ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

ตั้งจิตอธิษฐาน
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66925
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 20 ก.ย. 2026, 12:43 ]
หัวข้อกระทู้:  ตั้งจิตอธิษฐาน

“อดทน” คำศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองตน ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร




ให้พวกเราได้ตั้งจิตอธิษฐาน ในพรรษานี้ข้าพเจ้าจะไหว้พระทุกวันก่อนนอน ตื่นนอนเราจะไหว้พระทุกวันไม่ให้ขาดในพรรษานี้ เมื่อออกพรรษาแล้วไม่ขาดไม่ตกไม่ขาดไม่หล่น เราก็มาขอพรจากพระพุทธปฏิมา ผู้ข้าได้ตั้งจิตอธิษฐานปฏิบัติตามแนวแถวที่ครูบาอาจารย์แนะแนวแนะนำ ด้วยสัจจะอธิษฐานที่พระเจ้าประกอบคุณงามความดี ยึดพระไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่ง บุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญนี้ ขอให้เป็นพลังเกื้อกูลหนุนข้าพเจ้าให้มีความสุขกายสุขใจตลอด อย่าได้มีอุปสรรคนานัปการ เราตั้งจิตอธิษฐานเอาได้นะ เพราะเราทำดีแล้ว เมื่อเราทำดีแล้ว ความดีเราจะเกื้อกูลหนุนเรา

จากนั้นถ้าเป็นไปได้ เราจะใส่บาตรทุกวันไม่ให้ขาด พระผ่านหน้าบ้านเราใส่องค์สององค์ก็ได้ ใส่องค์เดียวก็ได้ เรากินเราก็ยังกินได้เราก็ควรจะทำทานบ้าง ถ้าหากว่าทำทานไม่ได้เราจะทำยังไง เราอยู่ไกลอย่างนี้ เอากระปุกหมูหมากาไก่มาหย่อนวันละบาทสองบาทก็ได้ เมื่อเสร็จแล้วเราจะนำไปถวายวัดไหนที่เราเคารพนับถือเลื่อมใส

หลวงพ่อไม่ได้แนะแนวมาให้มาวัดหลวงพ่อนะ เรานับถือเลื่อมใสวัดไหนเราก็เอาไปถวายครูบาอาจารย์ ปัจจัยผู้ข้าได้ใส่บาตรในพรรษานี้ ขอถวายเป็นอาหารพระสงฆ์ เพื่อบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป ก็ล้วนแล้วแต่เป็นบุญเป็นกุศลทั้งนั้น

เราเกิดมาทั้งทีชีวิตควรแสวงหาคุณงามความดี ควรแสวงหาบุญกุศลเข้าสู่จิตใจ ถ้าเป็นฆราวาสเกิดมาทั้งทีเราก็แสวงหาทรัพย์ หาเงินคำทรัพย์สมบัติ ภายนอกเราก็ไม่ให้ขาดขาดตกบกพร่อง ภายในของเราก็ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง สร้างบุญสร้างกุศลไปด้วยอย่าให้ขาดตกบกพร่อง อันนี้ก็คือส่วนหนึ่งนะในพรรษานี้ ควรเป็นกรณีพิเศษสักหน่อย ๓ เดือน

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ดีนอกดีในไม่ให้ขาด”




”ถ้าเป็นพุทธจริง“

ถ้าเราหมั่นเจริญมรณานุสสติอยู่เรื่อยๆ เราจะเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอดสักคนหนึ่งในโลกนี้ ตายกันหมด ก็ไม่รู้จะวุ่นวายกันมากไปเพื่ออะไร ไม่มีใครเอาอะไรไปได้สักคน ลาภยศสรรเสริญสุข โลกธรรมที่ทุกคนปรารถนา แก่งแย่งชิงดีฆ่าฟันกันทำสงครามกัน แล้วก็ต้องตายหายจากกันไป มันก็ไม่มีใครเอาไปได้สักคน ตายหมด เกิดมากี่รายก็ต้องตายทุกรายไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด
เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรานี้ถ้าพิจารณาอยู่เรื่อยๆ มันก็อย่างมากก็แค่ตาย จะเลวร้ายขนาดไหนมันก็ไม่เหนือความตายไปได้ คือความตายมันก็ต้องมาอยู่ดี งั้นเรื่องราวต่างเมื่อมองก็เลยรู้สึกว่ามันจิ๊บจ๊อย ถ้าเรายอมตายได้ทุกอย่างมันก็แค่นั้นแหละ หากล้มละลายก็ไม่มีเงินทองที่จะใช้ ปลดออกจากตำแหน่งหรืออะไรก็ไม่มีตำแหน่งเท่านั้นเอง แต่มันก็ไม่เลวร้ายเท่ากับความตาย ถ้าลองเปรียบเทียบดูทุกอย่างที่เราคิดว่าเลวร้ายนั้น เมื่อมาเปรียบเทียบกับความตายมันก็รู้สึกธรรมดาๆ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตที่น่ากลัวแต่อย่างไร

อันนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เราทำอะไรนะ ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ ตราบใดที่เรายังมีความสามารถที่จะทำอะไรให้ดีทั้งกับเราและกับผู้อื่นได้ เราก็ทำไป แต่ถ้ามันสุดวิสัยจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ จะไปทำกับมันทำไม เพราะเราทำอะไรไม่ได้ เช่นเดียวกับที่เราคิดถึงความตายเราก็ทำอะไรไม่ได้ มันถึงเวลามันจะมามันก็มา ไปวิตกกังวลกับมันก็ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร งั้นก็ต้องให้มอง ๒ มิติด้วยกัน มิติหนึ่งก็คือเราทำอะไรได้ทำคุณทำประโยชน์ให้กับโลกได้ก็ทำไป แต่ถ้ามันไม่อยู่ในความสามารถของเราที่จะทำอะไรได้เราต้องปล่อย คิดเสียว่าอย่างมากก็แค่ตาย พิจารณาบ่อยๆ แล้วมันจะไม่ลืมความตาย ทุกวันนี้คนเราลืมความตายกัน พอได้ข่าวคนตายนี้ตกใจกัน เป็นข่าวใหญ่ข่าวโต ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเกิดมาแล้วย่อมมีความตายเป็นธรรมดา ล่วงพ้นความตายไปไม่ได้ ถ้าเราหมั่นพิจารณาอยู่เรื่อยๆ มันจะรู้สึกเฉยๆ หรือจะค่อยซึมทราบความจริงนี้เข้าไปในใจ แล้วมันจะทำให้ใจเรานี้เตรียมรับกับมันยอมรับกับมัน พอยอมรับมันได้แล้วใจมันหลุดเลย มันเบามันก็สบาย “วูปะสะโมสุโข” ร่างกายเป็นของไม่เที่ยง มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป ปล่อยวางร่างกายได้เป็นสุขอย่างยิ่ง

นี่คือประโยชน์ของการเจริญมรณานุสสติ ให้เราปล่อยให้เราวางร่างกาย เพราะในที่สุดมันก็ต้องไปสู่ความตาย ไม่ว่าจะเป็นร่างกายของใครก็ตาม จะรักกันมากขนาดไหนเมื่อถึงเวลาก็ไม่มีใครสามารถที่จะห้ามมันได้ จะร้องห่มร้องไห้เศร้าโศกเสียใจ จะวิตกกังวล มันก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันเป็นอนัตตา เป็นเหมือนสภาวะธรรมชาติเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป เป็นอนัตตาไม่มีใครควบคุมบังคับได้ เพราะมีเหตุมีปัจจัยที่เป็นผู้จัดการที่เป็นผู้ทำให้เกิดหรือดับ มองให้เห็นว่ามันไม่ได้อยู่ในวิสัยของเราที่จะไปยับยั้งความตายได้เมื่อถึงเวลา แต่เราทำได้ตามกำลังของเราและที่เป็นไปได้ ตอนที่มีชีวิตอยู่เราก็พยายามดูแลเลี้ยงดูรักษามันให้ดี ไม่ประมาท เวลาประมาทใช้ร่างกายไปในทางที่ผิด ไปเสพยาเสพติดไปเสพอะไรต่างๆ ที่เป็นพิษเป็นอันตรายทางร่างกาย มันก็ทำให้ตายก่อนวัยอันควร

ฉะนั้นมันก็มี ๒ ระดับ ระดับที่เราดูแลรักษาได้ก็ดูแลรักษาไป แล้วถ้ามันถึงระดับที่เราไม่สามารถจะรักษาหรือห้ามมันได้ก็ต้องปล่อยมันไป ต้องยอมรับความจริง อย่าอยู่บนความอยาก ให้อยู่บนความจริง พวกเราส่วนใหญ่อยู่บนความอยากกัน คือไม่มีใครอยากตายกัน ทุกคนอยากไม่ตายกันทั้งนั้น แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะห้ามได้เมื่อความจริงปรากฏขึ้นมา เมื่อความตายมันปรากฏขึ้นมา ถ้าเรายอมรับมันได้อยู่กับความเป็นจริง ถ้าอยู่ได้ก็อยู่ไป ถ้าตายก็ตายไป อันนั้นเป็นไปตามความเป็นจริง ใจก็จะไม่สร้างสมุทัยขึ้นมา คือความอยากไม่ตาย ที่เราทุกข์กันเพราะว่าเราไปสร้างความอยาก “สมุทัย” ความอยากไม่ตาย “วิภวตัณหา” และความอยากอยู่ “ภวตัณหา” เพราะอยากเสพกาม “กามตัณหา” ก็เลยผูกมัดใจเราให้อยากอยู่ไม่อยากตาย พวกเรายังอยากใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือในการเสพรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ เป็นความสุขของปุถุชนที่ยังต้องเสพกามอยู่ คือเสพรูปเสียงกลิ่นรสอยู่ แต่สำหรับพระอริยบุคคลนี่ท่านละการเสพกามได้ ท่านเปลี่ยนวิธีเป็นการทำให้จิตใจสงบ สงบด้วยสติแล้วก็สงบด้วยปัญญา ๒ ระดับด้วยกัน ท่านก็เลยไม่ต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือในการหาความสุขผ่านทางตาหูจมูกลิ้นกาย เมื่อไม่ต้องใช้ตาหูจมูกลิ้นกายก็ไม่ต้องพึ่งร่างกาย ร่างกายจะอยู่จะเป็นจะตายก็ไม่เป็นปัญหาอะไรเพราะไม่ได้ใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือแล้ว ไม่ได้เป็นสรณะแล้ว

เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ได้เป็นพระอริยบุคคลนี่ ยังยึดติดร่างกายเป็นสรณะเป็นที่พึ่งของใจ ใจขาดร่างกายไม่ได้ ขาดตาหูจมูกลิ้นกายไม่ได้ แต่หลังจากที่ได้เจริญสมาธิได้ความสุขจากความสงบ ก็เริ่มปล่อยวางเรื่องของการพึ่งร่างกายได้ แล้วยิ่งถ้าได้ระดับปัญญาก็ปล่อยวางได้อย่างถาวร ก็เลยไม่วิตกกับความเป็นความตายแต่อย่างใด เพราะท่านไม่ต้องใช้ร่างกายไม่ต้องพึ่งร่างกายแล้ว ท่านมีธรรมเป็นที่พึ่ง เป็น “ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ” ธรรมก็คือสติปัญญา เราควรจะมาเปลี่ยนที่พึ่งกัน อย่าไปพึ่งร่างกายหาความสุข “รูปัง สรณัง คัจฉามิ” มาเปลี่ยนเป็น “ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ” กันดีกว่า ถ้าเราไม่ต้องพึ่งร่างกายแล้ว ร่างกายจะเป็นจะตายเราก็ยอมรับมันได้ เพราะมันไม่มีความเปลี่ยนแปลงกับสภาพจิตใจของเรา เราไม่ได้พึ่งร่างกายแล้ว ร่างกายอยู่ก็เท่าเดิม ร่างกายตายไปก็เท่าเดิม ความสงบสุขของใจก็เท่าเดิม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแต่อย่างใด

ก็กลับมาอยู่ที่การมาเปลี่ยนวิธีหาความสุข พยายามลบล้างวิธีการหาความสุข เปลี่ยนวิธีหาความสุขทางกามทางร่างกาย มาเป็นทางใจกันบ้าง อย่างวันพระ พระพุทธเจ้าทรงกำหนดขึ้นมาเพื่อให้เรามาเปลี่ยนวิธีหาความสุขกัน มาถือศีล ๘ “ศีล ๘ ก็ห้ามไม่ให้หาความสุขจากทางร่างกาย“ แล้วก็มาเจริญสติหาความสุขจากการเจริญสติในเบื้องต้นก่อน ทำจิตให้รวมเป็นสมาธิด้วยสติ แล้วเมื่อเราได้สมาธิ ชำนาญทางสมาธิแล้ว ขั้นต่อไปก็เวลาออกจากสมาธิมา เวลาจิตเกิดความอยากเกิดความทุกข์ขึ้นมาจากความอยาก ก็ให้ใช้ปัญญานี้มาหยุดความอยากได้ ด้วยการพิจารณาว่าสิ่งที่อยากเป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่เป็นทุกข์ และไม่ใช่เป็นของที่เราจะสามารถควบคุมบังคับได้ ก็จะหยุดความอยากได้อย่างถาวร เมื่อไม่มีความอยาก ความทุกข์ที่เกิดจากความอยากก็จะหายไป เมื่อความทุกข์หายไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่ก็คือความสงบ คือความสุข นี่คือสิ่งที่เราควรจะรีบทำกัน อย่างน้อยเราเป็นชาวพุทธ ถ้าเป็นพุทธจริงมันต้องมีวันพระอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง ต้องมีวันที่ให้เราได้ไปปฏิบัติธรรม ถือศีล ๘ ไปปลีกวิเวก เดินจงกรม นั่งสมาธิ แล้วต่อไปเราก็จะได้ไม่ต้องพึ่งร่างกาย.

รายการวิสัชนาธรรม ครั้งที่ ๒๖๗
วันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี





"ความดี ความชั่ว สุข ทุกข์ "
"... ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทวบุตรเทวดา..
หรือใครที่ไหน มันขึ้นอยู่ที่การกระทำ
อันเกิดจาก กรรมดีกรรมชั่วของตัวเรา
นี้เอง ..."

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง
จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙ - ๒๕๐๔)






#เราใกล้ชิดพระพุทธเจ้าแล้วหรือยัง
"...เราใกล้ชิดพระพุทธเจ้า เข้าถึงพระพุทธเจ้า ก็คือ ผู้มีสติ ใกล้ชิดพระพุทธเจ้า ก็คือ ผู้มีสมาธิ ใกล้ชิดพระพุทธเจ้า ก็คือ ผู้มีปัญญา ขัดเกลาตัวเราด้วย สติ ด้วยสมาธิ และปัญญาอยู่เสมอ เป็นลำดับๆ

นี่ สาวกของพระพุทธเจ้า มีข้อปฏิบัติอย่างนี้ มีการกระทำอย่างนี้ทุกพระองค์ทีเดียว ถ้าหากว่า เรายังไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ ปัญญาของเราก็ยังเป็นสัญญาอยู่ รีบเร่งนั่งสมาธิ เดินจงกรม พิจารณาให้มาก เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ของเกิด ของแก่ ของตาย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดิน น้ำ ลม ไฟ พิจารณาให้มาก ตั้งแต่ศรีษะลงไปหาเท้า เท้าขึ้นมาหาศรีษะ ล้วนแต่เป็น กองธรรมทั้งนั้น พิจารณาให้เห็นความเป็นจริงขึ้นมา

อันนี้เป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจของเรา ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นเราเป็นเขา เป็นตัวเป็นตนของเรา พิจารณาให้ชัดลงไป แล้วจะเห็นว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา ไม่มีอะไรเป็นของเขา แล้วไม่มีตัวตนอะไรแม้แต่น้อย เพียงแต่ของเกิดมาตาย เหมือนกับฟองน้ำ เกิดมาอย่างไร ร่างกายเราก็เป็นอย่างนั้น..."

หลวงปู่แบน ธนากโร
วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร





“คนมีปัญญาอาศัยธรรมะ
เป็นเครื่องปรับปรุงกายและใจของตน
เอาปัญญาเข้ามาพิจารณาจิต
ที่มันเป็นโลกนั้น ให้กลายมาเป็นธรรม”
...
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี




"ความดี ความชั่ว สุข ทุกข์ "
"... ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทวบุตรเทวดา..
หรือใครที่ไหน มันขึ้นอยู่ที่การกระทำ
อันเกิดจาก กรรมดีกรรมชั่วของตัวเรา
นี้เอง ..."

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง
จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙ - ๒๕๐๔)







“..ธรรมโอวาท ของ “หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ เรื่อง การพิจารณากาย..”

“..พระบรมศาสดาจารย์เจ้าทรงตั้งมหาสติปัฎฐานเป็นชัยภูมิก็โดยที่ผู้จะเข้าสู่ สงครามรบข้าศึก คือ กิเลส ต้องพิจารณากายานุปัสนาสติปัฏฐานเป็นต้นก่อน เพราะคนเราที่เกิดกามราคะก็เกิดที่กายและใจ เพราะตาแลเห็นกายทำให้ใจกำเริบ เหตุนั้น จึงได้ความว่า กายเป็นเครื่องก่อเหตุ จึงต้องพิจารณาที่กายนี้ก่อน จะได้เป็นเครื่องดับนิวรณ์ทำให้ใจสงบได้

การพิจารณากายนี้เป็นของสำคัญ ผู้ที่จะพ้นทุกข์ล้วนแต่ต้องพิจารณากายนี้ทั้งสิ้น สิ่งสกปรกน่าเกลียดนั้นก็คือตัวเรานี้เอง ร่างกายนี้เป็นที่ประชุมแห่งของโสครก เป็นอสุภะ ปฏิกูล น่าเกลียด เพราะฉะนั้นจงพิจารณากายนี้ให้ชำนิชำนาญ ให้มีสติพิจารณาในที่ทุกสถาน ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ คิด พูด ก็ให้มีสติรอบคอบในกายอยู่เสมอ ณ ที่นี้พึงทำให้มาก เจริญให้มาก คือพิจารณาไม่ต้องถอยเลยทีเดียว

ขณะเมื่อยังเห็นไม่ทันชัดเจนก็พิจารณาส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งกายอันเป็นที่สบาย แก่จริตจนกระทั่งปรากฏเป็นอุคคหนิมิต คือ ปรากฏส่วนแห่งร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วก็กำหนดส่วนนั้นให้มาก เจริญให้มาก ทำให้มาก

พระโยคาวจรเจ้าเมื่อพิจารณาในที่นี้ พึงเจริญให้มาก ทำให้มาก อย่าพิจารณาครั้งเดียวแล้วปล่อยทิ้งตั้งครึ่งเดือน ตั้งเดือน ให้พิจารณาก้าวเข้าไป ถอยออกมาเป็น อนุโลม ปฏิโลม คือเข้าไปสงบในจิตแล้วถอยออกมาพิจารณากาย อย่าพิจารณากายอย่างเดียวหรือสงบที่จิตแต่อย่างเดียว พระโยคาวจรเจ้าพิจารณาอย่างนี้ชำนาญแล้ว หรือชำนาญอย่างยิ่งแล้ว คราวนี้แลเป็นส่วนที่จะเป็นเอง คือ จิต ย่อมจะรวมใหญ่ เมื่อรวมพรึบลง ย่อมปรากฏว่าทุกสิ่งรวมลงเป็นอันเดียวกันคือหมดทั้งโลกย่อมเป็นธาตุทั้งสิ้น นิมิตจะปรากฎขึ้นพร้อมกันว่าโลกนี้ราบเหมือนหน้ากลอง เพราะมีสภาพเป็นอันเดียวกัน ไม่ว่า ป่าไม้ ภูเขา มนุษย์ สัตว์ แม้ที่สุดตัวของเราก็ต้องลงราบเป็นที่สุดอย่างเดียวกันพร้อมกับ ญาณสัมปยุตต์ คือรู้ขึ้นมาพร้อมกัน ในที่นี้ตัดความสนเท่ห์ในใจได้เลย จึงชื่อว่า ยถาภูตญาณทัสสนวิปัสสนา คือทั้งเห็นทั้งรู้ตามความจริง

การพิจารณากายนี้มีที่กล่าวอ้างมาก ดั่งในการบวชทุกวันนี้ เบื้องต้นต้องบอกกรรมฐาน ๕ ก็คือ กายนี้เองก่อนอื่นหมดเพราะเป็นของสำคัญ ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์พระธรรมบทขุทฺทกนิกายว่า อาจารย์ผู้ไม่ฉลาดไม่บอกซึ่งการพิจารณากาย อาจทำลายอุปนิสัยแห่งพระอรหันต์ของกุลบุตรได้ เพราะฉะนั้นในทุกวันนี้จึงต้องบอกกรรมฐาน๕ ก่อน

เหตุนั้นการพิจารณากายจึงเป็นของสำคัญ ผู้ที่จะพ้นทุกข์หมดล้วนแต่ต้องพิจารณากายนี้ทั้งสิ้นจะรวบรวมกำลังใหญ่ได้ ต้องรวบรวมด้วยการพิจารณากาย แม้พระพุทธองค์เจ้าจะได้ตรัสรู้ทีแรกก็ทรงพิจารณาลม ลมจะไม่ใช่กายอย่างไร? เพราะฉะนั้นมหาสติปัฏฐาน มีกายานุปัสสนาเป็นต้น จึงชื่อว่า ชัยภูมิ เมื่อเราได้ชัยภูมิ ดีแล้ว กล่าวคือปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐานจนชำนาญแล้ว ก็จงพิจารณาความเป็นจริงตามสภาพแห่งธาตุทั้งหลาย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
(ที่มา: หนังสืหลวงตามหาบัว

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/