| ลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/ |
|
| สมาธิภาวนา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66989 |
หน้า 1 จากทั้งหมด 1 |
| เจ้าของ: | รสมน [ 19 ต.ค. 2026, 05:24 ] |
| หัวข้อกระทู้: | สมาธิภาวนา |
การพิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ "...ขอให้ทนทำสมาธิภาวนา ทำจิตให้สงบ ให้พิจารณาแยกธาตุ แยกขันธ์และอายตนะออกเป็นส่วนๆ ตามความเป็นจริง พิจารณาให้เห็นความเป็นไปของสิ่งเหล่านั้นตามหน้าที่ของมัน ให้แยกกายออกจากจิต แยกจิตออกจากกาย ให้ยึดเอาตัวจิต คือผู้รู้ เป็นหลัก พร้อมด้วยสติ ธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้พิจารณาให้อยู่ในสภาพของมันเองแต่ละอย่าง เมื่อพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว จะเห็นได้ว่าธาตุทั้ง ๔ ต่างเจ็บไม่เป็น ป่วยไม่เป็น แดดจะออกฝนจะตก ก็อยู่ในสภาพของมันเอง ในตัวคนเราก็ประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ นี้รวมกัน การที่มีความเจ็บปวดป่วยไข้อยู่นั้น เนื่องมาจากตัวผู้รู้ คือจิต เข้ายึดถือด้วยอุปาทาน ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นของเขาของเรา เมื่อพิจารณาตามความป็นจริงแล้ว ตัวผู้รู้คือจิตเท่านั้นที่ไปยึดเอามาว่าเจ็บ ว่าปวด ว่าร้อน ว่าเย็นหรือหนาว ตามสภาพความเป็นจริงแล้ว สิ่งทั้งปวงเหล่านั้นไม่ได้เป็นอะไรเลย ดินก็คงเป็นดิน น้ำก็คงเป็นน้ำ ไม่มีส่วนรู้เห็นในความเจ็บปวดใด ๆ ด้วย เมื่อทำจิตให้สงบ และพิจารณาเห็นสภาพความเป็นจริงแล้ว จิตย่อมเบื่อหน่าย และวางจากอุปาทาน คือเว้นการยึดถือมั่นในสิ่งเหล่านั้น เมื่อละได้เช่นนี้ ความเจ็บปวดต่าง ๆ ตลอดจนความตาย ย่อมไม่มีตัวตน เพราะฉะนั้น หากทำจิตให้สงบ เป็นสมาธิแน่วแน่แล้ว โรคต่าง ๆ ก็จะทุเลาหายไปเอง..." หลวงปู่ฝั้น อาจาโร การให้อภัยกัน เรื่องเล็กน้อย ก็ควรให้อภัย นี่ฝึก เป็นการฝึกการให้อภัย ไม่ใช่แนะนำว่า เรื่องเล็กน้อย ควรให้อภัย แต่เรื่องใหญ่ นี่ไม่ควรให้อภัย ไม่ใช่เช่นนั้น กรรมเป็นเรื่องของตนของบุคคล ถ้าไม่ทำเสียเลย นี่ดีกว่า ดียิ่ง ฉะนั้น ทุกคนต้องไม่สร้างกรรม ทั้งกรรมของตน ทั้งกรรมที่มีต่อกัน ฉะนั้น จะได้ไม่ต้องมาตามให้อภัยกัน หยุดสร้างเวรก่อกรรม นี่เรียกว่าดีมาก ดีมาก ... คำสอน หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ วัดประดู่ฉิมพลี แขวงวัดท่าพระ กรุงเทพฯ *** ใจเป็นใหญ่ *** ....."มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา" ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด สำเร็จด้วยใจ ใช่ไหม ในเมื่อใจมันตั้งไว้เพื่อพระนิพพาน ตายแล้วไม่ไปไหนก็ไปนิพพาน มีเยอะแยะที่เขาไปทำกันอย่างนี้ไม่ใช่ว่าการปฏิบัติตัวจะต้องเป็นอรหันต์วันนี้ จงอย่าลืมว่าอารมณ์ที่ตั้งไว้เพื่อพระนิพพานนี่แหละ มันเป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ ..... โดย พระเดชพระคุณ หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ ( หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ) วัดท่าซุงจังหวัดอุทัยธานี ' หนังสือธรรมปฏิบัติ ๗๕ ' "ทางสายพระอริยบุคคล" ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๙ การใส่บาตรและการรู้จักประมาณ "เวลามาใส่บาตรก็เหมือนกัน ข้าวของเต็มบาตรจนล้นจนหกแล้ว โยมก็ยังจะดันทุรังยัดใส่ลงไปอีกเพราะคิดแต่ว่าจะเอาบุญ ข้าวปลาอาหารกว่าจะได้มามันยากลำบาก เมื่อของมันเต็มบาตรแล้วพระท่านบอกก็ควรฟัง ไม่ใช่ว่าท่านจะมาขัดศรัทธา แต่เมื่อมันล้นจนต้องทิ้งต้องขว้างมันได้ประโยชน์อะไร ? นำของที่เหลือกลับไปให้ลูกให้หลานกินต่อสิ มันถึงจะเกิดประโยชน์" "ฝ่ายพระก็เหมือนกัน ก็ต้องรู้จักประมาณ ไม่ใช่รับดะไปหมด... รับไปแล้วก็นำไปขายต่อ 4 บาท 5 บาทก็ยังทำกัน แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน" หลวงปู่ทุย ฉันทกโร วัดป่าดานวิเวก อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ ถ้าเรารู้เรื่องธรรมดาของโลก และรู้จักความเป็นจริงของธรรมแล้ว เราก็จะไม่ต้องมีความยุ่งยากในการเป็นอยู่ เรื่องภายนอกนั้น ถึงเราจะศึกษาให้มีความรู้ สักเท่าไรๆ ก็จะไม่ทำให้เราพ้นจากทุกข์ได้ สู้การเรียนรู้จิตใจของตนอยู่ภายในวงแคบๆ นี้ไม่ได้ เรื่องของโลกยิ่งเรียนยิ่งกว้าง เรื่องของธรรมยิ่งรู้ยิ่งแคบ และรู้แคบเท่าไร ก็ยิ่งดี ถ้ารู้กว้างออกไปมักฟุ้งซ่าน เป็นเหตุให้เกิดความไม่สงบ ... ท่านพ่อลี ธมฺมธโร "... ความดีนั้น..!! ถึงทำแล้วไม่มีใครเห็น แต่ก็สุขใจอยู่ดี ..." """""""""""""""""""""""""""""""""""' #หลวงปู่ชอบ_ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย (พ.ศ.๒๔๔๔ - ๒๕๓๘) “..ใกล้ตาย จึงนึกถึงพระ มีทุกข์มาถึง จึงนึกถึงพระศาสนา..” ‘‘..บรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่อไม่มีทุกข์มาถึงตัว มักไม่เห็นคุณพระศาสนา มัวเมาประมาท ปล่อยกายปล่อยใจ ให้ประพฤติทุจริตผิดศีลธรรมอยู่เป็นประจำนิสัย เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ต่อเมื่อได้รับทุกข์เข้า ที่พึ่งอื่นไม่มีนั่นแหละ จึงได้คิดถึงพระ คิดถึงศาสนา แต่ก็เป็นเวลาที่สายไปแล้ว ทำความดีให้เป็นที่อยู่ของจิต ความดีนั้นเราต้องทำอยู่เสมอให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค คือ ทางดำเนินไปของจิต มันจึงจะเห็นผลของความดี ไม่ใช่เวลาใกล้จะตาย จึงนิมนต์พระไปให้ศีล ให้ไปบอกพุทโธ หรือตายไปแล้วให้ไปรับศีล เช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดทั้งหมด เหตุว่าคนเจ็บ จิตมัวติดอยู่กับเวทนา ไฉนจะมาสนใจไยดีกับศีลได้ เว้นไว้แต่ผู้ที่รักษาศีลมาเป็นปกติเท่านั้น จึงจะระลึกได้ เพราะตนเองเคยทำมาจนเป็นอารมณ์ของจิตแล้ว แต่ส่วนมากใกล้ตายแล้วจึงเตือนให้รักษาศีล ส่วนคนตายแล้วไม่ต้องพูดถึง เพราะคนตายนั้นร่างกายจิตใจจะไม่รับรู้ใดๆ แล้ว แต่ก็ดีไปอย่างเหมือนพระเทวทัต ทำกรรมจนถูกแผ่นดินสูบ เมื่อลงไปถึงคางจึงระลึกถึงความดีของพระพุทธเจ้า ขอถวายคางเป็นพุทธบูชา พระเทวทัตยังมีสติระลึกถึงได้ จึงมีผลดีในภายภาคหน้า..” โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๔๓๐–๒๕๒๘) “..ธรรมะ ธรรมชาติ..ธรรมะ หรือ ธัมโม ต้องเรียนเอา มาจากธรรมชาติ เห็นความเกิด ความแปรปรวนของสังขารประกอบด้วยไตรลักษณ์ เป็นนักปฏิบัติกรรมฐานอย่าเชื่อหมอมากนัก ให้เชื่อธรรม เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม จึงจะดี ธรรมะทั้งหมดชี้เข้าที่กายกับจิต เพราะกายและจิตนั่นแหละ เป็นคัมภีร์เดิม เป็นคัมภีร์ธรรมะที่แท้จริง ภูเขา ทะเล สายน้ำ แผ่นดิน แผ่นฟ้า เห็นไปดูไปก็ไม่มีความหมาย ให้เห็น แต่ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ เท่านั้นแล ทิฐิมานะนั่นแหละ เป็นภูเขาสูงหาที่ประมาณมิได้ โลกสันนิวาส มีความแปรปรวนตั้งเที่ยงอยู่เช่นนั้น แต่จิตของเรารักษาไว้ให้ดี อย่าให้ติด ถ้าไม่ติดก็ชื่อว่าเป็นสุข พิจารณาค้นกาย ตรวจกายถูกดีแล้ว ค้นดูกายถึงหลัก แลเห็นอริยสัจของจริงแล้ว เดินตามมรรคเห็นตัวสมุทัย เห็นทุกขสัจ ต้องทำจิตให้เป็นเอก ต้องสงเคราะห์ธรรมให้เป็นเอกเสมอ พระอรหันต์มีคุณอนันต์นับหาประมาณมิได้ พระอรหันต์ตรัสรู้ในตัวเห็นในตัวมีญาณแจ่มแจ้งดี ล้วนแต่เล่าเรียนธรรมชาติทั้งนั้น..” ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) "บุญ แปลว่าความดี เพราะว่าความดีนั้น เป็นสิ่งที่ทำยาก ท่านว่า ทำความดีนั้น เปรียบเหมือนกันกับ กลิ้งครก ขึ้นบนภูเขาต้องออกแรง ไม่เหมือนกันกับกลิ้งครกลงภูเขา กลิ้งครกลงภูเขานั้น ปล่อยมันไม่ต้องไปไสมัน มันก็ลงเอง นั้นเรียกว่า ทำความชั่ว ทำความไม่ดี นั่นน่ะ มันทำง่าย แต่ทำความดีนั้น เป็นสิ่งที่ทำยาก เพราะอะไร เพราะว่า มันมีมารผจญกันเยอะ" ธรรมะรุ่งอรุณ เล่ม ๑ หน้า ๒๕๓ สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิส สรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี (หลวงพ่อ วิริยังค์ สิรินฺธโร) สถิต ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร กรุงเทพมหานคร #เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม #หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร #มีพระทุกวัน #วัดศรีรัตนธรรมาราม #ความสำคัญของการเจริญสติ: ไม่กี่วันมานี้ ผมได้ใกล้ชิดกับคนป่วยที่เป็นญาติผู้ใหญ่ ๒ ท่านครับ ท่านที่ ๑ #เคยเป็นอดีตครู เป็นโรคมะเร็งลำคอ ทรมานมาก ผมได้แนะนำให้ท่านเจริญสติ บริกรรมภาวนาพุทโธ ท่านพยายามทำ แต่ทุกขเวทนามีมาก จึงทำให้การเจริญสติทุลักทุเล เพราะในชีวิตประจำวันก่อนนี้ ไม่ค่อยได้ฝึกเจริญสติเท่าไหร่ ภรรยาท่านบอกว่าก่อนจะเสียชีวิต ท่านเจ็บปวดทรมานมาก ท่านที่ ๒ #เป็นคุณแม่ผมเอง ร่างกายแข็งแรง เสียชีวิตด้วยโรคชราในวัย ๙๐ ปี โรคร้ายแรงเรื้อรังไม่มี แต่แม้จะมีร่างกายแข็งแรงอย่างไร อวัยวะร่างกายจะค่อยๆ หยุดทำงานไปทีละส่วน ผมได้นั่งใกล้ๆ และเตือนให้ระลึกถึงคำบริกรรมพุทโธ คุณแม่ผมหลับตาบริกรรมตลอด ร่างกายหลายส่วนได้ทยอยหยุดทำงานไปบ้างแล้ว ก็คงเจ็บปวดไม่น้อย ผมเห็นน้ำตาใหลออกจากขอบตาทั้ง ๒ ข้างของคุณแม่ ก่อนจะเสียชีวิต ผมนำสองเหตุการณ์นี้มาเล่าเพื่อเตือนชาวพุทธ มิให้ประมาทเรื่องการเจริญสติหรือการทำสมาธิให้มาก การเจริญสติหรือทำสมาธิบ่อยๆ จะเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยทำจิตให้สงบได้เมื่อใกล้จะตาย ถ้าฝึกได้ระดับสูง จะสามารถแยกกายและจิตออกจากกันได้ ผู้ปฏิบัติจะสามารถทำจิตให้สงบได้ในขณะที่ร่างกายเจ็บป่วย แม้ร่างกายจะเจ็บป่วยแต่จิตไม่ป่วยตาม ต้องระลึกไว้เสมอว่าไม่ว่าจะตายด้วยวิธีไหน ทุกขเวทนาที่เกิดแก่ร่างกายย่อมมีมากแน่นอน ถ้าไม่เคยพากันเจริญสติหรือทำสมาธิมาก่อน เมื่อถึงคราวตาย เมื่อเวทนากล้าเกิดแก่ร่างกาย จะคุมสติไม่อยู่ จิตจะพลอยแกว่งและป่วยไปด้วย เมื่อจิตเศร้าหมอง ก็จะไปสู่ทุคติตามมา ผมนึกถึงคำสอนเรื่องการเจริญสติของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวรซึ่งทรงใช้คำสอนพระพุทธเจ้าจากมหาสติปัฏฐานสูตรมาอบรมภิกษุสามเณรในวัดในช่วงเข้าพรรษาที่ตึก สว ธรรมนิเวศ ผมอยู่ในวัดบวรนิเวศวิหาร ๑๐ ปี ก็ได้เข้าฟังที่ทรงอบรมกรรมฐานตลอด ๑๐ ปีเช่นกัน ข้อแนะนำคืออย่าไปขวนขวายหาฝึกสติหรือสมาธิในตอนใกล้ตายแล้วครับ เพราะจะไม่ทันการ ต้องเริ่มศึกษาและสั่งสมด้วยการปฏิบัติกันเดี๋ยวนี้ครับ “..ธรรมชาติของจิตนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เข้าใจได้ยาก เพราะจิตไม่มีรูปร่าง แต่ชอบท่องเที่ยวไปไกล ดังพระพุทธพจน์ที่กล่าวถึงจิต ไว้ว่า ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คูหาสยํ เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา จิตท่องเที่ยวไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง อาศัยอยู่ในร่างกายนี้ ใครควบคุมจิตนี้ได้ ย่อมพ้นจากบ่วงมาร ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยากในการอธิบายถึงจิต ซึ่งปราศจากรูปร่างหน้าตา หลวงปู่ดูลย์ท่านได้กรุณาอธิบายถึงจิตไว้อย่างละเอียดลออว่า “ จิตหนึ่ง ” ซึ่งปราศจากการตั้งต้น เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น และไม่อาจถูกทําลายได้ “มันไม่ใช่เป็นของมีสีเขียว หรือสีเหลือง และ ไม่มีทั้งรูป ไม่มีทั้งการปรากฏ ไม่ถูกนับรวมอยู่ในบรรดาสิ่งที่มีการตั้งอยู่ และ ไม่มีการตั้งอยู่ ไม่อาจจะลงความเห็นว่า เป็นของใหม่หรือของเก่า ไม่ใช่ของยาวหรือของสั้น ของใหญ่หรือของเล็ก” “จิตของเรานั้น ถ้าเราทำความสงบเงียบอยู่จริงๆ เว้นขาดจากการคิดนึก ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของจิตแม้แต่น้อยที่สุดเสียให้ได้จริงๆ ตัวแท้ของมันจะปรากฏออกมาเป็นความว่าง แล้วเราจะได้พบว่า มันเป็นสิ่งที่ปราศจากรูป มันไม่ได้กินเนื้อที่อะไรๆ ที่ไหนแม้แต่จุดเดียว มันไม่ได้ตกลงสู่การบัญญัติว่า เป็นพวกที่มีความเป็นอยู่ หรือไม่มีความเป็นอยู่ แม้แต่ประการใดเลย เพราะเหตุที่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้โดยทางอายตนะ” “หลักธรรมที่แท้จริงก็คือ จิต นั่นเอง ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้ว ก็ไม่มีหลักธรรมใดๆ จิต นั่นแหละคือหลักธรรม ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้ว มันก็ไม่ใช่จิต จิต นั้นโดยตัวมันเอง ก็ไม่ใช่ “ จิต ” แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังไม่ใช่ "มิใช่จิต" การที่กล่าวว่า จิตนั้นมิใช่จิต ดังนี้นั้นแหละ ย่อมหมายถึงบางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่จริง สิ่งนี้มันอยู่เหนือคำพูด ขอจงเลิกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้น เมื่อนั้น เราอาจกล่าวว่า คลองแห่งคำพูดก็ได้ถูกตัดขาดไปแล้ว และพฤติของจิตก็ได้ถูกเพิกถอนโดยสิ้นเชิงแล้ว” “พระพุทธเจ้าทั้งปวง และสัตว์โลกทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเป็นเพียง จิตหนึ่ง นอกจากจิตหนึ่งแล้ว มิได้มีอะไรตั้งอยู่เลย จิตหนึ่ง ซึ่งปราศจากการตั้งต้นนี้ เป็นสิ่งที่มิได้เกิดขึ้น และไม่อาจถูกทำลายได้เลย..” โอวาทธรรมคำสอน พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) วัดบูรพาราม |
|
| หน้า 1 จากทั้งหมด 1 | เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง |
| Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group http://www.phpbb.com/ |
|