| ลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/ |
|
| ความพ้นทุกข์ http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66865 |
หน้า 1 จากทั้งหมด 1 |
| เจ้าของ: | รสมน [ 17 ส.ค. 2026, 18:13 ] |
| หัวข้อกระทู้: | ความพ้นทุกข์ |
..ศีล..สีลํ สีลา วิย ศีลคือความปกติ อุปมาได้เท่ากับหินซึ่งเป็นของหนักและเป็นแก่นของดิน แม้จะมีวาตธาตุมาเป่าสักเท่าใด ก็ไม่มีการสะเทือนหวั่นไหวเลย แต่ว่าเราจะสำคัญถือแต่เพียงคำว่าศีลเท่านั้น ก็จะทำให้เรางมงายอีก ต้องให้รู้จักเสียว่าศีลนั้นอยู่ที่ไหน มีตัวตนเป็นอย่างไร อะไรเล่าเป็นตัวศีล ใครเป็นผู้รักษา ถ้ารู้จักว่าใครเป็นผู้รักษาแล้ว ก็จะรู้จักว่าผู้นั้นเป็นตัวศีล ถ้าไม่เข้าใจเรื่องศีลก็จะงมงาย ไม่ถือศีลเพียงนอกๆ เดี๋ยวก็ไปหาเอาที่นั้นทีนี้จึงจะมีศีล ไปขอเอาที่นั่นที่นี่จึงมี เมื่อยังเที่ยวหาเที่ยวขออยู่ไม่ใช่หลงศีลดอกหรือ ไม่ใช่สีลพัตตปรามาสถือนอกๆ ลูบๆ คลำๆ อยู่หรือ อิทํ สจฺจาภินิเวสทิฏฐิ จะเห็นความงมงายของตนว่า เป็นของจริงเที่ยงแท้ ผู้ไม่หลง ย่อมไม่ไปเที่ยวขอเที่ยวหา เพราะเข้าใจแล้วว่าศีลก็อยู่ที่ตนนี้ จะรักษาโทษทั้งหลายก็ตนเป็นผู้รักษา ดังที่ว่า "เจตนาหํ ภิกฺขเว สีลํ วทามิ" เจตนา เป็นตัวศีล เจตนา คืออะไร เจตนานี้ต้องแปลงอีกจึงจะได้ความ ต้องเอาสระ เอ มาเป็น อิ เอา ต สะกดเข้าไป เรียกว่า จิตฺต คือ จิตใจ คนเราถ้าจิตใจไม่มี ก็ไม่เรียกว่า คน มีแต่กายจะสำเร็จการทำอะไรได้ ร่างกายกับจิตต้องอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อจิตใจไม่เป็นศีล กายก็ประพฤติไปต่างๆ จึงกล่าวได้ว่า ศีลมีตัวเดียว นอกนั้นเป็นแต่เรื่องโทษที่ควรละเว้น โทษ ๕ โทษ ๘ โทษ ๑๐ โทษ ๒๒๗ รักษาไม่ให้มีโทษต่างๆ ก็สำเร็จเป็นศีลตัวเดียว รักษาผู้เดียวนั้นได้แล้ว มันก็ไม่มีโทษเท่านั้นเอง ก็จะเป็นปกติแนบเนียนไม่หวั่นไหว ไม่มีเรื่องหลงหาหลงขอ คนที่หาขอต้องเป็นคนทุกข์ ไม่มีอะไรจึงเที่ยวหาขอ เดี๋ยวก็กล่าว ยาจามิๆ ขอแล้วขอเล่าขอเท่าไรยิ่งไม่มียิ่งอดอยากยากเข็ญ เราได้มาแล้วมีอยู่แล้วซึ่งกายกับจิต รูปกายก็เอามาแล้วจากบิดามารดาของเรา จิตก็มีอยู่แล้ว ชื่อว่าของเรามีพร้อมบริบูรณ์แล้ว จะทำให้เป็นศีลก็ทำเสียไม่ต้องกล่าวว่า ศีลมีอยู่ที่โน้นที่นี้ กาลนั้นจึงจะมีกาลนี้จึงจะมี ศีลมีอยู่ที่เรานี้แล้ว อกาลิโก รักษาได้ไม่มีกาล ได้ผลก็ไม่มีกาล..” ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) การทำบุญทำให้เรามีความสุข มันจึงต้องมีปัญญากำกับอยู่เสมอ เพราะสิ่งใดนำความสุขมาให้ ปุถุชนมักจะหลง สิ่งที่มีชื่อว่า ‘บุญ’ และทำแล้วมีความสุขไม่ใช่ว่าจะเป็นบุญเสมอไป ปัญญาจึงต้องสอดส่องพิจารณาว่าสิ่งที่เราทำเป็นการยกจิตยกชีวิตให้สูงขึ้นจริงหรือเปล่า หลวงพ่อชาสอนว่า ชาวบ้านจะเก็บปลาไว้กินนาน ๆ ต้องใส่เกลือกันเน่า บุญก็เหมือนกัน ถ้าขาดปัญญาก็เน่าได้ กุศลคือชื่อของปัญญา บุญประกอบด้วยปัญญาเรียกว่า บุญกุศล - พระอาจารย์ชยสาโร - “ . . อันความยุ่งยากทั้งหลาย ให้พิจารณาดูว่า ความจริงแล้วนั้นมันเกิดขึ้นจากตัวเรา หาได้เกิดจากผู้อื่น เมื่อเกิดขึ้นจากตัวเรา ก็ต้องแก้ไขด้วยตัวเราเอง อย่ามุ่งไปโทษที่ปลายเหตุอันเป็นส่วนสุดท้าย เมื่อรู้ได้ว่าเป็นเช่นนี้ คนอื่นก็ไม่เกี่ยว เรื่องของเขาก็ไม่ใช่อะไรของเรา เรื่องของเราก็ไม่ใช่อะไรของเขา ทุกปัญหาความยุ่งยากทั้งหลายก็เป็นอันจบลง ไม่เหลืออะไรให้จิตคิดฟุ้งซ่านกังวลอีกเลย . . ” โอวาทธรรม ท่านพ่อลี ธมฺมธโร " ถ้าทำบุญทุกวัน รับรองได้ว่า..ตายไปนี้ ไม่ต้องมารอรับส่วนบุญของผู้อื่น ผู้ที่มารอรับส่วนบุญนี้ เป็นพวกที่ทำบุญน้อยหรือไม่ทำเลย บางพวกก็ไม่ยอมทำบุญเลย วันพระวันปีใหม่ก็ไม่ทำ ...พวกนี้แหละ... ที่จะต้องมาคอยรับส่วนบุญ #ธรรมะดวงใจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จ.ชลบุรี พอใจในสิ่งที่เรามี ภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่กับตัว นี่คือ ... เคล็ดลับ สู่ชีวิตที่เบาสบาย และสงบเย็น ด้วยเหตุนี้ 'สันโดษ' จึงเป็น สิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิต ... ... พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล "...ถ้าหากบำเพ็ญสมาธิ มุ่งให้จิตสงบ ให้มีจิตตั้งมั่นต่อการทำความดี และ เพื่อจะให้เกิดสมาธิ มีสติ มีปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรมตามความ เป็นจริง เพื่อจะได้เป็นอุบายถ่ายถอน ราคะ ความกำหนัดยินดี หรือกิเลส โลภ โกรธ หลง ให้หมดไปจากจิตใจ โดยไม่มุ่งสิ่งอื่น นอกจากความบริสุทธิ์ และคววมพ้นทุกข์ จัดว่าได้ ชื่อว่าป็น สัมมาสมาธิ.." หลวงพ่อพุธ ฐานิโย |
|
| หน้า 1 จากทั้งหมด 1 | เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง |
| Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group http://www.phpbb.com/ |
|