| ลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/ |
|
| จิตยึดถือ http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66988 |
หน้า 1 จากทั้งหมด 1 |
| เจ้าของ: | รสมน [ 18 ต.ค. 2026, 07:57 ] |
| หัวข้อกระทู้: | จิตยึดถือ |
ไปดูเถิด ... คน เมื่อไม่มีธรรมะ ของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นทุกข์มากกว่า สัตว์เดรัจฉาน ชั่วโมงนี้ตกนรกใจร้อนเป็นไฟ ชั่วโมงต่อมาหิวเป็นเปรต ชั่วโมงต่อมาก็โง่ เป็นสัตว์เดรัจฉาน ชั่วโมงต่อมาก็ขี้ขลาด เป็นอสุรกาย มันแย่ ... แย่ยิ่งกว่าสุนัข ... พุทธทาส อินทปัญโญ #ความทุกข์อยู่ที่จิตยึดถือ "...ทุกข์นี่มันเกิดมาจากอะไร เช่น เรายกขันนี่มันหนัก ถ้าเราวางไว้เฉยๆ มันก็ไม่หนัก พอเรายกขึ้นมาปุ๊บหนัก เอ หนักนี่ มันเกิดเพราะอะไร มันหนัก เพราะไปยกอันนี้ ก็วางอันนี้ วางเหตุ ที่จะทำให้หนักนี่ มันก็เบาใช่มั้ย รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดของทุกข์ รู้จัก ความดับทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติให้ถึงการ ดับทุกข์ เราทำเท่านี้ วางเท่านี้ มันก็ดับแล้วทุกข์นั้น นี่คือเราปฏิบัติ เมื่อเราตามเข้าไปครั้งแรกมันก็ไม่รู้เรื่อง ยกอันนี้ขึ้นมาแหมมันหนัก เพราะอะไร หนอ ไม่รู้เรื่อง หนักเพราะอะไร เพราะ คนนั้นดูถูกเรา เพราะคนนั้นว่าเรา สารพัด อย่างนะ ไม่รู้ของในมือเรานี่ ถ้าเราอยู่ เฉยๆ นี่ ไม่หนักเห็นไหม แล้วก็ไม่ทุกข์ เพราะเราไม่ได้ยกอะไร มันก็ เท่านี้เองการปฏิบัติของเรานี่น่ะ..." หลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี “ทำให้จิตกลับมาเป็นปกติให้ได้” ต้องพยายามฝึกสมาธิไปก่อน ออกจากสมาธิมาก็ฝึกสติต่อไปก่อน อย่าเพิ่งไปคิดทางปัญญา ทำให้เรามั่นใจทุกครั้งที่นั่งสมาธินี้เข้าได้ทุกครั้ง เข้าได้อย่างง่ายดาย ๕ นาที ๑๐ นาที ชำนาญแล้ว เหมือนกับคนขับรถชำนาญแล้ว รู้วิธีขับรถรู้วิธีจอดรู้วิธีกลับรถรู้วิธีจอดรถ ทีนี้จะวิ่งไปไหนก็ทำได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ก็ค่อยขับรถออกไปตามถนนใหญ่ ถนนที่มีรถราวิ่งไปไหนมาไหนมีไฟดงไฟแดง มีทางแยกมีอะไรต่างๆ อันนี้ก็เหมือนกันเบื้องต้นนี่ฝึกสมาธิให้ชำนาญก่อน สามารถเข้าสมาธิได้ทุกเวลาที่ต้องการ นั่งหลับตาดูลมหรือพุทโธไป ๕ นาทีจิตก็รวมแล้ว จิตเข้าสู่ความสงบได้ พอได้สมาธิแบบชำนาญแล้ว ถ้าออกจากสมาธิแล้ว ไม่ไปพิจารณาปัญญา ยังกลับไปเจริญสติต่อ อย่างนี้ท่านเรียกว่า ติดสมาธิแล้ว เพราะไม่ทำปัญญา ถึงเวลาที่จะเจริญปัญญาต้องไปเจริญแล้ว เหมือนนักเรียนที่จบ ป. ๑ ป. ๒ แล้วยังไม่ยอมขึ้นชั้นต่อไปก็แสดงว่าติดครู ชอบครูคนนี้ชอบเพื่อนฝูง อยากจะอยู่ชั้นนี้ต่อชอบห้องเรียนนี้ อย่างนี้เรียกว่าติด พอจบ ป. ๑ แล้วเดี๋ยวพอเปิดเทอมก็ต้องขึ้น ป. ๒ ขึ้น ป. ๓ ไป อันนี้ก็เหมือนกันพอเราชำนาญในสมาธิแล้ว ขอเน้นคำว่า “ชำนาญ” ไม่ใช่นั่งสมาธิครั้งแรกจิตสงบได้ ๕ นาที ออกจากสมาธิก็จะไปเจริญปัญญา อันนี้ยังไม่ถือว่าชำนาญ อันนี้เป็นเพียงขั้นแรกตอนต้นเท่านั้นเอง เพียงต่ได้สัมผัสบางทีแค่งูแลบลิ้นเท่านั้นเอง จิตสงบลงวูบหนึ่งแล้วก็เกิดความสุข เกิดความสงบขึ้นมาแป๊บหนึ่ง แล้วก็ถอนออกมา พอถอนออกมา ก็จะไปคิดทางปัญญา อันนี้ยังไม่ถึงเวลา ต้องมาฝึกสติ จนกว่าเราจะสามารถเข้าสมาธิได้อย่างง่ายดายรวดเร็วและอยู่ได้อย่างนานด้วย อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ชั่วโมงหนึ่งขึ้นไป เวลาจิตรวมแล้ว แล้วเวลาถอนออกมา ทีนี้ไม่ต้องไปฝึกสติแล้ว ถ้าเรามั่นใจว่าเรามีสมาธิที่ชำนาญแล้ว เราต้องการจะขึ้นชั้นต่อไป เราต้องขึ้นชั้นปัญญาแล้ว ปัญญานี้จะเป็นชั้นที่เหนือกว่าชั้นสมาธิ เพราะความสงบหรือความสุขของจิตนี้ มันจะถาวร เมื่อเปรียบเทียบกับความสุข หรือความสงบของสมาธิ ความสุขความสงบของสมาธินี้ เป็นชั่วคราวชั่วขณะที่เข้าสมาธิ แต่ความสุขความสงบ ที่ได้จากปัญญานี้ มันจะถาวร มันไม่ต้องเข้าสมาธิ เพราะมันจะมาทำลายตัวที่มาสร้างความไม่สงบให้กับใจนั่นเอง ตัวที่มาสร้างความไม่สงบให้กับใจ ก็คือ กิเลสตัณหา โมหะอวิชชา ตัวที่ดึงดูดจิตใจให้กลับมาเวียนว่ายตายเกิดนี่เอง คือตัวกิเลสตัณหา โมหะอวิชชา บางทีเราก็พูดตัวเดียวว่า ตัณหา ตัณหามันก็ต้องมีโมหะอวิชชาเป็นผู้เสี้ยมสอน เป็นผู้คอยผลักดัน กิเลสกับตัณหา ก็เป็นพี่เป็นน้องกัน เป็นตัวเดียวกัน จะว่าเป็นตัวผู้ตัวเมียก็ได้ ตัณหาเป็นตัวผู้ กิเลสเป็นตัวเมียก็ได้ แต่มันเป็นตัวเดียวกันเป็นพวกเดียวกัน งั้นพูดตัวไหนตัวหนึ่งก็ได้ มันก็สะเทือนไปถึงอีกทั้ง ๓ ตัว กิเลส ตัณหา โมหะอวิชชา มันไปเป็นทีม มันไปร่วมกันมันไม่ได้แยกกันไป ที่ไหนมีตัณหาที่นั่นมีกิเลส ที่ไหนมีกิเลสที่นั่นมีโมหะมีอวิชชา ถ้าฆ่าตัวไหนก็เท่ากับฆ่าตัวอื่นด้วย ฆ่ากิเลสได้ก็ฆ่าตัณหาได้ ฆ่าตัณหาได้ก็ฆ่าโมหะอวิชชาได้ ฆ่าโมหะอวิชชาก็ฆ่ากิเลสตัณหาได้ แล้วแต่เราจะเลือก มันมี ๔ ด้านเหมือนกับท้าวมหาพรหมมีหน้า ๔ ด้าน เราจะทำลายด้านใต้ด้านเหนือด้านตะวันออกตะวันตกก็ได้ มันก็จะทำลายตัวพระพรหมลงไปเอง ทำลายด้านเดียวมันก็ตายเหมือนกัน กิเลสตัณหาโมหะอวิชชาก็เป็น ๔ ด้าน เราต้องใช้ปัญญา ปัญญาเท่านั้นที่จะมาทำลาย มากำจัดกิเลสตัณหา โมหะอวิชชา เพราะเวลาที่มันออกมา ออกฤทธิ์ออกเดชนี่ความสงบหายไปหมด เวลเกิดความโลภความโกรธนี้ เวลาความสงบที่ได้จากสมาธิจะถูกกิเลสตัณหานี้ เอาไปกินหมดทำลายหมด ถ้าไม่อยากให้กิเลสตัณหามาทำลายความสงบที่ได้จากสมาธิ หรือไม่ต้องให้กิเลสตัณหามาสร้างความวุ่นวายให้จิตที่ปกตินี้ จิตตอนนี้ของพวกเรานี้ปกติตอนนี้ไม่วุ่นวายไม่โกรธ เพราะไม่โกรธไม่แค้นใคร ไม่วิตกกังวลกับใคร แต่พอไปคิดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งทำให้โกรธขึ้นมา ทำให้โลภขึ้นมาทำให้อยากขึ้นมา นี้จิตของเราไม่เป็นปกติแล้ว นั่นแหละตอนนั้นแหละต้องมาใช้ปัญญา มาหยุดกิเลสตัณหาโมหะอวิชชาเพื่อทำให้จิตกลับมาเป็นปกติให้ได้ ถ้ากังวลกับความเป็นความตาย ก็พิจารณาว่าร่างกายมันไม่เที่ยวเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเราของเรา มันถึงเวลาแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องตายด้วยกันทุกคน ห้ามมันไม่ได้ ไปวิตกกังวลไปวุ่นวายกับความเป็นความตาย ก็ไม่เปลี่ยนแปลงความเป็นจริง นี่คือปัญญา คือเห็นไตรลักษณ์ของร่างกาย เห็นว่าร่างกายต้องตาย เกิดมาแล้วมันต้องตายเป็นธรรมดา ห้ามไม่ได้ไม่มีใครห้ามความตายได้ แล้วก็มันกไม่ใช่ตัวเราด้วย เราไปเดือดร้อน กับสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับเราทำไม คนอื่นตายเราไม่เห็นเดือดร้อนเลย ทำไมร่างกายนี้ตาย เราไปเดือดร้อนเพราะเราไปแยกว่า มันเป็นเราเป็นเขาไป ความจริงมันเป็นเขาหมด มันไม่ได้เป็นเราเลย ร่างกายที่เรามีก็เป็นเขา ร่างกายของคนอื่นก็เป็นเขา แต่โมหะอวิชชา มันมาหลอกให้เรามาคิดว่า ร่างกายที่เรามีนี้ว่าเป็นเรา ร่างกายของคนอื่นเป็นเขา แต่ความจริง เป็นเขาทั้งหมด เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งหมด เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งหมด นี่คือการใช้ปัญญา ที่จะทำให้ความกังวลใจความไม่สบายใจ เกี่ยวกับเรื่องความเป็นความตายหายไป. สนทนาธรรมบนเขา วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๓ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี “..โลกอยู่ได้ด้วยเมตตา คือความเอ็นดูสงสารกันทุกตัวสัตว์ที่มีชีวิตครองตัวอยู่ ไม่พึงเบียดเบียนทำลายกันด้วยความโกรธแค้น หรือด้วยความเห็นแก่ปากแก่ท้อง ซึ่งไม่มีประมาณแห่งความอิ่มพอและไม่มีทางสิ้นสุดแห่งการทำลายกัน พระพุทธเจ้าทรงเห็นโทษของมันด้วยพระปัญญาอันแหลมคมไม่มีทางสงสัย และทรงเห็นคุณในความเมตตาว่า เป็นธรรมอ่อนโยนและสมัครสมานรักใคร่ไมตรีต่อกันระหว่างสัตว์โลกทุกชั้นทุกภูมิ ซึ่งมีความรักสุขเกลียดทุกข์เสมอหน้ากัน จึงประทานไว้เพื่อความมั่นคงแห่งสันติสุขแก่โลกตลอดกาลนาน หากเมตตาธรรมยังมีอยู่ในใจของสัตว์โลกอยู่ตราบใด โลกยังจะมีหวังความสุขความสมหวังอยู่ตราบนั้น แต่ถ้าเมตตาได้ห่างเหินจากใจของสัตว์โลกกาลใด กาลนั้นแม้สัตว์โลกจะมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคนานาชนิดอย่างพึงพอใจก็ตาม แต่จะไม่มีความสงบสุขตกค้างอยู่ในวงสัตว์โลกนั้น ๆ เลย ส่วนที่ได้รับจะมีแต่ความเดือดร้อนขุ่นเคืองไปทุกหย่อมหญ้า..” ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) ศรัทธาญาติโยมลูกหลานทุกคนที่มาสู่วัดวาศาสนา เรามีเวลา เวลาอย่างอื่นเราก็มี แต่วันนี้เรามาสู่วัดวาศาสนาแล้ว ควรจะเสียสละเวลานั่งภาวนา นั่งสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย ประณมมือขึ้นระหว่างอก ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ไหว้ครูเสียก่อน พุทโธ ธัมโม สังโฆ - พุทโธ ธัมโม สังโฆ - พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๓ จบ จากนั้นก็เอามือลง ภาวนา พุทโธ พุทโธ เวลาฟังเทศน์ก็เหมือนกัน อย่าไปส่งจิตไปใส่เทศน์ของท่านนะ ให้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก พุทโธ พุทโธ เสียงจะเข้ามาในหูของเรา เราก็รู้ว่าท่านพูดเรื่องอะไร พูดเรื่องอะไร เราก็อยู่ในตัวของเรา เราก็พุทโธอยู่ตลอด นึกเสียงเข้ามาในหูของเราเราก็รู้ว่าเสียงอะไร ท่านพูดเรื่องอะไรเราจะเข้าใจ เข้าใจ เข้าใจ เข้าใจ เข้าใจ ไม่ต้องจำหรอก ไม่ต้องจำว่าท่านพูดเรื่องอะไรวันนี้ มีแต่เข้าใจเป็นคำ เป็นคำ เป็นคำ เป็นคำ อยู่ในจิตใจ ท่านว่าให้ปล่อยนะ ให้ละนะ ให้วางนะ ก็เราก็นึกในใจเราจะปล่อย เราจะละ เราจะวาง เราจะไม่ยึดมั่นถือมั่น เราจะประกอบคุณงามความดี เราก็อยู่ในใจของเราเท่านั้น อันนี้แหละฟังเทศน์เป็น ต้องฟังอย่างนี้ เราไม่ฟังเพื่อจะจำ ฟังให้รู้เท่านั้นพอ หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก จากพระธรรมเทศนา “จิต กาย ตาย ปล่อยวาง” แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๙ “อย่าไปเล่นกับไฟ” ถาม : เท่าที่สังเกตมา คือถ้าเกิดความอยากนิดๆ สะกิดนิดหน่อย บางทีมันก็ยังพอเอาอยู่แต่ถ้าเกิดว่าไม่รีบน้อมมาทางปัญญา พอสะกิดบ่อยๆ ความสุขมันก็จะหายไปเลย พระอาจารย์ : นั้นแหละก็อย่าไปเล่นกับไฟซิ พอความอยากมาแหย่หน่อยก็ใจอ่อนไม่เป็นไร หนเดียว บุหรี่มวนเดียว เหล้าแก้วเดียว มันแก้วเดียวทีละครั้งแต่ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว พอหมดครั้งนี้แล้วเดี๋ยวก็มีครั้งหน้าอีก ก็แก้วเดียว มวนเดียว ดังนั้น ต้องบอก "ไม่" อย่างเดียว ไม่เด็ดขาด เป็นทุกข์ ติดยาเสพติดติดสุรานี้มันดีที่ไหนต้องใช้เหตุใช้ผล แล้วถ้าสู้ไม่ไหวก็กลับเข้าไปในสมาธิก่อนก็แล้วกัน พุทโธๆ ก่อน ถ้าสู้มันไหวก็ใช้สติกลับมาหยุดใจหยุดความคิด. #ภาวนธรรม พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จ.ชลบุรี "...ความสงบนี้หมายถึงความอิ่ม ใจมันอิ่มทุกสิ่ง ทุกอย่าง มันไม่อยากได้อะไรในขณะที่ใจสงบ อยู่นั้น เพราะฉะนั้นเมื่อมันมีอิ่มได้ มันก็สบาย ไม่ใช่หรือ คิดดูให้ดี เหตุที่มันไม่สบายนั้น ก็เพราะ มันหิว จิตนี่มันหิวอยู่เรื่อย มันหิวอารมณ์ มันหิว เรื่องดีเรื่องชั่วต่างๆ นานาในโลก เหตุนั้นมันจึงหาความสุขสบายไม่ได้ ดังนั้น การที่เรามาพยายามทำใจให้สงบนี่ ก็เพื่อ ที่จะระงับความหิวของจิตใจนั้นเอง ให้มันค่อย สงบไปโดยลำดับ แล้วการที่เรามาใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผลต่างๆ ที่จิตใจมันยึดมั่นถือมั่น อยู่นั้น อันนั้นมันเป็นวิธีการ ที่จะละอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นให้หมดไปสิ้นไป แต่ลำพังสมาธินั้น เพียงแต่ระงับความอยาก ความหิวไปได้ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้นเอง ส่วนที่ จะละความอยากความหิวให้มันขาดเด็ดออก ไปจากจิตใจได้ ต้องอาศัยปัญญา ปัญญานั้น ก็ต้องเกิดจากสมาธิ ไม่ใช่ว่าปัญญาที่เรานึก เดาเอา นึกคาดคะเนไปตามอาการ ต่างๆ อย่างนั้นไม่ใช่ ปัญญาในที่นี้หมายถึง ปัญญา เกิดจากใจที่สงบตั้งมั่นอยู่ภายใน เมื่อใจตั้งมั่นอยู่ภายในแล้ว มันก็ผ่องใส มันก็ไม่ มัวหมอง เมื่อมันผ่องใสแล้ว เราจะคิดนึกถึง เรื่องอะไร มันก็เห็น มันก็รู้เรื่องนั้นโดยแจ่มแจ้ง ได้ เหมือนอย่างไฟฟ้าที่ไส้มันก็ยังดีอยู่ หัวเทียน ก็ดี อย่างนี้แหละไม่เสียอะไร พอกดสวิตช์เท่านั้น มันก็สว่าง มองเห็นวัตถุสิ่งของต่างๆ อยู่ในรัศมี แห่งความสว่างนั้นได้โดยชัดเจน ข้อนี้ฉันใด ปัญญาก็เป็นเช่นนั้นแหละ เมื่อใจสงบผ่องแผ้วดีแล้ว เราพิจารณาเรื่องอะไร มันก็เห็นชัดไปในเรื่องนั้น เพราะว่ากระแสจิตมัน ใสสะอาด กระแสจิตมันสว่าง ดังนั้นมันจึงรู้ความ จริงของเรื่องนั้นได้ตามความเป็นจริง..." หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - ยกแล้วหนัก ... เมื่อ “ทุกข์” เกิดขึ้นมา ก็รู้จักว่ามันทุกข์ ทุกข์นี่มันเกิดขึ้นมาเพราะอะไร มันจะเห็น อะไรไหม ถ้าเราเห็นตามธรรมดามันก็ไม่ทุกข์ เช่นว่าเราอยู่อย่างนี้ เราก็สบาย อีกวาระหนึ่ง เราอยากได้กระโถนใบนี้ เรายกมันขึ้นมา ต่างแล้ว ต่างกว่าแต่ก่อนที่ยังไม่ได้ยกกระโถน ถ้ายกกระโถนขึ้นมา มีความรู้สึกว่ามันหนัก เพิ่มขึ้นมา มันมีเหตุ หนักมันจะเกิดเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะเราไปยกมัน ถ้าเราไม่ยกมัน มันก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่ยกมันก็เบา อะไรเป็นเหตุผล ดูเท่านี้ก็รู้แล้ว ไม่ต้อง ไปเรียนที่ไหน ถ้าเราไปยึดอะไร อันนั้นแหละ เป็นเหตุให้ทุกข์เกิด ถ้าเรา “ปล่อย” มันก็ไม่มีทุกข์ ... ... พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท |
|
| หน้า 1 จากทั้งหมด 1 | เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง |
| Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group http://www.phpbb.com/ |
|