วันเวลาปัจจุบัน 05 ต.ค. 2026, 05:25  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: เมื่อวานนี้, 09:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5627


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ศีล คือรั้วกั้นความเบียดเบียนและทำลายสมบัติร่างกายและจิตใจของกันและกัน ศีลคือพืชแห่งความดีอันยอดเยี่ยมที่ควรมีประจำชาติมนุษย์ ไม่ปล่อยให้สูญหายไปเสีย เพราะมนุษย์ที่ไม่มีศีลเป็นรั้วกั้นและเป็นเครื่องประดับตัวเสียเลย ก็คือกองเพลิงแห่งมนุษย์เราดี ๆ นี่เอง การเบียดเบียนและทำลายกันย่อมมีไปทุกหย่อมหญ้าและทั่วโลกดินแดน ไม่มีเกาะมีดอนพอจะเอาศีรษะซุกนอนให้หลับสนิทได้โดยปลอดภัย แม้โลกจะเจริญด้วยวัตถุจนกองสูงกว่าพระอาทิตย์บนท้องฟ้า แต่ความรุ่มร้อนแผดเผาจะทวีคูณยิ่งกว่าพระอาทิตย์เป็นไหน ๆ โลกจะไม่มีที่ปลงใจได้เลยถ้ายังมัวคิดว่าวัตถุมีคุณค่ายิ่งกว่าศีลธรรมอยู่ เพราะศีลธรรมเป็นสมบัติของจอมมนุษย์ คือพระพุทธเจ้า ผู้ค้นพบและนำมาประดับโลกที่กำลังมืดมัวกลัวทุกข์พอให้สว่างไสวร่มเย็น ควรอาศัยได้บ้างด้วยอำนาจศีลธรรมเป็นเครื่องปัดเป่ากำจัด..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






ตั้งใจภาวนา
อย่าให้เสียชาติเกิดนะ
เกิดเปล่าๆ ตายเปล่าๆ
ไม่มีประโยชน์อะไรเลยนะ

เกิดมาทั้งที ได้พบพระพุทธศาสนาชั้นยอด
พบครูบาอาจารย์ชั้นยอด
บุญสุดๆ แล้ว จะหาได้ในสามโลกธาตุ

วาสนาสุดๆ แล้ว
ในบรรดาสัตว์โลกเรา
อย่าตายทิ้งเปล่าๆ เท่านั้น ..!!!

#หลวงพ่อวันชัย วิจิตโต

วัดภูสังโฆ จ.อุดรธานี





“..หลวงปู่ดุลย์ อตุโล สอนเรื่องจิตก่อนตาย..”
“..เรื่องจิตก่อนตายนั้น สำคัญมากหากเวลาดับจิต หากจิต ดี ก็ได้ไปที่ ดีๆ" หากจิตหมอง "จิตร้าย ก็จะไปสู่ “อบายภพ” ที่ร้อนร้าย ในทันใด..

ซึ่งจิตก่อนตายนี้ เป็นของไม่แน่นอน บังคับไม่ได้ แล้วแต่วาระหรือกรรมจะพาให้เป็นไป ด้วยเหตุนี้บางคน แม้เคยทำบุญมามากต่อมากแต่ตายไปกลับไปตกนรกทั้งนี้เป็นเพราะ "จิตหมอง"ก่อนตาย บางคน แม้จะทำบาปทำกรรมมามากมาย แต่ตายไป กลับไปอยู่บนสวรรค์ทั้งนี้เพราะเกิด"จิตใส"ตอนดับจิต กรณีทั้งสองแบบ ล้วนมีบันทึกไว้ในพระไตรปิฏกมาแล้วทั้งสิ้นแต่สำหรับคนที่เคย"ฝึกจิต"มาก่อนวินาทีที่รู้ตัวว่า อย่างไรเสียจะต้องตายหรือดับจิตลงไปแน่ๆ

หาก"ทำเป็น" ก็อาจพลิกจิตยกขึ้นสู่ภูมิสูง ไปสู่ "สุคติ" หรือ"อริยะ" ไป "สุคติภพ" หรือ "อริยภูมิ" เลยก็ได้

สำหรับวิธีตกกระไดพลอยกระโจน (สู่สุคติภพหรืออริยภูมิ) ของพระราชวุฒาจารย์หลวงปู่ดุลย์ อตุโล วัดบูรพาราม สุรินทร์ ก็คือ.

ปล่อยวางทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน
อยู่กับความไม่มีไม่เป็น ว่าง สว่าง บริสุทธิ์
หยุดการปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกิริยาจิต
ไม่มีอะไรเลยไม่ยึดถืออะไรสักอย่าง

พระอริยเจ้ามีจิตไม่ส่งออกนอกจิตไม่หวั่นไหว
จิตไม่กระเพื่อมมีสติอย่างสมบูรณ์เป็น วิหารธรรมมีสติอย่างสมบูรณ์ เป็นเครื่องอยู่วิธีทำ หยุดคิด อย่าส่งจิตออกนอกมีสติอย่างสมบูรณ์เป็นเครื่องอยู่แต่เรื่องของการ "พลิกจิต" ช่วงสุดท้ายนี้ หลวงปู่ดุลย์ท่านว่าบุคคลนั้นๆต้องเคย "ฝึก" มาก่อน จึงจะทำได้จริง พอดี..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)




“..ขอให้โยมจำไว้ในใจว่า อารมณ์ทั้งหลายนั้น จะเป็นอารมณ์ที่พอใจก็ตาม หรืออารมณ์ที่ไม่พอใจก็ตามอารมณ์ทั้งสองอย่างนี้ มันเหมือนงูเห่า งูเห่ามันมีพิษมากถ้ามันฉกคนแล้วก็ทำให้ถึงแก่ความตายได้ อารมณ์นี้ก็เหมือนกับงูเห่าที่มีพิษร้ายนั้น อารมณ์ที่พอใจก็มีพิษมากอารมณ์ที่ไม่พอใจก็มีพิษมาก มันทำให้จิตใจของเราไม่เป็นเสรี ทำให้จิตใจไขว้เขว จากหลักธรรมของพระพุทธเจ้า วันนี้จึงขอให้โอวาทย่อๆแก่โยม ขอให้เป็นผู้มีสติอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอนก็ให้นอนด้วยสติ นั่งด้วยสติ เดินด้วยสติ ยืนด้วยสติ จะพูดก็พูดด้วยสติ จะทำอะไรๆก็ให้มีสติอยู่ด้วยทั้งนั้น เมื่อมีสติแล้ว สัมปชัญญะความรู้ตัวมันก็จะเกิดขึ้นมา สติกับสัมปชัญญะเป็นของคู่กัน เมื่อทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกันแล้ว ก็จะนำปัญญาให้เกิดตามทีนี้เมื่อมีทั้งสติ สัมปชัญญะปัญญาแล้ว ก็จะเป็นผู้ที่ตื่นอยู่ ทั้งกลางวันและกลางคืน..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)







#ให้หลับนอนไปพร้อมกับคำบริกรรม
การอบรมภาวนาก็บำเพ็ญไม่ท้อถอย มีเวลาว่างบ้างก็นึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ บทใดบทหนึ่งประจำใจ ไม่ปล่อยใจให้เพ่นพ่านออกนอกลู่นอกทางที่จะเป็นความเสียหาย และทำความยุ่งยากกวนใจ เวลาจะหลับนอนก็บริกรรมพุทโธ ๆ #จนหลับไปกับบทธรรม เมื่อพยายามทำอย่างนี้เสมอ ใจย่อมผ่องใสเยือกเย็น มองเห็นโลกว่าเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันอย่างสนิทใจ ใจอ่อนโยนด้วยเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก ไม่คิดเป็นภัยต่อผู้ใด ใจอ่อนน้อมต่อธรรม ด้วยความหวังพึ่งเป็นพึ่งตายตลอดกาลไม่ยอมฝ่าฝืน ยืนหยัดอยู่กับศีลธรรม

ใจกับธรรมกลายเป็นธรรมแท่งเดียว นี่แลคือกองมหากุศลอันยิ่งใหญ่ไพศาลไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน ลงบุญกับใจได้รวมเข้ากันเป็นธรรมทั้งแท่งแล้ว อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข ดังท่านพระมหากัปปินเปล่งอุทานว่า สุข วต สุข วต สุขหนอ ๆ คือสุขเพราะใจกลายเป็นธรรมแท่งเดียวนั่นเอง ไม่เลือกกาลสถานที่ โลกนี้ โลกหน้า ถึงจะเป็นสวรรค์นิพพานคือสถานที่ให้ความสุข เพราะใจเป็นธรรมชาติที่มีความสุขอย่างพร้อมมูลอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงไม่ควรนั่งเฝ้านอนเฝ้าของดีคือใจอยู่เปล่าจะเสียการ รีบตักตวงคุณงามความดีให้พอกับความต้องการจากทาน ศีล ภาวนาเสียแต่บัดนี้ จะได้ไม่ต้องบ่นหาความสุขและสวรรค์นิพพานอันเป็นที่น่ารำคาญอีกต่อไป

โอวาทธรรม
#หลวงตาพระมหาบัว_ญาณสัมปันโน






เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำชีวิตให้ดีงามได้
ทุกคนมีสิทธิ์เสมอกันในการสร้างคุณงาม
ความดี และเมื่อเราเห็นความงามของความดี
ทั้งในตัวเองบ้าง ในกัลยาณมิตรของเราบ้าง
ผู้คนรอบข้างบ้าง ก็ให้เราอนุโมทนาในความดี
นั้น เชิดชูความดี และพยายามทำความดีให้ดี
ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เห็นความดีที่ไหน ให้เราอนุโมทนา
ที่นั่น จิตใจของเราจะเบิกบานตลอดเวลา

บางทีการทำความดีของตัวเองยังจำกัดอยู่
แต่ว่าเมื่อเรายินดีและอนุโมทนาในความดี
ของคนอื่น เรียกว่ามันไหลมาตลอดเวลา
แทนที่จะมองเพ่งโทษหาข้อบกพร่องในสิ่ง
ต่าง ๆ ของคนนั้นคนนี้ ให้เรามองความดี
ของคนอื่น ก็จะเหมือนมีกระแสดีงามไหลริน
เข้ามาในจิตใจของเราตลอดเวลา
จิตใจของเราก็จะเบิกบานด้วยธรรม
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร





"...ตัวของเรานี้แล อันได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์
ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศ
ด้วยดี คือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ แลมโนสมบัติบริบูรณ์ จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอก คือ
ทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้ จะสร้างสมเอา
สมบัติภายในคือมรรคผลนิพพานธรรมวิเศษก็ได้
พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย ก็ทรง
บัญญัติแก่มนุษย์เรานี้เอง มิได้ทรงบัญญัติแก่
ช้าง ม้า โค กระบือ ที่ไหนเลย..

มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้
ฉะนั้นจึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนมีบุญวาสนา
น้อย เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มี ทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้ สมด้วยเทศนานัยอันมาในเวส
สันดรชาดกว่า ทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ ภาวนํ ภาเวตฺวา เอกจฺโจ สคฺคํ คจฺฉติ เอกจฺโจ โมกฺขํ คจฺฉติ นิสฺสํสยํ
เมื่อได้ทำกองการกุศล คือ ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนาตามคำสอนของพระบรมศาสดาจารย์เจ้า
แล้ว บางพวกทำน้อยก็ต้องไปสู่สวรรค์

บางพวกทำมากและขยันจริงพร้อมทั้งวาสนาบารมี
แต่หนหลังประกอบกัน ก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานโดยไม่ต้องสงสัยเลย พวกสัตว์ดิรัจฉานท่านมิได้กล่าวว่าเลิศ เพราะจะมาทำเหมือนพวกมนุษย์ไม่ได้
จึงสมกับคำว่ามนุษย์นี้ตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดี
สามารถนำตนเข้าสู่มรรคผล เข้าสู่พระนิพพานอันบริสุทธิ์ได้แล.."

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต





ตั้งใจภาวนา
อย่าให้เสียชาติเกิดนะ
เกิดเปล่าๆ ตายเปล่าๆ
ไม่มีประโยชน์อะไรเลยนะ

เกิดมาทั้งที ได้พบพระพุทธศาสนาชั้นยอด
พบครูบาอาจารย์ชั้นยอด
บุญสุดๆ แล้ว จะหาได้ในสามโลกธาตุ

วาสนาสุดๆ แล้ว
ในบรรดาสัตว์โลกเรา
อย่าตายทิ้งเปล่าๆ เท่านั้น ..!!!

#หลวงพ่อวันชัย วิจิตโต

วัดภูสังโฆ จ.อุดรธานี






ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
...
อนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ยากแก่การทำนายได้
แม้แต่ผู้รู้ ก็ทำนายผิดได้ ดังนั้นไม่ว่าจะทำ
อะไรก็ตาม ขอให้ใช้สติปัญญาอย่างดีที่สุด
เมื่อมั่นใจว่าเป็นสิ่งที่ดี ถูกต้อง ชอบธรรม
ก็พึงทำด้วยความตั้งใจอย่างเต็มที่
อย่ากังวลกับผลข้างหน้า หรือหวั่นไหวไปกับ
การคาดคะเนในอนาคต ปล่อยให้ผลสำเร็จ
เป็นเรื่องของอนาคต หน้าที่ของเราคือ
ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ...
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล






วันนี้เป็นวันพระ อย่างน้อยให้มีศีล ๕ นะลูกหลานนะ ข้าพเจ้าจะไม่ฆ่าสัตว์ ข้าพเจ้าจะไม่ขโมยทรัพย์ ข้าพเจ้าจะเคารพในสิทธิ์สามีภรรยาคนอื่นเขา ข้าพเจ้าจะไม่โกหกต้มตุ๋นหลอกลวง ข้าพเจ้าจะไม่ดื่มสุราให้ขาดสติในวันนี้ ตั้งจิตสมาทานศีล ๕ ข้อ

แต่โดยมากระวังนะ ข้อที่ ๑ ก็ตบยุงบ้าง ฆ่ามดบี้มดบ้าง ไปเบียดเบียนฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และข้อที่ ๔ นี่ โกหกเขา "ป้าจะไปไหนป้า" "จะไปตลาด ไปเยี่ยมผู้นั่นผู้นี้" ขี้ตั๋วเขาแล้ว ไปหั่นเฮา "เจ้าจะไปไหนป้า" "โอ้ ไปธุระนี่แหละ ไปธุระสักหน่อยนี่ล่ะ" มันก็ไม่ขี้ตั๋วใช่ไหมล่ะ ไปธุระจริง ๆ ใช่ไหมนั่นน่ะ มันก็ต้องได้คิดซะก่อนค่อยพูดออกไปนะ อย่าไปหาขี้ตั๋วเขา ขี้ตั๋วหน้าขี้ตั๋วหลัง มันจะเคยตัวเป็นนิสัยไปนะ

นั่นแหละให้มีศีล ๕ ไว้ เลิศประเสริฐที่สุด สำรวมกายวาจาให้เรียบร้อยเป็นผู้มีศีล จากนั้นก็ปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรม ใจของเราจะได้สบาย สบายอกสบายใจ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “เมื่อความตายมาถึง”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙





สมาธิที่ถูกต้องย่อมไม่เบื่อโลก เบื่อสังคม
พระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนให้เราหนีจากโลก
ในฐานะที่เรายังพัวพันอยู่กับโลก เราหนีโลก
ไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราศึกษา
ให้รู้จักความจริงของโลก เพื่อจะได้
อยู่กับโลกด้วยความผาสุก ...
... หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา





“..ศีล คือรั้วกั้นความเบียดเบียนและทำลายสมบัติร่างกายและจิตใจของกันและกัน ศีลคือพืชแห่งความดีอันยอดเยี่ยมที่ควรมีประจำชาติมนุษย์ ไม่ปล่อยให้สูญหายไปเสีย เพราะมนุษย์ที่ไม่มีศีลเป็นรั้วกั้นและเป็นเครื่องประดับตัวเสียเลย ก็คือกองเพลิงแห่งมนุษย์เราดี ๆ นี่เอง การเบียดเบียนและทำลายกันย่อมมีไปทุกหย่อมหญ้าและทั่วโลกดินแดน ไม่มีเกาะมีดอนพอจะเอาศีรษะซุกนอนให้หลับสนิทได้โดยปลอดภัย แม้โลกจะเจริญด้วยวัตถุจนกองสูงกว่าพระอาทิตย์บนท้องฟ้า แต่ความรุ่มร้อนแผดเผาจะทวีคูณยิ่งกว่าพระอาทิตย์เป็นไหน ๆ โลกจะไม่มีที่ปลงใจได้เลยถ้ายังมัวคิดว่าวัตถุมีคุณค่ายิ่งกว่าศีลธรรมอยู่ เพราะศีลธรรมเป็นสมบัติของจอมมนุษย์ คือพระพุทธเจ้า ผู้ค้นพบและนำมาประดับโลกที่กำลังมืดมัวกลัวทุกข์พอให้สว่างไสวร่มเย็น ควรอาศัยได้บ้างด้วยอำนาจศีลธรรมเป็นเครื่องปัดเป่ากำจัด..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






ช่วงปลายพ.ศ. ๒๕๒๕ อาตมาไปสวนโมกข์เป็นครั้งแรก อาตมาประทับใจในท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นอย่างมาก อาตมานำต้นฉบับที่แปลจากหนังสือเล่มหนึ่งของท่านไปถวาย และมีโอกาสได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงกับท่านเพื่อตรวจทานเนื้อหาในส่วนที่อาตมาไม่มั่นใจ ในช่วงอื่นของวัน อาตมาชอบนั่งมองท่านพูดคุยกับญาติโยม โดยมีเชือกจุดไฟไว้ไล่ยุงอยู่ด้านหลังท่าน

อาตมาสนใจว่าลีลาการสอนของท่านพุทธทาสมีความเหมือนหรือแตกต่างจากหลวงพ่อชาอย่างไรบ้าง สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองท่านมีเหมือนกันคือ ไม่ว่าจะสนทนากับญาติโยมอย่างใกล้ชิดมากแค่ไหน จะเหมือนว่าท่านอยู่ห่าง ๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับสถานะทางสังคม หากแต่มี ‘ความไม่ได้เป็นใครสักคน หรือ nobody’ ที่อยู่เบื้องหลัง ‘ความเป็นใครสักคน หรือ somebody’ ที่อยู่ตรงหน้า และบางครั้งความเป็น ‘nobody’ ก็เผยออกมาให้เราได้เห็น

ท่านทั้งสองต่างมีอารมณ์ขัน ในขณะที่หลวงพ่อชาช่างสังเกตและเลียนแบบท่าทางต่าง ๆ ได้น่าขบขันยิ่ง แต่อาตมานึกภาพไม่ออกว่า ท่านพุทธทาสจะเล่านิทานด้วยเสียงหรือท่าทางตลก ๆ ได้อย่างไร เมื่อระลึกถึงท่านในตอนนี้ คำหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจคือ ‘ทรงอำนาจ’ อารมณ์ขันของท่านพุทธทาสอยู่ในการเล่นคำ พื้นที่ในกระดาษนี้คงจะไม่พออธิบายถึงความสร้างสรรค์ของท่าน ในการใช้ภาษาไทย แต่คงจะพอนึกออกจากการที่ท่านตั้งชื่อให้สุนัขที่กุฏิว่า ‘สมภาร’ เวลามีคนมาถามหาสมภารในเวลาที่ท่านไม่สะดวก ก็จะถูกพาไปหาสมภารสี่ขาแทน

ท่านพุทธทาสกับหลวงพ่อชามีทักษะวาทศิลป์อย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือการย้อนถามกลับ บางครั้งคำตอบของท่านช่างสั้นและเฉียบคม จนติดอยู่ในใจผู้ฟังไปอีกนาน ครั้งหนึ่ง มีโยมกล่าวกับท่านด้วยความว้าวุ่นใจว่า “จิตใจผมมันฟุ้งมากเลยครับ กระผมจะทำอย่างไรดีขอรับหลวงพ่อ” ท่านสวนกลับทันทีว่า “ก็อย่าไปฟุ้งมันสิ”

ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ





“..ศีล คือรั้วกั้นความเบียดเบียนและทำลายสมบัติร่างกายและจิตใจของกันและกัน ศีลคือพืชแห่งความดีอันยอดเยี่ยมที่ควรมีประจำชาติมนุษย์ ไม่ปล่อยให้สูญหายไปเสีย เพราะมนุษย์ที่ไม่มีศีลเป็นรั้วกั้นและเป็นเครื่องประดับตัวเสียเลย ก็คือกองเพลิงแห่งมนุษย์เราดี ๆ นี่เอง การเบียดเบียนและทำลายกันย่อมมีไปทุกหย่อมหญ้าและทั่วโลกดินแดน ไม่มีเกาะมีดอนพอจะเอาศีรษะซุกนอนให้หลับสนิทได้โดยปลอดภัย แม้โลกจะเจริญด้วยวัตถุจนกองสูงกว่าพระอาทิตย์บนท้องฟ้า แต่ความรุ่มร้อนแผดเผาจะทวีคูณยิ่งกว่าพระอาทิตย์เป็นไหน ๆ โลกจะไม่มีที่ปลงใจได้เลยถ้ายังมัวคิดว่าวัตถุมีคุณค่ายิ่งกว่าศีลธรรมอยู่ เพราะศีลธรรมเป็นสมบัติของจอมมนุษย์ คือพระพุทธเจ้า ผู้ค้นพบและนำมาประดับโลกที่กำลังมืดมัวกลัวทุกข์พอให้สว่างไสวร่มเย็น ควรอาศัยได้บ้างด้วยอำนาจศีลธรรมเป็นเครื่องปัดเป่ากำจัด..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร






“..ศีล คือรั้วกั้นความเบียดเบียนและทำลายสมบัติร่างกายและจิตใจของกันและกัน ศีลคือพืชแห่งความดีอันยอดเยี่ยมที่ควรมีประจำชาติมนุษย์ ไม่ปล่อยให้สูญหายไปเสีย เพราะมนุษย์ที่ไม่มีศีลเป็นรั้วกั้นและเป็นเครื่องประดับตัวเสียเลย ก็คือกองเพลิงแห่งมนุษย์เราดี ๆ นี่เอง การเบียดเบียนและทำลายกันย่อมมีไปทุกหย่อมหญ้าและทั่วโลกดินแดน ไม่มีเกาะมีดอนพอจะเอาศีรษะซุกนอนให้หลับสนิทได้โดยปลอดภัย แม้โลกจะเจริญด้วยวัตถุจนกองสูงกว่าพระอาทิตย์บนท้องฟ้า แต่ความรุ่มร้อนแผดเผาจะทวีคูณยิ่งกว่าพระอาทิตย์เป็นไหน ๆ โลกจะไม่มีที่ปลงใจได้เลยถ้ายังมัวคิดว่าวัตถุมีคุณค่ายิ่งกว่าศีลธรรมอยู่ เพราะศีลธรรมเป็นสมบัติของจอมมนุษย์ คือพระพุทธเจ้า ผู้ค้นพบและนำมาประดับโลกที่กำลังมืดมัวกลัวทุกข์พอให้สว่างไสวร่มเย็น ควรอาศัยได้บ้างด้วยอำนาจศีลธรรมเป็นเครื่องปัดเป่ากำจัด..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)








#ศีลธรรมเครื่องนำโลก
ครอบครัวก็ดี
สังคมก็ดี
และอาชีพก็ดี
ทั้ง 3 อย่างนี้ จะดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่นและเรียบร้อยเป็นสุขแล้ว ต้องดำเนินให้ถูกต้องตามหลัก#ฆราวาสธรรม(คิหิปฏิบัติ ข้อปฏิบัติของผู้ครองเรือน) ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ถ้าหาไม่แล้วจะไร้ค่านำมาแต่ความเดือดร้อน เป็นทุกข์โดยส่วนเดียว
#"ศีลธรรมเครื่องนำโลก" ให้เกิดความสุข ประเทศชาติบ้านเมืองใดก็ตาม จะเจริญก้าวหน้าในด้านวัตถุก็ดี หรือในด้านบริหาร "จะเป็นระบบและลัทธิใดก็ตาม" หากขาดหลักศีลธรรม ดังว่านี้แล้ว จะหาความสุขทางใจให้สมบูรณ์ได้ยาก
#ธรรม คือการไม่ประพฤติชั่วของแต่ละคนก็ดี และแต่ละคนต่างก็กลัวต่อความไม่ดีด้วยกันแล้วนั่นแล คือความเจริญที่แท้จริงของครอบครัว และของสังคม ตลอดถึง อาชีพและประเทศชาติเป็นที่สุด...
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
ที่มา หนังสืออัตตโนประวัติ พระราชนิโรธรังสี ฯ





“..ศีล คือรั้วกั้นความเบียดเบียนและทำลายสมบัติร่างกายและจิตใจของกันและกัน ศีลคือพืชแห่งความดีอันยอดเยี่ยมที่ควรมีประจำชาติมนุษย์ ไม่ปล่อยให้สูญหายไปเสีย เพราะมนุษย์ที่ไม่มีศีลเป็นรั้วกั้นและเป็นเครื่องประดับตัวเสียเลย ก็คือกองเพลิงแห่งมนุษย์เราดี ๆ นี่เอง การเบียดเบียนและทำลายกันย่อมมีไปทุกหย่อมหญ้าและทั่วโลกดินแดน ไม่มีเกาะมีดอนพอจะเอาศีรษะซุกนอนให้หลับสนิทได้โดยปลอดภัย แม้โลกจะเจริญด้วยวัตถุจนกองสูงกว่าพระอาทิตย์บนท้องฟ้า แต่ความรุ่มร้อนแผดเผาจะทวีคูณยิ่งกว่าพระอาทิตย์เป็นไหน ๆ โลกจะไม่มีที่ปลงใจได้เลยถ้ายังมัวคิดว่าวัตถุมีคุณค่ายิ่งกว่าศีลธรรมอยู่ เพราะศีลธรรมเป็นสมบัติของจอมมนุษย์ คือพระพุทธเจ้า ผู้ค้นพบและนำมาประดับโลกที่กำลังมืดมัวกลัวทุกข์พอให้สว่างไสวร่มเย็น ควรอาศัยได้บ้างด้วยอำนาจศีลธรรมเป็นเครื่องปัดเป่ากำจัด..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“ . . สมบัติทั้งหลายที่เรามีอยู่
มันเป็นสมบัติโลก ตายไปก็เป็นสมบัติโลก

เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็ควรนำสมบัติโลกมาใช้
เพื่อประโยชน์ตน ทำบุญเท่าไหร่ก็ทำไป
บ่ต้องเสียดาย ทำแล้วมัน
ก็เป็นของเราทั้งหมดแหละ . . ”

โอวาทธรรม
-- หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
วัดถ้ำสหายธรรมจันทร์นิมิต





“..ขอให้โยมจำไว้ในใจว่า อารมณ์ทั้งหลายนั้น จะเป็นอารมณ์ที่พอใจก็ตาม หรืออารมณ์ที่ไม่พอใจก็ตามอารมณ์ทั้งสองอย่างนี้ มันเหมือนงูเห่า งูเห่ามันมีพิษมากถ้ามันฉกคนแล้วก็ทำให้ถึงแก่ความตายได้ อารมณ์นี้ก็เหมือนกับงูเห่าที่มีพิษร้ายนั้น อารมณ์ที่พอใจก็มีพิษมากอารมณ์ที่ไม่พอใจก็มีพิษมาก มันทำให้จิตใจของเราไม่เป็นเสรี ทำให้จิตใจไขว้เขว จากหลักธรรมของพระพุทธเจ้า วันนี้จึงขอให้โอวาทย่อๆแก่โยม ขอให้เป็นผู้มีสติอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอนก็ให้นอนด้วยสติ นั่งด้วยสติ เดินด้วยสติ ยืนด้วยสติ จะพูดก็พูดด้วยสติ จะทำอะไรๆก็ให้มีสติอยู่ด้วยทั้งนั้น เมื่อมีสติแล้ว สัมปชัญญะความรู้ตัวมันก็จะเกิดขึ้นมา สติกับสัมปชัญญะเป็นของคู่กัน เมื่อทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกันแล้ว ก็จะนำปัญญาให้เกิดตามทีนี้เมื่อมีทั้งสติ สัมปชัญญะปัญญาแล้ว ก็จะเป็นผู้ที่ตื่นอยู่ ทั้งกลางวันและกลางคืน..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 94 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร