วันเวลาปัจจุบัน 24 ต.ค. 2020, 21:45  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 22 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 เม.ย. 2010, 14:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7315

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
พระเทพสังวรญาณ (หลวงตาพวง สุขินฺทริโย)


52. วันสงกรานต์

ในวันสงกรานต์ในปีนั้น ตามประเพณีเมื่อถึงวันนี้ชาวพุทธทั้งหลายถือว่าเป็นวันสำคัญและเป็นเทศกาลประจำปีในฤดูร้อน นิยมที่จะอัญเชิญพระพุทธรูปตามวัดวาอารามสถานที่ต่างๆ นิมนต์ลงมาตั้งในสถานอันสมควรตามแต่ทางวัดจะจัดไว้ เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาและสรงน้ำอบน้ำหอม เป็นการทำความสะอาดพระพุทธรูปและจะได้ขอพรให้ตนมีสิริมงคลที่จะดำเนินชีวิตต่อในปีต่อไป สำหรับวันนี้นายทองคำและภรรยาได้เตรียมเอาเครื่องสักการะพร้อมน้ำอบน้ำหอม ตั้งใจจะไปสักการะพระพุทธรูปที่วัดศรีฐานนอก

ขณะที่นายทองคำได้เดินทางยังไม่ถึงวัดนั้น ก็ปรากฏว่าอาจารย์ทนมาตามนายทองคำ ท่านได้เรียกให้ไปกับท่าน อาจารย์ทนบอกให้นายทองคำหลับตาลง นายทองคำบอกว่าได้รู้สึกตัวเหมือนว่าได้เดินตามท่านไป แต่นางสำ ภรรยาของนายทองคำบอกว่า นายทองคำได้วิ่งไป แต่มองไม่เห็นอาจารย์ทน นางสำ ได้วิ่งตามแต่ก็วิ่งไม่ทัน ตอนนี้นายทองคำได้วิ่งเลยวัดศรีฐานนอก แล้ววิ่งลงไปในท้องนา หันหน้าไปทางวัดดงศิลาเลข ซึ่งเป็นวัดอาจารย์ทน นายทองคำได้บอกว่าไม่ได้วิ่ง เดินไปเฉยๆ บางครั้งก็ลืมตาขึ้นแต่เป็นพอรางๆ ไม่ชัดเจน เมื่อนางสำผู้เป็นภรรยาวิ่งตามไม่ทัน จึงได้ตะโกนให้หยุด นายทองคำไม่หยุด นางสำจึงกลับมาบอกแก่ญาติๆ ที่บ้านให้ไปช่วยติดตามนายทองคำด้วย

เมื่อติดตามไปจนถึงวัดดงศิลาเลข จึงได้เห็นนายทองคำนั่งขัดสมาธิอยู่ พอขณะญาติพี่น้องไปถึงก็พอดีกับรายทองคำได้ลืมตาขึ้น ได้ยินเสียงญาติๆ ร้องเรียก พวกญาติพี่น้องได้ถามถึงเหตุการณ์ทีเกิดขึ้น นายทองคำจึงได้เล่าให้ญาติพี่น้องฟังว่า อาจารย์ทนได้ไปเรียกตน แล้วตนจึงได้เดินตามอาจารย์ทนมา

ท่านได้พามาจนถึงเห็นอุโบสถที่มีลักษณะงดงามมีบานประตูปิดเปิดได้ ท่านได้พาเวียนซ้ายมาเข้าประตูโบสถ์ทางทิศตะวันออกทางลำน้ำโพง แล้วท่านก็นำเข้าไปข้างในโบสถ์ มีแท่นพระพุทธรูปมองดูสวยงามเป็นแสงระยิบระยับเป็นที่น่าประทับใจมาก แล้วท่านอาจารย์ก็ได้มอบดอกไม้ ธูปเทียน ให้นำไปบูชาพระทั้ง 5 ที่ ส่วนพระพุทธรูปมีแต่องค์สวยๆ งามๆ ทั้งนั้น องค์ไม่ใหญ่เท่าไร แต่น่าเลื่อมใสมาก มองดู 2 ข้างแท่นพระพุทธรูป ก็ได้เห็นที่นอนของพระอาจารย์ทั้ง 2 ที่นอนของพระอาจารย์ใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ที่นอนของพระอาจารย์เงียบ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ที่นอนของพระอาจารย์ทั้ง 2 ไม่มีเสื่อไม่มีหมอน มีเพียงผ้าปูรองเท่านั้น เมื่อได้บูชาพระเสร็จแล้วก็ได้กราบ 3 หน ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ประนมมืออยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกตัว แล้วมโนภาพต่างๆ นั้นก็หายไป เมื่อลืมตาขึ้นแล้วก็ไม่เห็นมีอะไร มีแต่ที่ว่างเปล่า เหมือนสภาพเดิม แล้วพอดีพวกญาติพี่น้องทั้งหลายก็ได้มาถึงนี่แหละ นายทองคำได้เล่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้ญาติพี่น้องฟัง

53. หมอธรรม (หมอผี) มาทดลองส่องธรรม (นั่งทางใน) ดูสมบัติ

ในระยะที่อาจารย์ทน และอาจารย์เงียบ มาทรงร่างนายทองคำนั้น ได้มีชาวบ้านใกล้ไกลให้ความสนใจมากขึ้น ได้มีหมอธรรม (หมอผี) คณะหนึ่งซึ่งเป็นคนหมู่บ้านอื่น ได้ชักชวนกันไปดูสถานที่ วัดดงศิลาเลข ซึ่งเป็นวัดของอาจารย์ทน หมอธรรม (หมอผี) คณะนั้น อยากจะทดลองส่องธรรม (นั่งทางใน) ดูว่าจะมีสมบัติสิ่งของตามที่ได้เล่าลือหรือเปล่า จึงได้เดินทางมาด้วยกัน 5 คน เมื่อเดินทางมาถึงวัดดงศิลาเลขก็เป็นเวลาพลบค่ำพอดี พอไปถึงสถานที่แล้วก็สังเกตว่าหลุมลูกนิมิตที่สำคัญที่สุดจะต้องอยู่ตรงกลาง ชาวอีสานเรียกหลุมลูกนิมิตหลุมนี้ว่าบือสิม ก็คือสดือโบสถ์นั่นเอง หลุมนี้จะมีสิ่งของมีค่ามากกว่าหลุมอื่นๆ เมื่อคณะหมอธรรม (หมอผี) ตกลงกันแล้ว ก็ได้ลงมือทำพิธีทันที

54. อาจารย์ทนไม่หวั่นไหว

นายทองคำได้เล่าว่า เมื่อพวกหมอธรรมมาทำพิธี ท่านทั้ง 2 ก็ได้นึกอยู่ว่า ตั้งแต่ท่านทั้งสองมาอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยเห็นใครมาบังอาจบุกรุกสถานที่จะมาส่องธรรมดูสิ่งของของท่านสักครั้งเดียว เมื่อท่านเห็นเหตุการณ์ในครั้งนี้ ท่านก็ได้เตรียมตัวรับมือเหมือนกัน เพื่อที่จะไม่ให้หมอธรรมเหล่านั้นมาขุดเอาสมบัติอันมีค่าไปได้ เพราะหมอธรรมเหล่านั้นเป็นคนไม่มีศีลธรรม และไม่สมควรที่จะครอบครองสมบัติเหล่านั้น อาจารย์ใหญ่ท่านไม่หวั่นไหว ท่านได้เข้านั่งสมาธิภาวนากำหนดจิตนิ่งเฉย ส่วนอาจารย์เงียบผู้เป็นศิษย์ จิตยังไม่เป็นสมาธิภาวนา เพราะไม่เคยเห็นใครมาบุกรุกอย่างนี้ กลัวว่าอาจารย์ของตนจะรับมือหมอธรรมไม่ได้ จึงต้องรีบมาทรงร่างนายทองคำทันที

ขณะที่นายทองคำนอนอยู่ นายทองคำได้กระแอมขึ้น เมื่อญาติพี่น้องไม่ยินเสียงกระแอมก็ได้มานั่งล้อมดูนายทองคำที่นอนอยู่ในห้อง นายทองคำได้มีอาการหายใจหืดหอบเหนื่อยเหมือนคนที่วิ่งมาอย่งรวดเร็วทันที นายทองคำพูดขึ้นว่าอาตมามาด่วนมาก เพราะมีคนไปบุกรุก 4-5 คน เป็นบ้านใกล้ชิดคนบ้านอื่น ไม่ใช้บ้านศรีฐาน อาตมาจำหน้าเขาได้ แต่ไม่รู้จักชื่อ จำรูปพรรณสันฐานได้หมด อาตมากลัวว่าอาจารย์ใหญ่จะสู้ไม่ได้ จึงต้องรีบมาบอกญาติโยม ให้โยมไปบอกท่านพระครูที่วัด ให้ท่านจัดหาคนไปช่วยด้วย เพราะมีคนไปบุกรุก คำพูดนี้แสดงว่าผู้มาทรงนั้นคืออาจารย์เงียบ ได้มีชาวบ้านถามท่านอีกว่าใครเป็นผู้ไปบุกรุก ท่านบอกว่าเป็นพวกหมอธรรม แล้วท่านก็ย้ำให้รับไปบอกท่านพระครูที่วัดเร็วๆ ด้วย อาตมาจะรีบกลับไปช่วยอาจารย์ใหญ่ ว่าแล้วอาจารย์เงียบก็อำลาญาติโยม

แล้วอีกประมาณอีกอึดใจหนึ่ง นายทองคำก็ได้ลืมตาลุกขึ้นนั่ง แล้วภรรยาของนายทองคำได้ถามนายทองคำว่ามื้อกี้ได้พูดอะไร นายทองคำบอกว่าไม่ได้พูดอะไร นอนหลับ ญาติๆ จึงได้เล่าเหตุการณ์ให้นายทองคำฟัง เรื่องอาจารย์เงียบมาบอกข่าวมีคนบุกรุก ญาติๆ ของนายทองคำก็ได้รีบมาบอกแก่ข้าพเจ้าแล้วกราบเรียน เล่าเรื่องอย่างละเอียด

พอดีวันนั้นเป็นวันพระแรม 8 ค่ำ เดือน 4 มีทายกทายิกาไปรักษาอุโบสถศีลที่วัดข้าพเจ้า กำลังสวดมนต์ทำวัตรอยู่ ข้าพเจ้าจึงได้ชวนทายกทายิกาเหล่านั้นและยังมีชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งประมาณ 50 คน ก็ได้เดินทางไปยังวัดดงศิลาเลข เพื่อไปดูว่ามีคนมาบุกรุกจริงหรือเปล่า เมื่อไปถึงแล้วก็ไม่เห็นมีคนอยู่ และสถานที่เหล่านั้นก็ยังไม่ได้ขุดค้น ข้าพเจ้าจึงได้ถามชาวบ้านที่มาเลื่อยไม้ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดดงศิลาเลข ชาวบ้านผู้นั้นได้มานอนอยู่ ณ ที่นั้นเป็นที่ติดกับวัด ข้าพเจ้าได้ถามว่ามีใครมาที่วัดดงศิลาเลขบ้างหรือเปล่า โดยมได้บอกว่ามีอยู่ประมาณ 4-5 คน ไม่รู้ว่ามาทำไม เพราะตนเองกำลังเลื่อยไม้ไม่ได้สนใจกับคนกลุ่มนั้น

ในคืนวันนั้นข้าพเจ้าได้พาญาติโยมนอนอยู่ที่วัดดงศิลาเลขนั้น เพื่อจะได้เฝ้าดูสังเกตการณ์ ส่วนหมอธรรมเหล่านั้น ข้าพเจ้าก็ได้รู้ชื่อทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร เพราะบุคคลเหล่านั้นก็ยังไม่ได้ลงมือทำผิด ในกรณีที่พระอาจารย์ทั้ง 2 ได้ไปทรงร่างนายทองคำคราวนี้ ชาวบ้านศรีฐานเองและหมู่บ้านใกล้ชิด ก็ได้ดูได้เห็นกับตาของตัวเองและในช่วงที่อาจารย์ทั้ง 2 มาทรงร่างนายทองคำอยู่นั้น ท่านได้กำชับให้ข้าพเจ้าประกาศให้ชาวบ้านทราบ และห้ามไม่ให้ใครไปขุดค้นหาสิ่งของเป็นอันขาด ถึงจะขุดก็ไม่พบ แม้พบก็จะนำเอาไปไม่ได้ ถ้าใครไม่เชื่อนำไปก็เกิดความวิบัติฉิบหาย เกิดวิปริตเสียจริตเป็นบ้าเป็นบอไปต่างๆ นาๆ แม้แต่เศษสะเก็ดของสิ่งของเหล่านั้นที่ตกอยู่ตามบริเวณนั้นก็เอาไปไม่ได้ เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้ประกาศให้ประชาชน และชาวบ้านใกล้เคียงให้ทราบทั่วถึงกัน เพื่อไม่ให้ไปขุดค้นหา ข้าพเจ้าได้ประกาศตั้งแต่วันที่ได้จัดขบสนแห่ และนิมนต์ท่านมาสมโภชพระแล้ว

55. ข้อสันนิษฐาน

1. เรื่องหลวงปู่พระครูฟ้ามืดนี้ ที่ท่านได้ทรงร่างแม่ทรัพย์ ไวว่อง ให้ไปชี้บอกที่ขุดพระศักดิ์สิทธิ์ที่หลังอุโบสถข้างเคียงเจดีย์องค์ที่ล้มพังสลายลงมา ในเรื่องนี้เป็นความจริงที่ใครๆ ก็ได้เห็นได้ประจักษ์กับตัวเอง ไม่ได้มีเพราะข่าวลือ

2. อาจารย์ทน และอาจารย์เงียบ ที่ได้ทรงร่างนายทองคำ พรมบุตร ท่านทั้งสองได้มาบอกขุดทรัพย์อันล้ำค่าที่ฝังไว้ ท่านได้รักษามาช้านาน เรื่องนี้จะเป็นจริงหรือเป็นเท็จอย่างไรยังบอกไม่ได้ เพราะทรัพย์สมบัติเหล่านั้นยังไม่ได้ขุดค้นขึ้นมา แต่ก็ได้สันนิษฐานว่าคงจะมีจริง เพราะที่นั่นเป็นโบสถ์เก่าแก่ เพราะมีใบเสมา ถ้าเป็นโบสถ์ก็จะต้องมีหลุมลูกนิมิตหรือบือสิม ที่ผู้สร้างคงจะนำสมบัติใส่ลงไว้เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ที่เป็นความเชื่อในการสร้างอุโบสถ และขณะที่อาจารย์ทั้ง 2 ได้ทรงร่างนายทองคำนั้น ชาวบ้านบางคนไม่เชื่อก็จะพูดในเชิงดูถูก หมิ่นประมาทไปต่างๆ นาๆ นายทองคำจะสามารถบอกได้ว่า มีคนอยู่คุ้มโน้นคุ้มนี้ ถนนเส้นโน้นเส้นนี้ กล่าวดูถูกหมิ่นประมาท ซึ่งไม่มีใครมาบอกเล่าให้นายทองคำฟังแต่ประการใด นี้คงเป็นเพราะฤทธิ์เดชอำนาจของอาจารย์ทั้ง 2

ข้าพเจ้าก็ได้ถามผู้คนเหล่านั้น ก็ได้ยอมรับว่าจริงได้พูดไปจริงๆ อาจารย์ทนซึ่งได้ทรงร่างนายทองคำอยู่นั้นได้แนะนำให้ข้าพเจ้าประกาศให้ประชาชนได้ทราบโดยทั่วกัน ข้าพเจ้าก็ได้ประกาศให้ชาวบ้านได้ทราบว่าอย่าได้ไปดูถูกหรือดูหมิ่นในเรื่องนี่ แม้ไม่เชื่อก็ฟังหูไว้หู อย่าได้แสดงออกมา ให้เก็บไว้ในใจ ชาวบ้านเหล่านั้นก็ได้ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลก ซึ่งข้าพเจ้าผู้เขียนเองก็ได้ประสบเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นครั้งแรกของชีวิต บางคนก็หาว่าข้าพเจ้าไปเชื่อตื่นข่าวเอง และไปนับถือผีถือสาง ในเรื่องนี้ข้าพเจ้ารู้ดี ข้าพเจ้าไม่โง่พอที่จะเอาผีเอาสางมาเป็นครูบาอาจารย์ มีแต่ภูติผีปีศาจมานับถือข้าพเจ้าเป็นครูบาอาจารย์ เมื่อเขามีทรัพย์สมบัติฝังไว้ เขาก็ได้มาบอกข้าพเจ้าเอง ไม่ต้องไปบังคับไม่ต้องไปสอบถามให้เหนื่อย มีแต่เขามาบอกให้ไปเอาเอง มีประชาชนได้คาดคะเนเหตุการณ์ไปต่างๆ นาๆ เช่น พระห่วงในสิ่งของในทรัพย์สมบัติ เมื่อตายแล้วก็มาเป็นเปรตเป็นผีจะหนีไปไหนก็ไม่ได้ เพราะเป็นห่วงสมบัติ คงไม่ได้ไปเกิดไปนิพพาน เมื่อเฝ้ามานานๆ คงจะเหนื่อย จึงมาบอกกับท่านพระครู ในเรื่องนี้ก็อาจเป็นไปได้เหมือนกัน บางทีก็อาจจะเป็นเทวดาอารักษ์ ปรากฏการณ์ที่ได้กล่าวมานี้

ถ้าพระทั้ง 2 รูปนั้นเป็นภูมิผีปีศาจตามที่คนเข้าใจ คุณงามความดีที่ท่านทั้ง 2 ได้สร้างมา ยังคงไม่ได้ส่งผลให้ท่าน จึงมาเป็นผีเฝ้าสมบัติที่ฝังเอาไว้ แต่ถ้าไม่ใช่พระทั้ง 2 รูปแล้ว ก็คงจะเป็นเทวดาอารักษ์องค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่งได้รับมรดกตกทอดมาจากพระภิกษุทั้ง 2 รูปนั้น ให้เป็นผู้รักษาทรัพย์สมบัติไว้แทนท่านทั้ง 2 มาแล้วนานแสนนาน จนวัดวาอาราม กุฏิ วิหาร อุโบสถได้สลักหักพังลงไปจนหมดแล้ว มีแต่หญ้าต้นไม้ต่างๆ ขึ้นมาแทน

เข้าใจว่าเทวดาองค์นี้คงไม่มีที่อยู่อาศัย ต้องทรมานนั่งตากแดดตากฝนมานานแล้ว คงนั่งเฝ้าสมบัติด้วยความเบื่อหน่ายเหน็ดเหนื่อยเต็มทน ถ้าเป็นคนธรรมดาก็คงจะนั่งร้องห่มร้องไห้น่าเวทนาอย่างยิ่ง เพราะชั่วระยะเวลานานเป็นร้อยเป็นพันปี ก็ไม่เห็นมีใครมารับเอาสมบัติเหล่านี้ไปทำบุญทำทาน หรือนำไปดูแลรักษาให้ เทวดาองค์นี้คงจะหาผู้ที่จะมารักษาสมบัติเหล่านี้แทนตนเอง พอตกลงจะให้แก่ท่านพระครูพวงที่อยู่วัดศรีฐานใน เมื่อตกลงใจแล้วว่าจะให้แก่ท่านพระครูยังไม่ได้โอกาส ก็พอดีกับสิ่งของหลวงปู่พระครูฟ้ามืดได้ผุถดขึ้นมาเสียก่อน จึงไม่มีโอกาสได้ถวาย จึงได้ถวายใบเสมาไปก่อน ส่วนสิ่งของที่เหลือนั้นเอาไว้โอกาสหลัง จึงได้มาทรงร่างของนายทองคำ เพื่อจะบอกให้แก่ข้าพเจ้าได้ทราบล่วงหน้าไว้

เทวดาองค์นี้คงได้เห็นข้าพเจ้าปฏิบัติข้อวัตรต่างๆ ของพระสงฆ์แล้ว เป็นที่ชอบอกชอบใจของท่าน ท่านคงจะมีความพอใจและไว้วางใจในตัวข้าพเจ้าดี จะเป็นผู้รักษาสมบัติเหล่านั้นได้ และคงจะนำทรัพย์สมบัติเหล่านั้นใช้ในทางที่ถูกที่ควร เพื่อบำรุงพระพุทธศาสนา และบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ เทวดาองค์นี้จึงได้ทรงร่างนายทองคำ ให้เป็นปากเป็นเสียงแทนพระภิกษุทั้ง 2 รูปนั้น เพราะว่าตามที่คนเฒ่าคนแก่เล่าว่าเทวดาจะปรากฏตัวเองไม่ได้ แต่จะเข้าทรงร่างของมนุษย์แทนแล้วจึงบอกในสิ่งที่ตนต้องการ

อนึ่ง บางคนก็คงคิดว่าเมื่อไหร่หรอท่านจะเอาทรัพย์สมบัติเหล่านั้นมาให้ รอวันรอคืนจากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปี เหมือนกับชาวนาที่รอคอยฝนว่าจะตกเมื่อไหร่หนอ เมื่อยังไม่ถึงคราวตกก็จะยังไม่ตก คงเหมือนกับหญิงที่มีครรภ์รอคอยวันที่จะคลอด ถ้ายังไม่ครบกำหนดเวลาก็ยังไม่คลอด

ดังนั้น จึงขอให้ท่านผู้ที่รู้เรื่องและผู้อ่านผู้ฟังให้อดใจทนไปก่อน คือจะได้สอดคล้องกับชื่อของอาจารย์ทั้ง 2 ที่เฝ้าสมบัติอยู่ ก็คืออาจารย์ทน ก็ได้อดทน จงอดจงทนไปก่อน และองค์ที่ 2 คือ อาจารย์เงียบ ก็คือ จะได้หรือจะเงียบไปก็ไม่รู้ บางทีอาจจะจริง บางทีอาจจะไม่จริง ถ้าท่านไม่ให้เรา ก็ไม่เป็นไร ถ้าหากท่านให้ ข่าวคราวทั้งหลายคงจะได้ยินถึงหูท่านอีก แล้วข้าพเจ้าก็จะได้พยายามนำข่าวดีมาบอกมาเล่าแก่ท่านทั้งหลายอีก จึงขอยุติประสบการณ์ของข้าพเจ้าแต่เพียงเท่านี้

56. การมรณภาพ

พระเทพสังวรญาณ (หลวงตาพวง สุขินทริโย) “พระเถราจารย์ชื่อดังแห่งลุ่มน้ำชี” ได้มรณภาพอย่างสงบในห้องไอซียู ตึกศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลยโสธร อ.เมือง จ.ยโสธร เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2552 เวลา 10.52 น. จากการอาพาธด้วยโรคมะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้าย และมีโรคปอดติดเชื้อในกระแสโลหิตแทรกซ้อนจนระบบหายใจอ่อน หลังนอนรักษาอาการอาพาธมา 5 วัน สิริรวมอายุได้ 81 ปี 11 เดือน พรรษา 62

ขณะเดียวกัน ศิษยานุศิษย์จากทั่วสารทิศทยอยมากราบไหว้ศพของหลวงตาพวงที่โรงพยาบาลจำนวนมาก ท่ามกลางความอาลัย ส่วน หลวงปู่สรวง สิริปัญโญ เจ้าอาวาสวัดบ้านศรีฐาน อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร พระน้องชายหลวงตาพวง และพระ-เณร เร่งจัดเตรียมสถานที่ตั้งบำเพ็ญสวดอภิธรรม ณ ศาลาการเปรียญวัดศรีธรรมาราม และสำนักพุทธศาสนาจังหวัดยโสธร และจะขอพระราชทานน้ำหลวงอาบศพวันที่ 3 เมษายนนี้

หลวงตาพวง สุขินทริโย มีอาการอาพาธกะทันหันขณะไปเป็นประธานทอดผ้าป่า ณ วัดสิริดำรงวนาราม ต.บะฮี อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เมื่อคืนวันที่ 28 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ โรงพยาบาลยโสธรได้รับตัวองค์หลวงตาพวงจากโรงพยาบาลสกลนคร มารักษาต่ออยู่ในห้องไอซียู กระทั่งมรณภาพในที่สุด

รูปภาพ
สรีระสังขารพระเทพสังวรญาณ (หลวงตาพวง สุขินฺทริโย)

รูปภาพ
ในงานพระราชทานเพลิงศพพระเทพสังวรญาณ (หลวงตาพวง สุขินฺทริโย)
ณ วัดศรีธรรมาราม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ยโสธร



:b8: จบประวัติและปฏิปทาหลวงตาพวง สุขินทริโย

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 เม.ย. 2010, 14:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7315

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
พระเทพสังวรญาณ (หลวงตาพวง สุขินฺทริโย)


พระธรรมเทศนา

กัณฑ์ที่ 1 ศีล

บัดนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เรามาพบกัน เพื่อที่จะได้รับธรรมะ ธรรมซึ่งจะให้ต่อไปนี้เป็นธรรมง่ายๆ เป็นธรรมที่มีประจำอยู่แล้วก็คือ ศีล ศีลที่เราสมาทานไปก็คือ ศีล 5 ถ้าเรามีศีลบริสุทธิ์ดีแล้ว เราจะยกระดับตัวของเราให้สูงขึ้น หรือว่าทำตัวของเราให้ดีขึ้น จึงมีคำกล่าวไว้ว่า “คนมีศีลเหมือนดินมีน้ำ คนขาดศีลเหมือนดินขาดน้ำ”

คนมีศีลเหมือนดินมีน้ำนั้น เราจะเห็นได้ว่า ถ้าคนมีศีลนั้น บ้านเมืองของเรานั้นก็ชุ่มเย็น เยือกเย็น ไม่เดือดร้อน เหมือนดินที่มีน้ำ ดินที่มีน้ำในเวลาฝนตกลงมาในฤดูฝน เราจะเห็นได้ว่าตามทุ่งไร่ ทุ่งนา จะมีข้าวกล้าเขียวชอุ่มทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ต้นไม้ก็ผลิดอกออกผลดูไปที่ไหนเขียวชอุ่มไปหมด หญ้าลดาวัลย์ก็เกิดขึ้น เราไม่ต้องไปบังคับเขาให้เขาเกิดเขาก็เกิดขึ้นนี้แสดงว่า ดินถูกน้ำแล้วมันก็ชุ่มเย็น สิ่งที่ไม่เกิดก็จะเกิดขึ้น สิ่งที่ดีอยู่แล้วก็จะเจริญงอกงามยิ่งขึ้น คนมีศีลจึงทำให้บ้านเมืองของเราอยู่เย็นเป็นสุข ไม่จำเป็นที่จะต้องมีตำรวจ ทหาร มีโรง มีศาล มีคุก มีตาราง ถ้าคนมีศีลอย่างพระ พระสงฆ์ไม่เคยติดคุก ติดตาราง ไม่เคยถูกจับกุมคุมขัง เว้นไว้แต่คนที่ขาดศีล จะเป็นพระเป็นโยมเป็นใครก็ตาม ถ้าขาดศีลแล้วก็จะมีโทษ อาจจะต้องติดคุกติดตาราง

อำนาจของศีลนั้นจะมีกิตติศัพท์ กิตติคุณฟุ้งขจรกันไปในทิศทั้งสี่ เหมือนบาลีที่ท่านกล่าวไว้ว่า “ศีล ปัญโท อนุตโร” ศีลมีกลิ่นหอมหวน ทวนลม หวนหอมไปทั้งสารทิศ ไม่เหมือนหอมกลิ่นจันทร์ กลิ่นน้ำมัน กลิ่นน้ำหอมต่างๆ นั้นจะหอมไปตามลมเท่านั้น หาหอมหวนทวนลมเหมือนกลิ่นศีลไม่ ดังนั้น ผู้ที่ถือศาสนาพุทธนั้นจึงแสวงหาผู้มีศีล แม้แต่ท่านจะอยู่ไกลสักปานใดก็ตาม อยู่ในดงในป่า อยู่ในถ้ำในเหว ถ้าท่านมีศีลแล้วก็อยากจะไปกราบไปไหว้

อันนี้จะยกตัวอย่าง เช่นว่า เราที่เป็นชาวพุทธนิยมบวชลูก บวชหลาน เมื่อลูกหลานบวชเป็นพระก็ตาม บวชเป็นเณรก็ตาม ถ้าบวชเข้ามาอยู่ในร่มผ้ากาสาวพัสตร์แล้ว ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล แม้แต่บิดามารดาก็ต้องมากราบ กราบลูกของตนที่บวชนั่น ที่อยู่ในผ้าเหลืองนั่น นี่แสดงให้เห็นว่าผู้มีศีลนั้น มีคุณงามความดี หรือว่าศีลนี้มีอำนาจวาสนา แม้แต่นายร้อย นายพล นายพัน พระราชา มหากษัตริย์ ก็มากราบผู้มีศีล จะอยู่ในวรรณะไหนก็ตาม ถ้ามาบวชแล้วถือว่าเป็นวรรณะที่สูง เป็นคนที่มีลาภ มียศ สูงกว่าพระมหากษัตริย์ อันนี้แหละคือศีล

ทีนี้ถ้าใครขาดศีล “คนขาดศีลเหมือนดินขาดน้ำ” ซึ่งตรงกันข้าม คนขาดศีลเดือดร้อนบ้านเมือง อย่างศีล 5 ที่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม กล่าวมุสาวาท ดื่มสุรา เมรัย เป็นที่ตั้งแห่งความฉิบหาย ถ้าคนขาดศีลแล้ว จะเป็นอย่างไร บ้านเมืองเดือนร้อนไหม มีแต่โจรผู้ร้าย ปล้นจี้สะดม ลักขโมย หรือตีชิงวิ่งราว เป็นคน มีมายา ต้มตุ๋น ดื่มเหล้า เมาสุรา ไปทั่วทุกสารทิศ บ้านเมืองจะไม่มีขื่อ ไม่มีแป เดือดร้อน

คนขาดศีล เหมือนดินขาดน้ำ ดินขาดน้ำเหมือนอย่างทุกวันนี้ พวกเราพากันบ่นว่าร้อน เพราะอะไร เพราะดินฟ้าอากาศขาดน้ำ แตกระแหง ตามท้องไร่ ท้องนา เห็นไหมข้าวกล้า เคยเขียวชอุ่มก็แห้งกรอบ มิหนำซ้ำยังเอาไฟสุม เผาตามทุ่งไร่ ทุ่งนา ต้นไม้ก็ตาย เคยมีข่าวมาบ่อยๆ ว่าคนเอาไฟสุมป่า มีข่าวเกี่ยวกับไฟไหม้ป่าที่ผ่านมา ที่จังหวัดนครพนมชาวบ้านเอาไฟเผาป่าที่อำเภอบ้านแพง ไฟไหม้ป่าหมดเป็นหลายๆ หมื่นไร่ หรืออย่างอินโดนีเซียที่เราได้ยินข่าวที่ผ่านมาแล้ว เมื่อปีที่แล้วหลายหมื่นหลายแสนไร่ ไฟไหม้มันเดือดร้อน เดือดร้อนแม้กระทั่งประเทศไทยของเราอยู่ห่างไกลก็ยังเดือดร้อนเพราะควัน ควันมลพิษมันพุ่งมาถึงประเทศไทยของเรานี้ นี่แสดงให้เห็นว่าความเดือดร้อนจากคนไม่มีศีลกับดินไม่มีน้ำ เดือดร้อนแค่ไหน

ดังนั้น ศีล 5 ข้อนี้ จึงเป็นศีลมาตรฐาน เป็นศีลพื้นฐาน เมื่อพื้นฐานดีเราก็ดี พื้นฐานเหมือนอย่างสร้างอาคารนี้ ช่างเขาต้องสร้างพื้นฐานให้มั่นคง คือตอกเสาเข็ม วางตะแกรง วางคานให้มั่นคง จึงสร้างอาคาร ถ้าวางฐานไม่ดีอาคารก็ชำรุด ทรุดพังลงได้ง่ายๆ ดังนั้น ช่างเขาจึงคำนวณว่า อาคารหลังนี้จะมีน้ำหนักเท่าไร สร้างกี่ชั้น จะต้องใช้เหล็กเท่าไรใช้ปูนเท่าไร ใช้ตะแกรงหนาเท่าไร คำนวณดูน้ำหนักของอาคาร เรียกว่าวางพื้นฐานให้ดี

ถ้าวางพื้นฐานดี เมื่อก่อสร้างอาคารก็ไม่ชำรุดทรุดพังง่าย ที่ชำรุดทรุดพังลงได้ง่ายๆ ก็เพราะพื้นฐานไม่ดี เราจะเห็นได้อย่างเขาสร้างถนน เขาอัด บดดิน คืออัดดินให้แน่น อัดลูกรังให้แน่น เทคอนกรีตแล้วอัดให้แน่น แล้วลาดยางแล้วอัดให้แน่น ถ้าถนนสายใดทำไม่ได้มาตรฐาน อัดดินไม่ดี อัดหินไม่ดีหรือเทลาดยางแล้ว อัดไม่ดี หรือเทคอนกรีต อัดไม่ดี ไม่แน่น ไม่มาตรฐาน รถก็วิ่งไม่นานเท่าไรก็เกิดหลุมเกิดบ่อ เมื่อถนนเกิดหลุมเกิดบ่อนั่นแหละ เรียกว่าถนนมีปัญหา เวลาเรานั่งรถไปนั้น จะตกหลุม ตกบ่อไม่สบาย ถ้าถนนสายใด ทำได้มาตรฐาน ไม่มีหลุมไม่มีบ่อ เวลาเรานั่งรถไปนั้น นิ่งหรือหลับไป นี่แสดงว่าถนนสร้างได้มาตรฐาน ไม่มีปัญหา อันนี้วิถีชีวิตของเรา

ถ้าเรามีศีล เราจะปลอดภัย คนมีศีล 5 เป็นนิจ เรียกว่าปลอดจากเอดส์ ปลอดจากยาเสพติด ถ้าใครอยากปลอดภัยต้องรักษาศีล 5 ให้มีศีล 5 ในตัว ถ้ามีศีล 5 ในตัวแล้วก็เรียกว่า เรามีพื้นฐานดี ศีล 5 ข้อนี้ จะบอกตัวศีล 5 ให้ รักษาไม่ยาก การรักษาศีล 5 นั้น ก็คือ รักษาตัวของเราเอง ขาสอง แขนสอง ศีรษะอันหนึ่ง รวมเป็น 5

ทำไมจึงต้องรักษาที่ตรงนี้ เพราะอันนี้เป็นต้นของศีล ศีลเกิดจากที่นี่ ท่านให้รักษากาย ให้รักษาวาจา ให้รักษาสำรวมใจ ถ้าเรารักษาต้นศีลไม่ได้ ไม่จำเป็นที่จะไปรักษาอย่างอื่น

อย่างเราปลูกต้นไม้เราก็รักษาลำต้นมัน หรือรักษาโคนมัน ใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน ก็รักษาที่โคนมันเท่านั้น เราไม่ได้ไปรดกิ่งหรือใบ เรารดที่โคนต้นของมัน รักษาที่โคนต้นของมัน มันก็ให้ดอกให้ผล อันนี้ก็เหมือนกัน เมื่อเรารักษาต้นของศีลก็คือ ขาสอง แขนสอง ศีรษะอันหนึ่ง อันนี้จะอธิบายให้กว้างขวางออกไปว่า ขาของเราทำไมจึงต้องรักษาขาของเรา มันเดินได้ มันวิ่งได้ มันอาจจะเดินไป

สมมุติว่าเดินไปลักไปขโมย เดินไปฆ่าคนอื่นเอามือไปฆ่าไปตีเขา ท่านเลยว่ารักษากาย กายกรรม 3 วจีกรรม 4 กายกรรม 3 นั่นก็คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม อันนี้เรียกว่า รักษาขาสอง แขนสอง ส่วนหัวนั้นก็คือปาก ปากของเรามันอยู่ส่วนของหัว ปากของเรามีหน้าที่อยู่ 2 อย่าง หนึ่งเอาเข้า สองเอาออก ที่เอาเข้านั่นก็คือเรารับประทาน การรับประทานก็ต้องเอาเข้าทางปาก การรับประทานนี้ก็ต้องเลือก เลือกสิ่งที่ไม่เป็นโทษ ไม่เป็นพิษ ไม่เป็นภัย สิ่งไหนที่มันเป็นโทษ เป็นพิษเป็นภัยนั่นเราไม่เอาเข้าไป ถ้าเอาเข้าไปแล้ว มันเป็นพิษเป็นภัย มันให้โทษ

ทีนี้การเอาออกคือ การพูดจาปราศรัย ก่อนที่เราจะเอาออกนั้นเราต้องเลือก เลือกหาคำที่มันไพเราะที่มันเป็นประโยชน์ มิใช่ว่าเราจะเอาออกมา โดยกิเลสบังคับหรือกิเลสสั่ง อย่างคนบางคนนั้นเกิดโทโสโมโหขึ้นมา พูดออกมา เปล่งออกมา พูดไม่ไพเราะ พูดด่าว่ากัน พูดเสียดแทงเสียดสีกัน เมื่อความหลงเกิดขึ้นมา เราก็พูดบ้าๆ บอๆ ไม่มีสาระประโยชน์ อันนี้จึงต้องรักษา ปากของเรา “ปากเป็นเอก เลขเป็นตรี ดีชั่วเป็นตรา” ปากเดี๋ยวนี้มีหน้าที่อยู่ 2 อย่างดังที่กล่าวแล้ว เหตุนั้น ปากของเรานี้ลมมันแรง จึงต้องสร้างกำแพงไว้ 2 ชั้น กำแพงชั้นนอกก็คือริมฝีปาก กำแพงชั้นในนั้นก็คือ ฟัน เพื่อต้านลมปากของเรา

ถึงกระนั้น มันก็ยังทะลุออกมาได้ เมื่อเวลามันเกิดโทโสโมโห ลมมันทะลุกำแพงออกมา เหตุนั้นจึงให้สำรวม สำรวมวาจาของเราให้อยู่ในขอบเขต ไม่ให้พูดโกหก มีมายา ถ้าเราไม่พูดโกหกมีมายานั้น ก็เรียกว่า เราพูดถูก ให้เป็น สุภาษิตา ชยา วาจา การพูดจาเป็นสุภาษิต การพูดจาที่ดีมีประโยชน์นั่น จึงจะถือว่าเราพูดมีศีล หรือพูดมีศิลปะ ปากของเรานี้ พูดให้คนเชื่อถือก็ได้ พูดให้คนรักก็ได้ พูดให้คนชังก็ได้ พูดเอาเงินก็ได้ พูดให้เสียเงินเสียทองก็ได้ พูดให้คนร้องไห้ก็ได้ พูดให้คนหัวเราะก็ได้ พูดให้คนเกลียดชังก็ได้ นี้ปากของเรานี่ เหตุดังนั้น การรักษาศีลนี่จึงต้องรักษาที่ตรงนี้ คือขาสอง แขนสอง และก็ปาก ปากมันอยู่ส่วนของหัว

เมื่อรักษาอันนี้ได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปรักษาที่ ปาณา อทินนา กาเม มุสา สุรา นั้นเป็นอาการหรือเป็นขั้นแยกออกเป็นข้อๆ ท่านเรียกว่า โทษ เวรมณี คือ ละเว้นโทษ ที่เรารับไปแล้วนั่นคือ ท่านบอกการละเว้น ชี้ว่า สิ่งนั้นเป็นโทษ สิ่งนี้เป็นโทษ ท่านให้ละเว้นโทษ

เมื่อเรามีศีลอยู่ในตัวแล้ว ศีลนั้นจะยังความ สุขมาให้ ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ในตอนท้ายว่า สีเล นสุขติง ยันติ บุคคลที่จะมีความสุขก็เพราะศีล สีเล นโภค สัมปทา บุคคลที่จะมีโภคสมบัติก็เพราะศีล สีเล นนิพพุติง ยันติ บุคคลที่จะไปสู่สวรรค์ นิพพานก็เพราะศีล ศีลจึงเป็นสิ่งที่จะอำนวยประโยชน์ให้แก่เรา หรือแก่ทุกคนที่รักษาศีลบริสุทธิ์ ดังนั้น ศีล จึงเป็นสิ่งที่เป็นมาตรฐาน

ศีลที่พระบรมศาสดาจารย์ทรงบัญญัติมานานถึง 2000 ปีเศษมาแล้ว ยังไม่ล้าสมัย ยังทันสมัยอยู่ทุกยุคทุกสมัย นำมาใช้ได้ ไม่มีใครที่จะแก้ไข ไม่มีใครที่จะลบล้างออกไปได้ ไม่เหมือนกฎหมายบ้านเมือง กฎหมายบ้านเมืองนั้น แต่ละรัฐบาลนั้นจะต้องมาล้างกฎหมาย ล้างระเบียบ ทุกยุคทุกสมัย ไม่เหมือนศีล ศีลนี้แม้บัญญัติมาถึง 2000 ปีเศษมาแล้ว ไม่มีใครมาลบล้างออกได้ จึงถือว่าเป็นศีลที่ทันสมัย

เมื่อกล่าวถึงศีลแล้ว ให้เราระวังภัย ภัยที่จะเกิดขึ้นแก่ตัวของเรานั้น ภัยที่มนุษย์จะต้องประสบพบอยู่ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใด ทุกๆ คนจะต้องประสบภัยใดภัยหนึ่ง ที่ท่านกล่าวไว้ว่า ภัยใหญ่ๆ นั้นมีอยู่ถึง 9 อย่าง คือ

1. ราชภัย พระราชาเป็นภัย
2. โจรภัย โจรผู้ร้ายเป็นภัย
3. อัคคีภัย ไฟไหม้
4. อุทกภัย น้ำท่วม
5. ทุพภิกขภัย แห้งแล้ง
6. วาตะภัย ลม
7. ปีศาจภัย ภูตผีปีศาจ
8. มรณภัย ความตาย
9. มหันตภัย ภัยสงครามหรือภัยยาเสพติด เรียกว่า มหันตภัย คือภัยใหญ่ ภัยกระจายไปทั่วโลก ไม่สามารถต้านทานหรือห้ามปราม ต้องลงทุนลงแรงมาก

ภัย 9 อย่างนี้ มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง บางคนนั้นก็สงสัยข้อแรกที่ว่า ราชภัย พระราชาเป็นภัยนั้น พระราชาจะเป็นภัยอย่างไร อันนี้ขอย้อนอธิบายว่าพระราชานั้น พระองค์จะเสด็จไปที่ไหนนั้น ย่อมมีเมตตากรุณาแก่พสกนิกรทุกหนทุกแห่ง ไปแจกสิ่งของไปเยี่ยมเยียน บำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่พสกนิกร อันนี้จริง แต่ส่วนที่เป็นภัยนั้นก็คือ ถ้าพระราชาเสด็จไปที่ไหน ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ต้องไปเคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อยเสียก่อน

ถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งคิดอิจฉา พยาบาท คิดประทุษร้าย พระราชาถูกประทุษร้าย เจ้าหน้าที่ที่ไปอารักขานั้น ไม่รอบคอบ หรือว่าไม่ให้ความปลอดภัย เจ้าหน้าที่นั่นแหละจะต้องได้รับภัย คือจะต้องลงโทษอย่างหนัก จำเป็นพระราชาจะเสด็จแห่งไหนต้องไปเคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อยให้ปลอดภัย เป็นหน้าที่ของเสนาอำมาตย์ ราชบริวาร ตำรวจ ทหาร จะต้องไปอารักขาให้ความปลอดภัย นอกจากให้อารักขาความปลอดภัยแล้ว ถ้าพระราชาดำรัส ตรัสสั่งจะมีใครที่จะสามารถขัดคำสั่งได้ไหม ไม่มีใครสามารถขัดคำสั่งของพระราชาได้ต้องปฏิบัติตาม

ถ้าใครไม่ทำตามก็เรียกว่า ขัดคำสั่ง ขัดถ้วยโถโอจานนั้น ขัดเท่าไรยิ่งใส ยิ่งสะอาด แต่ขัดคำสั่งนี้อันตราย ขัดคอคนก็อันตราย สองอย่างนี้อันตราย ขัดคำสั่งกับขัดคอคน อันนี้แหละ พระราชาจึงเป็นภัย นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีแก้กฎหมายเกี่ยวกับการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง ยกตัวอย่างเช่นว่า กฎหมายเกี่ยวกับการเก็บค่าภาษีอากร เมื่อแก้เสร็จแล้วเอามาถวายให้พระราชาพิจารณา ถ้าพระองค์เห็นชอบก็จะลงพระปรมาภิไธยเห็นชอบ ถ้ากฎหมายข้อไหนไม่เห็นชอบก็ให้ไปแก้ไขใหม่ ถ้าแก้ไขใหม่เห็นชอบ พระองค์ก็จะลงพระปรมาภิไธยรับรองว่าใช้ได้ เมื่อกฎหมายฉบับนั้นใช้ได้ เจ้าหน้าที่ก็ต้องปฏิบัติตาม เก็บภาษีอากร ผู้มีรายได้ต่างๆ ก็ต้องเสียค่าภาษีอากร ไม่มีใครที่จะขัดคำสั่งนี้ได้ ถ้าหากมีคนขัดคำสั่งก็จะถูกลงโทษ จึงเป็นภัยอย่างนี้ นอกจากนั้น ถ้าใครคิดประทุษร้ายแก่พระราชานั้นมีโทษต้องจำคุก หรือประหารชีวิต อันนี้พระราชาจึงนับเอาข้อหนึ่งว่า ราชภัย พระราชาเป็นภัย

ภัยอื่นนอกจากนั้น ทุกคนก็คงจะไม่มีความสงสัย อัคคีภัย ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือเกิดภัยแล้ง วาตภัย ลม ปีศาจภัย ภูตผีปีศาจ มรณภัย ความตาย ความตายนั้นครอบงำพวกเราอยู่ เราจะไปที่ไหนก็ครอบงำอยู่ ความตายนั้นแม้จะดำดินบินวนอยู่ เดินเท้าอยู่ในผืนแผ่นดินนี้ ไม่มีใครที่จะพ้นความตายไปได้ แม้แต่ขึ้นเครื่องบินอยู่บนฟ้าบนอากาศ ก็ต้องตกลงมาสู่ดิน

ภาษาอิสานเรียกว่า “แมงเม่าบินอยู่บนฟ้า บ่อม่ม (ไม่พ้น) ปากอึ่งยาง” แมงเม่ามันจะมีปีกบินได้ เวลาฝนตกบินอยู่อึ่งไม่มีปีกบินไม่ได้ เวลาฝนตกแมงเม่าชอบมาตอมไฟ เห็นไฟสว่างไสวดีใจบินไปตอมไฟ บินไปบินมาปีกหล่นตกลงมา อึ่งยางกระโดดอยู่ข้างล่างบินไม่ได้ คอยท่าเอาเวลาแมงเม่าตก ตกลงมาก็เลียปั๊บๆ แสดงว่า “แมงเม่าบินอยู่ฟ้า บ่ม่ม (ไม่พ้น) ปากอึ่งยาง” คนเราก็เหมือนกัน แม้จะดำดิน บินบนได้ ขึ้นเรือเหาะ บินไปบนอากาศก็ยังตกลงมาสู่ผืนแผ่นดิน อันนี้ คือความตาย อึ่งอ่างก็เหมือนกับความตายนี่ ความตายนี้ครอบงำเราอยู่

ภัยข้อสุดท้ายเรียกว่า มหันตภัย มหาภัยนั้น ภัยใหญ่ ภัยสงคราม ถ้าสงครามเกิดขึ้นที่ประเทศใด ประเทศนั้นก็จะร้อนระอุไปทุกหนทุกแห่ง ประชาชนคนทั้งหลายไม่มีที่จะอยู่จะกิน หนีภัยที่ไหนมันร่มเย็นพอที่จะรอดพ้นจากความตายนั้นก็ต้องไป ค่ำไม่ได้ยืนคืนไม่ได้อยู่ เห็นไหมประเทศเขมร ประเทศเพื่อนบ้านของเรานี้ ตามที่เราได้ยินข่าวนั้น คนตายกี่ล้านคนจากภัยสงคราม คนที่ไม่ตายก็มาพึ่งโพธิสมภาร คือมาพึ่งประเทศไทยเรานี้ ทะลักเข้ามาเขตไทยของเรา มาพึ่งคนไทย เรียกว่า หนีตาย ทิ้งบ้าน ทิ้งช่อง ทิ้งทรัพย์สมบัติมา เอาชีวิต เอาตัวรอดมา อันนี้เรียกว่าภัยสงคราม เขาฆ่ากันด้วยศาสตราอาวุธ

ภัยอันหนึ่งที่เราประสบอยู่ในขณะนี้ คือภัยยาเสพติด ภัยยาเสพติดนี้เห็นไหมที่เขียนขึ้นป้ายไว้ทุกหนทุกแห่ง ทุกบ้านทุกเมืองนี้ ป้ายใหญ่ๆ เขียนว่า “รักในหลวง ห่วงลูกหลาน ต้านยาเสพติด” ป้ายใหญ่ ใครเคยอ่านบ้าง เคยอ่านไหม เออ นี่แสดงว่าเคยเห็นไม่ใช่เห็นแต่หลวงตาคนเดียว ลูกหลานก็เห็น เห็นทุกคน นี่เป็นภัย สมัยนี้เป็นสมัยที่สร้างสงครามเย็น

สงครามเย็นนี้ก็คือสงครามยาเสพติด ไม่ได้สร้างศาสตราวุธอย่างอื่น ไม่ต้องสร้างระเบิด ไม่ต้องสร้างปืน ไม่ต้องสร้างลงแรงอย่างอื่น สร้างอาวุธเล็กๆ นี่แหละเป็นเม็ด เป็นเม็ดมาหว่านให้เรา อันนี้เรียกว่าสงครามเย็น เมื่อเราเอาอันนี้มาสูบมาเสพ มาฉีด มาดม มากินเข้า ก็เรียกว่า เราฆ่าตัวของเราผ่อนส่ง ฆ่าตัวเองเป็นการผ่อนส่ง

นอกจากฆ่าตัวเองแล้วยังไปปล้น ปล้นอะไร ปล้นพ่อ ปล้นแม่ ปล้นเอาเงิน เอาทองจากพ่อ จากแม่ จากพี่ จากน้อง แทนที่เราจะเอาเงินเอาทองมาศึกษา เล่าเรียน ให้มีความรู้ความฉลาด เรายังเอาเงิน เอาทองมาซื้ออาวุธชนิดนี้มาใช้มาบริโภค เรียกว่า เราเป็นทาสของยาเสพติด อันนี้เป็นภัย

ถ้าใครติดอันนี้ก็ให้ถอนตัว ถ้าไม่ถอนตัวก็เรียกว่า เราเป็นภัย เรารับเอาภัยสงครามเข้ามาครอบงำตัวของเรา เหตุดังนั้นจึงควรที่จะถอนตัวออกจากภัยอันนี้ ถ้าใครถอนไม่ได้ก็ตายอย่างเดียว หรือทำให้คนเสียคน เสียการเสียงาน เสียความเจริญของบ้านเมือง อันนี้ที่ติดอาวุธอย่างนี้ไม่ใช่แต่พวกเรารวมทั้งประเทศนี้ หลายล้านคนที่เป็นทาสของยาเสพติด หรือว่าติดภัยอย่างนี้ เหตุดังนั้นให้เราควรที่จะรำลึกนึกถึงอุดมคติที่ได้กล่าวมาว่า รักเคารพในหลวง คือในหลวง เป็นห่วงเป็นห่วงลูกหลานไม่ต้องการให้ลูกหลานของเราไปมอมเมาในสิ่งนี้ แม้แต่คนที่ติดสุรา ติดการพนัน ก็ยังทำลายทรัพย์สมบัติของตนเองให้พินาศฉิบหาย

จะเล่านิทานให้ฟังสักเรื่อง มีเศรษฐีคนหนึ่งมีเงินสมัยก่อนนั้นเป็น 80 ล้าน ถ้าใครมีเงินถึง 80 ล้านในสมัยก่อนถือว่าเป็นมหาเศรษฐี มหาเศรษฐีคนนั้นได้หม้อวิเศษจากเทวดา เศรษฐีคนนั้นเป็นคนมีศีล มีธรรม เทวดาเกิดความรักใคร่ เอาหม้อวิเศษมามองให้เศรษฐีคนนั้น เศรษฐีคนนั้น ก็เอาหม้อมา กราบไหว้ อธิษฐานเวลาต้องการทรัพย์สมบัติ ถ้าหากทรัพย์สมบัติมันขาดเขินแกก็จะไปอธิษฐานยกหม้อขึ้นอธิษฐาน ทรัพย์สมบัติก็จะไหลมาเทมา สิ่งที่ไม่เคยมีก็จะมี ไม่ใช่ว่าทรัพย์มันไหลมาเต็มหม้อ เมื่ออธิษฐานแล้วทรัพย์มา โดยที่แกมีการค้าขายติดต่อคนก็เอามาขายได้กำไรทวีคูณขึ้น เงินไหลนองทองไหลมา โดยที่อธิษฐานจากหม้อวิเศษนั้น

ครั้นต่อมาเศรษฐีคนนั้นมีลูกชายคนหนึ่ง ครั้นมีลูกชาย ลูกชายก็ไม่ได้หาทรัพย์สมบัติ อาศัยมหาสมบัติจากพ่อ พ่อเป็นคนมีศีลธรรม แต่ลูกเป็นคนเกเร เป็นคนเล่นการพนัน เป็นคนกินเหล้าเมาสุรา เอาทรัพย์เอาสมบัติจากพ่อไปเล่นการพนัน เล่นโบกเล่นไพ่ พนันทุกอย่าง เอาไปซื้อเหล้าแจกหมู่คณะแจกเพื่อนๆ ขนเอาทรัพย์ที่พ่อหามาได้นั่นแหละ ถ้าทรัพย์พร่องลงไป พ่อก็อธิษฐาน ทรัพย์ก็มา แต่ลูกไม่เห็นว่าทรัพย์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร คือลูกไม่ได้หาเอง มาด้วยบุญวาสนาของพ่อ ครั้นต่อมาพ่อเขาตายแล้ว ลูกก็มาครองสมบัติ

เมื่อมาครองสมบัติเห็นว่าพ่อมีหม้อวิเศษ ถ้าทรัพย์สมบัติเอาไปเล่นกินเหล้าเมาสุรา ทรัพย์สมบัติมันก็หมดไปๆ แต่อธิษฐานทรัพย์ก็จะไหลมา คือถือปฏิบัติเพียงว่าให้อธิษฐานหม้อวิเศษนั้น ทรัพย์ก็ไหลมา ต่อมาอีกแกไปเล่นการพนันหมดเงินหมดทอง ก็ชวนให้พรรคพวกมาเล่นในบ้าน ตั้งวงเล่นการพนันอยู่ที่บ้านลูกชายเศรษฐี พอกินเหล้าเมาแล้วก็พูดโอ้อวดว่าอย่ากลัวหมดเลย ฉันมีของดี มีหม้อวิเศษ ถ้าฉันหมดเงินหมดทองแล้ว ก็จะเอาหม้อที่พ่อของฉันมอบให้มาอธิษฐานแล้ง เงินทองก็จะไหลมาเทมา

พรรคพวกก็อยากเห็นหม้อวิเศษ ก็ให้ลูกเศรษฐีนำหม้อวิเศษมาให้ดู ทีแรกก็นั่งถือหม้อเมื่อกินเหล้าเมา พรรคพวกที่นั่งอยู่ข้างหลังก็มองไม่เห็นก็โยนหม้อวิเศษขึ้นสูงๆ ให้เพื่อนๆ เห็น โยนครั้งที่ 1 ก็รับได้ โยนครั้งที่ 2 ก็รับได้ โยนครั้งที่ 3 มันเมารับไม่ได้ หม้อวิเศษตกลงถูกพื้นแตก พอหม้อแตกไปอธิษฐานแล้ว เงินทองก็ไม่มาผลที่สุดแกก็ฝ่าฝืน ขืนกินเหล้า เมาสุรา เล่นการพนัน เอาทรัพย์สมบัติที่ยังเหลืออยู่นี้ เล่นจนหมด บ้านก็เอาไปจำนำ จำนำหมดแล้วไม่มีทรัพย์ ไม่มีสมบัติเป็นหนี้เขา

ผลที่สุดบ้านหลังนั้นเขาก็ยึด ลูกเศรษฐีก็ซัดเซพเนจร ไม่มีทรัพย์ ไม่มีสมบัติ เพื่อนๆ ก็แตกสลายออกไป คือไม่มาคบ หมดเงิน หมดทองแล้ว อันนี้เรียกว่า สุราพาเพ เรื่องนี้คือ สุราพาเพ ภาษาอีสานว่า เพ (มาล้าง มาทำลาย) ทำให้ทรัพย์สมบัติทั้งหลายพังทลาย ถ้าเป็นภาษาอิสาน เรียกว่า สุราพาเพ ก็คือ สุรานี้ทำให้ทรัพย์สมบัติมันแตกสลาย

จึงสรุปได้ว่าคนไม่มีศีลนั้น รักษาทรัพย์ไม่ได้ ขาดสัตย์ขาดศีล ขาดทรัพย์สิน ทรัพย์มันอยู่ได้ด้วยศีล ถ้าไม่มีศีลทรัพย์มันอยู่ไม่ได้ อยู่ได้ด้วยศีล ถ้าไม่มีศีล ทรัพย์มันอยู่ไม่ได้ อันนี้พวกเราทั้งหลายที่เป็นลูกหลาน เราห่วงบิดามารดา บิดามารดาของเรานั้นท่านหาทรัพย์มาให้เรา ให้สงสารบิดามารดาของเรา ท่านได้สนับสนุนสงเคราะห์พวกเราได้รับการศึกษาเล่าเรียนก็เพื่อว่าอยากจะให้หาวิชาความรู้ ถ้าใครมีวิชาความรู้สูงก็มีทรัพย์สูง เห็นไหม ใครมีวุฒิสูงๆ ก็มีเงินเดือนสูงมีรายได้สูง ถ้าใครมีวุฒิต่ำก็ได้เงินเดือนต่ำ

พ่อแม่ของเราบางคนนั้นก็เป็นชาวไร่ชาวนา หาเช้ากินค่ำ แล้วตรากตรำลำบาก คิดถึงบิดามารดาของเรา เราเป็นหนี้ เรายืมทรัพย์สมบัติจากพ่อจากแม่ของเรามา ศึกษาเล่าเรียนนี่ยืมนะ เรียกว่าเราเป็นลูกหนี้ เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่ เหตุดังนั้น ทำอย่างไร เราจึงจะตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ คือเป็นลูกที่กตัญญูกตเวที ต้องประพฤติตนให้เป็นคนดี ถ้าเราเป็นคนดี พ่อแม่ก็ดีใจ เป็นการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ที่เรายืมมานั้นพ่อแม่ไม่ได้ติดใจ พ่อแม่นั้นยินดีที่จะเสียสละเพื่อลูก หรือหามาเพื่อลูก ต้องการอยากให้ลูกเป็นคนดีของพ่อแม่ เป็นคนดีของสังคม เป็นคนดีของประเทศชาติบ้านเมือง

ท้ายที่สุด การบรรยายธรรมะมาวันนี้ ก็เห็นสมควรแก่เวลา ก็ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย คือ คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงมาปกปักรักษาอภิบาลให้พวกลูกหลานทั้งหลาย มีความสุขกาย สบายใจ ปราศจากทุกข์ โศก โรคภัย ให้ประสบพบแต่อายุ วรรณะ สุขะ พละ จงทุกประการ ดังได้แสดงมาพอสมควรแก่เวลา ก็สมมุติยุติลงแต่เพียงเท่านี้


:b8: จบกัณฑ์ที่ 1 ศีล

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 เม.ย. 2010, 14:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7315

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
พระเทพสังวรญาณ (หลวงตาพวง สุขินฺทริโย)


กัณฑ์ที่ 2 ความสามัคคี

นโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธธัสสะ (3 จบ)
พหุง เวห สะระณัง ยันติ ปัพพตานิ วนานิจ อารามรุกขเจต ยานิ มนุสสา ภยตชชิตา

ในภาษิตที่ได้ยกขึ้นในเบื้องต้นว่า พหุง เวห สะระณัง ยันติ คือที่พึ่งของมนุษย์นั้นมีหลายอย่างหลายประการ บางพวกถือเอาต้นไม้เป็นที่พึ่ง บางพวกถือเอาพระอาทิตย์ พระจันทร์เป็นที่พึ่ง บางพวกถือเอาห้วยเหวเป็นที่พึ่ง บางคนก็ถือเอาสิ่งต่างๆ มาเป็นที่พึ่ง แต่ว่าพึ่งที่กล่าวมานี้เป็นที่พึ่งไม่เกษม เป็นที่พึ่งอันไม่อุดม เป็นที่พึ่งอันไม่ประเสริฐไม่เลิศ

พระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่า เนตังโข สะระณัง เขมัง ถือเป็นสรณะ อันไม่เป็นมงคล สิ่งใดที่จะเป็นมงคล โยจะพุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ สระระนังคะโต หรือ สะระณังคะตา พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า นี้คือที่พึ่งอันเกษม ที่พึ่งอันประเสริฐ หรือที่พึ่งอันเป็นมงคล ถ้าผู้ใดได้มายึดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งแล้วอบายภูมิง คือพ้นจากอบาย ไม่ต้องไปตกนรก ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรต ไม่ต้องเป็นอสูรกาย ไม่ต้องเป็นสัตว์เดียรัจฉาน เกิดมาอย่างน้อยก็มาเป็นมนุษย์ เป็นเทวบุตร เทวดา เป็นอินทร์เป็นพรหม

ถ้าผู้มีสรณะที่พึ่งอันเกษมนี้ เหตุดังนั้นพวกเราที่นับถือพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาพึ่งได้อย่างไร พระพุทธศาสนาพึ่งได้ ซึ่งพระพุทธเจ้านั้น พระองค์มีพุทธานุภาพ มีสิ่งที่เราที่จะพึ่ง คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ เปรียบเสมือนหลักแก้ว เราจึงเรียกว่าพระรัตนตรัย พระรัตนตรัยแปลว่า แก้ว 3 ประการ แก้วทั้ง 3 ประการนี้ นานๆ จึงจะเกิดขึ้นในโลก มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ พุทธศตวรรษหนึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงจะบังเกิดขึ้น หลายร้อยหลายล้านปี หลายพันปีถึงจะอุบัติบังเกิดขึ้นในโลก

พระพุทธเจ้านั้น พระองค์มีคุณแก่เราอย่างไรนั้น พระพุทธเจ้านั้นมีคุณเป็นอันมาก พระคุณอันยิ่งใหญ่ที่มีในพระองค์นั้นก็คือ พระองค์มีพระปัญญาคุณ มีพระบริสุทธิคุณ มีพระมหากรุณาธิคุณ ส่วนพระปัญญาคุณนั้น หมายเอาปัญญาปรีชาคือความรู้ความฉลาดที่มีในพระองค์ เพราะพระองค์ได้สร้างสมอบรมบารมีมาถึง 4 อสงไขย แสนกำไลมหากัลป์ นับตั้งแต่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้ามา ทั้งนี้พระองค์ได้อุบัติตรัสรู้แล้วพระองค์จึงเป็นผู้รู้มีปัญญายิ่งกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนี้ จัดเป็นพระปัญญาคุณ

ส่วนพระบริสุทธิคุณนั้นก็หมายพระหฤทัยของพระองค์นั้นบริสุทธิ์ผุดผ่อง เนื่องจากพระองค์ได้ชำระอาสวะกิเลส มีความโลภ ความโกรธ ความหลงที่ดองอยู่ในจิตสันดานของพระองค์มาช้านาน พระองค์ได้ชำระอาสวกิเลสเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปถึงซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีใครที่จะบริสุทธิ์ยิ่งไปกว่านี้ จัดเป็นพระบริสุทธิคุณ

ส่วนพระมหากรุณาธิคุณนั้น ก็หมายพระหฤทัยของพระองค์นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตา กรุณาในหมู่สัตว์ แม้ว่าพระองค์จะได้อุบัติตรัสรู้ล่วงพ้นจากทุกข์เป็นส่วนพระองค์ก็ตาม แต่พระองค์ก็ยังมีความห่วงใยอาลัย ในเวไนยสัตว์ทั้งหลาย จึงได้วางประทานธรรมะคำสั่งสอนนี้ไว้ ให้แก่กุลบุตรที่เกิดมาสุดท้ายภายหลังได้นำไปประพฤติปฏิบัติ จัดเป็นพระมหากรุณาธิคุณ

ท่านผู้ดำรงไปด้วยพระคุณทั้งสามประการ ดังที่กล่าวมาโดยย่อนี้แหละ เรียกว่าพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้านั้นแม้ว่าพระองค์จะดับขันธ์ เข้าสู่ปรินิพพานไปแล้วก็ตาม แต่ว่าคุณงามความดี พระบารมีของพระองค์นั้นยังคงอยู่ เราเรียกว่าพุทธานุภาพ พุทธานุภาพหรือว่าพระบารมีที่แผ่ไพศาลไปแก่พสกนิกร หรือพุทธศาสนิกชนนั้น ถ้าเราไม่พิจารณาละเอียดถี่ถ้วน เราก็จะไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้านั้นมีคุณแก่ใครบ้าง

อันนี้จะยกตัวอย่างพอเป็นรูปธรรม คนที่เคารพนับถือในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยกตัวอย่างเช่นว่า ผู้ที่ประกอบอาชีพในการที่แสวงหาทรัพย์มาโดยน้ำพักน้ำแรง ด้วยความขยันหมั่นเพียรของตนนั้น อย่างผู้ที่จำหน่ายเครื่องสังฆภัณฑ์ นับตังแต่อิทธิมัย ไตรจีวร บริขาร เล็กๆ น้อยๆ จนตลอดถึงจำหน่ายพระพุทธรูปซึ่งเป็นพุทธปฏิมากรเป็นตัวแทนของพระบรมศาสดาของเรานั้น อันนี้เรียกว่าพระพุทธเจ้าแบ่งนาให้ แบ่งปันนาให้เขาเหล่านี้ได้ประกอบอาชีพจนเขามั่งมีศรีสุข มีทรัพย์สมบัติอันนี้ก็เพราะอานุภาพแห่งพระพุทธศาสนา ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าเขาเหล่านี้ก็คงจะไม่ได้ค้าขายหรือไม่ได้จำหน่ายสิ่งเหล่านี้ เขาก็คงเป็นคนทุกข์ คนจน ที่เขาร่ำรวยก็เพราะเขาได้ยึดอาชีพเหล่านี้ อันนี้แสดงว่าพระพุทธเจ้านั้น แบ่งปันอาชีพหรือแบ่งนานี้ให้เขา อันนี้กล่าวถึงสิ่งที่เป็นรูปธรรม

นอกจากนั้นผู้ที่เคารพนับถือพระพุทธศาสนาที่มีศีล มีธรรม อยู่ในตัวของเขาเองเป็นผู้บริสุทธิ์ คนที่อยู่ในศีลในธรรมไม่เดือดร้อน ถ้าคนขาดศีลขาดธรรมเดือดร้อน เหตุดังนั้นจึงได้แสดงหรือเทศนาอยู่บ่อยๆ ว่า “คนมีศีล เหมือนดินมีน้ำ” คนมีศีลนี่ปักกุ่ม ชุ่มเย็น บ้านเมืองไม่เดือดร้อน คนมีศีลธรรมจะอยู่ที่ไหนก็ตาม บ้านเมืองไม่เดือดร้อน มีแต่ประชาชนทั้งหลายไปกราบไปไหว้ ไปสักกระบูชาผู้มีศีล ผู้มีศีลแม้จะอยู่ที่กาลีสักปานใดก็ตาม อยู่ในดง ในป่า อยู่ในภู ในเขา ในถ้ำ ในเหว ก็ยังมีคนไปกราบไปไหว้ไปสักการะบูชา อันนี้แสดงว่าศีลนั้นเยือกเย็น แม้แต่เราเอามาปฏิบัติตามก็ไม่มีปัญหา คนมีศีลนั้นไม่มีปัญหา จะรักษาศีลห้าก็ตาม ศีลแปดก็ตาม ไม่มีปัญหาในชีวิตประจำวัน

คนที่ไม่มีปัญหาเขาเรียกว่าไม่เดือดร้อน เหมือนดินมีน้ำ ดินมีน้ำ ปักกุ่มชุ่มเย็น ถ้าฝนตกลงมา ดินถูกน้ำก็ชุ่มชื่น ต้นไม้ เครือเขา เถาวัลย์ เขียวชอุ่ม หญ้าลดาวัลย์ก็งอกงามขึ้นมา ข้าวกล้าในนาก็เขียว ชาวนาก็ได้ทำนา อันนี้แสดงถึงความเยือกเย็น ซึ่งเกิดจากน้ำ คนที่มีศีลก็เยือกเย็นเหมือนดินมีน้ำ ทรัพย์สมบัติที่ไม่เกิดก็เกิดขึ้น

เหตุนั้นท้ายของศีลท่านจึงว่า สีเล นะ สุขติง ยันติ บุคคลจะมีความสุขก็เพราะศีล สีเล นะ โภคสัมปทา บุคคลที่จะมีโภคสมบัติก็เพราะศีล แสดงว่า ศีลที่พระพุทธเจ้าประทานมานี้ เป็นธรรมะอันหนึ่งที่พึ่งได้ แต่คนขาดศีลเป็นอย่างไร คนขาดศีลนั้นเหมือนดินขาดน้ำเหี่ยวแห้งจนดินแตกระแหง ทำไร่ ทำนาก็ไม่ได้ ต้นไม้เหี่ยวแห้ง

เมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา หลวงตาเดินทางไปกรุงเทพฯ ถูกเขาก่อม็อบ ปิดถนนบริเวณมวกเหล็ก เลยกลับมาทางปากช่อง หลีกไปทางแม่น้ำป่าสัก ออกไปสระบุรี ดูแล้วป่าไม้ ภูเขา ไม่มีต้นไม้ ต้นไม้เหี่ยวแห้ง คนเอาไฟจุดป่า เผาป่าเตียนหมด โล่งหมด ไปเห็นแล้วก็สงสาร แม้แต่ภูเขาก็ยังเตียน โล่ง เห็นแต่ก้อนหิน ต้นไม้แดงฉานไปหมด แต่ก่อนนั้น เขาเรียกดงพญาไฟ มาตั้งชื่อใหม่ว่า ดงพญาเย็น แต่เดี๋ยวนี้มันก็ร้อนขึ้นอีกแล้ว เพราะคนสุมป่า จุดป่า เผาป่า ถากถางเป็นไร่ เป็นสวน เป็นบ้านเป็นช่องไปหมด ต้นไม้มันก็ร้อน ภูเขามันก็ร้อน ปลูกอะไรก็ไม่ได้ จึงเปรียบเทียบได้ว่า คนขาดศีล เหมือนดินขาดน้ำ ต้นไม้ภูเขา เหี่ยวแห้งแดงกรอบไปหมด

อันนี้จะเป็นชีวิตเดี่ยวก็ตาม ชีวิตคู่ก็ตาม ชีวิตหมู่ก็ตาม ชีวิตสังคมก็ตาม ถ้าขาดศีลแล้วอยู่ด้วยกันไม่ได้ เหตุนั้น เราจึงต้องมีความสามัคคี ต้องมีศีล ทุกคนถ้ามีศีลเราจะอยู่เย็นเป็นสุข หรือถ้ามีศีลก็จะมีความสามัคคี เหตุนั้น เราจึงสร้างความสามัคคีให้เกิดมีขึ้นในคณะหรือให้มีศีลเสมอกัน ถ้าเรามีศีลแล้วมันจะเยือกเย็นมีความสามัคคี ถ้าขาดความสามัคคีแล้วก็เรียกว่า เกิดตัวอุบาทว์ขึ้น “อุบาทว์ อุบัติ” อุบัติ อุบัติเหตุ เรียกว่า อุบาทว์ โบราณเรียกว่า อุบาทว์ สวด อุบาทว์ “แฮ้ง (แร้ง) ลงนา พญาขึ้นเฮือน”

อุบาทว์ แฮ้งลงนาเป็นอย่างไร ?

ถ้าแร้งลงนาที่ไม่มีหมูไม่มีหมาตาย ไม่มีวัวควายตาย บินลงไปเฉยๆ ลงไปเหยียบไร่นาของใคร ไร่นาของผู้นั้นอุบาทว์ พญาขึ้นเฮือน (เรือน) ต้องเสียเคราะห์ พญาอะไรบ้าง แม้กระทั่งพญาคันคาก (เขียดคันคาก) ขึ้นบ้านขึ้นเรือนมันไม่เคยขึ้นบ้านขึ้นเรือนผู้ใดได้ทำบุญ ได้เสียเคราะห์ จึงได้ว่า “แฮ้งลงนา พญาขึ้นเฮือน” เสียเคราะห์โบราณว่าซึ่งจะเล่านิทานให้ฟัง เล่านิทานเรื่องอุบาทว์

มีเมืองเมืองหนึ่ง มีพระราชามีศีล มีธรรม มีเมตตาแก่พสกนิกร ในวันหนึ่งพระราชานั่งคชสาร คือนั่งช้างพระที่นั่งไปทอดพระเนตรรอบพระนคร ว่าพสกนิกรอยู่เย็นเป็นสุขหรืออยู่อย่างไร พระราชาอยู่แต่ในวังไม่รู้ความสุขความทุกข์ของประชาชนราษฎร เลยให้นายควาญช้างแต่งช้างขี่ไป มีเสนาอำมาตย์ตามเสด็จไปตามถนนหนทาง

สมัยก่อไม่มีรถเหมือนสมัยปัจจุบัน อย่างน้อยก็มีม้า ช้าง ราชรถให้คนจูง เข็น หรือราชรถเทียมด้วยม้า พระองค์ได้ทรงช้าง มีเสนาอำมาตย์ตามอารักขา ทอดพระเนตรไปรอบพระนคร ไปเห็นคฤหาสน์หลังหนึ่งใหญ่โตรโหฐาน แต่ว่าถูกต้นไม้ปกคลุมไปหมด เจ้าของอยู่ไม่ได้ แตกสานซ่านเซ็น (แตกสานะโม) คู่ผัวตัวเมียทะเลาะวิวาทกันหัวร้างข้างแตกทิ้งบ้านทิ้งเรือน ทิ้งคฤหาสน์อันใหญ่โตหนีไป ต่อมาปีสองปีต้นไม้เลยแตกรกหุ้มไปหมดบ้านเลย เศร้าหมองเพราะขาดเจ้าของ

พระราชาเสด็จไปทอดพระเนตรเห็นบ้านหลังนั้นเลยถามว่า เป็นบ้านของใคร เสนาอำมาตย์ทูลว่า บ้านร้าง พระราชาเลยถามว่า บ้านหลังใหญ่โต ทำไมจึงร้าง จึงให้เสนาอำมาตย์ไปสอบถามบ้านใกล้เคียง ได้คำตอบว่า บ้านหลังนี้เกิดอุบาทว์ พระราชาเสด็จกลับพระราชวัง จึงสั่งเสนาอำมาตย์ หาตัวอุบาทว์มาให้ได้ภายใน 7 วัน ถ้าไม่ได้จะถูกลงโทษลงทัณฑ์ เสนาอำมาตย์ร้อนใจออกหาตัวอุบาทว์ ต่างก็แยกย้ายกันออกไปหาตัวอุบาทว์

เสนาอำมาตย์ผู้ใกล้ชิดคนหนึ่งใช้เวลาหาตัวอุบาทว์ล่วงเลยมาแล้ว 6 วัน ยังไม่ได้ตัวอุบาทว์ ก็คิดว่าตนเองอยู่ใกล้ชิดพระราชา ต้องถูกลงโทษคอขาดก่อนผู้อื่น ได้แต่คิดว่าทำอย่างไรจึงจะได้ตัวอุบาทว์ ถ้าไม่ได้จะหนีเอาตัวรอด จึงได้ไปไต่ถามตามบ้านเล็กบ้านน้อย ผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ตัวอุบาทว์ เสนาผู้นี้ก็เลยยอมเสียสละตำแหน่ง เพื่อเอาตัวรอดจะไม่กลับบ้านเรือนและราชวังอีก มุ่งหน้าเดินทางเข้าสู่ป่าลึกไปพบพระฤๅษี

พระฤๅษีเป็นฤๅษีที่ชอบกินหมากบ่อย เสนาได้เล่าเรื่องให้ฤๅษีฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ฤๅษีก็รู้ได้ทันทีว่า พระราชาเป็นผู้ไม่มีสติปัญญาไม่รู้ตัวอุบาทว์ ฤๅษีก็เลยสั่งให้เสนาไปตัดไม้ไผ่มาสามปล้อง ทะลุข้อปล้อง สองปล้องเหลือไว้ หนึ่งปล้องให้นำมาให้พระฤๅษีสองบั้ง (ท่อน) พระฤๅษีจึงสั่งให้เสนาไปอาบน้ำพักผ่อนให้สบายใจฤๅษีจะมอบตัวอุบาทว์ให้ในรุ่งเช้า

ฤๅษีเลยมานั่งพินิจพิจารณาหาอุบาย โดยนำหมากกินแล้วคายชานหมากลงในกระบอกไม้ไผ่ กระบอกละ 9-10 คำ แล้วปิดกระบอกด้วยใบไม้ให้แน่น รุ่งเช้าเสนาก็ดีอกดีใจที่ได้ตัวอุบาทว์ ฤๅษีให้สัญญาไว้ว่าห้ามไม่ให้เสนาเปิดกระบอกไม้ไผ่ ไม่เช่นนั้นตัวอุบาทว์จะออก แล้วมาขอใหม่พระฤๅษีจะไม่ให้อีก ต้องให้นำไปเปิดต่อหน้าพระราชาและเสนาอำมาตย์ทั้งหลายเพราะ ถ้าเปิดแล้วตัวอุบาทว์กระโดดออกมา จะได้ช่วยกันตะครุบเอาไว้ได้ ต้องเปิดท่ามกลางสันนิบาต เสนาก็สะพายกระบอกตัวอุบาทว์ไปด้วยความยินดี ไปกราบทูลพระราชาว่า ได้ตัวอุบาทว์แล้ว

พระราชาสั่งให้เสนาอำมาตย์ทั้งปวงเข้าเฝ้า เสนาทั้งหลายตกอกตกใจ กลังคอขาดเพราะตัวเองไม่ได้ตัวอุบาทว์ พระราชาจึงประกาศให้รู้ว่า เสนาผู้ใกล้ชิดได้ตัวอุบาทว์มาแล้ว จะเปิดกระบอกต่อหน้าทุกคน ถ้าตัวอุบาทว์วิ่งออกไปทางใดให้เสนาอำมาตย์ที่อยู่ทางนั้นตะครุบเอาไว้ให้ได้ พระราชาเป็นผู้เปิดแล้วส่องดูในกระบอก กระบอกทั้งลึก ทั้งมืด ส่องลงไปแล้วพระราชาก็บอกทุกคนว่าเหมือนอึ่ง (เพราะชานหมากสีแดงๆ เหมือนอึ่ง) ห้ามไม่ให้เท ให้ส่องดู เสนาทั้งหลายส่องดู บ้างก็บอกว่าเหมือนจิ้งจก กิ้งก่า ฯลฯ ต่างคนต่างบอกคนละอย่าง 10 คน ก็ 10 อย่าง ไม่เหมือนกัน

เสนาอำมาตย์หนุ่มๆ ก็บอกว่า เสนาอำมาตย์แก่ๆ ทั้งหลาย ตาไม่ดี เสนาอำมาตย์แก่ก็บอกว่า เกิดเมื่อวันวานยังมาเถียง เสนาอำมาตย์ก็เลยต่างคนต่างถกเถียงกันขึ้น ไม่ตกลงกันชุลมุนวุ่นวาย ถึงขั้นจะชกต่อยตีกัน คนหนุ่มว่าให้คนแก่ คนแก่ว่าให้คนหนุ่ม ต่างทุ่มเถียงกันไปมา พระราชาเลยห้ามให้หยุดทะเลาะกัน แล้วบอกว่าถ้าฝ่าฝืนเอาตัวอุบาทว์ไว้ในพระราชวัง พระราชวังคงจะแตกแน่ๆ เพียงแค่เอามาดูแค่นี้ก็ยังเกิดการแตกแยกตีกันแล้ว มิน่าเล่าบ้านหลังนั้น จึงร้างเพราะอุบาทว์เข้าสิง พระราชาเลยให้เสนานำไปส่งคืนพระฤๅษี

นี่แสดงว่าความแตกสามัคคีกัน ทำให้อาฆาต บาดหมางกัน ไม่ตกลงไม่เชื่อฟังกัน เราต้องฝังตัวอุบาทว์ อย่าให้ตัวอุบาทว์มาใกล้ เอาตัวอุบาทว์มาฝังมาเผาเสียให้มันหายอุบาทว์ ไม่ให้มีผีอุบาทว์

วันนี้ได้แสดงธรรมเกี่ยวกับตัวอุบาทว์ ที่แสดงให้เห็นถึงความสามัคคี ถ้าเรามีความสามัคคีกัน อยู่ที่ใดก็มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง มีชื่อเสียง สามัคคีกันดีกว่าแตกร้าวกัน การชี้แจงแสดงธรรมวันนี้ก็เห็นสมควรแก่เวลา ท้ายที่สุดนี้ ก็ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองป้องกันให้พวกท่านทั้งหลายมีความสุขกายสบายใจ ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย ประสบพบแก่ อายุ วรรณะ สุขะ พละ จงทุกประการดังได้รับประทานในทัศนามาพอสมควรแก่กาลเวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้


:b8: จบกัณฑ์ที่ 2 ความสามัคคี

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 เม.ย. 2010, 14:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7315

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
พระเทพสังวรญาณ (หลวงตาพวง สุขินฺทริโย)


กัณฑ์ที่ 3 ความตาย

นโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธธัสสะ (3 จบ)
สัพเพสัตตา มรัญติจะ มะริงสุจะ มะริสสะเร ตะเถวาหัง มริสสามิ นัตถิเม เอตถะ สังสะโย

ในภาษิตที่ได้ยกขึ้นกล่าวในเบื้องต้นว่า สัพเพ สัตตา มรัญติจะ มะริงสุจะ มะริสสะเร ตะเถวาหัง มริสสามิ นัตถิเม เอตถะ สังสะโย มีเนื้อใจความของภาษิตนี้ ก็แปลว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่มีในโลกนี้จะมีความตายนี้มาครอบงำ และความตายนี้ไม่มีจุดหมายปลายทาง ไม่มีสิ่งที่จะต้านทานความตายนี้ได้ ที่ตายมาแล้วก็ดี ที่ตายอยู่ในบัดนี้ก็ดี ที่จะตายในวันข้างหน้าก็ดี นัตถิเม เอตถะ สังสะโย ความสงสัยในเรื่องความตายนั้น ย่อมไม่มีแก่พวกเราท่านทั้งหลายแล้ว แสดงว่า ความตายนี้มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่มีแผ่นดินนี้มาก็สัตว์ เมื่อมีสัตว์เกิดมาในแผ่นดินนี้ก็มีมาเรื่อยๆ

เหตุนั้นพระพุทธเจ้าจึงแสดงธรรมเป็นสัจธรรมไว้ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดก็คือความตั้งขึ้นแก่ คือ ความแปรปรวน เจ็บนี่คือความทุกขเวทนา ซึ่งเกิดขึ้นจากแก่ เมื่อเจ็บหนักเข้าก็ทนไม่ไหว ก็ปลงคือว่า ตาย อันนี้ เกิด แก่ เจ็บ ตายนี้เป็นสัจธรรม ไม่มีใครที่จะหลีกเลี่ยงไปได้ เหตุดังนั้น ความตายนี้ ถึงแม้จะมีแก่ตนและบุคคลอื่นก็ตาม ให้พวกเราทั้งหลายนั้นปลง ปลงให้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ปลงให้เป็นอนิจจังนั้น คือความไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงเราจะเห็นได้ในสังขารที่ไม่มีใครครอง อย่างต้นไม้ บ้านเรือน เมื่อเราสร้างขึ้นใหม่ๆ มันก็สวยงาม นานๆ เข้าความแปรปรวนอันนั้น ก็ชำรุดทรุดพังหรือไปตามกาลเวลา ผลที่สุดก็สลักหักพังลงมา อันนี้เรียกว่า ไม่เที่ยง ต้นไม้ก็เหมือนกัน ต้นไม้ทีแรกมันก็เจริญขึ้น เจริญขึ้น เมื่อใหญ่โตเต็มที่แล้วก็สลักหักพังลงมาหรือตาย เป็นสิ่งแสดงให้เราเห็นเรียกว่า อนิจจัง คือความไม่เที่ยง

ถ้ามาดูใกล้ๆ ตัวของเรา แต่ก่อนเราเป็นเด็ก เปลี่ยนจากเด็กมาเป็นหนุ่ม เป็นสาว เปลี่ยนจากหนุ่มสาวมาเป็นกลางคน จากกลางคนนั้นก็มาเป็นคนเฒ่า คนแก่ คนชรา ดูหน้าตาเนื้อหนังมังสังตลอดถึงเกศา อยู่บนศีรษะก็คนดกดำ ก็หงอกโพลน เนื้อหนังมังสังก็เหี่ยวแห้ง แก้มก็ตอบ ฟันหลุด อันนี้แสดงถึงอนิจจัง ความไม่เที่ยง มันแก่ ความแก่นี้เรียกว่า ความไม่เที่ยง เมื่อเราพิจารณาความแก่แล้วเราก็ปลงสังขารของตัวเองว่า เราเกิดมาตกอยู่ในสามัญลักษณะที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันหมด ไม่ว่าใครๆ จะต้องแก่อย่างนี้ ไม่ล่วงพันความแก่ไปได้ พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้

ทีนี้ถ้าเราพิจารณาความแก่แล้วจะพิจารณาความเจ็บต่อไป เมื่อแก่แล้วมันจะต้องเจ็บ โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ แก่งอม บางทีก็โอดโอย สังขารเคยไปไหนมาไหนคล่องแคล่ว อย่างแข้งขาแต่ก่อนไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่เมื่อแก่มาแล้วก็บ่นว่าเจ็บแข้งเจ็บขา เจ็บหลัง เจ็บเอว เจ็บหู เจ็บตา เจ็บที่นั่น เจ็บที่นี่ บ่นหาหยูกหายามาเยียวยาไว้ นี่ความเจ็บมันห้ำหั่นมันบีบคั้นสังขาร ร่างกายของเราเข้าทุกๆ วัน อันนี้เรียกว่าความทุกข์ เมื่อไม่เที่ยงแล้วเป็นทุกข์ บางทีก็ไม่อยากข้าว ไม่อยากน้ำ บางคนกินข้าวแล้วก็บอกบ่นว่าไม่ได้กิน บางคนก็บอกว่าหิว บางคนก็ไม่อยากเสียเลยนี้ เพราะสังขารร่างกายของเรานั้น มันแปรปรวนธาตุขันธ์ ไม่เหมือนแต่เป็นหนุ่มเป็นสาว ขณะที่เป็นหนุ่มเป็นสาว ร่างกายของเรามันเจริญ เหมือนต้นไม้ ต้นหนุ่มๆ หรือว่าเกิดขึ้นใหม่ๆ นั้น เอาปุ๋ยเอาน้ำรดมันยิ่งงามขึ้น แต่เมื่อแก่เฒ่าชราแล้ว จะเอาปุ๋ยเอาน้ำ ไปใส่สักเท่าไหร่ก็ตาม มันก็ไม่งอก ไม่งาม คือมันไม่ดูดปุ๋ย ไม่กินปุ๋ย มันพอแล้ว นี่สังขารร่างกายของพวกเราก็เหมือนกัน มันพอถ้าแก่มาเต็มที่แล้ว มันพอ มันกินอิ่มแล้ว

นี่มันก็เป็นทุกข์เมื่อเจ็บเข้าหนักๆ ก็ปลง คือ ปลงเป็นอนัตตา คือร่างกายของเรานี้ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า เรายืมมาใช้ชั่วคราว เดี๋ยวเขาก็มาทวงเอากลับคืน ตาของเราแต่ก่อนนั้น เคยมองเห็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ไกลๆ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ สิ่งที่ละเอียดก็มองเห็น แต่เมื่อแก่ชรามาแล้ว ตาฝ้าฟาง มองไม่เห็นอ่านหนังสือไม่ได้ คือ มันทวงเอากลับคืนไป เนื้อหนังมังสังก็ทวงเอาคืนไป กำลังวังชาก็ทวงเอาคืนกลับไป

ผลที่สุดก็ต้องทวงมอบให้มันทั้งร่างกายนี้ คือ ตาย นี่ความตายเป็นอนัตตาคือ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนของเรา เราบอกไม่ฟัง ไม่ให้มันเกิดมันก็เกิด ไม่ให้มันแก่มันก็แก่ ไม่ให้มันเจ็บมันก็เจ็บ ไม่ให้มันตายมันก็ตาย ท่านเรียกว่าอนัตตา คือ ของไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน เราบอกไม่ฟังไม่อยู่ใต้อำนาจบังคับบัญชาของบุคคลผู้ใด อันนี้แสดงถึงสามัญลักษณะที่มีแก่สังขาร หรือแก่สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมา คนเราเกิดมานั้นนอกจากสังขารหรือร่างกายแล้ว มีอีกอย่างหนึ่ง คือจิตใจของเรานั้นยังมีห่วง ยังมีบ่วงยังมีห่วงอยู่ 3 ห่วง

ห่วง 3 ห่วงนั้นคืออะไร ?

ห่วงบุตร ห่วงภรรยา สามี ห่วงทรัพย์ ห่วงสมบัติ โบราณอีสานของเราจึงพูดกันว่า "ความฮักลูกคือฝ้ายผูกคอ ความฮักผัว ฮักเมีย คือปอผูกศอก ความฮักข้าวของเงินทองคือปลอกสุบตีน" อันนี้เป็นคำภาษาอีสานความรู้ลูกเหมือนเฮือกผูกคอ จะไปไหนมาไหนก็เหมือนว่าเชือกผูกคอมันแขวนคออยู่อย่างนั้น มันคิด ห่วงลูก พ่อ แม่คิดถึงลูก ห่วงลูก เหมือนด้ายผูกคอไว้ ไปไหนก็ต้องกลับมา เห็นไหม วัว ควาย พอเชือกผูกคอมันไว้ผู้ใส่หลักเอาไว้ มันจะไปสุดเชือกแล้วก็กลับมาจนเวียนอยู่ในบริเวณนั้นแหละ อันนี้แหละเชือกผูกคอ ปอผูกศอกนี้ก็คือ คู่หัวผัวเมีย

บางคนนั้น จิตใจยังไม่มีศรัทธา จิตใจไม่ตรงกัน บางคนผัวนั้นมีศรัทธา อยากจะบริจาคทาน แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมก็บริจาคไม่ได้ คือฝ่ายสามีไม่พร้อมก็บริจาคไม่ได้ หรือฝ่ายภรรยาไม่พร้อมก็บริจาคไม่ได้ อันนี้แหละท่านจึงว่าความผูกพันระหว่างคู่ผัวเมียนั้น มันมีความห่วงความหวงซึ่งกันและกัน จะไปไหนมาไหนก็ห่วง ห่วงผัว ห่วงเมียนี้ ความห่วงนี้ เราตัดไม่ได้ ถ้ายังเป็นปุถุชนคนมืดมนอนธการอยู่ ก็ยังตัดไม่ได้ ตัดคู่ผัวตัวเมียนั้นยาก อันนี้ท่านจึงเรียกว่า “เชือกผูกคอ ปอผูกศอก” คือผูกรัดศอกเอาไว้ มัดศอกเอาไว้

ความห่วงที่ 3 นั้นก็คือ ความห่วงทรัพย์ ห่วงสมบัติ ห่วงทรัพย์ ห่วงสมบัตินั้น ที่ทุกวันนี้ที่เราแสวงหาทรัพย์สมบัตินั้น ก็เพื่อปากเพื่อท้อง เพื่อครอบเพื่อครัว เพื่อลูกหลาน หรือเพื่ออนาคต จึงต้องแสวงหาทรัพย์ แสวงหาสมบัติ ครั้นมีทรัพย์มีสมบัติแล้วเราไปไหนมาไหนก็ห่วงมัน มันห่วงไม่อยากจากทรัพย์สมบัติไป จะเห็นได้อย่างผู้ที่มาบวชเป็นพระเป็นเณร เสียสละเวลามาบวช ลามาบวชทำงานราชการ ลาบวชเพียง 7 วัน 15 วัน แล้วก็ห่วงงาน ห่วงเงิน ห่วงการ ห่วงงาน ห่วงเงิน เงินก็คือทรัพย์ บวชก็ไม่ได้นาน เพราะห่วงอันนี้มันเป็นธรรมดาของจิตใจปุถุชนของเรายังสะสมทรัพย์ สะสมสมบัติ ยังแสวงหาทรัพย์สมบัติ ก็ยังห่วงทรัพย์สมบัติ เมื่อมีทรัพย์สมบัติแล้วก็ต้องห่วง

ความห่วงอันนี้จึงเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายข้องอยู่ในวัฏสงสาร คือ เวียนว่ายตายเกิด จะต้องทนทุกขเวทนา หรือว่าต้องแสวงหาอยู่อย่างนี้ ต้องติดอยู่กับโลกอย่างนี้ ถ้าจิตใจของเราไม่ตัดห่วงทั้ง 3 นี้ไปได้ ก็เรียกว่า วัฏฏวน คือ วนไป วนมา วนเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่อย่างนี้ อันนี้จะยกตัวอย่างคือ ยกนิทานเรื่องหนึ่งมาชี้แจงแสดงให้ญาติโยมฟังว่า ความห่วงลูก ห่วงผัวนั้นมีมากน้อยแค่ไหน

มีเศรษฐีคนหนึ่งอยู่ในเมืองสาวัตถี เศรษฐีคนนั้นมีลูกชายคนหนึ่ง และก็มีลูกสาวคนหนึ่ง ลูกสาวนั้นแกก็ห่วงมากเป็นพิเศษ ไม่ต้องการอยากจะให้ลำบากตรากตรำ เพราะคิดว่าทรัพย์สมบัติก็มีมากแล้ว จึงได้เป็นเศรษฐีถึงแม้ทรัพย์สมบัติมาก แต่ก็ไม่ห่วงเหมือนลูก ลูกสาวนี้เศรษฐีห่วงมากกลัวว่าเขาจะมาหลอก มาลวง มาต้ม มาตุ๋น มาฉุดลูกสาวไป ก็ให้ลูกสาวนั้นอยู่แต่ในคฤหาสน์ อยู่ในปราสาท ไม่ให้ไปไหนมาไหน เพื่อนบ้านร้านตลาดเขาไปเที่ยวเตร่เร่ร่อน หรือไปชมอันนั้น ชมอันนี้ แต่ว่าเศรษฐีคนนี้ห่วงลูกสาวมากไม่ให้ออกจากบ้าน ไม่ให้ไปเที่ยวเตร่เร่ร่อนเหมือนคนอื่น

ครั้นต่อมาในบ้านเศรษฐีนั้นมีชายคนหนึ่ง เป็นชายหนุ่ม รูปหล่อ รูปสวยแต่ว่าเขาเป็นคนฐานะต่ำหรือวรรณะต่ำมาคอยรับใช้อยู่ในบ้านของเศรษฐี เศรษฐีก็ไว้เนื้อเชื่อใจในหนุ่มคนนั้น ก็ใช้เข้านอกออกใน วันหนึ่งเศรษฐีผู้เป็นพ่อเป็นแม่ไม่อยู่ ลูกสาวเห็นชายหนุ่มนั้นก็เกิดความสมัครรักใคร่ ก็มาพูดคุยกันตามภาษาของหนุ่มสาว เกิดความสมัครรักใคร่กัน ผลที่สุดลูกสาวของเศรษฐีก็ชวนอ้ายหนุ่มให้ออกจากบ้านของเศรษฐีนั้นไป คือยอมเป็นคู่หัวผัวเมียกัน โดยที่พ่อแม่ไม่ทราบ ครั้นชวนกันตกลงแล้วก็ออกจากบ้านนั้นไปสู่บ้านของชายหนุ่ม โดยที่ลักลอบไป ไม่ให้พ่อแม่เห็น หรือพ่อแม่ไม่ทราบ

ครั้นติดตามกันไปแล้ว ก็ไปถึงบ้านชายหนุ่ม ครั้นไปถึงบ้านชายหนุ่มนั้น ชายหนุ่มนั้นเป็นคนทุกข์ คนจนมีฐานะต่ำ หาเช้ากินค่ำ หารับใช้ ใช้แรงงานเรียกว่าขายแรงงาน ไปหาทำงานรับจ้างได้ทรัพย์สมบัติมาก็เอามาซื้อข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงผู้เป็นภรรยา ส่วนเศรษฐีผู้เป็นพ่อ เป็นแม่ ท่านกลับมาถึงบ้านก็ไม่เห็นลูกสาว ไม่ทราบว่าจะติดตามไปหาที่ไหน สอบถามบ้านใกล้เรือนเคียงก็ไม่รู้ไม่ทราบ มีแต่ความเศร้าโศกโศกาอาดูร คิดถึงลูกสุดแสนทุกข์ระทมเข้าครอบงำเศรษฐีผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ถึงอย่างไรก็ตาม ความรักของคนเรานั้นไม่มีพรมแดน ไม่มีชั้นวรรณะ ความรักมันข้ามน้ำ ข้ามทะเล ข้ามฟ้า ข้ามอากาศ ข้ามชาติ ข้ามภพ อันนี้ความรักจะทุกข์ยากลำบากอะไรก็ตาม ถ้าความรักครอบงำแล้วก็ทำให้มืดมนอนธการไม่ทราบว่าจะตกทุกข์ลำบากอย่างไรก็ตาม ก็พอใจจะอยู่กับชายหนุ่มที่เป็นคนจัณฑาลนั้น

ครั้นอยู่ต่อมาก็ตั้งครรภ์ได้ 9 เดือน ก็อ้อนวอนผู้เป็นสามีให้กลับมาสู่บ้านของพ่อแม่ ส่วนสามีนั้นก็คิดว่าถ้าเราไปสู่บ้านพ่อบ้านแม่ของนาง พ่อแม่ของนางนั้นก็จะลงโทษ หรือจะทำร้ายเรา ก็ไม่กล้า ไม่กล้าที่จะพาไป จึงผลัดวันนั้น วันนี้ นางก็ท้องแก่ขึ้นทุกๆ วัน วันหนึ่งผู้เป็นสามีไปทำงานรับจ้าง ภรรยาก็คิดว่าวันนี้เป็นโอกาสดี เราต้องหนีกลับไปคลอดลูกที่บ้านพ่อบ้านแม่ของตนเอง ก็สั่งเสียกับบ้านใกล้เคียงว่า ถ้าหากสามีของฉันกลับมาก็ขอให้บอกสามีของฉันด้วยว่า ฉันกลับไปคลอดลูกที่บ้านของพ่อแม่

ครั้นแล้วก็เดินทางออกจากหมู่บ้านนั้นไป ไปถึงระหว่างกลางทาง ด้วยกำลังที่ครรภ์แก่ผลที่สุดก็อดกลั้นไม่ได้ ก็คลอดลูก ส่วนผู้เป็นสามีนั้นกลับจากทำงานก็ถามหาภรรยา ได้ข่าวจากบ้านใกล้เคียงก็บอกว่า เขากลับไปคลอดลูกที่บ้าน ก็วิ่งตามไป ไปทันกลางทางพอดีนางก็คลอดลูกเป็นชาย คลอดลูกเสร็จแล้วผู้เป็นสามีก็บอกว่า เราก็คลอดลูกแล้วจะไปคลอดลูกที่บ้านพ่อแม่นั้นก็หมดภาระไปแล้ว ไม่สมควรที่จะเดินทางต่อไป ผลที่สุดสามีอ้อนวอนให้กลับมา อยู่ต่อมาหลายปี สัก 2-3 ปีมา ก็ตั้งครรภ์ขึ้นอีก

ครั้นตั้งครรภ์ขึ้นอีกนางก็อ้อนวอนผู้เป็นสามีให้กลับไปคลอดลูกที่บ้านพ่อแม่ ผู้เป็นสามีนี้ก็ผัดวันประกันพรุ่ง คือผลัดวันนั้น วันนี้เหมือนเดิม เพราะถ้ากลับไปก็กลัวพ่อแม่จะดุด่า ว่ากล่าวหรือลงโทษตน พ่อแม่อาจขับไล่ไสส่ง เพราะตนเป็นคนฐานะต่ำ ครั้นแล้วครรภ์ของนางก็แก่เข้าทุกวันๆ ผู้เป็นสามีนั้นก็ทนการอ้อนวอนไม่ได้ ผลที่สุดก็ต้องพาภรรยาเดินทางกลับไปสู่กรุงสาวัตถี บ้านของเศรษฐี

ครั้นเดินทางไปถึงระหว่างทางก็เกิดพายุ ลมฝนตกลงมาอย่างแรง ทั้งสองผัวเมียและลูกคนหนึ่งนี้ ก็หาที่หลบ ก็ไปหลบฝนอยู่ในกลางป่า หาที่หลบฝนอาศัยต้นไม้ใหญ่ เป็นที่กำลังหลบฝนคือรอโอกาสจะให้ฝนมันสร่าง ฝนมันหายตกเสียก่อนถึงจะเดินทางต่อไป ฝนก็ตกไม่หยุด ตกอย่างหนักเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะลดละจนน้ำไหลนองน้ำไหลลงตามห้วย ตามคลอง ครั้นแล้วก็เวลาตะวันตกอัสดงคต ค่ำลงมาทุกทีๆ ในขณะนั้นลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ในอุทรของนางก็ป่วนปั่นขึ้นโดยกะทันหัน จึงคลอดบุตรคนที่ 2 ออกมาเป็นชาย

เมื่อภรรยาคลอดบุตรออกมาเรียบร้อยแล้ว ผู้เป็นสามีก็หาทางช่วยเหลือเพื่อจะให้ภรรยาและลูกๆ ได้รับความอบอุ่น เนื่องจากสายฝนตกลงมาทำให้หนาวเหน็บ จึงบอกภรรยาว่าตนจะเข้าไปหาไม้แห้ง มาก่อไฟ ครั้นว่าแล้วก็เดินเข้าไปในป่าหาไม้แห้ง ก็พอดีไปพบไม้แห้งอยู่ในจอมปลวกแห่งหนึ่งก็เลยฉุดลากไม้แห้งซึ่งอยู่ในจอมปลวกแห่งนั้นมีงูเห่าอสรพิษออกมาฉกกัดขา ด้วยพิษของอสรพิษก็เลยล้มลงสิ้นใจตายอยู่ข้างจอมปลวก ฝ่ายภรรยาและลูกรอคอยทั้งลูกผู้ใหญ่ก็ร้องไห้เพราะความหนาวเหน็บ รอเท่าไหร่ๆ ไม่เห็นสามีกลับมา นางก็ร้องไห้รำพันบ่นเพ้อละเมอไปต่างๆ นานา นางก็อดทนแสนทุกข์ทรมาน จึงหมอบเอาโครงกาย บดบังเอาลูกทั้ง 2 กอดสวมไว้กลางอก จนตลอดคืน

จนรุ่งสว่างผิวเนื้อของนางซูบซีดเพราะเสียเลือดและอดนอนทั้งคืน กลังทั้งภัยอื่นๆ เป็นต้นว่า สัตว์สาลาสิงห์เพราะอยู่กลางดงกลางป่า พอสว่างนางก็อุ้มลูกคนเล็กจูงลูกคนโตติดตามหาสามี เข้าสู่ป่าตามทางที่สามีไปหาฟืน ก็ไปพบล้มตายอยู่ที่จอมปลวก นางก็ร้องไห้ระทมตรมใจ แต่นางก็ไม่มีปัญญาที่จะนำศพสามีของตนไปได้ จึงปล่อยให้ล้มตายอยู่ที่นั่น เพราะนางขาดที่พึ่งจึงรำลึกนึกถึงพ่อแม่ของตนที่เมืองสาวัตถี แล้วก็อุ้มลูกคนเล็ก จูงลูกคนโตออกจากป่า ทั้งร้องไห้เดินมาตามทางบ่ายหน้ามาสู่บ้านของพ่อแม่

พอมาถึงแม่น้ำอจิระวะดี จึงมองเห็นเมืองสาวัตถีอยู่อีกฟากฝั่งแม่น้ำข้างหนึ่ง เนื่องจากฝนตกหนักในคืนที่ผ่านมาน้ำไหลหลากมาจากทางเหนือ จึงทำให้แม่น้ำอจิระวะดีมีน้ำมาก แต่พอที่จะเดินข้ามไปได้ แต่น้ำก็ไหลเชี่ยวถ้านางนำลูกทั้ง 2 คนไปพร้อมกันก็ไม่มีกำลังพอนางจึงบอกคนโตให้ยืนรออยู่ฝั่งนี้ก่อน แม่จะนำน้องไปไว้ฝั่งโน้นก่อนแล้งจึงจะกลับมารับลูกอีกครั้ง แล้วนางก็นำลูกน้อยที่คลอดใหม่ลุยน้ำข้ามไปฝั่งโน้น หักเอาใบไม้มาปูรองเอาผ้าปูทับใบไม้ เอาลูกน้อยแดงๆ นอนไว้ที่ผ้าปูไว้เสร็จแล้ว นางก็กลับมาเอาลูกคนโต

พอมาถึงระหว่างกลางแม่น้ำ มีเหยี่ยวยักษ์ตัวหนึ่ง บินมาในท้องฟ้ามองลงมาเห็นเด็กแดงๆ เข้าใจว่าเป็นก้อนเนื้อ บินลงมาโฉบเฉี่ยวเอาเด็กแดง ๆนั้น บินขึ้นไปบนอากาศ นางมองเห็นเหยี่ยวโฉบเฉี่ยวเอาลูกของนางไป นางก็ร้องทั้งตบมือไล่เหยี่ยว ฝ่ายลูกคนโตที่รออยู่อีกฝั่งหนึ่งเข้าใจว่าแม่ร้องเรียกก็วิ่งลงไปสู่น้ำ น้ำไหลเชี่ยวก็พัดเอาลูกคนโตไป ไหลไปตามกระแสน้ำ จึงติดตามไม่ทัน

ผลที่สุดนางก็ขึ้นจากน้ำไปสู่ฝั่งร้องไห้เกลือกกลิ้ง รำพันไปต่างๆ ว่า มีผัวผัวก็ตาย มีลูกลูกก็ตาย เราจะไปพึ่งใครที่ไหนหนอ จึงคิดเห็นแต่พ่อแม่และพี่เท่านั้น จึงได้เดินทางต่อไป

ในขณะที่เดินทางก็มีชายคนหนึ่งเดินสวนทางมา เห็นหญิงนั้นร้องไห้ก็ถามว่าเธอร้องไห้เพราะเหตุไร นางจึงเล่าเรื่องของตนให้ชายคนนั้นฟัง เขารู้เรื่องตลอดแล้ว นางก็ถามชายนั้นต่อไปว่า ฉันเกิดอยู่เมืองสาวัตถีเป็นลูกของเศรษฐี ท่านเศรษฐีและแม่ยังสบายดีหรือ บุรุษนั้นก็เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า เมื่อวานนี้มีพายุฝนตกกระหน่ำลงมาอย่างแรง พายุพัดเอาคฤหาสน์ของเศรษฐีพังทับเศรษฐีทั้งภรรยาและลูกชายตายหมด ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังขุดค้นหาศพอยู่

พอนางได้ทราบเรื่องนี้นางก็เป็นลมล้มลง กลิ้งเกลือกไปมาจนเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ไม่มีสติ พอนางลุกขึ้นได้ก็เดินซัดเซไปไม่มีจุดหมายปลายทาง เพราะความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้ง ไม่มีอะไรที่จะต้านทานไว้ได้ ในวันนั้น พระบรมศาสดาทรงประทับที่วัดเชตวันมหาวิหาร กำลังแสดงธรรมเทศนาแก่พุทธบริษัทจำนวนมาก นางก็เดินเข้าไปภายในวัด โดยไม่มีเสื้อผ้า พุทธบริษัทได้มองเห็นหญิงบ้าเข้าไปสู่สถานที่ไม่บังควรจึงได้ให้คนไปห้ามไม่ให้เข้าไปใกล้บริเวณนั้น แต่พระบรมศาสดาจารย์ได้พิจารณาแล้วว่า นางนี้มีอุปนิสัยสามารถที่จะได้บรรลุธรรมาภิสมัย จึงอนุญาตให้นำผ้าไปให้นางนุ่งห่มปิดกายด้วยดี แล้วนำเข้าไปนั่งฟังพุทธองค์ทรงนำธรรมมาชี้แจงแสดงแก่นางเล่าเรื่องอดีตชาติว่า นางนี้ประสบเหตุการณ์อย่างนี้มาไม่รู้ว่ากี่ภพชาติมาแล้ว น้ำตาของนางไหลนองมากกว่าน้ำในแม่น้ำอจิระวะดี

พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่พุทธบริษัทและนาง โดยยกความรักความเศร้าโศกของคนและสัตว์ โดยยกเป็นบาลีว่า ปิยาโต ชายะเตโสโก ปิยะโต ชายะเตภยัง ดังนี้ ซึ่งมีใจความว่าความรักมีที่ไหน ความเศร้าโศกโศกาอาดูรมีที่นั่น ความรักความผูกพันมากเท่าไร ความทุกข์ความระทมขมขื่นก็มีมากเท่านั้น นางได้ฟังธรรมเทศนาพิจารณาตามทำใจปลงลงสู่วิปัสสนาญาณ จึงได้บรรลุธรรมภิสมัย

สำเร็จพระโสดาปฏิผลเป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ครั้นต่อมา พระพุทธองค์ทรงมีพระมหากรุณาโปรดเมตตาให้อุปสมบทเป็นนางภิกษุณี มีนามตามพระบัญญัติว่า นางปาฏาจราเถรีภิกษุณี นางได้ปฏิบัติธรรมกรรมฐานไม่ช้านานเท่าไรก็ได้บรรลุพระอรหันตผล

ในการที่อาตมาภาพนำอดีตนิทานมาชี้แจงแสดงเป็นอุทาหรณ์สอนใจแก่พุทธบริษัท ในเรื่องความห่วง ความหวง เป็นบ่วงถ่วงจิตใจให้ชอกช้ำทรมานทรกรรมสัตว์อย่างมาก


:b8: จบกัณฑ์ที่ 3 ความตาย


>>>> จบบริบูรณ์ >>>>


คัดลอกมาจาก ::
http://www.geocities.com/sukhintariyo/
ขอกราบขอบพระคุณที่มาของรูปภาพทุกแหล่ง

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 เม.ย. 2010, 21:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2008, 09:18
โพสต์: 635

อายุ: 0
ที่อยู่: กองทุกข์

 ข้อมูลส่วนตัว www


ขอบคุณจ้ะ smiley

.....................................................
"ผู้ที่ฝึกจิต ย่อมนำความสุขมาให้"
คิดเท่าไหรก็ไม่รู้ หยุดคิดจึงจะรู้

http://www.luangta.com
รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2011, 04:38 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 590


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบพระคุณและอนุโมทนาสาธุในธรรมทานค่ะ :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2015, 08:36 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1886


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
:b8:
:b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 22 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร