรับโยมบิดาของข้าพเจ้า ท่านมรณะก่อนโยมมารดา ๓ ปีท่านเป็นโรคชราอายุย่างเข้า ๘๐ ปี ท่านไม่กระวนกระวายตอนหัวค่ำ ในวันนั้นลูกทั้งหลายล้อมท่านที่นอนป่วยอยู่ ท่านสั่งว่า อะไรๆ พ่อก็ได้สั่งไว้แล้ว ลูกๆ อย่าได้ทะเลาะกัน วันนี้เองคืนนี้เองอย่าพากันมารบกวนให้พ่อกินน้ำ พากันอยู่นิ่งๆ พ่อจะนอนภาวนา แล้วทายไว้แต่หัวค่ำว่า ส่องแสงเงินแสงทองในตอนเช้านี้พ่อจะตาย นี้หมายความว่า ทายแต่หัวค่ำคืนนั้น เพราะเหตุว่าพ่อรู้ในตัวของพ่อแล้ว ธรรมดาคนเราเมื่อเสลดขึ้นพันคอแล้วไม่มีกำลังขากออกก็ต้องตาย ลูกเอ๋ย ที่นี้ส่วนลูกทั้งหลายมีข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าสมัยนั้น ข้าพเจ้ายังไม่ทันบวชมีครอบครัวอยู่ และในคืนวันนั้นเอง บิดานอนตะแคงข้างขวาไม่กระดิกตัวเลยตลอดรุ่ง พอถึงเวลาที่ท่านนั้นหมายท่านก็เงียบไปเลย ไม่กระดิกให้ปรากฏในส่วนกายอันใดเลยแม้แต่นิดเดียว ลูกทั้งหลายที่จ้องดูอยู่จนไม่เห็นพิรุธคล้ายคนหลับไปเลย ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ท่านได้ทราบข่าว ว่าน่าอัศจรรย์นัก

ข้อที่ควรเขียนพิเศษ ข้าพเจ้าเป็นลูกคนสุดท้อง ไม่เคยเห็นบิดาดื่มสุรา ไม่เคยเห็นเครื่องดักสัตว์น้ำสัตว์บกไว้ในตัวท่าน แต่เป็นคนไม่รวยและไม่ยอมเป็นหนี้ใคร ผู้ที่ท่านรวยๆ สมัยนั้น ธรรมดาคนบ้านนอกมีเงินเหรียญบาทในสมัยนั้นหนึ่งหมื่นบาท ก็เล่าลือว่าเป็นคนรวยที่สุดสมัยนั้น แต่สำหรับบิดาของข้าพเจ้ามีเงินเพียงร้อยบาทเท่านั้น แต่ชอบให้ทานที่สุด ผู้มีเงินหมื่นบริจาคทานห้าบาท บิดาของข้าพเจ้าขี้ทุกข์ๆ ก็ได้ทานห้าบาทด้วยเหมือนกัน ในครอบครัวของบิดาข้าพเจ้า ถ้าไม่ได้ใส่บาตรวันหนึ่งก็ทะเลาะกัน

๏ วงศ์ตระกูลฝ่ายมารดา

ย้อนมาปรารภเผ่าพงศ์วงศาของโยมมารดา ท่านเป็นคนอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เป็นคนชาวนาโต้งๆ แม้วงศ์ของโยมบิดาก็ดี มารดาก็ดี เป็นลาวละว้าอย่างเต็มภูมิ พูด (คำว่า) ยี่สิบ ไม่เป็น พูดเป็นแต่ ซาว (หมายความว่าในการนับ) แต่ตาทวดยายทวดนั้น ไม่รู้ประวัติเสียแล้ว เพราะมิได้เรียนถามท่านไว้ รู้จักแต่ชื่อคุณตาและคุณยายเท่านั้น โยมคุณตาชื่อวิเศษ โยมคุณยายชื่อตุ้ม แต่ไม่รู้จักนามสกุล โยมคุณตา โยมคุณยายมีบุตรด้วยกันหกคน

คนที่หนึ่งชื่อ นางหนู

คนที่สองชื่อ นางคำ

คนที่สามชื่อ นางแพง คือ โยมมารดาของข้าพเจ้า

คนที่สี่ชื่อ นางงวก

คนที่ห้าชื่อ นางข่า

คนที่หกคือ นางหล้า พอนางหล้าโตมาพอคลานเป็น คุณโยมยายก็มรณะไปเสียแล้ว ในขณะนั้นโยมป้าหนู ผู้เป็นลูกหัวปี ก็มีอายุราวสิบเก้าปี เมื่อโยมคุณตาทำฌาปนกิจ พร้อมทั้งทำบุญอุทิศถึงโยมคุณยายที่มรณะไป เสร็จสิ้นแล้ว จึงคำนึงว่าเราจะอยู่บ้านดู่โรงนานี้ต่อไป ก็ดูว่าอนาคตแผ่นดินจะคับแคบ และเวลานี้โจรผู้ร้ายก็ชุกชุม ในอนาคตเล่าก็จะชุกชุมหนักขึ้นอีก เราทราบอยู่แล้วว่าทางเหนือบ้านหมากแข้ง คือค่ายมีที่ดินกว้างขวางว่างเวิ้งมากมายนัก เราขายไร่นาเรือกสวนบ้านช่อง แล้ว พาลูกโยกย้ายขึ้นไปอยู่ เห็นจะเป็นการไม่ฝืดเคืองในอนาคตมากกระมัง

เมื่อโยมคุณตาตกลงใจดังนี้แล้ว ก็ขายของทอดเทแบบลดราคา พาลูกสาวทั้งหกคน หาบเอาของที่พอหาบได้ เดินด้วยฝีเท้า บ้านแตกสาแหรกขาด ผู้มรณะไปก็ยังไม่ทันนาน อนิจจตาธรรมตามนำทำให้วิโยค จิตใจโศกติดคล้อยละห้อยหวน มีแต่ทุกข์ทั้งมวลในสรรพไตรโลกา ผู้กำลังเขียนอยู่นี้นาเป็นบุตรหลานของท่าน อารมณ์อันน่าสังเวชมาผ่าน ก็ยิ่งปรากฏคุณบิดามารดา ปู่ย่า ตายาย มีพระคุณมากหลายอเนกอนันต์ เทียบกับพระคุณของพระอรหันต์ก็ได้ไม่ผิด พระบรมศาสดาเป็นพระมหาบัณฑิต ได้กล่าวไว้แล้ว ปลงใจเชื่อแล้ว พร้อมทั้งยกธงขาว ไม่มีวันจะกล่าวลบหลู่ดูแคลน ฝังใจลงแน่นเท่ากับภูเขาหลวง จนลุล่วงถึงซึ่งพระนิพพานไม่หวังเนิ่นนานในปัจจุบันชาติแล

หันมาต่อเรื่องโยมแม่กับโยมคุณตา พาครอบครัวโยกย้ายบ่ายหน้า ขึ้นมาทางเหนือด้วยฝีเท้า โยมป้าหนูผู้เกิดหัวปีหาบเอาของอันพอจะเอาได้ โยมป้าคำอุ้มเอาน้องผู้ชื่อว่าหล้าพอคลานเป็นนั้น ผลัดเปลี่ยนกันกับมารดาของข้าพเจ้าผู้ชื่อนางแพง ซึ่งขณะนั้นอายุราวสิบสองปีเท่านั้น สิบห้าคืนสิบห้าวันจึงถึงถิ่นอุดร ที่เรียกกันว่าค่ายหมากแข้ง (หมายเหตุ คำว่า ค่ายหมากแข้งนั้นเพราะสมัยนั้นยังไม่ทันใส่ชื่อจังหวัดอุดรธานี) ในสมัยนั้น อยู่ห่างจากอุดรปัจจุบันไปทางทิศเหนือประมาณสิบกว่ากิโลเมตร ก็เลยตั้งบ้านอยู่ที่นั้น ได้ชื่อว่าบ้านกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีจนบัดนี้

โยมคุณตาได้สงวนที่ดินไว้หลายร้อยไร่ และสงวนเลี้ยงโคและกระบือไว้เป็นจำนวนร้อยกว่าตัว วัดบัวบาน บ้านกุดสระอันสืบมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เป็นที่ดินของโยมคุณตาทั้งนั้น โยมคุณตาเข้าใกล้ชิดวัดอย่างโชกโชนตลอดเกี่ยวกับปัจจัยสี่ บ้านของวงศ์ตระกูลนี้ก็อยู่รอบวัดทางทิศใต้และทิศตะวันตกของวัดเป็นส่วนมาก พอบ้านกุดสระนั้นเจริญขึ้น เพราะทยอยกันมาจากโคราช อำเภอปักธงชัยอีกก็มาก มาจากที่อื่นก็มี กลายเป็นตำบลมีหลังคาเรือนประมาณสองร้อยหลัง เจ้าอาวาสได้เป็นอุปัชฌาย์มีผู้เคารพนับถือโด่งดังในสมัยนั้น เป็นมหานิกาย นิยมเรียนมูลเดิมและเทศน์ใบลาน

ปรารภเรื่องติดต่อไปอีกว่า ลูกสาวของโยมคุณตาทั้งหกนี้ สมควรแก่เวลาอายุแต่ละรายของลูกสาวแล้ว ก็แต่งงานมีครอบครัวขึ้นที่บ้านกุดสระทุกๆ คน

เมื่อคิดดูแล้ววงศ์ตระกูลฝ่ายมารดาก็ดี ฝ่ายบิดาก็ดี ของข้าพเจ้าผู้เจ้าของประวัตินี้ ถ้านับทั้งลูกๆ หลานๆ เหลนๆ ของท่านทั้งหลายเหล่านั้นรวมกันเข้า ทั้งผู้ตายและผู้เหลือที่สืบไปเป็นทอดๆ แล้ว จะเป็นคนกี่ร้อยครอบครัว ถึงแม้ว่ามนุษย์ เทวดา มาร พรหม ตลอดถึงสิ่งที่เป็นรูปขันธ์ นามขันธ์ จะเกิดขึ้นแล้วแปรปรวนและดับไป ในสรรพไตรโลกธาตุก็จริง ถึงกระนั้น ก็ยังยัดเยียดเบียดเสียดกันอยู่ พร้อมทั้งสรรพกองทุกข์ด้านกิเลสภายในด้วย และ (ในสมัย) รัชกาลที่หกก็มีพลเมืองในประเทศไทยเราสิบสี่ล้านเศษเท่านั้น แต่ปัจจุบันที่กำลังเขียนอยู่นี้ สี่สิบล้านแล้วหรือไฉน

สังขารทั้งปวงที่มีใจครองและไม่มีใจครองก็ดี เกิดขึ้นอยู่ทุกกาล แปรปรวนอยู่ทุกกาล ดับไปทุกกาล

นอกจากสังขารไม่มีอันใดจะเกิดขึ้น นอกจากสังขารไม่มีอันใดจะแปรปรวน นอกจากสังขารไม่มีอันใดจะดับไป นอกจากสังขารไม่มีอันใดจะเป็นทุกข์

นอกจากทุกข์ก็ไม่มีอันใดจะเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ก็ไม่มีอันใดจะแปรปรวน และดับไป นอกจากอนิจจังก็ไม่มีอันใดจะเกิดขึ้นตั้งอยู่แปรปรวน และดับไป นอกจากอนิจจังก็ไม่มีอันใดจะเป็นอนิจจัง และก็ไม่มีอันใดจะเป็นทุกขัง นอกจากทุกข์ไม่มีอันใดจะตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ก็ไม่มีอันใดจะแปรปรวน นอกจากทุกข์ก็ไม่มีอันใดจะดับไป ทุกข์เท่านั้นแหละเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นแหละแปรปรวน ทุกข์เท่านั้นแหละดับไป

ทุกข์ก็ดี อนิจจังก็ดี ก็มีความหมายอันเดียวกัน จะปรารภอนิจจังโยงมาหาทุกขัง จะโยงทุกขังมาหาอนิจจัง กลับไปกลับมาก็มีความหมายอันเดียวกัน ถ้าเข้าใจว่าเป็นความหมายคนละอันแล้ว เรียกว่า หลงบัญญัติและปัญญาก็ยังไม่ชัดแจ้ง ไม่พ้นความสงสัยในอนิจจังและทุกขัง

ส่วนอนัตตาเป็นธรรมอันลุ่มลึกในพระพุทธศาสนามากมายนัก ถ้าขาดปัญญาญาณอันถ่องแท้แล้ว ก็มักจะยืนยันว่าสูญจนเลยเขตเลยแดนเลยเถิดไป เมื่อไม่รู้แจ้งชัดในอนัตตาแล้ว ไฉนจะไม่ติดอยู่ในอัตตาด้วย ไฉนจะไม่ติดอยู่ในอนัตตาด้วย นักภาวนาเกิดทุ่มเถียงเกี่ยงงอนกันในเรื่องอนัตตาจนหน้าดำหน้าแดง จนกลายเป็นสงครามกิเลสอนัตตาเป็นส่วนมาก อัตตา อนัตตา ไม่ใช่ไฟกิเลส ไม่ใช่ไฟทุกข์ ไม่มีพิษสงอันใด จริงตามสมมติ จริงตามปรมัตถ์เท่านั้น เพราะปรมัตถ์เป็นธรรมฝ่ายลุ่มลึกของความเป็นจริงอันลึกซึ้ง มีทั้งเกิดทั้งดับ และมีทั้งไม่เกิดไม่ดับรวมกันอยู่ ถ้าเทียบกับอาหาร ก็มีทั้งก้างและเนื้อและกระดูก รวมอยู่ในถ้วยหรือในชามหรือในหม้ออันเดียวกัน นักวิจัยไม่พิสูจน์ให้ชัดในกรรมฐาน ปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรมที่ตนตั้งไว้มั่นโดยเฉพาะ ย่อมถูกต้มโดยความหลงใหลของตนเองที่ดองอยู่ในขันธสันดานที่ล้อมรอบอยู่ในเมืองจิตใจ

๏ มรดกที่อยากได้

พลิกจิตตสังขารมาปรารภประวัติต่อไป ข้าพเจ้าเกิดวันที่ ๑๙ ปีกุน เดือนกุมภาพันธ์ ขึ้น ๓ ค่ำ วันจันทร์ เวลาตอนเช้า พ.ศ. ๒๔๕๔ นี่เป็นโยมมารดาบอกอย่างชัดแจ้ง ธรรมชาติของโยมมารดาข้าพเจ้ามีนิสัยชอบจดจำ ลูกทั้งแปดคนเกิดออกจากอุทร ท่านจำวันเกิดข้างขึ้นหรือข้างแรม เดือนปีได้ทุกๆ คน ไม่สุ่มเดาและไม่เก้อเขินเลย แปลกแต่ไม่รู้วันที่ คงจะเป็นเพราะท่านไม่รู้หนังสือ

ทีนี้บ้านที่ข้าพเจ้าเกิด บ้านกุดสระ หมู่ที่ ๒ ตำบลกุดสระ อำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี มณฑลอุดร (สมัยนั้นเป็นมณฑล) (แต่ไม่ตรงกับใบสุทธิเมื่ออุปสมบท เพราะเมื่ออุปสมบท เขียนหมู่ที่ตำบล อำเภอตามปัจจุบันที่อุปสมบท) แล้วก็วิทยฐานะ ป.๒ เท่านั้น อาชีพทำนาตลอดทั้งโคตร บิดานายคูณ นามสกุลเสวตร์วงศ์ มารดาชื่อนางแพง บ้าน อำเภอ จังหวัด มณฑล เขียนไว้แล้วในหน้านี้ เพราะเขียนลักลั่นสุ่มสี่สุ่มห้า นึกเห็นอันใดก็เขียนลงคดี ไม่เอาไปตรวจในสนามหลวง เอาคะแนนอันใดหรอก และคงไม่มีโทษ

ขณะที่มีอายุหกปี ได้ถามบิดาว่า “พ่อ บ้านของเรามีบุญหรือไม่”

พ่อตอบว่า “มี”

ถามต่อไปว่า “มันเป็นก้อนเหลืองๆ หรือพ่อ”

พ่อตอบว่า “เออ มันเป็นก้อนเหลืองๆ นั้นแหละลูก”

พ่อตอบลูกแล้วพ่อก็เลยยิ้มอยู่ และเวลาโอกาสได้ไปนา พี่สาวทั้งหลายก็ดำนาอยู่ ส่วนตนก็เล่นอยู่ตามนาที่คราดแล้วเตียนๆ ใกล้ๆ นั้น บิดาปรารภเย็นๆ ขึ้นพร้อมทั้งชี้มือว่า “นาตอนนี้จะให้ลูกคนนั้น คนนี้ ส่วนบักหล้าจะให้แถวนี้ไป”

ตอบพี่สาวและบิดาว่า “ไม่เอาหรอก”

พี่สาวพูดต่อไปว่า “ไม่เอา มึงจะไปเอาที่ไหน”

ตอบพี่สาวว่า “นั่นวัดข้า นั่นนาข้า”

แล้วชี้มาทางวัด เพราะวัดก็อยู่ใกล้นาบ้าง เมื่อบิดาได้ยินแล้วก็ยิ้ม และก็ได้เคยไปเล่นในวัดเป็นนิจในฤดูแล้ง เพราะบ้านอยู่ใกล้วัด ภิกษุหนุ่มสามเณรหนุ่มท่านชอบพูด ชอบถามด้วย เมื่อได้ยินท่านท่องหนังสือก็ดี เทศน์ตามใบลานก็ดี เป็นสำเนียงอีสานฟังแล้วจับใจ เนื้อความในการเทศน์ดังนี้

“เม มะยา ตนผู้ข้าชื่อว่าอานนท์ สุตัง สุตตะวา อันว่าสูตรอันนี้ ได้ฟังแล้วจากพระพุทธเจ้าแห่งเรา แท้ดีหลีแลนา” ดังนี้ เป็นต้น

๏ ความประทับใจในวัยเด็ก

พ.ศ. ๒๔๖๕ ก็ออกจากโรงเรียนได้เพียง ป.๒ เท่านั้น ในระหว่างอายุสิบสองปี ได้มีพระธุดงค์องค์หนึ่งได้มาพักอยู่ที่ตอนหัวนา บิดาก็ไปทำร้านถวายให้พัก ท่านจะพักที่นั้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ พรรษาของท่านล่วงแล้ว ๗ พรรษา ชื่ออาจารย์คำภา อยู่บ้านโพนเลา อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี บิดาของท่านเคยเป็นสหายกับบิดาข้าพเจ้า และตัวของท่านก็เคยเป็นสหายกับพี่ชายของข้าพเจ้า ผู้ชื่อว่าทิดทองดี จึงเป็นที่คุ้นเคยเคารพนับถือกันมาแต่ยุคบิดาตลอดมาปัจจุบัน

เวลาที่พระธุดงค์พักอยู่ที่นั้น เมื่อเลิกจากโรงเรียนแล้ว บิดาข้าพเจ้าก็ให้ข้าพเจ้าไปรับต้มน้ำร้อนถวายท่าน ก่อนเก้านาฬิกาตอนเช้าก็เหมือนกัน ไปคอยรับให้ท่านเพื่อประเคนของ คนอายุ ๑๒ ปีรู้สึกสังเกตพระเป็นโดยไม่มีใครบอก เมื่อเห็นท่านมีอากัปกิริยาเรียบร้อย พร้อมทั้งฉันในบาตรรวมลงทั้งหมดทั้งหวานและคาว เอาข้าวและกับไว้ในบาตร พอดี เหลือไว้ในบาตรเพียงสองสามคำ แลไม่ฉันอืดอาดอยู่นานด้วย รีบล้างมือและปาก และล้างบาตรเช็ดเรียบเร็วพลันเรียบร้อยคล่องแคล่ว ไม่ปึงปังป๊กเป๊กอะไร ก็ยิ่งรู้สึกเลื่อมใส เคารพรักองค์ท่านมาก ผิวพรรณวรรณะของท่านก็ผ่องใสและเดี๋ยวนี้ก็ไม่จืดจางองค์ท่าน ระลึกเวลาใดก็ไม่จืดจาง คงไม่หนีจากรสเค็มคือเกลือ

บิดาของข้าพเจ้าย่อมไปนอนด้วยองค์ท่านทุกคืน ศึกษาธรรมะ ท่านเล่าให้บิดาฟังว่า เดินธุดงค์ไป ก้มหน้าทอดจักษุพอประมาณ ภาวนาพุทโธ ติดต่อไปพร้อมกับเดินไม่รู้ว่า ข้ามน้ำโขงแต่เมื่อไร เหลียวหลังคืนเห็นแม่น้ำโขงอยู่ข้างหลังข้ามมาแล้ว คำลับของท่านมิได้เล่าทั่วไป เล่าให้บิดาข้าพเจ้าฟังเท่านั้น

ท่านเล่าเรื่องถ้ำเอวมองที่ท่านไป ว่ามีสะพานหินข้ามเหวไปประมาณสองเส้น ส่วนเหวนั้นลึก มองลงไปใต้สะพาน เห็นซากพระและบาตรอยู่หลาย ๆ ซาก เพราะลื่นสะพานหินตกลง ส่วนท่านนั้นพลาดลงแบบเบาๆ แต่ตะครุบทันบาตรบุบบ้าง ไปด้วยกันห้าองค์ ไปลงท้องมรณะกลางทางก็มี ไปพลาดสะพานหินตกลงมรณะก็มี เหลือแต่ท่านองค์เดียวได้เข้าถึงถ้ำนั้น ถ้ำนั้นมีประตูหินปิดเป็นห้องๆ ไปเป็นระยะๆ ไป ห้องทีแรกมืด ภาวนาติดต่อพุทโธอยู่ไม่ขาด ปรากฏได้ยินเสียงเปิดประตูดังอี๊ดอ๊าดๆ ไม่ได้เดินเข้า นั่งขยับเข้าผ่านถ้ำ มืดแล้วก็สว่างตา มีเสือโคร่งอ้าปากใส่ เสือจริงไม่ใช่รูปหิน ทำท่าทางให้กลัวพิลึก พ้นห้องนั้นแล้ว ถึงห้องกองเงินกองทอง พ้นห้องนั้นไป ได้ยินแต่เสียงพูด ไม่เห็นตัว พูดเสียงเย็นๆ ไพเราะว่า “ลาสิกขาเสียเน้อ ไปมีเมียเสียเน้อ” เสียงหนึ่งพูดขัดกันมาทันทีแบบไพเราะเย็นๆ ว่า “ถ้าท่านลาสิกขา ก็เท่ากับว่าตายจากธรรมอันจะพึงได้พึงถึง ท่านอย่าลาเน้อ”

นี้แหละคนอายุสิบสองปีจำได้ เพราะบิดารับมาจากท่านแล้วเล่าให้ฟัง และท่านได้เล่าเรื่องท่านไปวิเวกดอยคิชฌกูฏอเนกปริยาย เพราะท่านไปถึง มูลค่าปัจจัยเงินเหรียญเขาถวายท่านหลายร้อยหลายพันระหว่างที่ท่านไปวิเวก แต่ท่านมิได้สะสม เกิดที่ใด สละไว้ที่นั้น

๏ บรรพชาและอุปสมบทครั้งแรก

ครั้นอายุล่วงเข้าสิบแปดปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรในวัดบัวบานบ้านกุดสระนั้น มีพระอุปัชฌาย์หนู ติสสเถโร เป็นเจ้าอาวาส มีอายุพรรษามาก เพราะอายุขัยของท่านก็แก่กว่าบิดามารดาของข้าพเจ้า เพราะท่านก็บวชแต่ยังหนุ่มแน่น และบิดามารดาเล่า ก็ดำริอยากให้ข้าพเจ้าบวช พร้อมทั้งเจ้าตัวก็ดี พระอุปัชฌาย์ก็ดี มีความเห็นตรงกันก่อนจะปรารภกันอยู่แล้ว ไม่มีสิ่งกินแหนงแคลงใจอันใด และอุปัชฌาย์ก็เปิดประตูทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้ปฏิบัติใกล้ชิด

พรรษาแรกเรียนหนังสือธรรมใบลาน พร้อมทั้งเรียนหนังสือสูตรสวดมนต์ไหว้พระเช้าเย็น เรียนสิบสองตำนานแบบพิสดาร พร้อมทั้งขัดตำนาน ธรรมจักร มหาสมัย อนัตตลักขณะ อาทิตตะ อนุโมทนาวิธี สวดแจง การเรียนก็ดี การท่องบ่นสาธยายก็ดี สมัยนั้นต่างก็ถือเอาเป็นจริงเป็นจังกันในสำนัก

พรรษาที่สองท่องนวโกวาทจบแต่ฤดูแล้ง แต่ที่จริงพรรษาที่สองแต่ฤดูฝนท่องหนังสือธรรมจักร มหาสมัย อนัตตะ อาทิตตะ จบแล้ว ครั้นถึงพรรษาที่สาม ออกพรรษาแล้วเดือนพฤศจิกายน ก็ลาสิกขาจากสามเณร คัดเลือกทหารเดือนเมษายน มารดาวิตกวิจารณ์เกรงจะถูกทหาร ก็พอดีคัดเลือกทหารได้ดีหนึ่ง แต่จับสลากไม่ถูก แปลว่าลาสิกขาจากสามเณรอยู่หกเดือนจึงคัดเลือกทหาร

พอเดือนพฤษภาคมในปีนั้นก็เข้าอุปสมบทเป็นพระในวัดเดิม อุปัชฌาย์เดิม สมัยนั้นใครลาสิกขาไปวันหนึ่งสองวันก็ตาม เมื่อกลับมาบวชใหม่ต้องได้เรียนนักธรรมชั้นเก่าของตน แม้จะสอบได้แล้วก็ตามให้สอบอีก ข้าพเจ้าก็สอบอีกได้คะแนนเทียบโท คราวนี้ได้สิบเอ็ด คำว่า แปลว่า ให้ถูก แปลว่าสอบนักธรรมตรีในสนามหลวงได้สองครั้ง ได้ใบประกาศสองใบ พอสอบนักธรรมแล้วไม่นาน ก็ได้ลาสิกขาจากพระภิกษุ

(มีต่อ)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2013, 14:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8158

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


๏ ห้วงทุกข์แห่งฆราวาส

การลาจากเพศพระภิกษุไม่อยากจะลาเท่าใด แต่หมู่เพื่อนพาคะนองก็ลาไปตามเพื่อน พอลาสิกขาจากพระภิกษุได้หกเดือน ก็แต่งงานอยู่ด้วยกัน ปีหนึ่งก็เลิกกัน ได้บุตรคนหนึ่งเป็นเพศหญิง ห่างจากนั้นหนึ่งปีก็แต่งงานอีก ที่เขตเทศบาลชานเมืองอุดร คือบ้านเดื่อ ต.หนองบัว สถานีรถไฟหนองบัว

ห่างจากแต่งงานเก้าปี มีบุตรสามคน ผู้หัวปีเป็นชาย ผู้ที่สองเป็นหญิง ผู้ที่สามเป็นชาย แต่ผู้ที่เป็นหญิงนั้นพอได้สามปีก็ถึงแก่กรรมไป

ในปีครบที่เก้านั้นเอง ภรรยาป่วยอยู่สิบห้าวันก็ถึงแก่กรรมไป เสร็จฌาปนกิจแล้วก็พักอยู่อีกปีหนึ่ง มารดาของข้าพเจ้าก็มรณะไป อายุของท่านล่วงไป ๘๐ ปี แล้วก็มอบหมายลูกให้ป้าแก่น สามีชื่อคำภา ฝ่ายชาวนา

ป้าแก่นนั้นเป็นพี่สาวภรรยาของข้าพเจ้า ท่านเป็นหมันไม่มีบุตร ได้ลูกข้าพเจ้าทั้งสองคน คือเด็กชายเสาร์อายุแปดปี เด็กชายหลุย อายุสามปี พร้อมทั้งเรือกสวนไร่นา เรือนชานบ้านช่อง กระบือสามตัว สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เป็นมรดกของผู้ตายคือภรรยา ได้แบ่งกรรมสิทธิ์กันก่อนตายแล้ว แปลว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ขวนขวายทำอะไร ในด้านยุ้งข้าวและเรือนชาน ตลอดถึงที่ดิน โค กระบือ มีแต่ตั้งหน้าทำนากินเท่านั้น เพราะมรดกเป็นของภรรยา ส่วนป้าแก่นอันเป็นพี่สาวของภรรยาผู้เป็นหมันนั้น มรดกก็ปันไว้ส่วนหนึ่งต่างหากไว้ก่อนน้องสาวมรณะแล้ว ส่วนน้องชายป้าแก่นสามคน พี่ชายป้าแก่นคนหนึ่งนั้น เขาก็แบ่งคนละส่วนๆ ไว้เรียบร้อยแต่ก่อนแล้ว ผู้ได้รับโชคก็ป้าแก่น คือได้หลานผู้ชายสองคน ทั้งมรดกของหลานก็ได้อยู่ในกำมือบริหารด้วย เพราะเป็นหมัน มีหน้าที่จะได้หาบุตรมาเลี้ยงอยู่ตรงๆ

แต่ข้าพเจ้าก็มีโชคทางบวช ตั้งแต่ทิ้งภรรยาคนก่อนก็นึกจะบวชอยู่แล้ว แม้บิดาก็แนะนำให้บวชอยู่แล้ว แต่คนถือมานะว่า เขาจะเย้ยว่าหาเมียไม่ได้แล้วหนีไปบวช เสียเปรียบเมียเก่า บิดาได้ฟังแล้วหัวเราะ มิหนำซ้ำขณะที่เมียผู้ที่สองนี้ยังไม่มีท้อง บิดาก็พูดทางลับคุมให้หนีไปบวชอยู่ เพราะบิดารักบวชยิ่งกว่าจะแต่งงานให้ลูกชายอยู่แต่ไรๆ มา และนิสัยของท่านไม่ยอมให้ท่านผู้อื่นบรรพชาหรืออุปสมบทให้ลูกของตนเลย คือฝ่ายบริขารจะบวช มิหนำซ้ำท่านคุยว่าลูกชายทั้งหมดจะพากันบวชจริง ปฏิบัติให้สมควรแก่พระจริงจะบวชจนวันตาย พ่อก็ยินดีส่งเสริมทุกเมื่อ ส่วนพวกเป็นเพศหญิงอันเป็นลูกๆ พ่อรับอาสาเลี้ยงเขาจนกว่าจะมีครอบครัวได้ แม่ของสูจะตายก่อนหรือหลังกู ก็พอมีฟืนไว้ให้เผาได้ ฟืนคือสตางค์ พ่อแม่เผ่าพงศ์วงศ์ตระกูลเป็นผู้มีสรณัง คัจฉามิ แห่งพุทธ ธรรม สงฆ์ เท่าที่ควร

๏ คืนสู่เพศพรหมจรรย์

ปรารภในเรื่องบวชต่อไป การบวชต้องบวชมหานิกายก่อน พระอุปัชฌาย์ที่บวชนั้น คือพระครูคูณ บ้านท่าตูม ได้นิมนต์ท่านมาบวชที่บ้านยาง บ้านยางนั้นมีหลวงพ่อทอง สุวัณณสโร เป็นเจ้าอาวาส และก็เป็นลูกศิษย์ของอุปัชฌาย์หนู บ้านกุดสระด้วย พระครูคูณก็เช่นกัน ได้นิมนต์ท่านอาจารย์เสาร์ บ้านดงลิง มาเป็นอนุสาวนาจารย์ หลวงพ่อทอง สุวัณณสโร เป็นกรรมวาจาจารย์ พระครูคูณเป็นอุปัชฌาย์

ไฉนจึงไม่ไปบวชธรรมยุตเล่า

ตอบว่า มารดากำลังชราภาพหนักเข้า เพราะที่นั้นอยู่ใกล้มารดา ไกลกันเพียงสองกิโลเท่านั้น จะได้เยือนมารดาสะดวกในทางธรรมะ และอุปัชฌาย์และอาจารย์สวดเล่า ก็ได้เคารพนับถือกันมานมนานพร้อมทั้งวงศ์วานด้วย และเมื่อองค์ท่านได้รับทราบข่าวว่าจะบวช องค์ท่านก็เปิดประตูทางกาย วาจา ใจ ด้วย และข้ามกรายไม่ได้ เพราะเกรงกระทบกระเทือน และองค์ท่านเล่าก็มีนิสัยใจคอกว้างขวางมากทุกๆ ด้าน

พ.ศ. ๒๔๘๖ นั้นเอง เป็นเดือนเมษายน พอบวชแล้วข้าพเจ้าก็ท่องหนังสือสูตรต่างๆ คืนมาได้หมดแต่พรรษาแรกตลอดทั้งนวโกวาทและธรรมวิภาค เล่ม ๑ เล่ม ๒ พร้อมทั้งเรียนนักธรรมโทต่อ ก็สอบนักธรรมโทได้ในปีนั้น

ครั้นพรรษาที่สอง ก็เรียนนักธรรมเอกต่อ สอบในสนามหลวงวัดโพธิสมภรณ์ อุดรฯ เพราะสมัยนั้น ทั้งธรรมยุต มหานิกายต้องไปสอบสนามหลวงวัดโพธิสมภรณ์แห่งเดียวกัน และข้าพเจ้าบวชมหานิกายคราวนี้ ได้ปฏิบัติข้อวัตรเคร่งขึ้นบ้างเฉพาะส่วนตัว พระอาจารย์เจ้าอาวาสก็ไม่ขัดข้อง คือฉันหนเดียว มื้อเดียว เอกาสนิกังคะ ไม่ฉันจิ๊บๆ แจ๊บๆ ตอนก่อนเที่ยงและเที่ยง เว้นไว้แต่เภสัชแก้โรค ฝ่ายขุดดินพรากของเขียวข้าพเจ้าก็งดเว้น มูลค่าข้าพเจ้าก็ไม่เก็บเองเพื่อสะสม มารดาก็มรณะในปีนั้น ท่านมีสติเงียบเรียบร้อย (คือตายคาภาวนาพุทโธ)

รูปภาพ
พระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พันธุโล)


๏ ไม่ไว้ใจในสังขารทั้งปวง

ฌาปนกิจศพมารดาเสร็จแล้ว ก็กราบลาอุปัชฌาย์อาจารย์สวด ไปหาท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) สมัยนั้นท่านเป็น พระเทพกวี ส่วนอุปัชฌาย์อาจารย์เดิมท่านก็ห้าม แสดงความอาลัยอเนกปริยาย จึงกราบเรียนท่านว่า “กระผมบวชเมื่อแก่ อายุขั้นสามสิบ ลูกตายเสีย เมียตายจาก ถ้าอยู่ใกล้บ้าน ไม่ได้ปฏิบัติสะดวก โลกจะกล่าวว่าบวชเลี้ยงชีวิต และการบวชคราวนี้ ก็เห็นภัยในสงสารอย่างเต็มที่ ไม่ไว้ใจในชีวิตเลย และไม่ไว้ใจในสังขารทั้งปวงด้วย อยากจะไปปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ในสงสารขอรับ”

ท่านฟังแล้วก็มีกิริยาสังเวช ก็เลยอนุญาต กราบลาท่านแล้ว ก็จัดแจงแต่งบริขารให้หลานชายคนหนึ่งชื่อบุญหลาย บุญมาตุ่น ซึ่งเป็นลูกชายของพี่สาวผู้ที่ชื่อว่านางแก้ว ตามไปส่งถึงวัดโพธิสมภรณ์ มหาสุพัฒน์ อันเป็นหลานของข้าพเจ้า ก็เป็นพระเลขาของท่านเจ้าคุณ พักอยู่ชั้นล่างกุฏิของท่านเจ้าคุณ แล้วก็ขึ้นไปกราบเท้าท่าน แล้วถวายหนังสือรับรองให้องค์ท่าน

หนังสือรับรองนั้น มหาเฉลิมหลานเขยที่เป็นครูสอนโรงเรียนอยู่บ้านยาง เขียนรับรองให้ และมหาเฉลิมก็เป็นพี่เขยมหาสุพัฒน์ เคยได้บวชกับท่านเจ้าคุณมานมนานในวัดโพธิสมภรณ์นั้นแล้ว ทั้งได้เป็นลูกศิษย์อยู่ใกล้ชิดท่านเจ้าคุณ ยุคก่อนมหาสุพัฒน์มา แล้วได้ลาสิกขา ไปสอนโรงเรียนฝ่ายโลก นับว่าเป็นโชคดีที่เหมาะสมทุกประการ แม้ท่านเจ้าคุณเทพกวีก็รู้จักเผ่าพงศ์วงศ์ตระกูลของข้าพเจ้าดีพอแล้ว เพราะเป็นตระกูลที่มีสัมมาอาชีพ องค์ท่านก็รับไว้แบบเบาใจเบาธรรม

เมื่อองค์ท่านเมตตารับแล้ว ก็ให้พักอยู่ชั้นล่างกับพระมหาสุพัฒน์นั้น ประมาณเจ็ดวัน องค์ท่านก็สั่งให้โยมวัดป่าหนองน้ำเค็มมารับเอาไปปฏิบัติ รอญัตติในวัดป่าโพธิ์ชัย บ้านหนองน้ำเค็มนั้น มีหลวงพ่อบุญมีเป็นเจ้าอาวาส ไกลจากวัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานีประมาณสิบสองกิโลเมตร เป็นตำบลเชียงยืน ขึ้นอำเภอเมืองอุดรฯ และวัดป่าโพธิ์ชัย หนองน้ำเค็มนั้น เป็นวัดที่เขาสร้างถวายพระอาจารย์ใหญ่มั่น ในคราวพระอาจารย์ใหญ่มั่นกลับจากเชียงใหม่มาอุดรฯ ที่ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์นิมนต์มาพักฤดูแล้ง พอถึงฤดูฝนปีนั้น หลวงปู่มั่นก็จำพรรษาที่วัดป่าโนนนิเวศน์ ชานเมืองอุดรฯ ทางทิศเหนือของเมืองอุดรฯ เป็นมงคลดี

จะกล่าวถึงหลวงพ่อบุญมี วัดป่าโพธิ์ชัย หนองน้ำเค็ม อำเภอเมืองไว้บ้าง ในส่วนปฏิปทาของท่าน ท่านก็ได้ศึกษาเรียนกับหลวงปู่มั่น ในคราวหลวงปู่มั่นพักอยู่วัดป่าหนองน้ำเค็มนั้น เป็นอย่างจริงจัง รู้จักและอ่านออกข้อวัตรทุกประการบ้างพอควรในการปฏิบัติของหลวงปู่มั่น และท่านก็เคารพรักหลวงปู่มั่นแบบไม่จืดจางได้

หลวงพ่อบุญมีปฏิบัติเคร่งครัดพอควร อายุ ๗๒ ปี พรรษาย่างเข้า ๑๘ พรรษา ท่านมีอุบายสั่งสอนเยือกเย็นแยบคายพอควร ด้วยให้หนักไปในการหลุดพ้นโดยด่วนในสังสารทุกข์ ไม่พาทำงานจุกๆ จิกๆ อะไร เพราะปัจจัยสี่ในสำนักพอเป็นพอไปได้แล้ว พาเร่งรัดความเพียรโชกโชน กลางวันไม่ให้หลับเคลิ้มเลย ทั้งตรงต่อเวลาด้วยตามกาลของข้อวัตร ตอนกลางคืนก็ให้หลับประมาณสามสี่ชั่วโมงเท่านั้น

๏ ญัตติธรรมยุต

ครั้นถึงเดือนกุมภาพันธ์ในฤดูแล้งปีนั้นเอง ท่านเจ้าคุณเทพกวี (จูม พันธุโล) ก็สั่งให้เข้าไปญัตติ พอได้เวลาจัดแจงบริขารเพิ่มพอเพียงแล้ว พร้อมทั้งญาติโยมและพระที่ไปด้วยสององค์ ก็พากันเดินด้วยฝีเท้าไปถึงวัดโพธิสมภรณ์ เมืองอุดรธานี ไปหาท่านที่กุฏิ กราบเท้าถวายนมัสการท่านว่า

“เกล้าต้องทำพิธีลาสิกขาออกจากมหานิกายก่อนหรือประการใดหนอ”

องค์ท่านกรุณาว่า “ไม่ต้องดอก เพราะเจ้าเป็นผู้ตั้งใจดูว่าดีแล้ว นุ่งเหลืองห่มเหลืองตามเดิมเข้าญัตติ มหาสุพัฒน์เอ๋ย เอามีดโกนมาเราจะโกนหัวให้เป็นพิธี ผมจะไม่ยาวพอโกนก็ตาม เราลงมือโกนให้เป็นสิริ”

เมื่อพิจารณาตามพระวินัยแล้ว องค์ท่านทำถูกมาก พระวินัยบอกไว้ว่า อุปัชฌาย์จะโกนหัวให้สัทธิวิหาริกก็ควร เพราะต่างฝ่ายจะได้เคารพรักกันเป็นอตีตารมณ์

ครั้นโกนผมแล้ว องค์ท่านก็ให้พระไปตีระฆังมารวมที่โบสถ์แล้วก็เข้าญัตติ มีพระครูธรรมธร เป็นกรรมวาจาจารย์ พอเสร็จแล้วองค์ท่านก็ออกใบสุทธิให้ เลขนับจำนวนใบสุทธิ ๑๓๑๘ วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๘ เวลา ๑๓ นาฬิกา ๑๕ นาที ส่วนใบสุทธิเดิมใช้ไม่ได้เพราะคนละสังกัด

เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กราบเท้าลากลับวัดป่าโพธิ์ชัย หนองน้ำเค็มตามเดิม กลับถึงก็พอดีค่ำมืด แก้ปัญหาตอนนี้ได้แล้วรู้สึกเบาใจมากแล้วก็ต่อนิสัยกับหลวงพ่อบุญมีในวันนั้น ต่างก็ตั้งหน้าปฏิบัติไม่มีกังวลทางอื่นเลย

สมัยนั้นสถานที่วิเวกวังเวงดีนัก แต่มีงูกะปะมากเพราะเป็นดงป่าไม้ไร่บ้าง ต้นมะแหนบ้าง ต้นเอ็นหม่อนบ้าง พอถึงเวลาเข้าพรรษามีพระ ๕ รูป สามเณร ๓ รูปด้วยกัน มีการถือธุดงค์พอควร กลับถึงวัดแล้วไม่รับอาหารที่เป็นปัจฉาภัต หวานคาวรวมลงในบาตร องค์ไหนทำอาหารให้เหลือในบาตรในยามฉันอิ่มแล้วเท่าฟองไข่ไก่ ถือว่าไม่รู้จักประมาณในการเอาไว้ก่อนจะฉัน ไม่ถือว่าเป็นของลำบากด้วย ต่างก็รู้สึกสนุกใจด้วยการพอใจทำ เพราะมีแต่ท่านผู้ตั้งใจตามสมควรแท้

๏ การภาวนาพรรษาแรก

การภาวนาเฉพาะส่วนตัว ก็ได้กำหนดลมหายใจออกเข้าเป็นหลักเป็นส่วนมาก แท้จริงได้หัดทำแต่ยังอยู่เป็นฆราวาส คราวภรรยาตายแล้วเป็นต้นมา นิมิตเห็นแสงดาวและนิมิตก้อนเมฆที่ไหลผ่านแล้วแตกสลาย ได้น้อมลงสู่ไตรลักษณ์ เห็นประจักษ์แต่เป็นฆราวาสแล้ว

จิตที่รวมลงในอานาปาฯ ไม่ได้ยินเสียงใดๆ ตัดเสียงหมอลำที่เขาลำอยู่ในวัดที่กำลังเป็นพระมหานิกายอยู่ ก็ได้รู้จักรสชาติแล้วไม่สงสัย พอหมดกำลังก็ถอนออกมา ก็ได้คำนึงน้อมสู่ไตรลักษณ์แถมท้ายส่งเดช

ฉะนั้นการปฏิบัติมาแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน เดี๋ยวนี้ ท่านผู้ใดเล่าเรื่องนิมิตต่างๆ นานาสารพัดให้ฟัง ก็ฟังได้ แต่ไม่ตื่นเลย เพราะนิมิตทั้งหลายไม่ใช่พระนิพพาน เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนแตกสลายเท่านั้น เพราะไม่พ้นกองพลของไตรลักษณ์ เพราะนิมิตกับกิเลสมันเป็นคนละรสละชาติ กิเลสต่างจากนิมิตไกลกันริบหรี่เลย

อยู่กับหลวงพ่อบุญมีนิมิตไม่มาก แต่ถึงกระนั้น เตียงที่นอนอยู่พาเหาะลอยไปในอากาศก็มี บางทีเหาะขึ้นไปบนอากาศแล้วตีลังกาพลิกคว่ำพลิกหงายโลดโผน เดินจงกรมในอากาศ นอนกลางอากาศเข้าสมาธิก็มี และในเวลาที่นอนขวางอยู่บนอากาศเช่นนั้น ตอบตนเองว่า “นี้สิจึงเป็นสมาธิ” เมื่อหมดกำลังก็ถอนออกมา เห็นลมเข้าออกตามเดิม

อุปจารสมาธินี้เป็นไปโลดโผนต่างๆ นานา กุศลสมาธิชั้นนี้อยู่ใต้อำนาจอนิจจัง ผู้มีปัญญาน้อมลงสู่ไตรลักษณ์ได้เร็วพลันทันเวลา เป็นทาง (ป้อง) กันความสำคัญตัวว่าประเสริฐได้ เป็นทางไม่ให้นอนใจ ติดอยู่เพียงแค่นั้น ผู้ขาดการศึกษา มักพาให้เพิ่มบ้า ว่าตนภาวนาเก่ง ใครเทศน์ก็ไม่ลง เพราะขาดปัญญาปลงลงสู่อนิจจัง เพราะธรรมอนิจจังเป็นศาลยุติธรรมตัดสินฝ่ายสังขารธรรมไม่ลงบัลลังก์อยู่ทุกกาล ปัญญาญาณต้องรู้ตามเป็นจริงส่งคืน ไม่มีหน้าที่จะต้องไปปล้นไปจี้ว่าเป็น เรา เขา สัตว์ บุคคลอะไร จะกลายเป็นหักดอกไม้บูชาอวิชชา ความมัวความเมาให้บวกทวีคูณทวีขึ้น

นักภาวนาชอบมาติดอยู่ชั้นนี้ แกะยาก จนกว่าจะเห็นคุณและโทษในชั้นนี้ด้วยตนเองชัดเจน แล้วจึงจะข้ามพ้นจากความเข้าใจผิดไปได้สะดวก

รูปภาพ
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


๏ ไปหาหลวงปู่มั่น

เมื่อจำพรรษาครบไตรมาสแล้ว สิ้นกาลจีวรเดือนพฤศจิกายน ข้างแรม (แต่ปีนั้นได้รับกฐินอยู่) ก็ลาหลวงพ่อบุญมีไปหาหลวงปู่มั่น แต่การไปจะเที่ยววิเวกไปด้วยฝีเท้า ไม่ไปตามทางถนน เว้นไว้แต่บางบ้านบางถิ่นไม่มีทางลัด หลวงพ่อบุญมีก็ไม่รู้ว่าจะห้ามประการใด ญาติโยมก็เหมือนกัน แต่ต่างฝ่ายต่างก็อาลัยกัน ตามธรรมเนียมของความวิโยค

ในการไปครั้งนี้มีผู้ร่วมทาง ๔ รูปด้วยกัน เป็นสามเณรองค์หนึ่งอายุสิบห้าปี และตาปะขาวคนหนึ่งอายุราวห้าสิบปี มีพระอีกองค์

พอวันใหม่ ฉันเช้าเสร็จ ได้เวลาก็กราบลาหลวงพ่อและญาติโยมออกจากสถานที่ เดินทางไปทางทิศใต้ ภาวนาพุทโธพร้อมก้าวเดินและวิจารณ์ใน พุทโธ ว่า ไม่เกิดไม่ดับไปไหน เกิดดับ เป็นแต่จิตตสังขารที่บริกรรม ถ้าจะภาวนาพระคุณออกไปข้างนอกก็ไม่มีที่สิ้นสุดได้ เพราะมีมาก ถ้าจะภาวนาย่นเป็นสาม ก็พระวิสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ แต่ก็ใหญ่หลวงไม่มีประมาณอีก

ย่นลงในผู้รู้เล่า ก็ไม่มีประมาณอีก ย่นลงในเอกคุณในปัจจุบัน ก็เป็นเอกคุณในปัจจุบันอันใหญ่หลวงอีก และธรรมเล่า สงฆ์เล่าก็กลมกลืนกันอยู่ในตัวแล้ว เป็นเชือกสามเกลียว เป็นเพียงใช้อักษรย่อบริกรรมเท่านั้น เมื่อตกลงในใจได้ดังนี้ ก็พอใจบริกรรมพุทโธพร้อมก้าวที่เดินไป

ค่ำพอดีก็ถึงบ้านแม่นนท์ พักที่วัดโบราณเก่าร้าง เป็นเขตอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรฯ มีต้นไม้เป็นธรรมชาติของป่าทึบ ไกลบ้าน เงียบสงัด มีโบสถ์ร้างผุพังลง กระจัดกระจายกว่าพันปี เขาบอกว่า “ผีดุมาก” แล้วก็พักอยู่ที่นั้นหนึ่งคืน ก็ไม่เห็นผีๆ ผาๆ อะไร ก็คงมีแต่ผีโลภ ผีโกรธ ผีหลงที่ดองสันดานตนอยู่ ยังไม่พ้นไปเท่านั้น

ครั้นบิณฑบาตฉันเช้าเสร็จก็เดินทางต่อไปทางทิศตะวันออกของบ้านนั้น ข้ามทางรถไฟตรงไปริมหนองหาน ผ่านบ้านกุดสระ บ้านพึก เมืองปัง บ้านเหล่านี้มีแต่ทุ่งโล่ง ถึงบ้านโพนทองค่ำพอดี

เวลาเดินทางก็ภาวนาพุทโธตามเคย ไม่จำเป็นไม่ได้พูดกัน พักที่นั้นหนึ่งคืน ฉันเสร็จเดินทางต่อ คำว่า “ฉันเสร็จ” นั้นพูดคำย่อ การบิณฑบาตเป็นวัตร และฉันในบาตรรวมภาชนะบาตรนั้นก็ดีและทั้งหวานคาวรวมนั้นก็ดี มื้อเดียวนั้นก็ดี ไม่ได้ลดละไปทางไหนได้ แม้บุหรี่ก็สมาทานไม่สูบแต่ต้นพรรษาแล้ว ใช้บริขารน้อย สะพายบ่าเดียว และเวลาเดินทางแต่ฉันเสร็จแล้วจนค่ำ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ดื่มน้ำ กระหายบ้างก็อดเอา เพราะเกรงเท้าแตกที่เรียกว่า ลงพื้น จนกลายเป็นโรคท้องผูกมาจนบัดนี้

วันนั้นเดินทางถึงตัวอำเภอหนองหาน พักหนึ่งคืนที่ศาลา บิณฑบาตฉันเสร็จ เดินทางต่อไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอหนองหาน มีแต่เนินสุดสายหูสายตา เงียบสงัด หมดวันก็ไม่เจอคนสักคนเลย ถึงบ้านคำตานา ค่ำพอดี ไปพักวัดร้างหนึ่งคืน เช้าได้เวลาฉันเสร็จเดินทางต่อ ข้ามบ้านตาด ถึงบ้านโพธิ์

ขณะที่เดินทางวันนี้เวลาเที่ยงแสกๆ กำลังเดินทางอยู่ นิ้วเท้าของข้าพเจ้าทางขาซ้ายนับจากแม่นิ้วมาเป็นนิ้วที่สอง ไปชนกับตอเล็กๆ ที่อยู่กลางทาง เล็บหลุดออกหมดเหลือแต่หนังนิดเดียวแขวนแกว่งอยู่

ได้กลั้นใจดึงออกทิ้ง เลือดไหลแดง จึงคว้ากำเอาหินทรายมาพอก ฉีกผ้าเช็ดเท้าที่พันกับตีนบาตรมาพันแล้วก็เดินไป ใจก็นึกสังเวชเรื่องที่ว่า ชาติๆ ภพๆ ในสงสารมาก

บ้านโพธิ์นี้น้ำจะดื่มจะสรงก็อดกันแท้ๆ คนจึงมักเป็นขี้กลากกัน และเรื่องที่เล็บหลุดออกมานั้น ก็เลยไม่งอกมาจนถึงทุกวันนี้ กลายเป็นอนุสรณ์ ให้เจ้าตัวได้คำนึงถึงอตีตารมณ์ที่ได้ผ่านทุกข์มาในสงสารอเนกปริยาย เมื่อเป็นดังนี้ ก็เป็นเหตุให้สิ้นความสงสัยในชาติก่อนๆ ว่าเป็นมาอย่างไร ตลอดจนถึงชาติอนาคตด้วย เพราะชาติปัจจุบันเป็นพยานเอกอยู่แล้ว จะไปหาพยานที่ไหนอีก

ต้องยอมจำนนยกธงขาวว่า ชาติทุกข์ เท่านั้น ชรา พยาธิ มรณะ ฯลฯ ไม่ว่าก็ได้ เพราะลงท้ายมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น และก็เป็นจริงอย่างนั้น และก็มีรสชาติอย่างนั้น สัมผัสโทรเลขให้รู้อยู่ ส่วนใจจะโศกจะเศร้าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสติปัญญาแต่ละรายของท่านผู้ปฏิบัติเป็นชั้นๆ ไป ไม่เสมอกันหมดได้ แต่เมื่อพ้นจากความหลงโดยสิ้นเชิงแล้ว รสชาติของความพ้นนั้นเสมอกัน ผิดกันแต่ฤทธิ์เดช ลาภ ยศ ทำนายทายทักที่เอาออกมาใช้กับบุคคลและสังคม เทวดา มาร พรหมเท่านั้น

ฉะนั้นพระนิพพานจึงไม่มีวิมานและรูปขันธ์ นามขันธ์ไปเสวยและไม่มีที่นั่ง ที่นอน ที่ยืน ที่เดินเป็นอันดับกัน จะมีอันดับกันก็แต่ขันธวิบากยังไม่นิพพานเท่านั้น ที่เรียกว่าสอุปาทิเสสนิพพาน เมื่อถึงอนุปาทิเสสนิพพานแล้วจะยืนยันว่ายังไงได้ เปลวไฟถูกกำลังลมพัดแล้วดับไป จะยืนยันว่า เปลวไฟไปตั้งอยู่ที่นั้นที่นี่ก็ไม่ได้ หรือยืนยันว่าสูญ สูญก็ไม่ได้อีก เพราะเปลวไฟไม่ได้สำคัญตัวอะไร ผู้ยืนยันสำคัญตัวต่างหาก เป็นธรรมอันลึกซึ้ง ปุถุชนจะเดาด้นคาดคะเนยาก

ครั้นพักอยู่บ้านโพธิ์ที่วัดร้างคืนหนึ่งแล้ว บิณฑบาตฉันเช้าเสร็จ ก็เดินทางต่อ มีแต่โคกเท่านั้น ค่ำพอดีก็ถึงบ้านดุง (อำเภอบ้านดุงปัจจุบันนี้เอง) พักหนึ่งคืน ตื่นเช้าบิณฑบาต ฉันเสร็จเดินทางต่อไป ผ่านบ้านกำแมด ถึงบ้านวังทองค่ำพอดี พักอยู่วัดร้าง บ้านนี้มีสัตว์ป่าชุกชุมเสือและงูเป็นต้น เพราะมีป่าทึบเป็นดงรอบบ้าน บ้านวังทองนี้สุดเขตอำเภอหนองหานไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพียงเท่านั้น ต่อแดนกับอำเภอสว่างแดนดิน

ที่บ้านวังทองนั้น เขาวิงวอนและนิมนต์ให้พักอยู่นานบ้าง เพราะมีที่พักวิเวกเหมาะสมทุกประการ และชาวบ้านเขาเล่าให้ฟังว่า มีเสือโคร่งโลดโผนมาก พอตกกลางคืนเดือนหงายด้วยซ้ำ กระโดดข้ามรั้วเข้าคอกโคกระบือ เข้ามากัดโคและกระบือในคอกใกล้เรือนคนในบ้าน แล้วกระโดดออกวิ่งหนีไป

จึงปรึกษากันว่า “พวกเราเดินทางมาติดต่อจนค่ำ นับแต่จากที่จำพรรษามาจนบัดนี้เป็นเวลาหลายวัน ถึงแม้ว่าสนุกในการเดินภาวนาก็จริง แต่ร่างกายมิได้พักผ่อนพอควร เราต้องหยุดพักทำความเพียร เขาจะเล่าเรื่องเสือๆ สาๆ ก็ตาม บางทีเขาจะลองพวกเราว่าเป็นผู้ขลาดกลัวเกินไปหรือไม่ ก็อาจเป็นได้ และเขาก็ปวารณาว่าจะทำร้านให้พักองค์ละร้าน ที่ในป่าอันไกลบ้านพอควร ถ้าเราไม่พักให้เขา ก็จะเสียตระกูลปฏิบัติ”

เมื่อปรารภกันเห็นดีแล้ว ถึงวันใหม่เขาก็มาทำร้านให้ในดงอันใกล้ห้วยที่มีน้ำ มีต้นยางใหญ่ๆ ร่มครึ้ม เขามาทำให้หมด บ้านเสร็จในวันนั้น สูงห้าสิบเซ็นต์ กว้างยาวพอดีกับกลด และพอนอนสุดเท้า เอาไม้กลมเล็กมาเรียงกัน เอาตอกมัดท้ายหัวปูต่างฟาก ไม่ต้องกั้นและมุง เอากลดและมุ้งและร่มไม้ ขณะนั้นเป็นฤดูหนาว พอถึงตอนเช้ากลดก็เปียก มุ้งก็เปียก

พักทำความเพียรกันอยู่ที่นั้นประมาณยี่สิบวัน ก็สะดวกพอควรและไม่มีอันตรายใดๆ ด้วย เสือๆ สาๆ ไม่เห็นมีมา พบแต่งูกะปะบ้างเท่านั้น เห็นแต่เม่นตัวหนึ่งตอนกลางคืน มันเข้ามาหาที่ใกล้มุ้ง แล้วมันก็วิ่งหนีเสียงดังกริ่งๆ ไปทางอื่นเพราะขนของมันกระทบกัน ด้านจิตใจหนักเข้าหาธรรมติดต่อ

วันหนึ่งจึงปรึกษากันว่า “เรามาพักอยู่ที่นี้ ก็เป็นเวลา ๒๐ กว่าวันแล้ว พอคุ้มค่าเขาทำร้านให้แล้ว และจะจวนเวลาข้างหน้า การจะไปต่อไปครั้งนี้ ต้องแยกกันเป็นสองพวกจึงจะเหมาะดี เพราะการไปสำนักหลวงปู่มั่นคราวเดียวสี่คนนั้นไม่ถูกกับความประสงค์ของหลวงปู่มั่น เพราะเราหวังจะไปอยู่ด้วย ไม่ใช่ไปฟังเทศน์เฉย ๆ แล้วก็ลาไปทางอื่น หรือกลับ”

ปรารภแล้ว ก็เห็นดีกัน ไม่ขัดกัน ตาปะขาวตกลงจะไปกับพระทางหนึ่ง จะไปบ้านดงเย็น หาพระอาจารย์พรหม อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ส่วนเณรบุปผาจะไปกับข้าพเจ้า เพราะเณรได้สัญญาไว้แต่ต้นทางก่อนออกจากอุดรฯ ว่าถ้าไปถึงธาตุพนมแล้วจะกลับไปเรียนหนังสือนักธรรมวัดโพธิสมภรณ์ อุดรฯ

และเมื่อตกลงกันแล้ว ตื่นเช้าฉันเสร็จแล้ว ก็พากันลาญาติโยม โยมก็ไปส่งพอไม่หลงทางแล้วก็บอกให้กลับ ข้ามบ้านบ่อเมืองไพร เดินไปตามริมสายดง ค่ำพอดีก็ถึงวัดป่าบ้านโคกคอนเข้าไปกราบเจ้าอาวาสปราศรัยถามไถ่รู้ความประสงค์แล้วก็จัดแจงที่พัก

๏ การปวารณาปัจจัยสี่ตลอดชีวิต

ครั้นเป็นวันใหม่บิณฑบาต ฉันเสร็จก็กราบลาเดินทางผ่านดงบ้านโคกคอน พักวัดบ้านดงบังสักครู่ ลาจากนั้นก็เดินทางต่อ เดินทางก็คือเดินภาวนา มิได้คุยกันไปพลาง เว้นไว้แต่มีเหตุจำเป็น เดินตามทางคนบ้าง ทางเกวียนบ้าง ค่ำพอดีก็ถึงบ้านถ่อน พักวัดร้าง เช้าฉันเสร็จเดินทางต่อ ข้ามป่าบ้านถ่อน ค่ำพอดี ถึงบ้านหนองฮาง พักหนึ่งคืน ตื่นเช้าบิณฑบาต ฉันเสร็จเดินต่อ ข้ามบ้านตาลเดี่ยว ข้ามป่าไปอีกประมาณสองชั่วโมงก็ถึงอำเภอวานรนิวาส เป็นเวลาเที่ยงวัน หยุดพักพอหายเหนื่อย เดินทางต่อ ถึงบ้านกุดเรือพอดีค่ำสี่โมงเย็น

โยมพอแลเห็น รีบมารับบาตรและกลด แล้วพาไปพักวัดป่าบ้านเขา วัดนั้นไม่มีพระ เพราะท่านไปวิเวกทางอื่นกันหมด แล้วโยมเขารับต้มน้ำซักผ้าให้ เขาต้มเองซักเอง เขาว่าเขาเคยแล้ว เขาเป็นเองมิได้บอก เขารู้จักปวารณาปัจจัยสี่ตลอดชีวิต จะอยู่ทิศไหนก็ตาม ถ้าต่างฝ่ายต่างมีชีวิตอยู่ ขอให้มีหนังสือมาบอกขอได้ เว้นไว้แต่สิ่งที่เหลือวิสัยก็จะได้กราบเรียนขอยอม

จึงตอบเขาว่า “พวกท่านเป็นพุทธมามกะเต็มภูมิแล้ว อาตมาขออวยพรให้ภิญโญยิ่งจนถึงที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด เวลานี้บริขารทุกๆ ประการก็บริบูรณ์อยู่ แต่มีความต้องการด้ายเย็บผ้าประมาณสองวา บางทีผ้าขาดค่ำคืนจะได้ชุนและปะทาบ และอีกก็เกลือและพริกขอให้ตำใส่กันให้ละเอียดทั้งเกลือและพริกปนกัน แล้วให้ได้ประมาณสี่ห้าช้อนโต๊ะ หากระบอกไม้ไผ่มาใส่เป็นยาปรมัตถ์ เดินทางไกลจะได้ฉันกับมะขามป้อมและสมอเป็นยาช่วยระบาย เพราะเดินทางวันยังค่ำ ติดต่อจากอุดรฯ มา ท้องผูกไม่ถ่ายได้หกเจ็ดวันนี้แล้วโยม เอ๋ย”

เขาฟังแล้วทำท่าปลงธรรมสังเวช แล้วเขาตอบว่า “เรื่องนิดเดียวขอรับ ไม่เป็นของลำบากแก่ผู้จัดถวาย จะต้องการมากกว่านั้นก็ได้ขอรับ”

ตอบ “เอาไปมากก็หนักและเกินงามของผู้เดินด้วยฝีเท้า เพราะหนทางเล่าก็เดินลัดป่าลัดดงลัดโคก เพียงสี่ห้าช้อนโต๊ะนั้นก็ใช้ได้นานแล้ว เพราะมีสององค์”

ตกลงพักอยู่ที่วัดป่านั้นสามคืน บ้านนั้น สังเกตดูตามธรรมแล้ว สนใจทางปฏิบัติธรรมกันมาก ทั้งผู้เฒ่า ผู้แก่ รุ่นหนุ่มปานกลางมีผิวพรรณผุดผ่องหน้าตาคมคาย มีกิริยามารยาทสุภาพ พากันมารักษาศีลภาวนาตามร่มไม้เต็งรังในวัดเป็นทิวแถว

๗ ค่ำ ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ แม้ว่าจะไม่มีพระก็ตาม ก็พากันมาอย่างนั้น สงบไม่เกรียวกราวอึงคะนึงอันใดเลย เวลาไปบิณฑบาตเขามายืนรวมกันแห่งเดียวที่กลางบ้าน เรียงตัวกันเป็นแถว ประมาณห้าสิบคน และบ้านก็มีหลังคาเรือนประมาณห้าสิบหลังคา อาหารหมกห่อใส่บาตรเรียบ และการนิมนต์ของเขาก็ฉลาดมาก เขาพูดว่า

“การที่พระคุณเจ้าพาสามเณรมาผ่านพักที่บ้านและวัดป่าของพวกข้าพเจ้าโดยมิได้นัดหมาย เป็นของทิพย์มาเองโดยสุภาพ นับว่าเป็นบุญอันล้นเหถือแล้วละ แต่ความประสงค์ของพระคุณเจ้าจะต่อไปในทิศใดๆ ก็ยังไม่ทราบได้ ถ้าหากว่าต้องการพักปฏิบัติอยู่นี้จนกระทั่งพวกกระผมสิ้นลมปราณจนตราบใดๆ ก็ดี พวกกระผมก็จะตั้งใจปฏิบัติตามสติกำลังอยู่ตราบนั้น หรือหากว่าจะพักอยู่ต่ำกว่านั้นลงมา ก็มอบให้เป็นสิทธิของพระคุณเจ้า แต่ถ้าจะไปวันไหน เดือนไหน ปีไหน ก็จะตามส่งตามสติกำลังไม่ทอดธุระ ทั้งนี้จะอยู่และจะไป ขอให้พระคุณเจ้าเป็นหัวหน้าในทางที่เป็นธรรมอันสะดวกต่อข้อวัตรปฏิบัติของพระคุณเจ้าเท่านั้นเป็นเกณฑ์ พวกกระผมมีหน้าที่จะปฏิบัติตาม ไม่แซงออกหน้า”

อาๆๆๆ ข้าพเจ้าเกิดมา เที่ยวมาเกือบสามสิบจังหวัดแล้ว พร้อมทั้งปัจจุบันที่กำลังเขียนอยู่นี้เอง ยังไม่เคยได้ยินญาติโยมกลุ่มใด พวกใด พรรคใด บุคคลใด ปรารภคำอย่างนี้กับพระเลย หายากในตลาดโลกแล้ว ข้าพเจ้าก้มคำนึงแล้วหาอุบายถามเขาว่า

“พระอาจารย์องค์ใดหนอแลที่ได้สั่งสอนบอกญาติโยมในวัดป่าบ้านนี้ ให้พวกญาติโยมได้แยบคายในธรรมพอควร”

เขาตอบว่า “พระอาจารย์บุญมี น.ธ.เอก บ้านทรายมูล ยโสธร เวลานี้ท่านกำลังไปเยี่ยมบ้าน พระลูกศิษย์และสามเณรก็ตามไปด้วย”

เห็นญาติโยมบ้านกุดเรือนี้ เขาปวารณาปัจจัยสี่ถึงพริกถึงขิงแล้ว ก็ยิ่งเกรงใจเขามากจนถึงบัดเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ได้ขออะไรๆ ต่อเขาเลย และมิได้ติดต่อเขาอีกเลย ใครตายใครยัง (อยู่) ก็ไม่ได้ทราบข่าวกันเลย ชะรอยจะได้เคยร่วมบารมีกับเขาเพียงนั้นมาในภพก่อนๆ ก็อาจเป็นได้ เพราะสังขารไม่แน่นอนในกรณีใดๆ

(มีต่อ)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2013, 14:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8158

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
พระอาจารย์สีลา อิสฺสโร


๏ โอวาทท่านอาจารย์สีลา

เมื่อพักอยู่สามคืนแล้วก็ลาไป มีชายสองคนตามไปส่งประมาณสี่ห้าเส้นพอที่จะไม่หลง ก็ให้เขากลับ เพราะไม่ถนัดภาวนา เดินข้ามโคกใหญ่โคกโต จึงถึงบ้านวา เป็นเวลาบ่ายประมาณสามโมงเย็น ไปพักวัดป่าท่านอาจารย์สีลา ทั้งพระทั้งเณรอยู่นั้นประมาณสิบรูป วางบริขารไว้ที่ควรแล้ว นมัสการกราบท่าน องค์ท่านทักทายปราศรัยเยือกเย็น แล้วขอโอกาสองค์ท่าน จะเอาใบสุทธิของตน จะค้นเอาในบาตรมาถวายองค์ท่าน เพราะใบสุทธิเอาไว้ในบาตร

ท่านพูดว่า “อย่าเลยท่านเอ๋ยไม่ต้องดอก ผมดูแพล็บเดียวก็รู้ได้ นั่นรองเท้าของท่านขาดบ้างแล้วจงตัดกับหมู่ชะ”

กราบเรียนว่า “กระผมยังไม่ทันตัดดอก เพราะยังเดินทางอยู่ และการเดินทางบางทีมันดังกั๊บๆ กระผมก็ถือเอาไม่ใส่เลย ทางเส้นไหนรกมากจึงใส่”

ท่านบอกสองสามครั้งติดๆ กัน คงจะให้จริง ไม่พูดเปรยๆ เป็นพิธี แต่ไม่ตกลงเอาแล้ว ท่านถามต่อไปว่า “ท่านตั้งใจจะไปไหน”

เรียนตอบว่า “จะไปธาตุพนมแล้วจะฝากเณรกับพวกอุดรฯ ที่ไปไหว้พระธาตุ คืนอุดร แล้วกระผมจะไปถ้ำพระเวสองค์เดียวพอสมควรแล้ว จะเดินล่องเขาภูพาน โค้งไปหาพระอาจารย์ใหญ่มั่น แล้วจะมอบกายถวายตัวอยู่กับองค์ท่าน ยอมเป็นยอมตายให้องค์ท่านดุด่าว่าเข่นครับ”

ถาม “ทำไมจึงไปธาตุพนมโค้งนัก มาจากอุดรฯ ก็ต้องตรงมา อ.หนองหาน ทางหลวง อ.สว่างฯ อ.พรรณาฯ อ.เมืองสกล อ.นาแก อ.ธาตุพนม”

ตอบ “เพราะตั้งใจจะวิเวกไปด้วย เพราะไม่ด่วน ต่างสอบดูวิเวกของป่าในสังคมแต่ละบ้านด้วย จะได้สำเหนียกในอนาคตคืนหลังว่าที่ผ่านมาในอดีตว่าบ้านใดบ้าง บุคคลและสถานจะเป็นที่สะดวกในการบำเพ็ญ”

องค์ท่านกล่าวว่า “เออ ก็พอฟังได้ แต่ถ้ำพระเวสนั้นนา ท่านเอ๋ย คือถ้ำกายของเรานี้เอง อันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ท่านจงทำความเพียรอยู่ถ้ำนี้ให้มั่น คงจะพบพระอาจารย์มั่นอยู่ในถ้ำนี้” นิสัยวาสนาองค์ท่านกล่าวเยือกเย็นถึงจิตถึงใจ

ตอบ “กระผมไม่มีข้อแซงในส่วนนี้ เมื่อกระผมมานึก ๆ แล้วเมื่อพระอาจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ในประเทศไทย ผู้ปฏิบัติกรรมฐานที่เป็นฝ่ายธรรมยุตก็มีชีวิตทันองค์ท่านอยู่ แต่ไม่ยอมตัวเข้าไปปฏิบัติศึกษากับองค์ท่าน ทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นองค์ท่านสักทีด้วย ก็คล้ายกับว่าไร้วาสนาในส่วนนี้ ส่วนผู้ที่ออกปฏิบัติภายหลังองค์ท่านมรณธรรมไปก่อนก็มอบให้เป็นการจนใจไป แม้พระอาจารย์ที่เทศน์อยู่เดี๋ยวนี้ก็ได้ไปศึกษากับองค์พระอาจารย์มั่นแล้ว จึงได้สิ้นกังวลในส่วนนี้ กระผมมีความเห็นอย่างนี้จะเป็นประการใดหนอ ขอรับ”

องค์ท่านก็เลยยิ้มไม่ว่ายังไง

ครั้นตื่นเช้าบิณฑบาตฉันเสร็จ เก็บของมอบเสนาสนะแล้วก็ไปกราบลาองค์ท่าน องค์ท่านก็ให้สามเณรองค์หนึ่งไปส่งบอกทางเพราะเป็นทุ่งโล่ง ไปส่งประมาณหนึ่งกิโลเมตร เพราะมีทางซ้อนหลายเส้นพอจะไม่หลงแล้วก็กลับวัด ก็ตั้งหน้าออกเดินตามเคย

เวลาเดินภาวนาพุทโธเป็นหลัก ติดต่อไม่ขาด พร้อมกับขาก้าวออกเดิน เพราะตีความหมายในพุทโธแยบคายว่า ธรรม สงฆ์ ก็รวมอยู่ในนั้นแล้ว พุทโธเป็นเพียงอักษรย่อเฉยๆ เปรียบเหมือนเชือกสามเกลียวและเป็นอนันตมหาอนันตคุณอันไม่เกิดไม่ดับอีกด้วย ทั้งไม่มีประมาณอีกด้วย จะเกิดดับก็แต่เจตสิกผู้บริกรรมขาดๆ วิ่นๆ ไม่ติดต่อเท่านั้น

พระมหาอนันตคุณของพุทโธมิได้เกิดมิได้ดับไปไหนเลยนา แม้จะย่นลงมาในปัจจุบันคุณก็ตาม ก็เป็นปัจจุบันคุณอันใหญ่หลวงหาประมาณมิได้ หรือจะย่นลงมาในพระวิสุทธิคุณ พระปัญญาคุณ พระมหากรุณาคุณก็ดี ไม่มีประมาณอีก หรือจะย่นลงในผู้รู้ปัจจุบันก็ดีก็ไม่มีประมาณอีก หรือจะย่นลงในเอกคุณในปัจจุบัน ก็เป็นเอกคุณอันใหญ่หลวงไม่มีประมาณ

ทีนี้จะโอนพระคุณขึ้นถึงคุณพระนิพพานก็ได้ไม่ผิด เพราะเป็นพระมหาอนันตคุณอันไม่เกิดไม่ดับไปไหน ผู้มีสายตายาวก็มองได้ไกล ผู้มีสายตาสั้นก็มองได้ใกล้ ผู้มีเชือกยาวก็ขึงได้ไกล ผู้มีเชือกสั้นก็ขึงได้ใกล้ กำลังกายก็ดี กำลังใจ กำลังปัญญาก็ดี ไม่อยู่ระดับเดียวกันผูกขาด และไม่มีใครจะจับจองเหมาขาดตัวไว้ในวงแขนแต่ตนผู้เดียวได้ นักสติ นักปัญญา มีอิสระจะรู้ได้ทั้งนั้น แต่รู้ดีปฏิบัติดีไปทางโลกุตตระจึงเป็นที่สรรเสริญของพระอริยเจ้า เพราะทรัพย์สินใดๆ ในโลกาไม่เท่าทรัพย์และศีลทางโลกุตตระ แต่ผู้มีใจสูงธรรมสูงจึงจะพลอยยินดีเลื่อมใสได้ ผู้มีใจต่ำธรรมต่ำ กรรมและผลของกรรมต่ำผูกมัดรัดรึงไว้ก็จำเป็นอยู่นั่นเองป่าเปลี่ยวอันตราย

๏ จงตั้งใจภาวนา

กล่าวเรื่องเดินทางต่อไป ออกจากวัดป่าบ้านวาถึงวัดป่าศรีเวินชัยพอดี พักอยู่สองคืน หรือเรียกว่าถึงสามผงแล้วก็ได้ ฉันเช้าเสร็จเดินทางต่อถึงบ้านดงน้อย เข้าพักวัดป่าบ้านนั้น ไปเจอเขากำลังทำบุญบ้านบุญเรือนเขา มีพระอาจารย์บุญมา สามผง เป็นประธานในการบุญของเขานั้นและมีมหาอาบ เจ็ดประโยค ก็พักอยู่ที่นั้น ท่านมาจากกรุงเทพฯ มาเยี่ยมบ้าน

ข้าพเจ้าพักบาตรบริขารไว้ศาลา แล้วพาสามเณรเข้าไปกราบพระอาจารย์บุญมา ท่านถามข่าวคราวความประสงค์กว้างขวางเยือกเย็น พร้อมทั้งเปิดประตูทางกาย ทางวาจา ทางใจทุกๆ ประการ

องค์ท่านกล่าวว่า “ต่อไปนี้บ้านห่างนัก เป็นป่าสัตว์ร้ายทั้งนั้น กลางวันแสกๆ เขาไปเกี่ยวหญ้าเจ็ดคนด้วยกัน เกี่ยวหญ้าอยู่ใกล้ๆ กันด้วยซ้ำนะ เสือมันเอาไปกินอย่างผึ่งผาย ตะครุบได้แล้วมันตีใส่ดินตูมเดียวตายเลย คาบเดินไปอย่างผึ่งผายไม่สะทกสะท้านเลย จะทำอะไรมันก็ไม่ได้ นี้หัวกวางสดๆ อยู่นี่ ผมเอามาจากบ้านคำนกกก มันกินวันนี้แหละ ผมเอามาเพื่อเอาเขามัน

นอกจากนี้ยังมีกระบือฝูงใหญ่ประมาณร้อยกว่า มันเป็นกระบือที่เขาไม่ได้ต้อนเข้าคอกได้หลายปี ดุมาก แม้เจ้าของ มันก็ไล่ชนไล่เหยียบ ถ้ามีต้นไม้อยู่ใกล้ก็พอได้ขึ้น ถ้าไปเจอในระหว่างต้นไม้ห่าง หรือมีต้นไม้แต่เป็นต้นไม้ใหญ่เกินไปกอดไม่หุ้ม และไม่มีกิ่งพอที่จะเหนี่ยวขึ้นไปได้ก็ดี หรือขึ้นไม่ทันก็ดี ก็อยู่ในเกณฑ์ตาย เพราะมันหลายตัว รุมหน้ารุมหลังนะท่าน ไม่ใช่ผมขู่ขวัญให้กลัว มันเป็นความจริงนะ

ผมว่าท่านและสามเณรจงพักอยู่ที่นี่สักสามคืนก่อน อย่าด่วนไป ผมจะให้โยมตามส่ง ช่วยงานสวดมนต์เย็นในบ้านกับผมด้วย เพราะพระก็เหลือน้อยแล้ว ถ้าท่านจะไปด่วนๆ จะหลงทางเพราะมีแต่ดง ทางปีกหน้าปีกหลังสับสนอลหม่านมาก เกรงจะอันตรายมาก”


ก็ตกลงพักอยู่กับองค์ท่านสามคืน แท้จริงวัดป่าบ้านดงน้อยนั้นมีหลวงพ่อรอดอยู่องค์เดียว เขานิมนต์พระอาจารย์บุญมา มาพักวัดป่าบ้านเขาทำบุญเฉยๆ พอครบสามวันแล้วก็กราบลาองค์ท่านและหลวงพ่อรอด องค์ท่านจะให้โยมตามส่งไปทางบ้านคำนกกก

กราบเรียนองค์ท่านว่า “จากนี้ไปไกลขนาดใดหนอขอรับ”

“เออ ก็ค่ำพอดี เพราะผมจะส่งลงเรือล่องไปจนถึงธาตุพนม”

ก้มหน้าลง ยกมือกราบเรียนว่า “กระผมมา ไม่ได้เหตุไม่ได้ผลอะไร มาให้พระอาจารย์ยุ่งยากด้วย น่าละอายเทวดามากขอรับ และกระผมเริ่มออกจากอุดรฯ มาก็ได้ตั้งใจไว้ว่าจะเดินด้วยฝีเท้าไม่ขึ้นรถเรือใดๆ ถ้าคำตั้งใจนี้ล้มเหลวก็เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยแก่กระผมในอนาคต จะอย่างไรก็ฝากฝังชีวิตกับพุทธ ธรรม สงฆ์ผูกขาดจองขาด เลือดทุกหยดจะถวายบูชาต่อพุทธ ธรรม สงฆ์ ทุกเมื่อนั่นแหละขอรับ คงจะไม่เป็นวาจามุทะลุหรือประการใด”

องค์ท่านพูดกับพระและโยมเบาๆ ว่า

“เออ จิตเป็นไปในพุทธ ธรรม สงฆ์แล้ว โสเป็นโสตายอาจหาญ คนอายุสามสิบกว่าอาจหาญพอได้ แต่ก็คงเป็นเฉพาะบุคคล”

ว่าแล้วองค์ท่านกล่าวขึ้นอีกว่า “ถ้าไม่ไปลงเรือ ก็มีอีกทางหนึ่งคือตรงทิศตะวันออก แต่อันตรายก็มากเหมือนกัน เพราะบ้านอยู่ห่างไกล มีแต่ป่าแต่ดงทั้งนั้น หนทางคนแคบๆ เท่าทางหนูเดิน ตั้งแต่ฉันจังหันแล้วก็ไม่พบคนจนค่ำละ”

องค์ท่านพูดย้ำอีกว่า “เอาให้ดีนะ อย่าห่างเหินจากภาวนานะ”

รับคำองค์ท่านยกมือใส่หัว เณรก็เหมือนกัน สำเร็จเสร็จสิ้นแล้วโยมก็ตามส่งสองคน อายุราวสามสิบปี ไปไกลประมาณครึ่งกิโลก็หยุดพัก ถามโยม บอกให้โยมกลับ โยมก็ทำท่าอยากจะไม่กลับเพราะเป็นกังวลด้วย จึงว่ากะโยมว่า

“ใครๆ ในโลกนี้ โยมเอ๋ย ถ้ากรรมตายมาถึงแล้วจริงๆ ก็ไม่มีศาลอุทธรณ์ใดๆ ในโลก จงเตือนว่า แวะซ้ายหรือขวาแห่งใดบ้าง”

เขาตอบว่า “จะเก่าหรือใหม่ก็ขอให้เดินเส้นนี้ต่อ อย่าได้แวะหนีทางใดเลย”

“เออ ถ้าอย่างนั้นพวกญาติโยมจงกลับบ้านโดยสวัสดีเถิด บุญอันใดที่พวกอาตมาได้สร้าง พวกโยมจงได้รับส่วนด้วยโดยทุกเมื่อ”

เขายกมือสาธุแล้วก็ลากลับ พอเขากลับไปแล้วสักครู่หนึ่งก็ลับสายตาริบหรี่ไป ได้พูดกับเณรว่า

“เณรเอ๋ย บัดนี้ป่าเปลี่ยวอันตรายมากแล้ว พวกเราเดินตีนต่อตีนมาจากอุดรๆ จนถึงนี้ก็ปลอดภัยทุกๆ ประการ แต่ไม่น่าหวาดเสียวเหมือนวันนี้ จงตั้งใจเดินภาวนายิ่งๆ ขึ้นนะ เราไกลจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์มา ต่างก็พึ่งตนเองคือภาวนาทุกๆ ก้าวขาเดิน คือ พุทโธ ถ้าไม่จำเป็นอย่าพูดอย่าถามนะและอย่าถือว่ารังเกียจกัน ถ้าเณรกลัวจงออกเดินหน้า”

เณรตอบว่า “ไม่กลัวดอก ถึงจะกลัวมาสลับบ้างก็จะทนเอา ถ้าเดินก่อนเทวดาเห็นก็จะหัวเราะและก็เป็นเรื่องฝืนๆ กับภาวนา” ว่าแล้วก็ตั้งหน้าเดินทางภาวนา

บ่ายประมาณหนึ่งโมงก็ข้ามดง ถึงบ้านนาประทราย ค่ำมืดก็ถึงบ้านอ้วนบ้านเสียว ไม่มีอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น ไปพักวัดร้างไม่มีพระ เช้าบิณฑบาตฉันเสร็จลาโยมเดินทางต่อ ที่นี้เป็นทางเกวียนแต่ข้ามดง บ่ายประมาณสามโมงเย็นก็ถึงชัยบุรี ริมแม่น้ำโขง ปากแม่น้ำสงครามไหลออกแม่น้ำโขง มีวัดเก่าๆ เรียงรายเป็นระยะๆ ตามริมแม่น้ำโขงมีอยู่สี่วัด มีพระอยู่สองวัดเท่านั้น

พักอยู่วัดร้างหนึ่งคืน เช้าบิณฑบาตฉันเสร็จ เขาเอาเรือมารับข้ามปากแม่น้ำสงครามไหลตกข้ามบ้านโนนตาล ข้ามบ้านท่าดอกแก้ว ประมาณสามโมงเย็นถึงอำเภอท่าอุเทน ได้แวะไปพักวัดธาตุอุเทนประมาณห้านาที ลาจากนั้นก็ข้ามทุ่งอำเภอท่าอุเทนไปทางทิศใต้

รูปภาพ
พระอาจารย์อุ่น ธัมมธโร


๏ พบพระอาจารย์อุ่น

ตั้งใจว่าจะไปพักวัดป่าพระอาจารย์อุ่น อันตั้งอยู่ริมห้วย ไกลจากอำเภอท่าอุเทนประมาณหนึ่งกิโลเมตร พระอาจารย์อุ่นมีปฏิสันถารเคร่งครัดมากนัก องค์ท่านให้เณรสององค์มารับแต่ไกล เพราะผ่านทุ่งและเป็นทุ่งมองเห็นไกล พระผู้ใหญ่ไม่มีมานะถือตัวก็พระอาจารย์องค์หนึ่งเน้อ โลกเอ๋ย พอไปถึงห่มผ้าเฉวียงบ่า ถอดรองเท้า เก็บร่มไว้เรียบร้อย วางบริขารไว้ที่ควร แล้วก็เข้าไปกราบองค์ท่าน องค์ท่านก็ชื่นบานหรรษา ถามข่าวคราวสุขทุกข์ทุกประการตลอดถึงการปฏิบัติเปิดโอกาส

องค์ท่านกล่าวว่า “หมู่ติเตียนผมว่าผมฉันเจ ใครก็ไม่อยากอยู่กับผม ผมอยู่กับเณรสององค์เท่านั้น เดี๋ยวนี้ การทำความเพียร คุณจะชอบอย่างไร ผมพาทำได้ มักสวดมนต์ของใครของมันเงียบๆ ก็เอา มักสวดมนต์แปลก็เอา ด้านจงกรมภาวนาจะเอาตลอดวันตลอดคืนก็เอา ด้านฉันจะฉันเนื้อปลา ก็แล้วแต่ผู้เขาให้มาเป็นธรรมที่ไม่นอกเหนือวินัย ส่วนผมก็ฉันได้ทุกชนิดตามเกิดตามมีแล้ว ลองมาพักปฏิบัติอยู่กับผมสักหว่าง (ระยะหนึ่ง) ก่อนนะ อย่าเพิ่งจาริกไป”

กราบเรียนองค์ท่านว่า “พระอาจารย์เมตตากรุณาเปิดโอกาสให้กระผมทุกแง่ทุกมุมโดยธรรมะอันจริงใจเช่นนี้ ชั่วชีวิตหนึ่งของกระผมก็จะเป็นของหาได้ยากนัก แต่คำสัตย์ของกระผมที่ตั้งไว้นั้น ก็มีอยู่ว่า ตั้งใจจะไปให้ถึงธาตุพนม แล้วจะโค้งกลับไปทางอำเภอนาแก แล้วจะไปพักภาวนาถ้ำพระเวสพอสมควรแล้วจะเดินล่องภูเขาภูพานลงไปทางอำเภอพรรณา จังหวัดสกลนคร ไปวัดป่าบ้านหนองผือ ไปหวังเป็นหวังตายอยู่กับพระอาจารย์ใหญ่มั่นขอรับ”

องค์ท่านตอบว่า “วัดป่าพระอาจารย์มั่นก็ไกลจากบ้านเพียงสิบแปดเส้นเท่านั้นแหละ ผมได้ไปแล้ว ไม่เป็นวัดป่าให้เต็มภูมิดอกท่าน ส่วนวัดผมนี้อยู่สิบห้าเส้นพอดี เป็นวัดป่าได้เต็มภูมินะ”

ว่าแล้วองค์ท่านก็เทศน์แบบถึงใจว่า “นกที่ถูกลูกศรของนายพรานไม่ถึงกับตายคาที่ พอกระเสือกกระสนบินไปได้ ก็บินไป เร่ร่อนไปในทิศทั้งสี่ฉันใด มนุษย์ เทวดา มาร พรหม และสัตว์ที่มีวิญญาณครองสิงอยู่ทั่วทั้งไตรภพ เมื่อไม่พ้นจากลูกศรคือกิเลสก็บินไปในทิศทั้งสี่ คือทิศเกิด ทิศแก่ ทิศเจ็บ ทิศตาย อยู่อย่างนั้น มีทิศโลภ ทิศโกรธ ทิศหลง เป็นตัวเหตุตัวพืชตัวกรรม ผลฝ่ายรับก็สัมพันธ์กันอยู่ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบันด้วย วนอยู่ไม่มีเงื่อนต้น เงื่อนปลาย”

เมื่อฟังองค์ท่านเทศน์แล้วก็จับใจมาก เพราะเสียงก็เย็นไพเราะนิ่มนวลมาก ครั้นพักอยู่กับองค์ท่านคืนหนึ่ง เช้าได้เวลาองค์ท่านพาไปบิณฑบาตในเมือง กลับถึงวัดฉันเสร็จก็กราบลาองค์ท่าน องค์ท่านกล่าวว่า

“ถ้าจะไปจริงๆ ก็ให้ผมแสดงอาบัติก่อน ผมอยู่กับเณรไม่ได้แสดงอาบัตินานแล้ว ว่า กาเย ต่อพุทธ ธรรม สงฆ์เป็นส่วนมากแทนเอา”

ว่าแล้วก็แสดงอาบัติ ส่วนข้าพเจ้าก็แสดงเพราะเคารพท่าน ถ้าจะไม่แสดงก็คล้ายกับว่าคนลืมตัว ทำท่าเป็นผู้ประเสริฐ พอเสร็จแล้วก็กราบลาเดินทาง องค์ท่านให้เณรไปส่งทั้งสององค์ องค์ท่านสั่งเสียซ้ำซากว่าขณะนี้ญวน ลาว กำลังสู้รบกับฝรั่งเศส กู้อิสระคืนอย่างรุนแรง โจรผู้ร้ายก็มาก พระมันก็ปล้น แม้ผ้าดำๆ มันก็เอา สองสามวันล่วงมา มันปล้นสายอำเภอท่าอุเทนต่อนครพนมในระหว่างกลางดงอันกึ่งกลางนั้นเอง โจรนั้นโก้เก๋ขี่รถจักรยาน สะพายปืนพร้อม นุ่งกางเกงผ้าลินินฝรั่งเศสเพราะสมัยนั้น เพียงเท่านั้นก็ว่าโก้เก๋แล้ว

แล้วเณรก็ตามส่ง ไปไกลประมาณสองกิโลก็ถึงปากดง สามเณรสององค์ที่ไปส่งก็ลากลับวัด จึงเตือนเณรว่า

“เณรเอ๋ยบัดนี้ก็ผ่านอุปสรรคอีก เพราะป่าดงพงไกลเงียบไงเย็นปิ้ง พวกเราตั้งใจภาวนาติดต่อทุกก้าวเดินนะเณร”

แต่พอไปถึงกลางดงก็เที่ยงวัน ชายหนุ่มขนาดอายุราวสามสิบปี ขี่รถจักรยานสะพายปืนยาวคนละกระบอกตามก้นกันมาทางหน้าอย่างผึ่งผาย พอเห็นรถมาใกล้ประมาณสิบวาก็ใช้อุบายพาเณรวางบริขารไว้ที่ริมทาง แล้วไปไกลจากบริขารประมาณสามวา แล้วใช้อุบายพูดขึ้นว่า “เหนื่อยนัก ปูผ้าพักก่อนเถิด”

ส่วนเขาเหล่านั้นพอมาถึงก็หยุดรถพร้อมกันอย่างผึ่งผายจึงหาอุบายพูดกับเขาว่า “พวกอาตมาเหนื่อยมาพักเสียก่อน”

พูดกับเขาอีกว่า “พวกคุณจะไปไหนหนอ”

เขาตอบแบบขี้โกงว่า “ไปเล่น”

ไม่มีมรรยาทเคารพเลยแม้แต่นิดเดียว และเขาถามว่า “มีผึ้งไหมล่ะ”

ตอบเขาว่า “มีอยู่เท่าแม่มือ อยู่ในบาตรเอามาจากสามผง คุณจะเอาไปทำอะไร”

ตอบขี้โกงว่า “เอาไปติดรถ”

ตอบเขาว่า “ขอให้พวกคุณตรวจเอาเองเถิด เพราะอาตมาเหนื่อยจะเอนกายสักหน่อย”

เขาก็ค้นบริขารทุกอันอย่างพอใจเขา เขาหยิบเอาผึ้งนิดเดียวเท่าเม็ดข้าวโพด พอเขาค้นสิ่งของแล้ว เวลาที่เขาจะผ่านไปตามทางที่เราผ่านมาแล้ว เขาก็กราบลาแบบอ่อนโยน พร้อมทั้งขออภัยที่ได้ใช้มรรยาทอันไม่งาม

ตอบเขาว่า “ไม่เป็นไรดอกจงพากันเป็นสุขอยู่ทุกเมื่อเทอญ”

แล้วเขาก็ขึ้นรถสะพายปืนอย่างผึ่งผายจากไป

เขาไปไกลพอควรแล้วก็พูดกับเณรว่า “คงจะเป็นพวกนี้เองที่จี้ปล้นกลางดงในทางเส้นนี้ อันเป็นกึ่งกลางแห่งอำเภอท่าอุเทนและจังหวัดนครพนมที่พระอาจารย์อุ่นสั่งเสียพวกเราก่อนออกเดินทางวันนี้ แต่พวกเราคงไม่ได้สร้างกรรมสร้างเวรในส่วนนี้ไว้ แต่พวกเราคงได้ตรวจบริขารพระเณรกลางดงอย่างนี้มีแต่ชาติก่อนๆ ก็อาจเป็นได้ จะอย่างไรพวกเราก็เชื่อกรรมและผลของกรรมอยู่อย่างสนิทแล้ว กรรมเก่าแต่ภพก่อนๆ มองไม่เห็น ส่วนกรรมใหม่สิ่งไหนไม่ดี เราพยายามเว้นไปตะพึด จนกว่าจะถึงที่สุดทุกข์โดยชอบ”

ว่าแล้วก็พาสามเณรพลิกใจเข้าหาภาวนาเดินตามเคย ถึงวัดป่าอรัญญิกาวาสค่ำมืดพอดี

สมัยนั้นพระอาจารย์โง่นเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นั้น พักที่นั้นหนึ่งคืน ตื่นเช้าบิณฑบาตฉันเสร็จ กราบลาเจ้าอาวาส ออกเดินทาง ค่ำพอดีพักวัดร้างบ้านดงสะพัง ตื่นเช้าบิณฑบาต ฉันเสร็จ ลาญาติโยม เดินทาง ค่ำบ้านแสนพันหมันหย่อน นอนวัดร้างหนึ่งคืน รุ่งเช้าบิณฑบาต ฉันแล้ว เดินทางถึงธาตุพนมเวลาเที่ยงวัน ไปพักวัดป่าเกาะแก้ว คราวนี้พักอยู่นานบ้างเพราะเป็นฝีที่น่อง ครั้นฝีหายแล้ว ก็ส่งเณร ฝากเณรคืนอุดรฯ พร้อมกับพวกพระที่มาไหว้ธาตุพนม ส่วนข้าพเจ้าก็เดินด้วยฝีเท้าถึงบ้านนาโสก พักวัดป่าพระอาจารย์สน พักอยู่กับพระอาจารย์สนสามคืน แล้วก็ลาท่านไปถ้ำพระเวส

องค์ท่านกล่าวว่า “เออ เรานี้อยู่ใกล้ถ้ำพระเวสเฉยๆ ไม่ได้ขึ้นไปวิเวก มัวแต่บริหารพระเณรโชกโชนอยู่ บ๊ะ เราก็จะไปค้นหาถ้ำก่อนนา”

และก็ตกลงไปในวันนั้น ส่วนข้าพเจ้าก็ไปถ้ำพระเวสในวันนั้น

๏ ถึงถ้ำพระเวส

พอไปถึงถ้ำแล้วจิตใจก็ดูดดื่มทวี เกิดปีติน้ำตาไหล จิตใจอ่อนโยนศรัทธาสังเวชในพุทธ ธรรม สงฆ์ยิ่งขึ้น ไม่มีที่จะเปรียบเทียบได้ นึกในใจว่าครั้งพุทธกาล บรรดาท่านผู้มีนิสัยชอบภูชอบเขาก็จะพักอยู่อย่างนี้แลหนอ ว่าแล้วในใจน้ำตาไหลอีกตะพึดตะพือ ศรัทธาอิงปีติสังเวช แต่ในขณะนั้นก็มิได้สำคัญตัวว่าวิเศษวิโสอันใดเลย เพียงรู้ตัวว่าศรัทธาเราดึงดูดไม่ถอยหลัง รู้อยู่เฉพาะตนเอง ไม่สงสัยในตอนนี้ และรสชาติที่อยู่คนเดียวในภูเขาป่าเปลี่ยวไกลบ้านเงียบสงัดมีแต่เสียงสัตว์ป่าเช่น นกยูงและไก่เถื่อนเป็นต้น รสจิตรสใจรสธรรมก็ดี หากวิเวกเองมิได้ทำท่าทำทางบังคับบัญชา มโนสติ วจีสติ แม้ปัญญาก็เกิดกายสติเป็นกองทัพธรรมรวมกันเอง ก้าวไป ถอยกลับ เหยียดคู้แขนขา ก้าวไปและหยุดอยู่ก็ดี ก็รู้เอง ไม่ได้บังคับ จิตใจเบาไม่หนักเฉื่อยชา น้อมไปโอนไปเอนไปในทางพ้นทุกข์ในสงสาร

สมัยนั้น ป่ารกชัฏในบริเวณแถบนั้นมากนักหนา มีสัตว์ป่านานาอเนกมากมายนัก ข้าพเจ้าก็ประหยัดในข้อวัตรต่างๆ ผ้าอาบน้ำยังเหลือผืนเดียว บ่ายสามโมงเย็น ก็ปัดกวาดรอบบริเวณพอได้ข้อวัตรแล้วก็สรงน้ำเพราะน้ำนั้นสะดวก อยู่ใกล้ไหลรินอยู่ไม่ขาดที่หน้าผา ตากผ้าไว้แล้วเดินจงกรมจนถึงมืด พอผ้าอาบน้ำแห้งแล้วก็เอาปูไว้นอน ผ้าคลุมหมอนก็อยู่ในตัว หมอนก็คือห่อผ้าสังฆาฏินั่นเอง ผ้าอาบน้ำที่ปูนั้นแหละเป็นสาดนอน ครุตักน้ำก็คือกา ไฟฉายและโคมไฟและเทียนผึ้งไม่ต้องถามหา ต้องถามเอาเดือนกับดาวเห็นหรือมืดเป็นเรื่องของตา เดือนดาวไม่ได้รับผิดชอบด้วย มุ้งกลดก็ไม่กางอีกเพราะหัวชนก๊อกๆ แก๊กๆ มันพอใจเองมันเป็นเอง ไม่มีใครไปยุไปยึดมั่น และมันไม่ได้อยู่เอาวันเอาคืนไปอวดคน มันรู้จักเจตนาของมันพร้อมด้วย มันดูดเอง เหมือนแม่เหล็กดูดเข็มหรือเข็มดูดแม่เหล็ก สู้ไม่ขาดระยะอยู่กับตัว เกิดความอิ่มใจ น้ำตาไหลไม่ค่อยขาด

ความยอมเป็นยอมตายกับพุทธ ธรรม สงฆ์แบบแยบคายนี้เป็นรสชาติอ่อนโยนเย็นสงบ ไม่เหมือนความยอมเป็นยอมตายด้วยความโมโหโทโสแบบมุทะลุ รสชาติจิตใจไกลกันราวฟ้ากับดิน แม้รสของภายนอกหยาบๆ เช่น รสเปรี้ยว เผ็ด เค็ม หวาน ขม เป็นต้น เมื่อชิวหาประสาทไม่พิการ ท่านผู้ใดแตะเข้าในลิ้นของตน น้อยหรือมากจึงจะรู้รสได้เป็นส่วนๆ ไป จึงจะหมดปัญหาของส่วนตัวเป็นตอนๆ ไป เป็นปัจจัตตัง จึงจะหายกล่าวตู่ผู้อื่นว่าขี้เท็จด้วยเป็นบางตอน แต่บาปท่านก็ขี้เท็จจริงๆ ท่านผู้ใดขี้เท็จท่านผู้นั้นก็หนักในอามิสเป็นเจ้าหัวใจ อามิสเป็นสรณัง คัจฉามิ ท่านผู้นั้นจะไม่ลวงโลกเพื่ออามิสเป็นไม่มีเลย จะไม่สะสมความชั่วก็เป็นไม่มีเลยและไกลจากพรหมจรรย์เบื้องต้นของพระพุทธศาสนาด้วย (ภาชนะน้ำเปล่าราหุลสูตร ๑)

๏ ปรากฏการณ์ที่ถ้ำพระเวส

ครั้นพักอยู่ถ้ำพระเวสคืนที่หกนั้น ลมเข้าออกแห่งอานาปานสติเวลาประมาณห้าทุ่ม ลมละเอียดเข้า ละเอียดเข้า แห่งหายใจออกเข้าอันตั้งสติจ้องอยู่ จนไม่ปรากฏหลอดลมที่คอหอย เพราะตั้งสติไว้ที่นั้น เสียงระเบิดตูมลงใกล้ใต้ที่พัก ปรากฏว่าภูพานทั้งลูกกระเด็นกระเทือน แต่ไม่ขนพองสยองเกล้าเลย ใจก็เป็นสมมติว่าใจอยู่ตามเคย เย็นๆ แล้วหวนทวนถอยหลัง พิจารณาว่า วันนี้ก็ดี วันอื่นๆ ล่วงมาแล้วก็ดี ข้อวัตรของเราไม่วิบัติอันใดดอก น้ำก็ตักใส่กาไว้แล้ว ตราดก็กวาดแล้ว จงกรมก็เดินภาวนาแล้ว ทำวัตรก็ทำแล้ว การฉันก็ฉันในบาตรรวมภาชนะเดียวทั้งหวานทั้งคาว ช้อนก็ไม่ได้ซดให้ถูกกับพญารสพญาลิ้น น้ำแกงผักหวานก็ไม่ได้ขโมยซดดอกเออ ที่นี้จะสมมติคนเป็นสองธรรมาสน์นะ

“มาอยู่นี้เพื่อประสงค์อะไร”

“เพื่อพ้นทุกข์ในสงสาร”

“จริงหรือ”

“จริงซี”

“ไม่มาอยู่พอได้ไปอวดคนหรือ”

“ไม่ ไม่ ไม่”

“เมื่อเทวดาเนรมิตพระพุทธรูปทองคำขึ้นตรงหน้าก็ดี หรือมีอยู่ในถ้านี้แต่เดิมก็คงจะไม่แอบคิด ว่าเอาไปให้คนบูชากราบไหว้ดีกว่าอยู่ในถ้ำเช่นนี้ จะไม่นึกอย่างนี้หรือ”

ตอบคนว่า “เป็นบ้ารึ เป็นบ้ารึ เป็นบ้ารึ จึงจะคิดอย่างนั้น”

เมื่อถามตนตอบตนอยู่อย่างนั้น ปีติใหญ่เกิดขึ้นคล้ายๆ กับว่าจะชนภูเขาทะลุชั่วลัดนิ้วมือเดียว แต่ก็ไม่หลงตัวว่าจะชน เพราะมีสติปัญญาสมดุลกันอยู่ ว่าปีติๆ อยู่ ไม่หลงลืมตัวได้ง่ายๆ รู้จักข่มปีติได้เพราะสุขก็ดี อุเบกขาก็ดี ปีติก็ดี อยู่ใต้อำนาจอนิจจัง เกิดขึ้นแล้ว แปรดับ

ที่นี้ก็พูดกับตนต่อไปว่า “ถ้าไม่นึกกลัวอะไรจริงก็นอนซะ”

แล้วก็นอนห่มผ้าจีวรเฉวียงบ่า แล้วก็นอนตะแคงข้างขวา กำหนดลมต่อไปในอานาปานสติแล้วก็หลับสนิทไป ไม่มีนิมิตและไม่ฝันเห็นอะไร ตื่นตีสามโดยคาดคะเนเพราะไม่มีนาฬิกาฬิแกเหมือนทุกวันนี้ และเมื่อคืนแล้วร่างกายและจิตใจก็กระปรี้กระเปร่า รู้สึกเบามาก บางเวลาก็เกิดปฏิภาณขึ้นว่า

อยู่องค์เดียวเปลี่ยวกายา ยิ่งยินดีพรากหมู่มา แสวงหาความสงบ พบคูหาผาสูง จูงจิตคิดสังเวช เป็นเหตุให้ขยันหมั่นภาวนา แม้จะโศกาในเวทนา ทุกข์ก็ภาวนาผ่อนถอนอารมณ์ไว้ เพราะหวังจะพ้นภัยในโลกสงสาร อุทิศต่อพระนิพพาน เป็นแม่นมั่น หันหน้ารบกับมาร ต่อต้านชิงชัย ให้กิเลสมารหนีไป ไม่คืนมา ขันธมารคือ ขันธ์ห้า นี้แลหรือมาร ศาสดาจารย์กล่าวไว้ ไม่ยึดมั่น ใครถือมั่น เป็นของหนัก มักพาล้ม เที่ยวจำจมอยู่ในโคลนวนสงสาร เพราะเหตุว่าเดินตามมาร คลานตามโจร มันปล้นสัตว์ มัดไว้ให้โศกให้เศร้า ร้อยเท่าพันทวีชาติภพ นับไม่ครบเลย

นี้ก็จับเข้าแผนกปีติเหมือนจะเรียกว่าปีติฟุ้งซ่านก็ถูก จะว่าปีติให้ธรรมแตกฉานก็เชิงควร

พักอยู่ถ้ำพระเวสนั้นดูดดื่มไม่ถอย จิตใจโอนไปน้อมไปในทางพ้นทุกข์โดยด่วนในปัจจุบันชาติ กลายเป็นเรื่องนึกถึงคุณพระนิพพานว่า เป็นเครื่องระงับกิเลสและกองทุกข์ไปในตัว แม้อย่างต่ำไปอุจจารกรรม ไปปัสสาวกิจก็วิเวกไปในตัว แต่มิได้สำคัญตนว่าประเสริฐเลิศล้ำเกินภูมิของธรรมอันใดเลย ขออยู่ใต้อำนาจของพระพุทธ ธรรม สงฆ์เสมอไปผูกขาดแล้ว เป็นสัจจบารมีสัมปันโน เป็นอธิษฐานบารมีสัมปันโนขาดตัว จิตชั้นนี้ ธรรมชั้นนี้ เมื่ออยู่ในป่าในเขาองค์เดียว วิเวกวังเวงคล้ายกับว่า ข้าวก็อันเก่า กับก็อันเก่า แต่เมื่อเอาไปฉันในป่าในเขาเพราะหมดหวังอาหารอื่นๆ ก็ต้องสันโดษ อาหารที่มีอยู่ซึ่งหน้า รสชาติอาหารก็เพิ่มขึ้นทวี เหตุนั้นธรรมะคำสั่งคำสอนจึงหนักเน้นให้ยินดีในที่สงัด ป่าดงพงเขา ไม่ได้ไปส่งเสริมในที่คลุกคลีและที่อึกทึก แต่ผู้มิได้เคยดื่มกายวิเวกแล้ว จิตตวิเวกก็จะมาจากประตูใด ย่อมเป็นไปได้ยาก อุปธิวิเวกก็โดยนัยเดียวกันนั้นเอง

แต่ผู้ไม่เคยได้ดื่มรสวิเวกย่อมถือว่า ที่อึกทึกอากาศดีถูกกับข้า เพราะข้าเป็นคนไม่คับแคบ หมู่ของข้ามีมาก เพราะข้าเป็นคนทันสมัย ไม่ไร้ญาติมิตรเลย ไม่ใช่มะพร้าวตาเดียว ไม่ใช่คนอ่อนสังคมเลย ไม่เก้อไม่เดินในสังคมเลย มักได้ยินอย่างนี้เป็นส่วนมากนักหนา แต่ก็ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของโลกสันนิวาสไปเพราะกรรมและผลของกรรมแต่ละราย

ถ้าจะพิจารณาถึงสัตว์เดรัจฉานบางจำพวกแล้วเช่น อึ่งอ่างเป็นต้น จะออกมาวิวุ่นก็ปีละครั้ง และก็มีเวลาจำกัดอีกด้วย เหลือนั้นต้องวิเวกอยู่ของใครของมัน กบก็เช่นกัน เป็นเรื่องน่าพิจารณาทั้งนั้น ผู้ท่องเที่ยวในสงสาร กรรมและผลของกรรมมีอำนาจจำแนกให้ดีและเลวต่างกัน ตามเหตุและผลที่เจ้าตัวสร้างสรรค์ไว้ เมื่อสร้างไว้แล้ว (แม้) ไม่อยากรับก็ได้รับ จะรู้ตัวหรือไม่ไม่เป็นปัญหา ต้องให้ผลตามเหตุที่สร้างไว้ไม่ลำเอียง ทางดีก็โดยนัย ทางชั่วก็โดยนัย

เรื่องเหตุๆ ผลๆ นี้ แยกออกได้เป็นสองทาง ทางหนึ่งเป็นทางโลกีย์ ทางหนึ่งเป็นทางโลกุตตระ

เหตุผลทางโลกีย์นั้นเหตุใจผลใจหนักไปในทางวัตถุนิยมเป็นเจ้าใหญ่นายโตของเจตนารมณ์

เหตุผลไปทางโลกุตตระนั้น เหตุใจผลใจหนักไปทางบรรเทา และพยายามแก้กิเลสและความหลงของเจ้าตัวไปเป็นตอนๆ จนถึงที่สุดแห่งความหลง

สิ่งเหล่านี้ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าตัวจะรู้เจตนารมณ์ของตัวเอง มิฉะนั้น การปฏิบัติธรรมก็มั่วสุมไม่แจ่มแจ้งเฉพาะตนด้วย เพราะธรรมแท้ใจแท้อันประกอบด้วยสติปัญญาอันถูกต้องย่อมเป็นปัจจัตตัง

คราวที่พักอยู่ถ้ำพระเวสนั้น น่าพิจารณาอยู่ตอนหนึ่งว่า ไฉนญาติโยมจึงไม่รู้จักปวารณาไม้ขีดไฟ เทียนไขบ้าง ชะรอยจะเป็นด้วยวาสนาของตนเองก็อาจเป็นได้ หรือชะรอยพระที่ไปอยู่พักที่นั้นแต่ก่อนเคร่งครัดไม่เผดียงวจีวิญญัติ แต่ก็เป็นการถูกต้องดีแล้ว

แต่เขาไม่ปวารณาก็ไม่สงสัยว่าจะเอ่ยเลียบเคียงและโอภาส แท้จริงข้าพเจ้าก็ขาดไม้ขีดไฟและเทียนจุดได้มานานแล้ว เสื่อและหมอนก็ไม่ได้เจอมานานแล้ว แต่อำนาจความพอใจ อันยอมเป็นยอมตายกับพระพุทธศาสนาเพื่อพ้นทุกข์ ก็เลยกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปไม่ได้เป็นอารมณ์หนักใจ

ย้อนคืนมาปรารภที่ไปถึงถ้ำพระเวสในวันแรก ตอนกลางวันพักเอนกายลงครู่หนึ่งประมาณสองนาที ตาใสแจ๋วอยู่ มีคนผู้ชายคนหนึ่งสูงผิวคำร่างใหญ่โต อายุประมาณ ๔๐ ปีกว่า นุ่งผ้าหยักรั้งและเห็นไกลจากที่เอนกายประมาณสองวา เดินเข้ามาสองก้าวก็ถึงอย่างผึ่งผายนัก แล้วก็กำลูกอัณฑะทั้งสองมือดึง แล้วรู้สึกอ่อนเพลียลงมากโดยเร็วพลัน มีสติระลึกหวนขึ้นในใจว่า “นี้หรือเขาว่าผีอำ” กลั้นใจยกขาขวาขึ้นถีบไปอย่างแรง ยันไปอย่างแรงก็ว่า เวลายกขาคู้มาก็ว่าพุท ยันไปก็ว่าโธ ก็รู้สึกหายวาบไป มนุษย์ก็หายไปพร้อมด้วย คงจะเป็นผีปีศาจก็อาจเป็นได้ แต่จิตใจคำนึงแบบเย็นๆ อยู่ไม่นึกกลัวก็เลย เป็นเหตุให้รู้ได้ชัดว่าผีๆ นี้มีจริงแท้ แต่นั้นไปไม่ปรากฏเห็นอีก

๏ สติตั้งอยู่กับกายใจ

การไปบิณฑบาตไปบ้านแก้ง ไกลร้อยเส้น ญาติโยมเขาเห็นว่าไกลเกินไป เขาจึงจัดกันมาแบ่งวาระกันเป็นพวก มาลัดหนทางใส่บาตรที่ถ้ำไทรและมีน้ำสะอาดอยู่นั้นด้วย จากบ้านเขามา ๖๐ เส้น พระไปจากถ้ำ ๔๐ เส้น และเขามาใส่บาตรแต่ละวันก็มีผู้ชายตามมาด้วยพร้อม ทั้งรู้เดียงสา ไม่ใช่ผู้ชายใบ้บอดหนวกฟาง คุ้มอาบัติพระได้ในยามปรารภธรรมะบ้าง

ฉันเสร็จในที่นั้น ก็ไม่มีเวลาสนทนาธรรมะนาน เพราะประหยัดเวลาแต่ละวัน กลับถึงถ้ำที่พักก็เกือบ ๙ นาฬิกา

การปฏิบัติภาวนาก็เป็นไปสม่ำเสมอติดต่อโดยมิได้บังคับ มันเป็นเอง มันดูดดื่มเอง สติมิได้เลือนลาง ตั้งอยู่กับกายใจเป็นหลัก เหยียดแขนคู้แขนขา เหลือบซ้ายแลขวาอยู่กับตัวอยู่กับใจในปัจจุบันทันกาล เบากายเบาใจวิเวกมาก รสชาติของใจของธรรมชนิดนี้จะพูดก็ไม่ออกจะบอกก็ไม่ถูกเพราะของใครของมันในรสปรมัตถ์ รสวิเวก รสชาติ วิเวกสาม กายวิเวก สงัดกาย จิตตวิเวกสงัดจิต อุปธิวิเวก สงัดกิเลส เมื่อสมดุลกันในปัจจุบันขณะเดียว ติดต่ออยู่แล้วจึงเป็นรสชาติของวิเวกที่ไม่ส่งส่ายบัญญัติและเรียงแบบกลมกลืนกันอยู่ในปัจจุบันทันกาล

ผู้ปฏิบัติพระพุทธศาสนาแท้ จะแอบเอาแต่ความจำได้หมายรู้ที่ได้เคยท่องบ่นจำมาเป็นเครื่องบริสุทธิ์ของตนโดยฝ่ายเดียว แล้วเที่ยวกวาดต้อนให้คนเลื่อมใสเป็นนายกโฆษกเพื่อลาภและอามิส เป็นเจ้าหัวใจแล้วก็ใบลานเปล่าอยู่ดีๆ กันนั้นเอง แต่ก็ยังดีอยู่ เพราะดีกว่าจำไม่ได้ ผู้เขียนน้อมมาเตือนตน เพราะตนยังไม่ดีพอ เพราะการอยากดียังมีอยู่ เพราะยังไม่อิ่ม มีความอยากดีออกหน้าอยู่ เพราะยังต้องการเดินทางไปหาเมืองอยู่คือเมืองพอ ถ้าจะเดินทางไปหาเมืองพอภายนอกด้วยฝีเท้าหรือยนต์ยานพาหนะแล้วกี่กัปกี่กัลป์ล้านๆ โกฏิๆ ไม่มีวันเดือนปีหรือขณะจะถึงได้ เพราะเมืองพอหรือเมืองไม่พอมันตั้งอยู่ที่เมืองใจแห่งเดียว เมืองนอกคือเมืองกิเลส เมืองในคือเมืองใจ แต่เมืองนอกคือเมืองกิเลสชอบไปเกย ไปพาด ไปตั้งเมืองอยู่รอบๆ เมืองใจ เมืองสนิมหรือไม่สนิมก็ตั้งอยู่ที่เมืองเหล็ก ถ้ามีเหล็กก็ต้องมีสนิม ถ้าไม่มีสนิมก็ไม่มีเหล็ก แต่เหล็กไม่ค่อยมีสนิม แต่เหล็กดีแท้ไม่มีสนิมเลย ใจก็โดยนัยเดียวกันนั้นแลนา

แต่ใจที่มีผู้ยึดถือเอาเป็นเจ้าของหวงแหนอยู่ จะเป็นของไม่มีโทษย่อมไม่มีในโลกอดีต โลกอนาคต และโลกปัจจุบัน เมื่อใจไม่มีผู้ยึดถือเอาเป็นเจ้าของแล้ว ใจก็ย่อมเป็นโสดโดดเดี่ยว ย่อมไม่มีโทษใดๆ และจะบัญญัติอดีต อนาคต ปัจจุบันใดๆ ก็ไม่มีโทษไม่มีพิษอันใดแลนิจจังยั่งยืน

(มีต่อ)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2013, 14:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8158

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
พระอาจารย์กู่ ธัมมทินโน


๏ อาลัยถ้ำพระเวส

ครั้นพักอยู่ถ้ำพระเวสคนเดียวเปลี่ยวกายาเป็นเวลาล่วงมายี่สิบสองวันแล้ว ก็หวนระลึกด้วยธรรมสังเวชว่า

“เอ๊ะ เรานี้จวนแจเวลาแล้ว เราตั้งใจจะไปหาหลวงปู่มั่นเพื่อมอบกายถวายชีวิตผูกขาด เราค้างที่นั้นที่นี้มาเป็นเวลานาน ชีวิตสังขารเป็นของไม่เที่ยง บางทีเราสิ้นลมปราณก่อนท่าน บางทีองค์ท่านสิ้นลมปราณก่อนเรา”

เมื่อคิดดังนี้แล้ว มองดูถ้ำและบริเวณที่พัก ชำเลืองไปมาน้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม คว้าเอาผ้าอาบน้ำเช็ดเพราะยังอาศัยในถ้ำอยู่แล้วก็บรรเทาได้ด้วยพลิกใจถึง นานาภาโว วินาภาโว จะได้พลัดพรากจากไปตามธรรมชาติแห่งสังขาร และนึกในใจต่อไปว่า

“เทวดาด้าวภูผารุกขมาส จะได้ยาตราลาจากพวกเจ้าไปหน้าด่วนหาย จะไปหาพระอาจารย์มั่นขันอาสาขออยู่ เพื่อจะได้รู้ธรรมพระพุทธเจ้า ปฏิบัติเข้าสู่นิพพาน ขอให้พากันอยู่สวัสดีพร้อมในพุทธ ธรรม สงฆ์อยู่ทุกเมื่อ ไผไปถึงเร็วหรือช้าก็มุ่งหน้าต่อนิพพานนั้นแล”

แล้วก็ไปบิณฑบาต ฉันเสร็จบอกญาติโยมว่า

“พรุ่งนี้ถ้าไม่มีอุปสรรคใด อาตมาจะได้ลงไปบิณฑบาตให้ถึงบ้านไม่ต้องมาลัดที่ถ้ำไทรดอก เพราะจะได้ลาล่องชายเขาภูพานไปหาพระอาจารย์มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือ อำเภอพรรณา จังหวัดสกลนคร เพราะเวลาจวนแจมากแล้วโยมเอ๋ย”

ครั้นตื่นเช้าวันใหม่ก็ลงไปถึงบ้านแก้ง เขามารวมใส่บาตรในวัดป่าบ้านแก้ง เป็นวัดร้างไม่มีพระ ฉันเสร็จก็ลาเดินทาง เขาไปส่งพอจะไม่หลงแล้วก็ให้เขากลับ เดินคนเดียวไม่เกี่ยวกับเพื่อน ล่องชายเขาตามทิศตะวันตก ค่ำบ้านค้อพอดี ตื่นเช้าบิณฑบาตฉันเสร็จเดินทางต่อ ค่ำวัดป่าสุทธาวาสพอดี พักอยู่ที่นั้น ๓ คืน สมัยนั้น พระอาจารย์กู่ อยู่ที่นั้น ไปกราบองค์ท่าน องค์ท่านถามข่าวคราวรู้จักความหมายทุกประการแล้ว องค์ท่านให้อุบายว่า

“ใครจะไปหาองค์ท่านพระอาจารย์มั่น ต้องยอมตัวเป็นคนโง่ให้องค์ท่านเข่นจึงจะอยู่ได้ แม้ผมบางครั้งองค์ท่านดุด่าเหมือนเณรน้อย”

แล้วองค์ท่านย้อนถามคืนมาว่า “คุณมาพักขณะนี้ได้อุบายอะไรบ้าง”

กราบเรียนว่า “ได้ คือ การไปมอบกายถวายตัวเพื่ออยู่กับพระอาจารย์มั่น อย่าสำคัญตัวว่าฉลาด ไม่เหมาะสมส่วนใดยอมให้องค์ท่านว่ากล่าวได้ทุกเมื่อ”

“เออ ดีหละ ฟังเทศน์ออกนะ ผมขออนุโมทนาด้วย จงไปโดยเป็นสุขเถิด แต่ขอให้พักถ้ำผาแด่นก่อนสักคืนสองคืน เพราะได้มาใกล้แล้วจะเสียเที่ยว จากนี้ไปถึงถ้ำประมาณสิบสี่กิโลเมตรกว่าๆ”

ได้เวลาสามคืนแล้ว ฉันเสร็จก็กราบลาองค์ท่านไป ผ่านบ้านดงมะไฟถึงบ้านนากับแก้ แล้วขึ้นภู ถึงถ้ำผาแด่นประมาณบ่าย ๔ โมงเย็น แต่มีหลวงพ่อศรีกับเณรองค์หนึ่งประจำอยู่นั้น และที่พักถ้ำนั้นก็พอดีสององค์เท่านั้น แต่ก็ไม่ไปเบียดเสียดท่าน ไปหาที่พักเอง ไกลท่านต่างหาก รุกขมูลอยู่ร่มไม้ จิตใจก็สงบเยือกเย็น ไม่ได้ร้องเรียกหาความกลัวมาเป็นเจ้าหัวใจพอที่จะเป็นอุปสรรคของภาวนา นึกในใจว่า ถ้าเรามีโอกาสมาพักข้างหน้า เราจะมาพักองค์เดียว เพราะว่าใจเราดูดดื่มสถานที่ เพราะเป็นต้นไม้สูงร่มรื่น อากาศเยือกเย็นดี หลังพลาญหินที่ออกมารับอากาศเป็นบางครั้ง ก็โปร่งดี มีเนื้อที่ราบเรียบบ้าง

ถ้ำคำบงเป็นถ้ำมืด แต่มีน้ำไหลรินอยู่จากหินแตก สูงประมาณสองเมตร เป็นห้องหินสรงน้ำในตัว ก็ไม่ไกลจากที่พักประมาณ ๓ เส้น ก็รู้ได้ชัดว่า สถานที่นี้ต้องเป็นสถานที่พักวิเวกเพียรธรรมของผู้หวังพ้นทุกข์ในสงสารโดยแท้ ไม่เป็นสถานที่ของผู้มุ่งหวังปัจจัยสี่อามิสวัตถุนิยมใดๆ ทั้งสิ้น

แต่สถานที่ภายใน คือสถานที่จิตใจอันเป็นมรดกตั้งเดิมนั้น รู้ดีอยู่ขาดตัวแล้ว จะไปไหนมาไหนก็ยกไปได้ เพราะเป็นมรดกเบาไม่ได้หาบไม่ได้หิ้ว ไม่ได้กลัวว่า โจรจะปล้นเอาลักเอา ไม่กลัวปลวกจะกัดไฟจะไหม้ แต่...แต่ตรงกันข้าม ถ้าทำให้หนักก็หนักได้ หนักจนถึงกายแตกคือผูกคอตนตายก็มี เพราะตนเป็นฝ่ายสัจจะจริงตามสมมติ จะคัดค้านเป็นมะพร้าวตาเดียว เป็นกระต่ายยืนขาเดียวก็ไม่ได้ เพราะจะเป็นผู้ไม่รู้จักสมมติไป

เมื่อไม่รู้จักสมมติจะรู้จักวิมุตติอย่างไรได้ เมื่อไม่รู้จักร้อนจะรู้จักเย็นได้อย่างไร เมื่อไม่รู้จักได้จะรู้จักเสียอย่างไรได้ เมื่อไม่รู้จักถูกจะรู้จักผิดได้อย่างไร เมื่อไม่รู้จักบาปจะรู้จักบุญอย่างไรได้ เมื่อไม่รู้จักข้อปฏิบัติจะปฏิบัติอย่างไรได้ เมื่อไม่รู้จักข้อเว้นจะเว้นอย่างไรได้ จะพรรณนาข้อนี้มากมายก็มีความหมายอันเดียวกัน

๏ ความเห็นเป็นยาเสพติด

ธรรมดาปุถุชนคนหนาย่อมเห็นผิดเป็นชอบ เป็นนายหน้าของเจตนาขันธสันดานเป็นยาเสพติดตราบใด เห็นโทษด้วยตนเองเป็นตอนๆ ไปจึงจะกลับได้ตราบนั้น

ตรงกันข้าม ธรรมดานักปราชญ์ย่อมเห็นชอบเป็นชอบไปเป็นตอนๆ คูณทวี เพราะความเห็นชอบเป็นนายหน้าของเจตนา เป็นยาเสพติดไปในทางชอบ ไม่ลำบาก แต่ขอยกเว้นพระอรหันต์ไม่ควรเอาองค์ท่านมาปนเปกับยาเสพติดใดๆ เลย จะกลายเป็นการกล่าวตู่ไม่รู้ตัว เดี๋ยวก็จะถูกกล่าวตู่ว่าเป็นยาเสพติด บิณฑบาต ฉัน ดื่ม พูด คิด เทศน์ นั่ง นอน ยืนเดิน สงบ รู้โต้ตอบอุเบกขาสารพัด ธรรมดาปุถุชนคนหนา (เว้นพระโสดาบันเสียเป็นต้นขึ้นไป) ยอมกล่าวตู่ พุทธ ธรรม สงฆ์ อยู่ในทางตรงๆ และทางอ้อม ติดขันธสันดานอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน แบบรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวทั้งหมดเลยก็ว่าได้ไม่ผิด เช่นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เขาก็ตอบพุทธศาสนาว่า

“ฆ่าตัวเล็กๆ มันบาปเพราะกินไม่อิ่ม ฆ่าตัวโตๆ มันจึงเป็นบุญเพราะบุญท้อง สุราเมรยะระยะนี้ กินเป็นระยะๆ มันไม่บาปหรอก”

“อบายมุขทุกประเภทมันเป็นเหตุไม่ให้ฉิบหายอยู่ซึ่งหน้า ซึ่งตาดอก มันพอได้แก้แค้นอยู่น่ะ มึงว่ายังไง กูก็ว่าอย่างนั้นแหละ”

แล้วก็เที่ยวเตร่ไปยุ่งเหยิงกับพระ

พระบางกลุ่ม บางบุคคล บวชพ้นฆราวาสแล้ว เพื่อพ้นทุกข์ในสงสาร คำสั่งและคำสอนของท่านหนักไปในศีลธรรมแท้ เมื่อท่านเทศน์คำใด วรรคใด ตอนใด ก็ไปผูกเอาเลขๆ ผาๆ เสียเวลาทั้งท่านและผู้เข้าไปหา ทั้งสองฝ่ายไร้ประโยชน์ กับทั้งไม่มีสง่าราศีแก่ท่าน และสำนักของท่าน และผู้เข้าไปหาด้วย เหล่านี้แหละเรียกว่า กล่าวตู่พระพุทธศาสนา พร้อมทั้งเหยียบย่ำทำลายพระพุทธศาสนาโดยไม่รู้ตัวและถือเป็นของสนุกอีก มันเป็นปฏิปทาทุกข์ล้วนๆ แล้วไม่มีสุขมาเจือปนพอที่จะหลงเลย

แต่พระบางกลุ่มบางจำพวกที่บวชเพื่อปัจจัยสี่ วัตถุนิยมเป็นเจ้าหัวใจ ก็พลอยไปเป็นพรรคด้วย พูดน้อยไม่พอตาย พูดหลายตายโหง แผ่นดินทุกหย่อมหญ้า แทนที่จะเป็นสถานที่พักภายนอกเพื่อบำเพ็ญพัฒนาสร้างคุณงามความดี เพื่อให้พ้นจากความทุกข์ด้านจิตใจ ให้สูงส่งจากระดับที่ลุ่มหลงอยู่มาเป็นเวลาช้านาน กลายเป็นหลุมถ่านเพลิง พร้อมทั้งทิ้งฟืนใส่ไม่หยุดยั้งได้ ฟืนก็เป็นฟืนทิพย์ จิตใจที่ห่างเหินออกจากศีลธรรม เรียกว่าพัฒนาฟืนทิพย์เผาโลกโดยไม่รู้ตัวแต่ละรายแล้ว

๏ ไตรสิกขา

ไฟฟืนทิพย์เผากิเลสนั้นจะเอามาจากไหนเล่า พระบรมศาสนาและพระอริยสาวกพระอริยสาวิกาของพระองค์ทรงหาไว้แล้ว จะเผาจะสุมอยู่ทั้งหมดทั่วทั้งไตรโลกาก็ไม่หมดฟืน เป็นไฟก็จะเผาโดยนัยเดียวกันคือศีล สมาธิ ปัญญา ที่ชี้ลงสู่หัวใจทุกๆ รูป ทุกๆ นาม

อริยธัมเม ฐิโต นโร (อริยธรรมตั้งอยู่ที่นรชน) ศีล สมาธิ ปัญญา ทางพระพุทธศาสนานี้เอง จะว่าเป็นกองดับเพลิงโลกก็ถูก จะว่าเป็นยาโอสถก็ใช่ จะว่าเป็นไฟเป็นฟืนเผากิเลสก็ถูก จะว่าเป็นแว่น ส่องตาส่องใจไปสู่ทางร่มเย็นก็ได้ไม่ผิด จะว่าศีลมรรค สมาธิมรรค ปัญญามรรค ศีลผล สมาธิผล ปัญญาผลก็ได้ทั้งนั้น จะว่าจิตมรรค จิตผลก็ได้ทั้งนั้น ใช้สำนวนโวหารหลายอัน แต่มีความหมายเดียวกัน เหมือนแกงหม้อใหญ่ แต่เมื่อลงมือฉันแล้วก็มีความหมายว่าอิ่มอยู่ที่ท้องขณะเมื่อฉันพอ ขึ้นอยู่กับภาพพจน์ของจิตที่มีสติปัญญาจะรู้เท่าทันเทียมถึง

ศีล สมาธิ ปัญญานี้ปรารภเป็น ติกะ หมวด ๓

ถ้าจะขยายเป็นมูลกระจายออกไป ก็ครบแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์

ถ้าจะย่นลงสั้นก็ เอกจิต เอกธรรมในปัจจุบัน

ถ้าจะย่นลง ๒ ก็ กาย กับ ใจ ก็ว่า ธรรมกับวินัย ก็ว่า รูปขันธ์นามขันธ์ ก็ว่า จะว่าไปน้อย ไปมาก ก็ออกจากผู้ปัจจุบันนี้ จักนับไปกี่กองกี่ล้านๆ โกฏิๆ อสงไขย ก็ออกไปจากหนึ่งในปัจจุบัน จะตามอดีตก็พุ่งออกไปจากปัจจุบัน จะคาดหมายหรือทำนายทายทักในอนาคตก็พุ่งออกไปจากปัจจุบัน จะจริงเพียงไหนหรือไม่จริงเพียงไหนขึ้นอยู่กับปัจจุบันจะรอบคอบ ไม่เป็นหน้าที่จะไปจับผิดจับถูกกับอดีตอนาคต

ในทางธรรมฝ่ายปรมัตถ์อันลึกซึ้ง ผู้ไม่รู้จักรสชาติของปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรมแล้วย่อมหนักใจในการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา และก็ไม่รู้จักการขยายออก และไม่รู้จักย่นเข้า ผิดหลักของ สังคโห คือ ย่นเข้ามา ผิดหลักของ อสังคโห ที่ไม่สงเคราะห์ย่นหรือขยายออก เมื่อรู้จักแล้วจะขยายหรือไม่ขยายก็ไม่สงสัยในโวหารน้อยและมาก

ย้อนคืนมากล่าวเรื่องลาออกจากภูผาแด่น เดินทางต่อไปพักอยู่หนึ่งคืนแล้วบิณฑบาต ฉันเสร็จแล้วเวลาประมาณบ่าย ๒ ก็ลา เดินทางลัดไปค่ำบ้านนานกเค้า

พอดีวันนี้ได้พักนอนกลางทุ่งทางทิศตะวันออกบ้านเขา แต่อากาศก็มีหนาวซ้ำท้ายฤดูอยู่บ้าง ปูผ้านอนลงบนแผ่นดินโต้งๆ ไม่มีใบไม้รอง ตองฟางก็ห่างลักลั่นเพราะโคกระบือกัดกินหมด มุ้งก็ไม่ได้กาง กางแต่กลด แล้วก็วางกลดตะแคงลงให้เป็นเงื่อมแล้วผินหัวใส่ ส่วนกลางตัวและขาก็ไม่หุ้ม นอนกำหนดลมหายใจออกเข้า จิตใจและสติอยู่กับลมอันมาถูกต้องแบบเบาๆ ไม่ฟุ้งซ่านไปทางอื่นเลย ตาใสแจ๋วไม่ง่วงไม่เหงา คล้ายกับว่าไม่หลับ เพราะไม่ปรากฏว่าฝันอะไร กายใจเบามาก แต่ผ้าจีวรที่ห่มเฉวียงบ่านั้นด้านกลางตัวลงไปถึงแข้งเปียกด้วยหมอกหมด ส่วนฝ่าเท้าไม่ได้เอาผ้าคลุมเพราะเกรงจะสกปรก เพราะเท้าไม่ได้ล้าง

ตื่นเช้าได้เวลาเข้าไปบิณฑบาตบ้านนานกเค้า ออกมานอกริมบ้านเขา ฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลาเขาเดินทางตามชายเขา ตรงไปทิศตะวันตก ข้ามหนทางรถยนต์เส้นจังหวัดสกลนคร ผ่านไปกาฬสินธุ์ สมัยนั้นรถยนต์ยังไม่ได้แล่นไปกาฬสินธุ์ เพราะทางยังไม่เสร็จ แล้วผ่านบ้านโพนงาม ถึงบ้านพระคำภูค่ำมืดพอดี แล้วพักวัดร้าง เช้าบิณฑบาตฉันเสร็จ เดินทางต่อผ่านบ้านอูนดง ถึงวัดป่าบ้านหนองผือประมาณเที่ยงวัน จิตใจก็เบาขึ้นมากนัก

รูปภาพ
พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน


๏ มอบกายถวายชีวิตต่อพระอาจารย์มั่น

ขณะนั้นองค์ท่านกับคณะสงฆ์กำลังทำผ้ารองก้นบาตร องค์ท่านพระอาจารย์ก็รีบห่มผ้าเฉวียงบ่านั่งเรียบอยู่ วางบริขารไว้ที่ควรแล้วก็กราบองค์ท่าน

องค์ท่านกรุณาถามว่า “มาจากไหน”

กราบเรียนว่า “มาจากถ้ำพระเวส”

ถามว่า “ภาวนาเป็นอย่างไร”

กราบเรียนว่า “ยังไม่เป็นอะไร คงเป็นเพียงว่าศรัทธาเท่านั้น”

แท้จริงอยากจะกราบเรียน เรื่องเสียงตูมลงจนภูเขาทั้งลูกกระเด็นนั้นอยู่แต่ไปใหม่ก็เก็บไว้เสียก่อน เพราะมีพระจ้องคอยฟังคำเรียนถวายอยู่มาก เพราะยังไม่คุ้นไม่เชื่องกับท่านองค์ใด คล้ายกับว่าอวดดีเกินไป พลิกจิตตั้งใจดีๆ แล้วก็หมอบลงจรดพื้นกระดานศาลาไม่เงยหน้าขึ้น กล่าวว่า

“ขอมอบกายถวายชีวิตต่อพระอาจารย์ ผูกขาดทุกลมปราณ ตลอดทั้งคณะสงฆ์ในทีนี้ทุกๆ องค์ด้วย ข้าน้อยว่าจะมาแต่ปีกลายนี้ แต่ท่านเจ้าคุณเทพกวีบอกว่าให้ไปหัดภาวนากับหลวงพ่อบุญมี วัดป่าหนองน้ำเค็ม เสียก่อนในปีนี้”

องค์ท่านได้ฟังแล้วก็บอกพระเณรเอาบริขารไปที่กุฏิที่ว่าง กราบแล้วก็ตามบริขารไปที่พัก

ขณะนั้นเป็นเดือนเมษายนข้างขึ้น แต่ลืมวันที่เพราะไม่ได้ดูปฏิทิน เป็น พ.ศ. ๒๔๘๙ ขณะนั้นอาจารย์มหาบัวก็อยู่นั้นก่อนข้าพเจ้าแล้ว พระอาจารย์วันก็ไปก่อนเดือน แต่เป็น พ.ศ. เดียวกัน อาจารย์ทองคำก็ไปอยู่ก่อนพระอาจารย์วัน แต่เป็น พ.ศ. เดียวกันอีก เมื่อคิดคืนหลังแล้วเป็นธรรมสังเวชถึงใจไม่จืดจาง

เมื่อล่วงถึง ๕ วันแล้วก็เข้าไปกราบเท้าขอนิสัย องค์ท่านก็ได้กรุณารับ พระอาจารย์มหาบัว ได้โอกาสลับหลังหลวงปู่มั่นแล้วก็กรุณาเตือนว่า “เอาให้ดีนะ เมื่อคุณได้มอบกายถวายตัวกับองค์ท่านแบบแจบจมอย่างนี้แล้วต้องเข่นหนักนะ เพราะองค์ท่านมีความหมายว่าจะจริงเหมือนที่มอบกายถวายตัวหรือไม่ หรือเป็นเพียงมายาว่าเปล่าๆ แล้วจะแสดงการสู้ข้อต่อครูเหล่านี้เป็นต้น เพราะธรรมดาเหล็กเมื่อเอามาให้ช่างตี ช่างก็ต้องตี พอจะเป็นมีดเป็นพร้าก็ต้องให้รู้จัก ถ้าเป็นเหล็กก้นเตาก็ใช้ไม่ได้ คืนให้เจ้าของเดิม ถ้าเป็นเหล็กแข็ง เผาไฟแดงๆ แล้วก็ตีลงไปอย่างหนักนะท่าน แต่การตีค่อย ตีแรง ไม่เป็นหน้าที่ของเหล็กจะไปผูกขาดตั้งกฎไว้ผูกมัดช่างผู้จะตีนะท่าน สิ่งเหล่านี้ท่านต้องรู้ล่วงหน้าไว้นะ ผมนึกสงสารท่าน เพราะเป็นคนชาวอุดรด้วยกัน แม้ตัวของผม ท่านก็เข่นมามากแล้วด้วยอุบายต่างๆ ธรรมดาพ่อแม่ถึงจะเข่นลูกๆ เต็มภูมิสักเพียงไรด้วยอุบายต่างๆ นานาก็ดี ยังมีเมตตาอยู่เต็มภูมิและถือว่าเป็นลูกๆ อยู่เต็มภูมินั้นเอง”

ในขณะที่พระอาจารย์มหาเทศน์ให้อุบายอยู่นั้น ข้าพเจ้ายกมือประนมฟัง นั่งนิ่งพิจารณาตามกระแสที่เทศน์ พอเสร็จองค์ท่านก็กลับที่พักของท่าน เมื่อพิจารณาแล้ว องค์ท่านบอกขุมทรัพย์เอาเพชรเอาพลอยไว้ให้เราเป็นทุน องค์ท่านสมภูมิเป็นมือขวาของหลวงปู่มั่นในยุคบ้านหนองผือแท้ๆ

ครูบาอาจารย์ชุดใหญ่องค์อื่นๆ มิได้เป็นมือขวาดอกหรือ

เป็นอยู่เต็มภูมิเหมือนกัน แต่ว่าองค์ท่านไปเป็นหัวหน้าอยู่อาวาสอื่นๆ นี้หมายเฉพาะในวงชุดยุควัดป่าหนองผือเท่านั้น มิได้หมายว่าจะลบหลู่ดูหมิ่นชุดก่อนเก่า ไม่เลยนา

เมื่อกล่าวถึงยุคบ้านหนองผือที่ข้าพเจ้าไปมอบกายถวายชีวิตอยู่ด้วย ก็จำได้กล่าวปฏิปทาของพระอาจารย์ใหญ่มั่นและพระอาจารย์มหาบัวไปในตัว เพราะท้องเรื่องสมัยนั้นสัมพันธ์กันเหมือนเดือนดาวในท้องฟ้า เพราะเป็นประวัติของตนที่เห็นด้วยตา พิจารณาด้วยใจ ได้ปฏิบัติตามองค์ท่านตามสติปัญญาของตน แต่จะเป็นเหมือนกาจับภูเขาทองหรือกบเฝ้าดอกบัว ก็เป็นหน้าที่ของตนเองจะรู้ตัวเท่านั้น และต้องการเป็นศิษย์ที่มีครูนอก ครูใน ครูจิต ครูใจ ครูปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ มรรคผลนิพพาน เพราะไม่ต้องการครูอัตโนมติ บัญญัติเอาเอง

คนเราถ้าขาดการฟังการตรึกตรอง ให้รู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่วโดยอุบายที่ชอบแล้ว ก็จะเป็นไปได้ยาก จะเป็นเหล็กดีสักเพียงไรก็ตาม ก็ต้องได้รับเข่น รับฝน รับชุบ ลับคมจากหินก่อนจึงจะใช้ได้บ้าง มิฉะนั้นแล้วไม่สมบูรณ์ บางท่าน ตนไม่ทันได้ดีพอก็อยากจะให้ครูบาอาจารย์ยกยอท่าเดียวตลอดไป เรียกง่ายๆ ว่าบ้ายอ ก็หาได้ง่าย มีอยู่มากหลาย แต่ขายไม่ออก

ครูบาอาจารย์ดี ตอนใดลูกศิษย์ทำดี ย่อมส่งเสริม ตอนไหนทำชั่ว ย่อมกีดกัน การกีดกันถูกกาล หรือไม่ถูกกาล ค่อยหรือแรงแล้วแต่กรณี ไม่เป็นหน้าที่ของลูกศิษย์จะไปตั้งกฎเกณฑ์ผูกมัดอาจารย์ไว้ ไม่เป็นหน้าที่ของเหล็กจะไปผูกมัดช่างตีไว้ ว่าเมื่อมีผู้มาล้อมเตาอยู่มาก อย่าเผาข้าน้อยให้แดงมาก และอย่าตีข้าน้อยให้แรงมากเน้อ มันจะเสียมรรยาท ไม่เป็นหน้าที่ของเหล็กจะมาตั้งกฎเกณฑ์ได้ ช่างจะให้แขกเห็นความสามารถของช่างตีเหล็กอีกซ้ำก็ได้เป็นบางราย

เขาหักรถเข้าทาง ก็หักเวลากำลังเลี้ยวออกทาง ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วไม่ทันกับเวลา จิตใจภายในก็เหมือนกัน ขณะไหนพลิกไปทางกามวิตก ตรึกไปทางกามก็ดี พยาบาทวิตก ตรึกไปทางพยาบาท หิงสาวิตก ตรึกไปทางเบียดเบียน ต้องพลิกคืนสู่สภาพเดิม มิฉะนั้นจะเย็นเกินไปจนบูด ฉันไม่ได้ เสียท้องปวดท้องต่างๆ

รูปภาพ
กุฏิหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ณ วัดป่าบ้านหนองผือ จ.สกลนคร

รูปภาพ
“ภูริทัตตจงกรม” ทางเดินจงกรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


๏ อาจริยวัตร

กล่าวต่อไปในวาระที่อยู่ในยุคหนองผือ ข้อวัตรส่วนตัวขององค์ท่าน ที่ท่านทำอะไรบ้าง เหล่านี้เป็นต้น และสอนลูกศิษย์ขนาดใด สอนญาติโยมขนาดใด จะได้กล่าวปะปนกันไป เพราะมิได้ชำนาญในการเขียนและการเรียง ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นๆ นั้น

ข้อวัตรประจำตัวองค์ท่าน ตอนกลางคืนตีสาม ล้างหน้าบ้วนปากใส่กระโถนปากกว้างแบบเงียบๆ ห่มผ้าเฉวียงบ่า ไหว้พระสวดมนต์เงียบๆ ในห้องขององค์ท่าน บางวันก็สวดนานประมาณสามสิบนาที ได้ยินเสียงอยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าสูตรใดแท้ เพราะเป็นขโมยแอบฟังทั้งกลัวด้วย ครั้นสวดมนต์เสร็จแล้วก็นั่งภาวนา ตะเกียงเล็กๆ จุดไว้นอกมุ้งกลด ภาวนาไปจนสว่างเป็นวันใหม่ได้อรุณ ลูกศิษย์ที่ไปรวมกันคอยรับเพื่อเอาข้อวัตรเช้า ในยามจะออกจากห้อง ไปคอยอยู่แบบเงียบๆ มิได้พูดกันซุบๆ ซิบๆ เลย

พอองค์ท่านกระแอมเสียงเบาๆ ก็เปิดประตูค่อยๆ เมื่อองค์ท่านเดินออกมาที่ระเบียง ต่างก็เอาข้อวัตรของใครของมัน ผู้เอาบาตรก็เอาแต่บาตร ผู้เอาจีวร ผู้นุ่งผ้าถวาย ผู้รัดประคตเอว ผู้รับผ้าเช็ดหน้าออกจากมือองค์ท่าน ผลัดผ้านุ่งแล้วยื่นถวายคืน ผู้เอากระโถนไปล้าง ผู้กวาดกุฏิ ผู้กวาดทางข้างล่างชายคา ระเบียงจงกรม ผู้คอยใส่รองเท้าสวมถวายใกล้ที่ลงบันได ผู้เอาไม้เท้าไปรอไว้ที่ศาลาฉันเพื่อจะรอถวายในเวลาเข้าบิณฑบาต ผู้เอาไฟถ่านอั้งโล่ไปวางไว้ที่ทางจงกรมหัวท้ายแห่งละอัน แล้วคอยสังเกตการณ์อยู่ตามบริเวณแถบนั้น เพราะเมื่อองค์ท่านไปศาลาจะได้เอาตามไปถวายที่ศาลาฉันอันหนึ่ง เตาหนึ่งจะได้รีบเก็บไว้ องค์ท่านเดินจงกรมก่อนไปบิณฑบาต ไม่ขาด

ได้เวลาก็เดินไปศาลาไกลจากกุฏิองค์ท่านประมาณหนึ่งเส้น ผู้รักษาไฟอั้งโล่ก็ยกไฟตามหลัง ขึ้นไปไว้ที่ใกล้องค์ท่านนั่งฉัน เพราะธาตุไฟอ่อน มีอาการหนาว และจะได้เอาผ้าอาบและผ้าคลุมตักมาอังและผึ่งเพื่อได้รับไออุ่นเพิ่มขึ้น

ให้เข้าใจว่าลูกศิษย์ที่ถือนิสัยมีอยู่กี่องค์ ก็ต้องมีข้อวัตรกับองค์ท่านทุกๆ รูป ไม่สับสนก้าวก่ายกัน ของใครของมัน ทั้งตรงต่อเวลาด้วย เป็นระเบียบเรียบร้อย เงียบสงัดไม่เกรียกราว เว้นไว้แต่องค์นั้นๆ ป่วยก็มอบให้องค์อื่นชั่วคราว เมื่อหายป่วยแล้วก็เข้าทำหน้าที่ตามเคย ส่วนงานส่วนรวม เช่น กวาดลานวัด ตักน้ำ รักษาโรงไฟ โรงฉันต่างๆ ต้องเอาใจใส่พร้อมเพรียงกันทั้งนั้น ไม่ต้องมีการตีระฆังนัดหมายให้เป็นการบังคับร้องเรียกมา เวลาของใครของมันแล้วแต่จะสังเกตไว้ ใครอ่อนแอเหลาะแหละต้องถูกเข่นต่อหน้าสงฆ์และต่อหน้าญาติโยมเสมอๆ องค์ท่านไม่ไว้หน้าใครเลย จะกล่าวข้างหน้าปะปนกันไปดอก

๏ การซ้อนผ้าบิณฑบาต

จะกล่าวการเตรียมไปบิณฑบาต เมื่อองค์ท่านเดินไปถึงบันไดศาลา ก็มีผู้หนึ่งคอยรับถอดรองเท้าเอาเก็บไว้ที่ควร ระวังมิให้น้ำถูก เพราะรองเท้าหนัง องค์หนึ่งถือกระบวยล้างเท้าด้วยมือขวา มือซ้ายถูตามแข้งและฝ่าเท้าทั้งใต้ฝ่าเท้าและหลังเท้า เทถูเทถูโดยเร็วและไม่ให้กระทบกระเทือนด้วย และไม่แสดงมารยาทอันไม่ตั้งใจแลบออกมาให้ปรากฏด้วย และมีผู้คอยเช็ดเท้าอีก ต้องเช็ดเร็วๆ แต่เร็วมีสติ ไม่ให้กระเทือนเกินไป ไม่ให้เบาเกินไป

องค์ท่านขึ้นไปถึงศาลาฉัน ไม่ได้นั่งลงกราบ เพราะศาลาฉันโต้งๆ ไม่มีพระพุทธรูป (ศาลามีพระพุทธรูปลงอุโบสถต่างหาก) แล้วก็ซ้อนสังฆาฏิถวายองค์ท่าน เว้นไว้แต่ท่าทางฝนจะตก ขณะนี้ต้องซ้อนช่วยกันสององค์ องค์หนึ่งม้วนลูกบวบช่วยสองสามรอบแล้วปิดรังดุมคอถวาย องค์หนึ่งปิดรังดุมใต้ถวาย การเข้าบ้านซ้อนสังฆาฏิกลัดรังดุมใต้และบนนี้ องค์ท่านถือเคร่งมาก ตลอดถึงการนุ่งสบงที่มีขัณฑ์เข้าไปธุระบ้าน เช่น บิณฑบาตและสวดมนต์ องค์ท่านกล่าวว่า

“การห่มผ้านุ่งผ้า พระลังกาชอบเอาอนุวาตเข้าข้างในเพราะกันผืนเติมไม่ให้ซุยผุก่อนอนุวาต จะเอาอนุวาตเข้าข้างในหรือออกนอกก็ไม่ผิดวินัย จะผินเบื้องบนเบื้องล่างสลับกันไปก็ไม่ผิดพระวินัยเพราะที่ระแข้งจะได้ทนหรือสึกหรอทันกัน”

องค์ท่านอธิบายอย่างนั้น ผู้เขียนได้ฟังกับหู เห็นกับตาและชอบจำมา ถ้าไม่เขียนให้ละเอียดบ้าง ยุควัดป่าบ้านหนองผือของหลวงปู่มั่นก็จะเลือนลาง ไม่สมดุลกับผู้เขียนที่เป็นกบไปเฝ้าดอกบัว เป็นกาไปจับภูเขาทองสี่ปีเศษ เพราะยุควัดป่าบ้านหนองผือเป็นยุคสุดท้ายแห่งหลวงปู่มั่น และเก็บลูกศิษย์ก็เก็บไว้มากกว่ายุคใดๆ ในสำนัก

สิ่งใดเป็นประโยชน์แก่ลูกศิษย์ก็ทุ่มเท ทอดสะพานให้ไม่ปิดบัง ไม่ว่าแต่เท่านี้ ผ้าสังฆาฯ และจีวรขององค์ท่าน ท่านใส่รังดุมทั้งดุมคอและดุมล่างทั้งสองทาง วันหนึ่งห่มผินทางหนึ่งขึ้นสลับกันเป็นวันๆ ลูกศิษย์ผู้ไปซ้อนไปห่มให้ ต้องมีสติจำไว้จึงห่มถวายให้ถูกเป็นวันๆ จึงถูกกับธรรมประสงค์ขององค์ท่าน การจำของก๊อกๆ แก๊กๆ ประสมประสานกันไว้เป็นของประกอบปฏิปทาขององค์ท่านและลูกศิษย์ด้วย ไว้ให้สำเหนียกในปัจจุบันและอนาคต ว่าลบเลือนเปลี่ยนแปลงมาตามยุคตามสมัยเพียงไรบ้างในข้อวัตร

ถ้าเขียนข้อวัตรปฏิบัติพระเถระฝ่ายธุดงค์ในอดีตกาลยุคกรุงเทพฯก็เกรงว่าจะกระเทือนโลกปัจจุบันนี้แล้ว ผู้เขียนก็มีที่อ้างครั้งพุทธกาลเป็นศาลพิจารณาว่าเด็ดเดี่ยวประเปรียวเพียงไร มี ภิกขเว ภิกขเว ออกหน้าแล้ว ห้ำๆ หั่นๆ ซ้ำๆ ซากๆ อยู่ทุกบททุกตอน

การสำคัญตัวว่าประพฤติเคร่งในปัจจุบันของยุคเดี๋ยวนี้ก็ดี คงจะพอเป็นการพอใช้ได้ในครั้งพุทธกาลหรือประการใด การสำคัญตัวว่าเป็นมัชฌิมา คงจะเป็นจวนจะพอใช้ในครั้งพุทธกาลกระมัง การสำคัญตัวว่าหย่อนบ้าง คงจะเป็นเหลวมากจนฉันไม่ได้ในครั้งพุทธกาล ก็อาจจะเป็นได้

ครั้งพุทธกาล (ถ้า) เดินจงกรมจนเท้าแตก จึง (จะ) ว่าเคร่งจนเกินไป แต่ทุกวันนี้เดินไปชนหินตอเลือดออกบ้าง ก็ว่าตนอดทนและเคร่ง ตนไม่มีสติก็ไม่ว่าเสียแล้ว น่าควรคิดไว้

ผู้เขียนเล่า ดีขนาดไหนล่ะ

ผู้เขียนก็ไม่ดีดอก มีแต่คำพูด แต่เขียนไว้เพื่อเตือนตนในยามที่ควรเตือน และ (เรื่อง) การเขียนการแต่ง หลวงปู่มั่นก็ไม่ค่อยส่งเสริม เพราะองค์ท่านถือว่าพระพุทธเจ้าเขียนแต่งไว้พอแล้ว

เรื่องบิณฑบาต พอหกโมงเช้า ธรรมเนียมบ้านหนองผือเขาก็ตีขอไม้ตะเคียนเป็นสัญญาณดังไกล เป็นสามบทติดๆ กัน หมายความว่า พอเตรียมตัวใส่บาตรแล้ว พวกเราชาวบ้าน แต่พอพระผ่านละแวกบ้านเขาก็ตีขออีกสามบท เขารวมกันเป็นกลุ่มยืนเรียงรายกันเป็นทิวแถว แต่ละกลุ่มเขามีผ้าขาวปูม้ายาวๆ ไว้เรียบ ส่วนม้านั่งของหลวงปู่มั่นเขาทำพิเศษต่างหากสูงกว่ากัน พอยืนรับบิณฑบาตแล้วก็นั่งให้พรเขาพร้อมกัน

ไปกลุ่มอื่นอีกก็เหมือนกัน มีสามกลุ่มแล้วก็กลับวัด หลวงปู่มั่นค่อยกลับตามหลัง กับพระผู้ติดตามองค์หนึ่งตามหลังกลับมาด้วย มีโยมผู้ชายรับบาตรพระผู้ใหญ่มาวัด วันละสี่ห้าหกคนไม่ขาด ฝ่ายพระผู้น้อยที่กำลังถือนิสัยและเณรก็ดี รีบกลับให้ถึงวัดก่อน เพื่อจะได้ทันข้อวัตรของครูบาอาจารย์ เป็นต้นว่า ล้างเท้า เช็ดเท้า รับผ้าสังฆาฯ และจีวร หรือเตรียมแต่งบาตรแต่งพก เป็นต้น

แต่ในฤดูพรรษา พระเณรทั้งหลายเข้าเขตวัดแล้วไม่รับอาหารอีก จะได้จัดแจงแต่งถวายแต่เฉพาะหลวงปู่ มีบดอาหารใส่ครกบ้าง ซอยผัก บดในครกให้ละเอียดบ้าง เพราะองค์ท่านจะเคี้ยวไม่ละเอียดเพราะไม่มีฟัน ใช้ฟันเทียมแทน แล้วก็จัดข้าวใส่บาตร องค์ท่านมีข้าวเจ้าปนบ้าง ส่วนกับนั้นจัดใส่ภาชนะถวายวางไว้ใกล้ แล้วองค์ท่านเอาใส่เอง

องค์ท่านฉันรวมในบาตรทั้งหวานและคาวด้วย ไม่ซดช้อนด้วย โอวัลตินนั้นเอาใส่แก้วไม่ใหญ่โต ขนาดกลาง ใส่พอดีพอครึ่งแก้วตั้งไว้มีฝาครอบ พอฉันอาหารอิ่มแล้ว องค์ท่านก็ฉันประมาณสามสี่กลืน ไม่หมดแก้วสักวัน

แต่ก่อนจะลงมือฉัน ก็ให้พรเป็นพิธีพร้อมกัน ธรรมดาบ้าง สัพพพุทธาบ้าง ถ้าวันข้าวประดับดิน และวันสารท สวดพาหุงบ้าง

การให้พร (โดยที่) ไม่ได้ประนมมือ (หรือ) ทั้งสวดพาหุงทั้งใส่บาตรขณะเดียวกัน (นั้น) องค์ท่านไม่พาทำเลย เพราะถือว่าไม่เป็นการเคารพธรรม

ใส่บาตรเรียบร้อยก่อนจึงสวด ถ้าไม่สวดก็ให้พรธรรมดา และก่อนจะลงมือฉันองค์ท่านก็ทอดสายตาลงพิจารณาอาหารในบาตรอยู่สักครู่พอควร จึงลงมือฉัน และ (ถ้า) พระเณรยังไม่เสร็จ ยังจัดแจงของเจ้าตัวแต่ละรายยังไม่เสร็จตราบใด องค์ท่านก็ยังไม่ลงมือฉันก่อน

เมื่อลงมือฉันแล้ว ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ องค์ท่านก็ไม่กล่าวไม่พูดอันใดขึ้น ถ้าจำเป็นจริงๆ กลืนคำข้าวแล้วจึงพูด แต่น้อยที่สุด เป็นระเบียบเรียบร้อยมาก มีสติอยู่กับความเคลื่อนไหวของกาย ในการจะหยิบ จะวาง จะเหยียดแขน คู้แขน แลซ้าย แลขวา

กิจวัตรประจำวันขององค์หลวงปู่มั่นย้อนมาปรารภเรื่องอาหารที่เข้ามาในวัดแล้วไม่รับในฤดูพรรษา เป็นมติของหลวงปู่มหาพาหมู่ทำ เพื่อตัดรอนความยุ่งยากจุกจิกออกจากหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นเป็นเพียงปรารภว่า

“อาหารที่ได้มาเป็นธรรมตกลงในบาตรแล้ว พระจะแจกกันในวัดหรือนอกวัดก็ไม่เป็นไรหรอก ครั้งพุทธกาลเบื้องต้นที่มีสาวกขึ้นใหม่ๆ ห้าองค์ มีโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิ องค์หนึ่งจัดให้เฝ้าบริขาร นอกนั้นไปบิณฑบาตมาเลี้ยงกันเป็นบางคราว เมื่อพระไม่แจกกันฉันกันใช้ จะให้ใครมาแจกให้เล่า แต่เราไม่บังคับในส่วนนอกวัดและในวัด แล้วแต่ศรัทธาเป็นเอง” ดังนี้

และการเว้นไม่ฉันอาหาร (ใน) ยุคหนองผือหลวงปู่มั่น (นั้น) ไม่ค่อยได้ทำกัน ถึงมีผู้ทำ ก็เพียงเว้นวันเดียว คือปี ๒๔๘๙ นั้นเอง มีสิบเอกผั่นอดอาหารวันหนึ่งเท่านั้น ชะรอยจะเป็นเพราะข้อวัตรจำกัด ใครๆ ก็ไม่อยากขาดข้อวัตรอันเกี่ยวกับหลวงปู่มั่นและส่วนรวม

เท่าที่สังเกตดูในยุคนั้น ท่านพระอาจารย์มหาบัว ที่เรียกเดี๋ยวนี้ว่า หลวงปู่มหา เวลาที่อยู่กับหลวงปู่มั่น คงจะนึกอยากจะเว้นอาหารอยู่ แต่ (ท่าน) มีเหตุผลในใจว่า เราเป็นพระผู้ใหญ่ (เมื่อ) อยู่กับองค์ท่าน เราจะได้สังเกตองค์ท่านว่าวันหนึ่งๆ องค์ท่านฉันได้เท่าไร ข้าวหมดขนาดไหน กับอะไรหมดขนาดไหน เราจะได้สังเกตประจำวัน เพื่อจะจัดถวายให้ถูกเท่าที่มีมาโดยเป็นธรรม แม้องค์ท่านหยิบใส่บาตรเองก็ดี เราจะสงวนรู้ว่าหยิบอะไรบ้าง เพราะเราเป็นห่วงองค์ท่านมาก เมื่อองค์ท่านฉันได้บ้างเราก็พลอยเบาใจ เมื่อฉันไม่ได้เราก็สนใจในเรื่องนี้

หันมาปรารภเรื่องนี้ติดต่อกันไป

หลวงปู่มั่นฉันอิ่มขนาดไหน

ขนาดพอกลางๆ ถ้าอิ่มเร็วนัก พระเณรจะเดือดร้อน ถ้าอิ่มช้านัก พระเณรจะเอาเป็นตัวอย่าง คงจะเป็นแบบนี้ ที่ว่านี้ (ว่า) ตามสังเกตแล้วเดากัน องค์ท่านอธิบายเป็นเพียงว่า อืดอาดนักก็ไม่ดี หิวนักก็ไม่ดี พอดีของใครของมัน ให้สังเกตเอา นั่ง นอน ยืน เดินก็เหมือนกัน นั่งหมายความว่านั่งภาวนา ยืน เดิน นอน ก็เหมือนกัน แต่ถ้านอนหมายถึงนอนหลับ วันหนึ่งคืนหนึ่งหลับสี่ชั่วโมงพอดี แต่ฉันนั้น ยังอีกสี่ห้าคำจะอิ่มให้หยุดเสียดื่มน้ำแล้วพอดี ส่วนเดินจงกรมนั้นวันหนึ่งคืนหนึ่งอย่างน้อยก็สาม-สี่-ห้าชั่วโมงก็ได้

ที่ว่ามานี้หมายความว่าปกติ ไม่ได้เจ็บป่วย การเดินจงกรมนั้นบางทีข้าพเจ้า (เดิน) แต่ห้าโมงเย็นตลอดรุ่งก็มี เดินภาวนา ไม่ใช่เดินเอาเวลา

ปรารภเรื่องฉันอิ่มเสร็จแล้วของหลวงปู่มั่น องค์ท่านเดินไปส้วม พระเณรต้องรีบล้างบาตรเก็บบริขารให้ทันองค์ท่าน

การไปส้วมก็มีผู้ตามไปรับใช้ เป็นต้นว่า รีบไปเทน้ำใส่กระบอกไว้ ถ้าอากาศหนาวก็รีบเอาน้ำร้อนไปชงไว้ที่กระบอกชำระ หรือใส่กระป๋องพิเศษชงแล้วตั้งรอไว้ แล้วก็คอยอยู่ตามบริเวณนั้น เมื่อท่านออกมาก็ได้รีบรับเอากระป๋องกับองค์ท่าน การรับของจากมือองค์ท่านก็ดี การยื่นอะไรๆ ถวายองค์ท่านก็ดี ต้องสองมือน้อมเคารพพอควร จะเหลาะแหละคุ้นเชื่องจนลืมตนไม่ได้ ถ้าเราพลิกมารยาทประมาทแพล็บเดียวองค์ท่านก็รู้ ภายหลังไม่ให้เข้าใกล้เลย ใช้อุบายเข่นต่างๆ นานาอเนก ถ้าแก้ตัวกลับประพฤติดีทันก็เป็นการดี ถ้าไม่แก้ตัวแล้วถูกไล่หนีไม่รอช้า

อนิจจาเอ๋ยอย่าได้นอนใจเลย อยู่กับองค์ท่าน ถ้าเป็นช่างเหล็ก (ท่าน) ก็ไม่นอนเฝ้าเหล็กอยู่เฉยๆ ต้องตีและเข่นให้เป็นมีดเป็นจอบเป็นสิ่วเป็นขวาน ถ้าเป็นเหล็กก้นเตาใช้ไม่ได้ ก็ขว้างทิ้งเพราะเป็นเหล็กส่วนตัว

(มีต่อ)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2013, 14:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8158

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


๏ การฉันในวัดป่าบ้านหนองผือ

ย้อนมาปรารภในการเตรียมจะฉันหรือฉันอยู่ก็ดี ธรรมดานอกพรรษาต้องมีการแจกอาหารในศาลาโรงฉันจิปาถะขลุกขลุ่ย พระองค์ใดเป็นห่วงบาตรตนเองในยามเตรียมจัดแจงกัน ไม่ประเปรียวหูหลักตาไวช่วยแจก เกรงแต่หมู่ไม่ให้ นั่งเฝ้าบาตร องค์นั้นแหละต้องถูกเทศน์อย่างหนักในขณะนั้นด้วย

ถ้าองค์ไหนยอมเสียสละในใจว่า ถ้าหมู่ไม่พอใจเอาใส่ให้เรา เราก็ไม่ต้องฉัน เราจะพอใจช่วยแจกช่วยทำกิจอันเกี่ยวกับพระอาจารย์และหมู่เพื่อนให้เรียบร้อย เสร็จแล้วจึงมานั่งเฝ้าบาตรตน ผู้ใดปฏิบัติอย่างนั้นเป็นมงคลในสำนัก แม้ถึงคราวพลาดถูกเทศน์ในเรื่องอื่นๆ ก็ไม่ถูกแรงนัก เพราะอำนาจความกว้างขวางในสำนักเป็นเครื่องดึงดูด ทำให้เรื่องอื่นผ่อนคลายไปในตัว และก็เป็นที่สะดวกของครูบาอาจารย์และหมู่เพื่อนด้วย แม้ปัจจัยสี่จีวรเสนาสนะเภสัช เจ้าตัวก็ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของครูบาอาจารย์และหมู่เพื่อนจะสงเคราะห์ตน โดยตนไม่ต้องพิถีพิถัน ภิกษุสามเณรใดปฏิบัติแบบนี้ในสำนักเป็นธรรมวินัยอันลึกซึ้งด้วย เป็นที่เกรงขามของหมู่เพื่อนในตอนนี้อีก

จะกล่าวถึงในเวลากำลังแจกอาหารอีก สภาพศาลาฉันในวัดป่าบ้านหนองผือสมัยนั้นเป็นศาลามุงหญ้าคาและปูฟาก กว้างประมาณสี่เมตร ยาวประมาณห้าเมตร ใช้กระโถนกระบอกไม้ไผ่บ้าน เวลากำลังแจกอาหารต้องนอนกระโถนไว้เรียบๆ ก่อน แจกอาหารแล้วจึงตั้งกระโถนขึ้นได้ เพราะฟากขลุกขลัก เดินไปมากระโถนจะล้ม

ในขณะกำลังฉันเงียบสงัดมาก ไม่มีองค์ใดจะเคี้ยวฉันอันใดให้มีเสียงกร๊อบๆ แกร๊บๆ เลย เช่น ถั่ว มะเขือแดงที่ได้ฉันเป็นบางยุคบางสมัย เมื่อเฉือนเป็นชิ้นๆ แล้วก็ตาม เมื่อมือหยิบส่งเข้าประตูปากแล้วก็ต้องสำนึกว่า เมื่อเราเคี้ยวพรวดลงทีเดียวจะมีเสียงกร๊อบหรือไม่ ถ้าเห็นว่าจะไม่มีเสียงกร๊อบแล้ว เราจึงเคี้ยวพรวดลงทีเดียว ถ้าเห็นว่าจะมีเสียงกร๊อบก็ค่อยเน้นลงให้บุบก่อนจึงเคี้ยวต่อไป ข้อนี้พระอาจารย์มหาบัวบอก ข้าพเจ้าจึงได้รู้วิธีปฏิบัติ พระวินัยก็บอกไว้ไม่ให้ฉันดังจั๊บๆ หรือซู้ดๆ แต่ดังกร๊อบมันก็ผิดเหมือนกัน เพราะมันคงเหมือนหมาเคี้ยวกระดูกและเสือกัดกระดูก

ปรารภเรื่องนี้ซ้ำๆ ซากๆ อีกก่อน เพราะยังไม่ละเอียดดี ตอนฉันอาหารเสร็จ พระอาจารย์ใหญ่ไปส้วมถ่าย ส้วมนั้นเป็นส้วมแบบโบราณ ขุดหลุมลึกประมาณสามเมตร ถวายเฉพาะองค์ท่าน กว้างเมตรเจ็ดสิบห้าเซ็นต์ ส้วมแบบโบราณมีรางปัสสาวะ ครั้นองค์ท่านเข้าไปถ่ายถอดรองเท้าเรียงคู่ไว้เรียบๆ ไม่ผินหน้าผินหลัง เปิดประตูแบบมีสติไม่ตึงตัง ปัสสาวะลงในรางปัสสาวะแล้วเทน้ำลงล้าง ถ่ายเสร็จแล้วชำระด้วยใบตองกล้วยแห้งที่พันไว้เป็นกลมๆ ยาวคืบกว่าที่ลูกศิษย์จัดทำไว้ เพราะองค์ท่านเป็นโรคริดสีดวงทวาร ในยุคนั้นไม่มีกระดาษชำระ

กระดาษที่มีหนังสือชาติใดๆ ก็ตามองค์ท่านไม่เหยียบ ไม่เอาลงในกระโถน ไม่เอาเช็ดทวารหนักทวารเบา องค์ท่านเคยอธิบายบ่อยๆ ว่า หนังสือชาติใดก็ตาม สามารถจารึกคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทั้งนั้น จึงควรเคารพยำเกรง

เมื่อถ่ายเสร็จแล้ว องค์ท่านปัดกวาดเรียบ ค่อยเปิดประตูเบาๆ ออกมาโดยสภาพไม่ตึงตังน่าเลื่อมใสถึงใจมาก เมื่อพิจารณาไปก็คล้ายกับว่าชมทรัพย์เศรษฐี แต่ชมทรัพย์เศรษฐียังมีดีกว่าชมทรัพย์โจรที่เขาปล้นมาได้ ถ่ายเสร็จเรียบร้อยทุกประการก็กลับพักกุฏิขององค์ท่าน ทำกิจธุระด้านภาวนาเฉพาะองค์ท่าน

รูปภาพ
พระอาจารย์วัน อุตฺตโม


๏ ข้อปฏิบัติต่อหลวงปู่มั่น

ครั้นถึงเวลาบ่ายหนึ่งโมงกว่าๆ องค์ท่านก็ลงจากกุฏิเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง บ่ายประมาณสี่โมงเย็นก็กวาดลานวัดพร้อมกัน ไม่มีองค์ใดจะใช้กลเม็ดหลีกเลี่ยงได้ เว้นแต่ป่วยไข้ไม่สบายหรือได้เฝ้าพยาบาลภิกษุไข้อยู่เท่านั้น

กวาดลานวัดแล้วก็รีบหามน้ำฉันน้ำใช้ไว้เต็มตุ่มไห ประมาณวันละสี่สิบปี๊บเป็นเกณฑ์ วันซักผ้าและวันมีอาคันตุกะมาพักมาก ก็ตักมากกว่า รีบหามเรียบร้อยแล้วก็รีบไปสรงถวายหลวงปู่มั่น เสร็จแล้วกลับไปสรงกุฏิใครกุฏิมัน ไม่ได้รวมกันไปสรงที่บ่อ แต่บ่อน้ำก็ไม่ไกล อยู่ในวัด ริมวัด น้ำในบ่อก็ไม่ขาดแห้งเลยสักที เป็นน้ำจืดสนิทดีพร้อมทั้งใสสะอาดเยือกเย็นด้วย มีรางไม้กว้างๆ เทใส่รางมีผ้ากรอง พระอาจารย์มหาบัวได้ดูแลเป็นหัวหน้า แต่มิได้ให้องค์ท่านตักและหาม เพียงเป็นนายหมวดนายหมู่ดูแลในตอนที่ว่าน้ำๆ ฟืนๆ ก็เหมือนกัน

และการสรงน้ำหลวงปู่ ถึงเวลาเณรและตาปะขาวต้มรอไว้แล้ว พระเณรผู้ประจำสรงน้ำไม่ได้เปลี่ยน เว้นไว้แต่ผู้ถูแข้งถูขาถวาย ส่วนผู้นุ่งผ้าผลัดผ้าถวาย และผู้ชงน้ำร้อนสรง และผู้เก็บตั่งที่นั่งสรงนั้นก็ดี ผู้รักษาไฟอั้งโล่ก็ดี ผู้รอสวมรองเท้าถวายก็ดี ไม่ได้ถูกเปลี่ยน ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ถูกเปลี่ยนเลย เพราะมีข้อวัตรเกี่ยวกับสรงน้ำถวายอยู่ และมีข้อวัตรอันอื่นเกี่ยวอยู่หลายๆ อัน เฉพาะวันหนึ่งคืนหนึ่งเป็นนิจวัตร ใครเคยถวายข้อวัตรแผนกไหนก็ต้องทำแผนกนั้นเป็นประจำ จะก้าวก่ายสับสนอลหม่านแย่งกันทำไม่ได้ (ส่วนข้อวัตรส่วนรวมด้านอื่นเป็นอีกอย่างหนึ่ง) ข้อวัตรเกี่ยวกับลูกศิษย์ทำถวายองค์ท่านประจำวันประจำคืน จะก้าวก่ายกันไม่ได้ ของใครของมัน

ข้าพเจ้ามีข้อวัตรโชกโชนอยู่กับองค์ท่านหลายอย่างอยู่มาก คือ

๑. ตื่นขึ้นมาแต่เช้ารีบติดไฟอั้งโล่เข้าไปไว้ใต้ถุนองค์ท่านให้ไอไฟส่งขึ้นเพื่อไล่อากาศหนาวเย็นไปบ้าง

๒. เมื่อองค์ท่านวิการในธาตุขันธ์ผิดปกติ ได้ถ่ายตอนกลางคืนลงที่หลุมใต้ถุน ได้รีบเก็บด้วยมือ โดยเอามือกอบใส่บุ้งกี๋ที่เอาใบตองรองแล้วเอาขี้เถ้ารองอีก กอบอุจจาระจากหลุมมาใส่บุ้งกี๋นั้น ส่วนหลุมนั้นเอาเถ้ารองหนาๆ ไว้แล้วมีฝาปิดไว้ตอนกลางวัน ค่ำมืดแล้วรีบไปเปิดไว้ เช้ามืดรีบไปตรวจดูแบบเงียบๆ เมื่อเห็นรอยถ่ายก็รีบเก็บ รีบล้างมือด้วยขี้เถ้าและน้ำมันก๊าด ตัดเล็บมือไว้ให้เรียบ ข้อที่เอามือกอบออก หลวงปู่มหาบอก แต่ว่าไม่ได้บอกต่อหน้าหลวงปู่มั่น บอกว่า “ครูบาอาจารย์ชั้นนี้แล้ว ไม่ควรเอาจอบเสียมนะ ควรเอามือกอบเอา” ดังนี้ ย่อมเป็นมงคลล้ำค่าของข้าพเจ้า

๓. เมื่อท่านออกจากห้องตอนเช้า รีบยกอั้งโล่จากใต้ถุนขึ้นไปรอรับที่ระเบียง ทั้งคอยรับผ้าเช็ดหน้าองค์ท่านที่ท่านถือมาจากห้องนอน พอครูบาวันนุ่งผ้าถวายเสร็จแล้วยกสองมือส่งองค์ท่านคืน

๔. เมื่อองค์ท่านลงเดินจงกรมตอนเช้า รีบเอาไฟตามไปไว้ที่หัวจงกรมและคอยดูแลอยู่ตามแถบนั้น เพราะเกรงท่านจะล้มใส่ไฟ

๕. เมื่อองค์ท่านไปศาลา เตรียมตัวไปบิณฑบาต จึงยกอั้งโล่ตามหลังไปด้วย ตั้งไว้ใกล้ที่องค์ท่านนั่งพอสมควร

๖. กลับบิณฑบาตแล้วรีบมาตรวจดูไฟอั้งโล่ แล้วรีบดูอาหารของตนว่าอันไหนที่บิณฑบาตมาได้ (ที่) พอจะถูกกับธาตุองค์ท่านและรีบช่วยหมู่เพื่อนในเรื่องอาหาร อย่านั่งเฝ้าบาตรของตนอยู่เหมือนกบงอยฝั่ง

๗. ฉันเสร็จแล้วรีบล้างบาตรตน รีบเช็ด เอาไปไว้กุฏิตน ตอนเที่ยงโอกาสว่างจึงตากบาตร

๘. รีบเอาบาตรท่านอาจารย์มหาบัวไปไว้กุฏิท่าน ท่านจะตากเอง

๙. รีบกลับมาเอาอั้งโล่ขึ้นไปที่พักขององค์หลวงปู่ให้ทันกับเวลา อย่าให้องค์ท่านขึ้นไปก่อนอั้งโล่

๑๐. จงสังเกตให้ดีว่าองค์ท่านร้อนแล้วหรือหนาวอยู่ อย่ารีบด่วนแต่ทางจะเอามาดับท่าเดียว

๑๑. บางวันองค์ท่านหนาวจัด แต่พักอยู่เตียงนอกห้อง ท่านนอนอยู่แต่ไม่หลับ ภาวนาอยู่นิ่งๆ ต้องขยับไฟเข้าหาใกล้เตียง ถ้าท่านห้ามจึงถอยไฟออก ถ้าท่านไม่ห้าม ท่านนิ่งภาวนาอยู่ เราต้องนั่งเฝ้าอยู่ใกล้เตียงนั้นนั่งอยู่ ถ้าหากว่าองค์ท่านพูดถามอะไร เราตอบเฉพาะตรงคำถาม อย่าลาม และก็ไม่แน่นอน บางทีได้เฝ้าอยู่จนเที่ยงวันก็มี ตอนหัวค่ำก็ต้องได้จุดได้รักษาวนๆ เวียนๆ อยู่นั้นแหละ สิ่งเหล่านี้มิใช่องค์ท่านและสงฆ์บังคับ ตนมีศรัทธาเอง

๑๒. เมื่อคราวซักหรือย้อมถวายองค์ท่าน เราก็ต้องอยู่กองย้อม กองซัก กองตาก กองพับไว้ กองตัด (คือ) หลวงปู่มหา กองเย็บ (คือ) ท่านอาจารย์วัน กองถวายยาแก้โรค (คือ) ท่านอาจารย์วัน (และ) อาจารย์ทองคำ ปูที่นอนและเอาบาตรไว้ (คือ) อาจารย์วัน (และ) อาจารย์ทองคำ

หลวงปู่ให้อุบายข้าพเจ้าปูที่นอนต่อหน้าอาจารย์วันว่า “ท่านหล้าปูที่นอนกับเขาไม่เป็น เอาแต่ของหยาบๆ หนักๆ” พูดเย็นๆ เบาๆ แต่ข้าพเจ้าก็เก็บไว้เฉพาะส่วนตัว ในสมัยนั้น ถ้าหากว่าเล่าให้อาจารย์มหาฟัง ท่านอาจารย์มหาก็จะต้องให้ปูจริงๆ

มีอยู่ข้อหนึ่งที่อดไม่ได้ได้ เล่าถวายท่านอาจารย์มหาฟัง คือมีพระองค์หนึ่งปูที่นอนถวายหลวงปู่มั่น ทั้งปูทั้งเหยียบไปมาเต็มเท้า บริขารขององค์ท่านบางชนิด เช่น กระป๋องยาสูบ ก็ข้ามไปมา ข้าพเจ้าอดไม่ได้ก็เล่าถวายท่านอาจารย์มหา ท่านอาจารย์มหาก็หาอุบายสังเกต ก็พบจริง จึงพูดขึ้นว่า

“หมู่ทำแบบไม่มีสูงมีต่ำแบบนี้ ผมไม่เหมาะหัวใจ ปล่อยให้คนที่เขาเคารพกว่านี้มาทำจะเป็นมงคล ทำขวางหมู่เฉยๆ” ดังนี้

แต่นั้นมาพระองค์นั้นก็เข็ดหลาบ

การปูที่นอนขณะนั้นมีสามองค์ คือ อาจารย์ทองคำ อาจารย์วัน คุณสีหา (คุณสีหาเป็นหลานอาจารย์วัน) เมื่ออาจารย์วันปู ปูกับคุณสีหา เพราะจับคนละทางเพื่อให้ผ้าตึงแล้วจึงยัดเยียดตามริมให้ตึงอีก บางทีอาจารย์ทองคำมาแอบปู แต่หลวงปู่คงเข้าใจว่าอาจารย์วันกับคุณสีหาเท่านั้นช่วยกันปู ข้อวัตรเฉพาะอันนี้ก้าวก่ายกันอยู่ทางลับๆ

มีปัญหาว่าเวลาลูกศิษย์ปูที่นอนนั้น หลวงปู่ไปอยู่ไหน หลวงปู่กำลังถ่ายอยู่ที่ส้วม ตอนหลังฉันจังหันเสร็จ เป็นส่วนมาก ถ้าถ่ายเวลาผิดนั้นแล้ว เรียกว่าธาตุไม่สบายเฉพาะองค์ท่าน

การทำข้อวัตรถวายหลวงปู่ประจำวัน คือไม่ให้หลวงปู่หาอุบายคอยลูกศิษย์ มีแต่ลูกศิษย์คอยเท่านั้น ตอนนั้นพระอาจารย์มหาได้เทศน์หมู่ในยุคหนองผือลับหลังหลวงปู่ ซ้ำๆ ซากๆ เสมอๆ แม้ตัวของผู้เขียนอยู่นี้ก็ดี ถ้าไม่มีหลวงปู่มหาควบคุมในยุคนั้น ก็มักจะตีความหมายไม่ออกหลายเรื่องอยู่ เพราะบางเรื่องลึกลับจนมองไม่ออก เมื่อองค์ท่านมีโอกาสลับหลังมาอธิบายให้ฟัง ก็เท่ากับของคว่ำอยู่แล้วหงายขึ้น

สำหรับองค์ท่าน (หลวงปู่มหา) ในสมัยนั้น ต้องมีภาระหนักใจกว่าองค์อื่น แต่ด้วยความศรัทธาและพอใจก็เลยกลายเป็นเบาลง (เหตุผลของท่านก็คือ)

ก. ด้านธรรมะส่วนตัว เพราะเราหลายพรรษา ทั้งชื่อใหญ่ เป็นมหาด้วย

ข. ด้านเกี่ยวกับหลวงปู่ เพราะเราเคารพและรักท่านมากๆ

ค. ด้านบริหารหมู่ เพื่อแบ่งเบาหลวงปู่

ง. ด้านญาติโยม เพื่อให้รู้จักความหมายของหลวงปู่ จิปาถะสารพัดทุกๆ ด้าน

ท่านเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังบ่อยๆ ในยุคนั้น เพราะเข้าใกล้พระอาจารย์ใหญ่ขนาดไหน ก็เข้าใกล้หลวงปู่มหาขนาดนั้น องค์ท่านฉลาดมาก บอก (ผู้เขียน) ไว้ว่า ถ้าวันไหนจะไม่ทันหลวงปู่มั่นในข้อวัตรขององค์ท่าน อย่ามาล้างกระโถนผม อย่ามาเอาบาตรผมลงไปศาลา จงรีบให้ทันข้อวัตรขององค์หลวงปู่ก็แล้วกัน เพราะองค์ท่านจะวิจารณ์ว่ามาเป็นคณาจารย์แข่งกัน เพราะข้อวัตรขององค์ท่านมีมาก แต่องค์ท่านฉลาดรีบออกห้องก่อนหลวงปู่มั่นตอนเช้า เรามีเวลาไปล้างกระโถนไม้ไผ่ถวายให้และได้เอาบาตรลงมาไว้ศาลาถวาย ส่วนบาตรตนเองเอาลงไปก่อน (ตั้ง) แต่ยังไม่ได้อรุณ ต้องคล่องว่องไวจึงได้ วิชาเกียจคร้าน วิชาหลับกลางวัน วิชาเกรงจะไม่ได้ฉันของดีๆ และมากๆ และเกรงจะไม่ได้ใช้บริขารดีๆ ก็ไม่มีในสมัยนั้น

๏ หนึ่งทุ่มประชุมกันที่กุฏิหลวงปู่มั่น

ผู้ที่ไปทำแต่ข้อวัตรครูบาอาจารย์และส่วนรวมบริบูรณ์ก็ตาม (แต่ถ้า) ถามเรื่องภาวนาไม่ได้ความก็ถูกเทศน์หนักอีก ผู้เขียนปีแรกถูกเทศน์หนักสามครั้ง แต่คนละเรื่อง มิใช่เรื่องเก่า ปีที่สอง ที่สาม ที่สี่ เงียบไม่มีเลยก็ว่าได้

แต่ธรรมเนียมนักปฏิบัติย่อมถือกันว่า ถ้าเทศน์องค์ใดเป็นต้นเหตุ ก็ให้ถือว่าเทศน์หมดวัด ถ้าไม่น้อมลงอย่างนั้นแล้ว มานะความถือตัวจะกำเริบโดยไม่รู้ตัว แม้เมื่อถูกชมก็เหมือนกัน ถือว่าชมหมดทั้งวัด

น้อมอย่างไรจึงได้ความอย่างนั้น

น้อมอย่างนี้ คือถ้าใครทำอย่างนี้ก็จะต้องถูกติเตียนอย่างนี้ไม่เลือกหน้า ถ้าใครถูกอย่างนี้ ก็ต้องถูกชมอย่างนี้ เรียกว่าน้อมลงมาใส่ตน นี้ (คือ) ที่หลวงปู่มหาเคยอธิบายในยุคนั้น

และปรารภต่อไปว่า เมื่อสรงน้ำถวายองค์ท่านแล้ว องค์ท่านก็เข้าทางจงกรมต่อไปจนถึงมืดค่ำ พระเณรในวัดนั้นก็เช่นกัน ราวทุ่มหนึ่งก็ไปประชุมกันที่กุฏิองค์ท่าน จุดตะเกียงโป๊ะกลมเล็กๆ กราบแล้วนั่งพับเพียบเรียบร้อยสงบอยู่ องค์ท่านหากเทศน์เองโดยอิสระเห็นสมควรอันใดด้านศีล สมาธิ ปัญญาประเภทใดๆ องค์ท่านก็เทศน์อย่างจุใจของผู้หวังอรรถหวังธรรม

ด้านศีลองค์ท่านกล่าวเป็นลำดับทั้งพุทธบัญญัติและอภิสมาจารอย่างแยบคาย ทั้งย่นและขยายหลายร้อยหลายพันนัย ย่นลงในเอกศีลในปัจจุบันทันกาลพร้อมทั้งสมาธิ ปัญญาให้สมดุลกันไปเป็นชั้นๆ จนถึงโลกุตรศีล โลกุตรสมาธิ โลกุตรปัญญา อุบายขององค์ท่านแตกฉานในอรรถในธรรม พุทธประวัติของพระองค์ตลอดพระสาวกสาวิกา จับมายกเป็นตัวอย่างให้กุลบุตรกุลธิดา ปลุกใจให้ศรัทธายิ่งขึ้น ตลอดถึงองค์ท่านวัยหนุ่ม ได้ขึ้นเขาลงห้วย สันโดษมักน้อย ขยันหมั่นเพียร มอบเป็นมอบตายต่อการปฏิบัติ ปลุกจิตใจให้เห็นภัยในสงสาร

ภัย กับ ไฟ กับ กิเลส ก็มีความหมายอันเดียวกันแห่งรสชาติ มีไฟหลง กับ ไฟอวิชชา ที่ทำให้เป็นไฟ ก็มีความหมายอันเดียวกัน นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของปวงสัตว์ ผู้ที่หนักไปในโลกิยสมบัติ วัตถุนิยมจนกลายเป็นยาเสพติดของเจตนาอันมุ่งหมาย จนกว่าอริยมรรคอริยผลเบื้องต้นจะปรากฏเด่นชัดในตน จึงจะไม่เดินวนขอบกระด้ง จึงจะพอใจเดินผ่าศูนย์กลางกระด้ง ข้ามฟากขอบกระด้งไปฟากโน้น คือฟากโลภ ฟากโกรธ ฟากหลง และถ้าไม่ยอมขี่เรืออสุภะอสุภังข้ามฟาก คือหนังหุ้มอยู่โดยรอบนี้ ก็ยากจะข้ามทะเลราคะได้ และยากจะบรรเทาราคะได้อีก

ผู้มีราคะมีหลงหนัง ฯลฯ อยู่ ก็เหมือนไม้ที่มียาง ทั้งแช่อยู่ในน้ำ จะสีให้เกิดไฟจนแขนขาดย่อมเกิดไฟขึ้นไม่ได้เลย ผู้คอยแต่จะเอาโกรธออกหน้า ถ้าไม่หนักไปทางเมตตาคน เมตตาสัตว์อื่น ให้เสมอภาคกันแล้ว โกรธก็ยิ่งจะบวก โกรธคูณ โกรธทวี ไม่ผ่อนปรนลงได้ ผู้ไม่มีสติลืมๆ หลงๆ เป็นเจ้าใหญ่นายโตของขันธสันดานแล้ว ไม่พอใจกำหนดลมออกเข้า ความลืมๆ หลงๆ นั้นเล่าก็ยิ่งบวกทวีคูณทวีหนักเข้า กรรมฐานแต่ละอย่างๆ มีพระคุณอยู่ก็จริง ยาแก้โรคแต่ละอย่างๆ มีคุณอยู่ก็จริง ถ้าวางยาไม่ถูกกับโรคแล้วโรคก็หายยากด้วย ข้อนี้ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าตัว ของใครของมัน จะสังเกตรู้เองส่วนตัว

การประชุมก็หนึ่งทุ่มไปหาสี่ทุ่มเป็นส่วนมาก เสร็จแล้วบางทีก็จับเส้นถวาย การจับเส้นไม่ได้พูดไม่ได้คุยกันเลย บางทีจับเส้นไปไม่นานเท่าใดองค์ท่านบอกหยุด แล้วก็ส่งองค์ท่านเข้าห้อง องค์ท่านก็กราบพระภาวนาต่อไป และบางวันองค์ท่านก็เข้าห้องเร็วกว่านั้นบ้าง แต่การตื่นนอนล้างหน้านั้นมีเกณฑ์ตีสามอยู่แล้ว

ปี ๒๔๘๙ ก็ดี ๒๔๙๐ ก็ดี สามวันประชุมคราวหนึ่งตลอดทั้งแล้งและฝน แต่ฤดูแล้งก็ไม่แน่นอนเพราะพระอาคันตุกะมาบ่อยๆ ๒๔๙๑ เจ็ดวันประชุมคราวหนึ่ง ๒๔๙๒ สิบวันบ้าง กว่าบ้างจึงประชุมเพราะชราภาพหนักเข้า

ในยุคหนองผือ องค์ท่านให้โอกาสพิเศษแต่ละบุคคล ใครขัดข้องจำเป็นให้เข้าหาได้เป็นพิเศษ การเปิดโอกาสรับแขกประจำวัน เข้าออกห้องแล้ว รับแขกประมาณห้าหกนาที เพราะจวนลงจงกรมก่อนบิณฑบาต ตอนฉันเสร็จถ่ายส้วมแล้วรับแขกที่กุฏิท่าน ห้าหรือสิบนาที บ่ายหนึ่งโมงตอนกลางวันรับแขกอยู่ประมาณยี่สิบนาที องค์ท่านตรงต่อเวลาขององค์ท่านมาก

๏ ผู้จะต้องถูกเข่นอย่างหนัก

การเขียนประวัติตน ประวัติองค์หลวงปู่ ครูบาอาจารย์และหมู่เพื่อนในยุคหนองผือไม่ให้ลักๆ ลั่นๆ ก็เป็นของทำได้ยากเพราะสมัยนั้นไม่มีเทป เป็นเพียงต่างคนต่างจำได้เท่านั้น ผู้ไม่สนใจบ้างก็จำไม่ได้เลยพอที่จะสมเหตุสมผลที่คนไปอาศัยอยู่ แต่อย่างไรก็ตามธรรมเทศนาขององค์ท่านทุกๆ อุบาย ทุกๆ กัณฑ์ ไม่ว่าส่วนรวมหรือเฉพาะบุคคลแสนๆ นัย ล้านๆ นัยก็ตาม หนักเน้นลงไม่ให้เนิ่นช้าในสงสาร เขย่าอยู่เสมอว่าไม่ใช่บวชเล่น ใช่ปฏิบัติเล่นเพื่อลวงโลก เพื่ออามิส หรือเพื่อธรรมเนียม หรือเพื่อเปลี่ยนชื่อ

คนนอนหลับแต่หัวค่ำ คนหลับกลางวันตื่นใหญ่ๆ คนนอนตื่นสายหลังตีสาม คนทำข้อวัตรแต่ภายนอกลวงอาจารย์ คนมักอวดดีทะเลาะกับเพื่อนฝูง คนฉลาดแกมโกง คนพูดธรรมฟังแต่ข้อวัตรเหลวไหล คนไม่เคารพไม่เจียมตัว คนวางเฉยหลอกลวงทำท่าว่าจิตคนสูง คนไปเที่ยววิเวกเล่น แต่เนื้อเรื่องเข้าไปวิวุ่น ไม่ตั้งใจปฏิบัติภาวนา คนไปเที่ยววิเวกเด็ดเดี่ยวในป่าในเขาจริง แต่เมื่อเขาทำร้านให้พักแล้ว ก็ติดต่อกับญาติโยมจนไม่มีเวลาทำความเพียร เมื่อกลับเข้าสำนักแล้วไปคุยอวดหมู่ว่าตนเก่งได้วิเวกดี ทั้งหลายที่บรรยายมานี้ต้องถูกเข่นจากองค์หลวงปู่ทั้งนั้น และก็ไม่ได้อยู่กับองค์ท่านพอ (ตลอด) พรรษา ไม่เหตุอันหนึ่งก็อันหนึ่ง พระธรรมบันดาลให้ร้อนใจอยู่กับองค์ท่านในสำนักไม่ได้

ข้ออื่นยังมีอยู่อีก พระเณรบางองค์ทำอะไรตามอัตโนมติเช่น ทำกลด ทำร่มก็ดี ย้อมผ้า ผ่าแก่นขนุนก็ดี ไม่ได้กราบศึกษาขอโอกาส ผิดประเพณีขององค์ท่านทั้งนั้น ส่งเสียงกับเพื่อนกุฏิอื่นก็ดี มักคุยแต่เรื่องโลกก็ดี ชอบติดต่อกับญาติโยมประจบประแจงก็ดี

เมื่อองค์ท่านเรียกใช้องค์ใด พระเณรองค์นั้นไปใช้ผู้อื่นอีกต่อหนึ่งก็ดี (หรือ) ไม่ใช้ใครต่อดอก แต่ไม่เอาใจใส่ลงมือทำง่ายก็ดี ลงมือทำอยู่ แต่ทำแบบมักง่ายก็ดี จับสิ่งของไม่มีสติ ป๊กเป๊ก ตึงตังก็ดี

ห่มผ้าตีลูกบวบใกล้คณะสงฆ์หรือพระปฏิมากรก็ดี สะบัดผ้าและตีหมอนตากหมอนดังตูมๆ ตามๆ ก็ดี ล้างเท้าแล้วเช็ดไม่ดี มีรอยนิ้วเท้าที่ศาลาและกุฏิก็ดี

มีดพร้าขวานเสียม คานหามน้ำ เครื่องใช้ส่วนตัว ส่วนรวมไม่เก็บเป็นระเบียบก็ดี เคารพทำดีแต่บริขารส่วนตัว ของสงฆ์ของส่วนรวมไม่เคารพรักสงวนก็ดี มีดพร้าขวานสิ่วเลื่อยไม่คมไม่มีใครลับคมเลยก็ดี ด้ามพร้าด้ามขวานแตกหักไม่มีใครสงวนบูรณะก็ดี จอบเสียมขุดดินแล้วไม่ล้างก็ดี เครื่องเหล็กที่ใช้ด้วยสงวนคมตากแดดนานไม่มีใครเก็บก็ดี ร่มเปียกมาแล้วไม่เช็ดไม่ตากก็ดี ตากแดดนานจนเปราะก็ดี ร่มกางอยู่แต่เอียงวางทางหนึ่งให้ถึงดินก็ดี

โรงไฟรกรุงรังมีเถ้าถ่านเกลื่อนกลาดก็ดี ให้ร้านเก็บฟืนรกรุงรังก็ดี ฝาตุ่มน้ำไม่ปิดก็ดี ผ้าเช็ดเท้านานๆ ซักก็ดี

ที่พรรณนามานี้หลวงปู่ต้องเข่นแบบเผ็ดๆ ร้อนๆ ทั้งนั้น ยังอยู่อีกมากมายนัก ถ้าจะเขียนให้หมดก็กลายเป็นบุพพสิกขาหรือมหาขันธ์ ผู้ไปอยู่กับองค์ท่านจะอวดฉลาดไม่ได้ ต้องยกธงขาวว่าข้าน้อยมาเกิดชาติใหม่

การรับคนเข้าสำนักองค์ท่านแนบเนียนจำกัดมาก แม้จะเป็นมายา อ่อนโยนแต่ภายนอกแต่ภายในแข็งกระด้าง ตีเสมอยกตนเทียบ หรือสูงกว่าองค์ท่าน องค์ท่านก็ไม่รับไว้ เพราะไม่สุ่มสี่สุ่มห้า มีทั้งตาเนื้อภายนอกและมีทั้งตาในแห่งปัญญาด้วย พอจะสั่งจะสอนได้องค์ท่านจึงรับไว้ เพราะไม่มีใครจะไปจับมือท่านเซ็นได้

ในตอนนี้ พระอาจารย์เนตรพูดกับข้าพเจ้าว่า

“หล้าเอ๋ย ท่านมีวาสนากว่าผม ท่านเข้ามาคราวเดียวได้อยู่เลย ผมนี้เวียนอยู่สามปีจึงได้อยู่นะ หล้า ผมมาปีทีแรก เทศน์ผมว่า เนตรเอ๋ย ผมกับท่าน เทศน์ไม่ได้ผลดอก จงหนีไปวิเวกเสีย ว่าสองสามครั้งติดๆ กันผมก็เลยไป มาปีที่สอง ก็เทศน์แบบเก่า เทศน์แบบเย็นๆ เจ็บในมาก ผมก็ได้ออกไป มาปีที่สามนี้แหละได้แบบฝืดๆ แต่ไม่รู้วันไหนจะไล่แบบเย็นๆ อีก”

พูดแล้วท่านก็ยิ้ม แม้กุฏิจะว่างสักเพียงไรก็ตาม ถ้าไม่พอจะสอนได้ องค์ท่านก็ไม่รับ เทศน์ให้ฟังแล้ว สามวัน เจ็ดวัน ก็ไล่ออกไป องค์ท่านใช้คำว่า “เออเราเทศน์เด็ดๆ ให้แล้ว รีบออกไปวิเวกนะ อย่าอยู่” บางรายเข้าไปไม่ถูกระเบียบเหมือนมาจากนรก ก็เลยไล่หนีแบบขู่ๆ เข็ญๆ ในวันนั้นก็มีมาก

สมัยยุคหลวงปู่มั่นยุคบ้านหนองผือ มิได้เอาใจใส่สุขทุกข์แขกทางไกลในการดื่มกินพักผ่อนหลับนอนนั้น เพราะเหตุว่าสมัยนั้นโจรผู้ร้ายไม่คอยมี อะไรๆ สะดวกมาก แต่ทุกวันนี้ต้องดูแลทุกๆ ด้าน เพื่อความปลอดภัยและให้ความอบอุ่นทุกๆ ด้านเพราะบ้านเมืองคับขันตามสติกำลังเท่าที่จะเป็นไปได้

และวันวิสาขะ วันมาฆะ และวันสารทอันเป็นวันสำคัญของชาวพุทธ องค์ท่านหลวงปู่มั่นก็พาพุทธบริษัทในสังคมปฏิบัติตามประเพณี

การสวดมนต์ประจำวันเช้าเย็นเอาของใครของมันเงียบๆ มิให้ใช้เสียงกระเทือนกัน สวดน้อยสวดมากแล้วแต่อิสระของแต่ละท่าน แต่ให้หนักไปในทางจงกรมภาวนา (นั่นคือ มหาสวดมนต์) ซึ่งผู้พิจารณาไตรลักษณ์อยู่ไม่มีกลางวันกลางคืนก็เรียกว่า สวด “อนัตตลักขณะสูตร” อยู่ไม่มีกลางวันกลางคืนแล้ว เป็นต้น

แต่วันมาฆะ วันวิสาขะต้องสวดพร้อมกันทั้งญาติโยม วันเข้าพรรษาออกพรรษาวันอุโบสถสวดแต่พระ เข้าพรรษา ออกพรรษาสามเณรก็สวดด้วย คือสวดมนต์แล้วก็สมาทานพรรษา กลางพรรษานอกจากวันอุโบสถก็ของใครของมัน

ถ้าพระเณรขัดข้องทางภาวนาหรือมีธุระด่วนๆ เช่น เจ็บป่วยขึ้นสดๆ ร้อนๆ องค์ท่านก็ทรงอนุญาตให้เข้าหากราบเรียนพิเศษได้โดยทุกเมื่อตามกาละเทศะ

เรื่องธรรมชั้นสูงขององค์หลวงปู่มั่น ที่องค์ท่านยืนยันว่า ไม่ว่าธรรมะส่วนใด ถ้าสำคัญตนว่าเสวย ก็เป็นอันผิดทั้งนั้น ถ้าผู้ชอบแย้งก็จะมีข้อแย้งว่า เพราะมีในปฐมสมโพธิและในพุทธประวัติว่าพระพุทธเจ้าสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเต็มที่แล้ว ก็ทรงเสวยวิมุตติสุขแห่งละ ๗ วัน รวมเป็น ๔๙ วัน เพราะนางสุชาดาถวายอาหาร คือข้าวมธุปายาสทั้งถาดนั้น แบ่งออกได้เป็น ๔๙ คำ คงไปได้วันละคำ ก็กล่าวคำว่า เสวยวิมุตติสุข โต้งๆ

แต่ผู้เขียนเพื่อแบ่งเบาหลวงปู่มั่นว่า ชะรอยเกจิอาจารย์ผูกสมมุติขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังรู้จักความหมายว่าพระองค์เสวยวิมุตติสุข คำว่า “เสวยวิมุตติสุข” นั้น ออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์โดยแท้ หรือหากว่าเกจิอาจารย์ผูกสมมุติเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจก็อาจเป็นไปได้

ผู้เขียนเข้าใจว่า ระองค์สำคัญตัวว่าอยู่ในที่ไหนยังไงก็ไม่ทราบได้ เพราะรสจิตใจและธรรมะของพระองค์ไม่เป็นฐานะของสาวกจะรู้ได้ทุกแง่ทุกมุม เช่น พระอนุรุทธตามพระองค์ได้ในเวลาเข้านิโรธสมาบัติ ก็คงตามได้เป็นบางครั้งบางคราว จะให้เท่าเทียมถึงพระองค์ย่อมเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วสาวกก็ต้องตีเสมอเหมือนพระองค์ได้ทั้งนั้น เช่น ทรงสรรเสริญพระมหาสารีบุตรทรงมีพระปัญญามากก็ตาม แต่คงไม่ถึงเสี้ยวของพระองค์เลย แม้พระสิวลีมีลาภมาก ก็คงไม่ถึงเสี้ยวของพระองค์อีกด้วย

อีกประการหนึ่งที่น่าควรคิดเช่น นางธรรมทินนาภิกษุณี เข้านิโรธสมาบัติแล้ว วิสาขคฤหบดีไปทรงเรียนถามนางธรรมทินนาว่า

“ในขณะที่เข้านิโรธสมบัติอยู่นั้น ได้สำคัญตัวว่าอยู่ที่ไหนหรือไม่”

นางก็ตอบว่า “มิได้สำคัญตัวว่าอยู่ในนิโรธสมาบัติ และไม่สำคัญว่า ตัวอยู่นอกนิโรธสมาบัติ หรืออาการใดๆ ทั้งสิ้น” เหล่านี้เป็นต้น

เมื่อเป็นดังนี้ ก็ตรงกับคำของหลวงปู่มั่นที่ว่า ไม่ว่าธรรมส่วนใด ถ้าสำคัญตนว่าเสวย เป็นสำคัญผิดทั้งนั้น นี้เป็นธรรมชั้นสูงของพระพุทธศาสนา ถ้าจะอาจเอื้อมแซงคำเทศน์ของหลวงปู่มั่นในขณะนี้ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบดังกล่าวมาแล้วนั้น

:b50: อนัตตลักขณสูตร พระสูตรที่แสดงถึงอนัตตา
(ศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก)

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=57842

:b50: อนัตตลักขณสูตร : พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=48163

:b50: ธัมมราชิกสถูป หรือ ธรรมราชิกสถูป
อนุสรณ์สถานแห่งการแสดง “อนัตตลักขณสูตร”

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=43024


๏ กรรมฐานที่หลวงปู่มั่นสอน

ด้านภาวนาสอนให้เลือกเอาตามจริตนิสัยที่สะดวกของจิต เป็นที่สบายของจริต ในกรรมฐานสี่สิบห้อง อันใดอันหนึ่งแล้วแต่สะดวก เมื่อบริกรรมและเพ่งอยู่พอ ก็ลงไปปรากฏรสชาติอันเดียวกันเช่น ขณิกสมาธิรวมลงไปขณะหนึ่งแล้วถอนออกมา อุปจารสมาธิรวมลงไปแล้วมักจะมีนิมิตต่างๆ เช่น แสงเดือนหรือดวงอาทิตย์ ดวงดาว ควันไฟ เมฆหมอก กงจักร ดอกบัว เทวบุตร เทวดา หรือร่างของคนปรากฏว่าพองขึ้น หรือเหี่ยวลง หรือปรากฏว่าเหาะเหินเดินอากาศโลดโผนต่างๆ นานา เหล่านี้เป็นต้น เรียกว่าอุปจารสมาธิทั้งนั้น

“จาระ” แปลว่าไปตามนิมิตแขกที่มาเกยมาพาด ภายหลังจากนิมิตเดิมที่เพ่งไว้

“ฌานัง” แปลว่า เพ่งอยู่ อุปจารสมาธินี้ หมดกำลังก็ถอนออกมาเหมือนกัน

อัปปนาสมาธิเข้าไปละเอียดกว่านั้นอีก แต่ไม่มีนิมิตแขกมาเกยมาพาด เป็นแต่รู้ว่าจิตอยู่ไม่วอกแวกไปทางใด และไม่สงสัยว่าขณะนี้จิตเราเป็นสมาธิหรือไม่หนอ ย่อมไม่สงสัยในขณะนั้น ไม่ปรากฏว่ามีกาย ปรากฏแต่ว่ามันรู้อยู่เท่านั้น ไม่ได้วิตกวิจารอันใดเลย แต่หมดกำลังก็ถอนออกมาอีก แต่นานกว่าอุปจารสมาธิ เพราะความหยุดอยู่แน่วแน่นิ่งกว่ากัน

ขณิกสมาธินี้ ภวังคบาทก็ว่า ขณิกภาวนาก็ว่า ขณิกฌานก็ว่า

อุปจารสมาธินี้ ภวังคจลนะก็ว่า อุปจารภาวนาก็ว่า อุปจารฌานก็ว่า

อัปปนาสมาธินี้ ภวังคุปัจเฉทะก็ว่า อัปปนาภาวนาก็ว่า อัปปนาฌานก็ว่า

แต่การเรียกชื่อใส่ชื่อลือนามนั้นเป็นรสชาติอย่างหนึ่ง ส่วนรสชาติของสมาธิแต่ละชั้นก็เป็นรสชาติไปอย่างหนึ่ง คล้ายกับลิ้น จิ๊บแกงน้อยก็รู้จักรสน้อย จิ๊บมากก็รู้จักรสมาก แต่มิได้สอนให้ติดอยู่เพียงแค่นี้ เพราะสมาธิชั้นนี้อยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์มีอนิจจังเป็นต้น แต่จัดเป็นฝ่ายเหตุ ฝ่ายมรรค ฝ่ายผลของเหตุผลของมรรคเป็นปุญญาภิสังขารทั้งนั้น เป็นของจริงขนาดไหนล่ะ จริงตามฐานะแต่ละชั้นแต่ละชั้นเช่น หนังก็จริงตามฐานะของหนัง เนื้อก็จริงตามฐานะของเนื้อ เอ็นก็จริงตามฐานะของเอ็น กระดูกก็จริงตามฐานะของกระดูกเป็นต้น จริงตามสมมติที่ใส่ชื่อลือนาม จริงตามปรมัตถ์เสมอภาค คือเกิดขึ้นแล้วแปรปรวนแตกสลายไป ไม่เกรงขาม ไม่ไว้หน้าใครๆ ทั้งนั้น

สติปัญญาขั้นนี้ก็ต้องพิจารณาให้แยบคาย ให้รู้ตามความเป็นจริงในขั้นนี้ลึกลงไปอีก มิฉะนั้นความหลงไม่มีหนทางจะร่อยหรอไป เพราะความหลงเป็นแม่ทัพของกิเลสชั้นที่หนึ่ง อันมีอำนาจเหนือกิเลสใดๆ ทั้งสิ้น จึงบัญญัติว่าอวิชชา เพราะไม่ใช่วิชา แต่เป็นวิชชาที่พาท่องเที่ยวเสวยสรรพทุกข์ เป็นวิชชาของกิเลสมาร เพราะกิเลสมารมีอำนาจเหนือมารใดๆ ทั้งสิ้น

ย้อนมาปรารภเรื่องกรรมฐานอีก หลวงปู่มั่นยืนยันว่ากรรมฐานสี่สิบห้องเป็นน้องอานาปานสติ อานาปานสติเป็นยอดมงกุฎของกรรมฐานทั้งหลายอยู่แล้ว

ศาสนาอื่นๆ นอกจากพุทธศาสนาแล้ว ไม่ได้เอามาสั่งสอนให้หัดปฏิบัติกันเลย เพราะกรรมฐานอันนี้บริบูรณ์พร้อมทั้งสติปัฏฐาน ๔ ไปในตัวด้วย และเป็นแม่เหล็กที่มีกำลังดึงกรรมฐานอื่นๆ ให้เข้ามาเป็นเมืองขึ้นของตัวได้ เช่น พระมหาอนันตคุณของพุทโธ ธัมโม สังโฆ สีโล จาโค กายคตา แก่ เจ็บ ตาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้เป็นต้น ย่อมมีอยู่จริงอยู่พร้อมทุกลมออกเข้าแล้ว

แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ย่อมจริง ย่อมมีอยู่ทุกลมออกเขาแล้ว ไม่ต้องไปค้น ไปหา ไปจด ไปจำ ไปบ่น ไปท่องทางอื่นก็ได้ ถ้าไม่หลงลมเข้าลมออกแล้ว โมหะ อวิชชา วัฏจักร มันจะรวมพลมาจากโลกหน่วยไหนล่ะ หลงลมออกเข้าก็หลงหนังเหมือนกัน ถ้าไม่หลงหนังก็ไม่หลงลมออกเข้า โดยนัยเดียวกัน ดูโลกก็ดูทุกข์ ดูทุกข์ก็ดูโลก ดูสังขารก็ดูทุกข์ ดูทุกข์ก็ดูสังขาร พ้นโลกก็พ้นทุกข์ พ้นทุกข์ก็พ้นโลก พ้นสังขารก็พ้นทุกข์ พ้นทุกข์ก็พ้นสังขาร มีความหมายอันเดียวกันทั้งนั้น ไม่ผิด

รู้ลมออกเข้าในปัจจุบัน รู้ลมออกเข้าในอดีต รู้ลมออกเข้าในอนาคต รู้ผู้รู้ในปัจจุบัน รู้ผู้รู้ในอดีต รู้ผู้รู้ในอนาคต แล้วไม่ติดข้องอยู่ในผู้รู้ทั้งสามกาล ผู้นั้นก็ดับรอบแล้วในโลกทั้งสามด้วยในตัว อวิชชาและสังขารเป็นต้นก็ดับไป ณ ที่นั้นเอง ไฟโลภ ไฟโกรธ ไฟหลงก็ดับไป ณ ที่นั้นเอง

กองทัพธรรมมีกำลังสมดุลด้วยสติปัญญา กองทัพอวิชชา ตัณหา อุปาทานเป็นต้นย่อมแตกสลาย ไม่ต้องพูดไปหลายเรื่องหลายแบบก็ได้ พระอาทิตย์ส่องแสงจ้า มืดนั้นนาไม่ได้สั่งลา หายวับไป ณ ที่นั้น

๏ การลาไปวิเวกของหลวงปู่มหา

พอถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๔๘๙ นั้นเอง พระอาจารย์มหาบัวก็ดำริจะออกวิเวก โครงการขององค์ท่านจะไม่ไปไกล เพราะจะได้ฟังข่าวสุขทุกข์ของหลวงปู่ทุกประการ จะได้เป็นผู้กลับเข้ากลับออกอยู่ ไม่ไปแบบเตลิดเปิดเปิง และหวังจะได้ธรรมะพิเศษมาศึกษากราบเรียนเพิ่มเข้า เพราะอายุพรรษาก็มากเข้าสิบห้าพรรษาแล้ว และก็อาลัยหลวงปู่ เกรงผู้อยู่ข้างหลังจะปฏิบัติในสำนักบกพร่อง ทำให้หลวงปู่ไม่สะดวกธรรมะทุกๆ กรณีในสำนัก แต่ลงท้ายก็เลยตกลงใจไป

ฝ่ายข้าพเจ้าก็นึกอยากจะไปกับองค์ท่านด้วย หลวงปู่ก็รู้จักแล้วและหลวงปู่ได้เทศน์อยู่บ่อยๆ ว่าใครออกวิเวกปีนี้กลับมาเมื่อถูกถามไม่ได้ความในด้านภาวนา จะไม่ให้อยู่จำพรรษาด้วยต่อไปในอนาคต ถ้าไปวิเวกจริง ถามก็ต้องได้ความแท้ ไม่น้อยก็ต้องมาก แต่ไปวิวุ่นเป็นส่วนมากเพราะไปเที่ยวเล่นตามสำนักเฉยๆ

การไปวิเวกในสมัยนั้นไปในดง ในป่า ในโคก ในดอน ในภูเขาได้ทั้งนั้น เพราะไม่มีสิ่งที่สงสัยกันในการเมือง ขอแต่กล้าหาญไม่กลัวเสือสัตว์ป่านานาชนิดเท่านั้น การไปองค์เดียวเป็นขั้นที่หนึ่ง ไปสององค์เป็นขั้นที่สอง ไปสามองค์เป็นขั้นที่สาม ไปเหลือนั้น (มากกว่านั้น) อยู่วัดดีกว่า เพราะถือกันว่าวิวุ่นไม่สะดวกได้

มีปัญหาว่า พระอาจารย์มหาบัวนั้น หลวงปู่มั่นก็เกรงว่าจะไปเที่ยวเล่นดอกหรือ จึงปรารภอย่างนั้น

แก้ว่า ปรารภเพื่อพวกอื่น บุคคลอื่นต่างหาก เพราะปีนั้นจะออกวิเวกหลายพวกอยู่ ครั้นล่วงเวลามาอีก ๒-๓ วัน ท่านอาจารย์มหาขึ้นไปกราบเรียนหลวงปู่มั่นว่า

“เกล้านึกจะไปเที่ยววิเวกจะเป็นประการใด และการงานที่จะใช้เกล้าพาหมู่ทำนั้นยังมีอะไรอยู่บ้างหนอ เกล้าจะพาหมู่ทำ เสร็จแล้วจึงจะได้ไป ถ้ามีงานจำเป็นอยู่เกล้าจะรออยู่ก่อน”

หลวงปู่ตอบว่า “จีวรกาลเราก็เสร็จแล้ว ฟืนเราก็บริบูรณ์แล้ว แต่บูรณะกุฏิ ซ่อมแซมหลังคาและเอาฟืน เดือนกุมภาพันธ์จึงพากันจัดทำ วาระนี้จะไปก็ไปได้”

พระอาจารย์มหาเรียนว่า “ถ้าไปจะไปวันไหน และทิศทางใดหนอจึงจะวิเวกพอควร”

หลวงปู่ตอบว่า “ถ้าสะดวกใจตน จะไปวันไหนก็ได้ ไปทางทิศตะวันออกก็มีที่วิเวกดีพอควรอยู่นะ”

แล้วพระอาจารย์มหาก็กราบลากลับกุฏิของตน แต่ไม่ถึงวันจะไป เป็นเพียงไปกราบศึกษาให้หลวงปู่มีสิทธิ วันจะไปจึงไปกราบลาใหม่

ข้าพเจ้าได้สำเหนียกว่า ลูกศิษย์ที่มีครู ไปลาอาจารย์เพื่อเที่ยววิเวกเป็นธรรมะลึกซึ้ง เป็นเชิงปรึกษาให้เกียรติอาจารย์ ให้ความเป็นใหญ่ไว้เสมอด้วยเคารพ ไม่ตัดสินเอาแต่ตัวตามอัตโนมติ เป็นเยี่ยงอย่างอันดีของฝ่ายปฏิบัติ ไม่ข้าม ไม่เกิน ไม่อวดดีอะไร อาจารย์ก็นักปราชญ์ ลูกศิษย์ก็บัณฑิต สมัยปัจจุบันนี้หาได้ยากแท้ๆ หนอ เพราะโดยมากลูกศิษย์ตกลงเอาเองหมดแล้ว เป็นเพียงมาลาไปเฉยๆ บางรายกรุ่นให้อาจารย์อย่างไม่อาย เวลาไปไม่มาลาอีกซ้ำ กลายเป็นปฏิบัติแบบเปรตแบบผีไปอีก ผู้เขียนนึกๆ แล้วก็น่าสังเวชมาก

หลวงปู่มั่นมรณธรรมไป ๓๐ ปีกว่าเท่านั้น ฝ่ายปฏิบัติทุกวันนี้ ไกลกันขนาดไหนหนอ ไม่ต้องกล่าวไปไยในครั้งพุทธกาล เพียงเท่านี้ก็ไกลกันขนาดนี้ แต่ธรรมวินัยนั้นอันเก่าอยู่ ผู้ปฏิบัติเลือนลางต่างหาก แต่ก็เป็นเรื่องอจินไตย ถ้าพิจารณาไปก็ฟุ้งซ่าน กล่าวไว้พอได้เทียบเคียงบ้าง

(มีต่อ)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2013, 14:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8158

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


๏ ข้าพเจ้าขอติดตามไปด้วย

กล่าวการไปเที่ยวต่อไป ล่วงมาจากการที่พระอาจารย์มหาไปกราบเรียนศึกษาหลวงปู่มั่นประมาณ ๓ วัน พระอาจารย์มหาก็ไปกราบลาองค์ท่านเตรียมเดินทาง ข้าพเจ้าก็เตรียมพร้อมแล้ว เรียนท่านอาจารย์มหาว่า

“กระผมจะต้องขึ้นไปกราบลาหลวงปู่หรือไม่หนอ”

พระอาจารย์มหาตอบว่า “ถ้าไปกราบลาแต่ผม มันก็ถูกแต่ผม ส่วนท่านก็ผิด เพราะเรื่องของใครของมัน”

ข้าพเจ้ายิ่งเพิ่มเห็นความเป็นธรรมะระหว่างพระอาจารย์มหายิ่งขึ้นเป็นอันมาก แล้วก็ขึ้นไปกราบลาพร้อมกัน องค์ท่านหลวงปู่ก็ใช้มารยาทอันละมุนละไมแบบเมตตา

กราบลาแล้วเตรียมเดินทางไปทางทิศตะวันออกของวัด ตามทางคนบ้าง ทางเกวียนบ้าง มีป่าดงเป็นทิวแถวมีทุ่งนาสลับเล็กน้อย มุ่งตรงไปวัดป่าบ้านพระคำภูอันเป็นวัดร้างเป็นป่าเต็งรังสูงๆ ขณะนั้นกำลังหนาวจัดเริ่มเข้า ข้าพเจ้าก็ขอนิสัยกับพระอาจารย์มหา

ท่านให้โอกาสสั่งสอนประทับใจว่า

“เออ เดี๋ยวนี้เราออกมวิเวกไกลจากครูบาอาจารย์ เราทำความเพียรขนาดอยู่วัด มันก็ไม่สมกับคำที่ว่ามาวิเวก เพราะการอยู่วัดก็เป็นธรรมดาของคนมาก ก็ต้องมีงานจุกๆ จิกๆ อันนั้นบ้าง อันนี้บ้าง นี้สองคนเท่านี้ต้องตัดข้อวัตรให้น้อยลง เพื่อให้มีเวลาภาวนาติดต่อ ไม่ขาดวรรคไม่ขาดตอน ส่วนน้ำล้างบาตรและน้ำที่ผมจะสรงนั้น ให้คุณคอนมาไว้ที่ไหให้เต็ม ส่วนน้ำดื่มน้ำฉันนั้น ขอให้คุณไปตักมาไว้ใส่กาใส่ตุ่มให้เรียบร้อย ส่วนล้างบาตรนั้น โยมเขาตามมาล้างเอง แล้วผมเช็ดใส่ถลกเอง คุณจึงเอาไปผึ่งแล้วเก็บไว้ให้เรียบร้อย สรงน้ำก็ดี ปัดที่อยู่ปูที่นอนก็ดี ผมทำเอง ที่พักเราก็อยู่ไกลกันพอควรแล้วคือ กุฏิมุงหญ้า กั้นใบไม้ตองกุง ปูฟากแคบๆ พอดีมุ้ง มอดเจาะมอดไชทั้งฟากและใบตองกั้น และขอให้คุณตั้งใจทำความเพียรนะ ไม่จำเป็นอย่าพูดกับผมนะ และอย่าเข้าใจว่าผมรังเกียจ ไปบิณฑบาต ผมไม่ให้ท่านรับดอกเพราะท่านสามสี่วันก็จับไข้ มันเป็นเรื้อรังมาแต่กลางพรรษา”

แล้วก็พักอยู่นั้นเกือบเตือน น้ำใช้น้ำฉันไปตักเอาที่ห้วย เขาทดไว้ไกลจากวัดประมาณสามเส้น ข้าพเจ้าไปคอนมาไว้แต่ตีสี่ ตอนกลางคืน งมมืดไป ไม่ได้จุดไฟเลยเพราะโคมไฟไม่มี

ท่านพาทำความเพียรไม่หยุดหย่อน ไม่มีกลางวันกลางคืน แต่ข้าพเจ้ามักจับไข้ตอนเที่ยงหรือบ่ายหนึ่ง หนึ่งชั่วโมงก็สร่าง แต่ปวดหัวอยู่มับๆ แต่ฉันได้ ไปได้ ไม่เพลียนัก ๒-๓ วันครั้งหนึ่ง แต่ตอนกลางคืนไม่ค่อยไข้

วันหนึ่งพระอาจารย์มหาเอายาควินินเคลือบน้ำตาลให้ฉัน ก็เลยฉัน ๖ เม็ดทีเดียว หูดับอยู่ทั้งวัน เลยไม่ฉันอาหาร ปล่อยให้ยาออกฤทธิ์ คุ้มได้ ๑๕ วันไข้อีก อยู่อย่างนั้น แต่ตักน้ำกวาดลานวัดอยู่ พาไข้เดินจงกรมอีก ไข้แบบนั้นก็มี ถ้า (เป็น) ไข้รากสาด มุทะลุแบบนี้ก็คงจะตายกัน

ครั้นพักทำความเพียรอยู่นั้นประมาณเกือบเดือน พระอาจารย์มหาพาย้ายที่เข้าไปในดง ไกลจากที่พักเดิมประมาณ ๑๓ เส้น ส่วนน้ำนั้นมาตักเอาที่เก่า ไปบิณฑบาตบ้านพระคำภูตามเดิม เขามาทำร้านให้ ปูไม้กลมเล็กๆ กว้างพอดีกลด ไกลจากพระอาจารย์มหาประมาณ ๒ เส้น แต่กรรมบันดาลอีก เขาเอาไม้กลมเล็กมาปูต่างฟากให้นั้น มีไม้น้ำเกลี้ยงปนอยู่ ๒-๓ ท่อน พอพักได้ ๓-๔ วัน หน้าบวมขึ้นเห็นหน่วยตาลูกตาพอริบหรี่

พระอาจารย์มหาหัวเราะแล้วพูดว่า “ยิ่งขี้ร้ายก็ยิ่งตื่ม (เพิ่ม) ตดเหม็น” แล้วองค์ท่านไปตรวจดูร้าน ก็เห็นไม้น้ำเกลี้ยง ๒-๓ ท่อนเขาเอามาลาดปูนอนให้ ปนกับไม้อื่นอยู่ จึงคุมให้โยมถอดทิ้งเอาใหม่แทน เมื่อพิจารณาแล้วเขาไม่ได้แกล้งทำ เพราะเป็นเวลาใบไม้ร่วง เขาไม่รู้จักว่าไม้อะไร เห็นเกลี้ยงกลมแล้วก็เอากัน ทั้งทำด่วนด้วย ไม่ได้กั้นไม่ได้มุงอะไรหรอก เช้ามามุ้งก็เปียก กลดก็เปียก ตากกับที่เลย นี้การเที่ยวในสงสารแห่งชาติๆ ภพๆ มันเป็นอย่างนี้

ด้านภาวนาก็อาจารย์ลมออกเข้าเป็นหลัก รวมหรือไม่รวมก็สะดวกอย่างนั้น จะตีปัญหาไปน้อยมากต่ำสูง จับอันนี้เป็นหลักอยู่นั่นเอง พิจารณาอันอื่นดูว่าไม่อร่อยเท่าพระอาจารย์องค์ลม เว้นไว้แต่เดินจงกรมเท่านั้นจึงตั้งอันอื่นเป็นหลัก คือตั้งไว้กับขาก้าว ส่วนนอนและนั่ง ต้องลมเป็นหลัก

ถ้าพิจารณาอะไรพร้อมกับลมออกเข้าแล้วถือว่าชัดในส่วนตัวและไม่สงสัยอีกด้วย ส่วนท่านผู้อื่นนั้นชัดแยบคายด้วยวิธีใด แล้วแต่ของใครของมัน ไม่คัดด้าน จะสมถะก็เอาลมเป็นหลัก จะวิปัสสนาก็เอาลมเป็นหลัก จะพ้นหรือไม่พ้นตอนใดๆ ก็เอาลมเป็นหลัก อุบายของใครของมัน อุบายพระบุญทันต่างหาก ความถือว่าเป็นของยากของง่ายย่อมไม่ตรงกันหมด ความอดทน ก็มียิ่ง มีหย่อนกว่ากัน

เมื่อศรัทธาความเชื่อ วิริยะความเพียร สติความระลึกได้ สมาธิตั้งมั่น ปัญญารอบรู้สมดุลเสมอกันยิ่ง ในขณะเดียวทั้ง ๕ นี้แล้วในปัจจุบันทันกาล ก็จะเป็นใจเป็นธรรมอันมีกำลัง พละพลังไม่มีประมาณแล ผู้ใคร่ครวญธรรมเป็นผู้เจริญตรงกันข้ามเป็นผู้เสื่อมถอย

ผู้เพลินในโลกมาก จะเป็นผู้เศร้าโศกมาก

ผู้เพลินในธรรมมาก จะนำความเศร้าโศกออกมากมาย

ผู้เห็นภัยในสงสาร ผู้ไม่ไว้ใจในสงสาร

ก็คือผู้ถือกุญแจเปิดประตูพระนิพพานนั้นแล

ใจใดไม่ติดอยู่ในผู้รู้เป็นตัวเหตุ

ใจนอกเหตุก็ไม่ต้องได้หาใจนั้นแลนามิได้ท่องเที่ยว

ใจเดียวธรรมเดียวทรงนอกเหตุ

หมดประเภทใจอื่นจะตามหา

ใจนั้นข้ามโลกาไปแล้วไม่มีรอยแล

ใจใดไม่รู้จักใจ ใจนั้นก็ไปพบแต่ภัย

ยิ่งไปเท่าใดก็ยิ่งพบแต่ภัยล้านๆ อสงไขยก็ไม่พบสุข

๏ ลาท่านอาจารย์มหาไปวิเวกบ้านโพนงาม

ครั้นพักปฏิบัติอยู่กับพระอาจารย์มหาประมาณสองเดือนแล้ว การจับไข้ก็ยังคืนมาขบถอยู่ ไม่พอจะขาดแท้ มันแบบโบราณว่า ไข้พ่อตารังเกียจ ไข้แตงโมกายเย็นกินได้ ไข้หมากไม้กายร้อนกินเย็น ไข้นอนกลางวัน สายัณห์ตะวันบ่ายสาม